เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 - เหยื่อล่อที่สมบูรณ์แบบ

บทที่ 11 - เหยื่อล่อที่สมบูรณ์แบบ

บทที่ 11 - เหยื่อล่อที่สมบูรณ์แบบ


บทที่ 11 - เหยื่อล่อที่สมบูรณ์แบบ

"คนสะกดรอยตามสามคน สองคนเป็นคนของสำนักงานข่าวกรองพิเศษพวกคุณ งั้นอีกคนล่ะ? เป็นไปได้ไหมว่าจะเป็นสมาชิกขององค์กรกบฏรุ่งอรุณแห่งการไถ่บาป?"

"ไม่ว่าใช่หรือไม่ใช่ ข้อเสนอของฉันคือ จับกุมผู้สะกดรอยตามคนที่สามที่ไม่ทราบที่มา ขจัดภัยคุกคามความปลอดภัยซะ"

พูดจบ อันเสี่ยวเสวี่ยก็มองไปที่ ผอ.สำนักงานข่าวกรองพิเศษ โจวเซิ่ง "ผอ.โจว พวกคุณจะจัดคนลงมือ หรือจะให้ฉันทำ?"

อันเสี่ยวเสวี่ยมีท่าทีอยากจะลองของอยู่หน่อยๆ

ใบหน้าของโจวเซิ่งกลับฉายแววลำบากใจ มองไปที่พันเอกหลิวเทียนหู่ แล้วหันมามองอันเสี่ยวเสวี่ย "ศาสตราจารย์อัน ข้อเสนอของผมคือ รักษาสถานะปัจจุบันไว้ก่อน

ความปลอดภัยของนักเรียนที่ชื่อสวี่ถุ่ยคนนี้ เจ้าหน้าที่พิเศษสองนายนั้นน่าจะรับประกันได้"

คิ้วเรียวของอันเสี่ยวเสวี่ยเลิกขึ้นทันที "หมายความว่ายังไง เจอผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกกบฏรุ่งอรุณฯ แล้วไม่ลงมือ พวกคุณคิดจะทำอะไร?"

อันเสี่ยวเสวี่ยฉลาดเป็นกรด มองท่าทางอึกอักของโจวเซิ่งก็เข้าใจได้ในทันที

"เหยื่อล่อ?"

ทันใดนั้น อันเสี่ยวเสวี่ยก็ตบโต๊ะลุกขึ้นยืน

"ผอ.โจว คุณช่างกล้ามากนะ กล้าเอาชีวิตนักเรียนของมหาวิทยาลัยวิวัฒนาการพันธุกรรมของฉันมาล้อเล่น

ให้นักเรียนที่เปิดสิบสี่จุดฐานพันธุกรรมมาเป็นเหยื่อล่อ นี่ใครเป็นคนอนุมัติ?

ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ?

เท่าที่ฉันรู้ คุณไม่น่าจะมีอำนาจขนาดนี้นะ?"

โจวเซิ่ง ผอ.สำนักงานข่าวกรองพิเศษเมืองจินเฉิงจนปัญญา "เรื่องนี้ ..."

ขณะที่โจวเซิ่งกำลังลำบากใจ พันเอกหลิวเทียนหู่ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะก็เอ่ยปาก "แผนของเขา หลังจากรายงานผมแล้ว ผมเป็นคนอนุมัติให้เริ่มดำเนินการ ศาสตราจารย์อันมีปัญหาอะไรไหม?"

สีหน้าของอันเสี่ยวเสวี่ยเย็นชาลง ตอบกลับไปว่า "พันเอกหลิว คุณเป็นผู้บัญชาการกองกำลังเตรียมพร้อมเมืองจินเฉิง ฉันคงมีปัญหาไม่ได้

การวางแผนเหยื่อล่อ เป็นสิทธิ์ของสำนักงานข่าวกรองพิเศษ การอนุมัติเป็นหน้าที่ของคุณ

แต่ฉันอยากจะบอกว่า สำนักงานข่าวกรองพิเศษจะเห็นแก่ผลงานจนละเลยชีวิตของนักเรียนไม่ได้ เด็กพวกนี้เพิ่งสอบคัดเลือกพันธุกรรมเสร็จ ยังไม่มีความสามารถในการป้องกันตัวเองเลย!"

ประโยคนี้ของอันเสี่ยวเสวี่ย เหมือนไปกระตุกหนวดเสือ ทำให้โจวเซิ่ง ผอ.สำนักงานข่าวกรองพิเศษลุกขึ้นยืนทันที จ้องมองอันเสี่ยวเสวี่ยด้วยสายตาเย็นเยียบ สายตาของหลิวเทียนหู่เองก็น่ากลัวไม่แพ้กัน

วินาทีต่อมา โจวเซิ่งเอ่ยปาก "ศาสตราจารย์อัน คุณพูดไม่ผิด แต่มันไม่ได้ขัดแย้งกับแผนตกปลานี้เลย

เราได้ส่งเจ้าหน้าที่พิเศษไปติดตามคุ้มกันเหยื่อล่อที่ถูกเลือกแล้ว พร้อมทั้งวางแผนปฏิบัติการอย่างรัดกุม

รับประกันความปลอดภัยของเหยื่อล่ออย่างสูงสุด

อีกอย่าง สวี่ถุ่ยไม่ใช่คนที่เราส่งออกไปเป็นเหยื่อล่อเอง แต่เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของเราพบว่าสวี่ถุ่ยถูกสมาชิกองค์กรกบฏรุ่งอรุณฯ เพ่งเล็งอยู่ก่อนแล้ว ทางสำนักงานจึงส่งเจ้าหน้าที่ไปคุ้มกันสวี่ถุ่ยทันที" ผอ.โจวเซิ่งกล่าว

"แล้วทำไมไม่จับกุมไปเลย?" อันเสี่ยวเสวี่ยถาม

"แบบนั้นอย่างแรกจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น อย่างที่สอง เราอยากอาศัยเบาะแสที่องค์กรกบฏรุ่งอรุณฯ เพ่งเล็งสวี่ถุ่ยนี้ ปล่อยสายยาวตกปลาตัวใหญ่ ดูว่าจะถอนรากถอนโคนผู้ปฏิบัติการขององค์กรกบฏรุ่งอรุณฯ ในครั้งนี้ได้หรือไม่

ทำไปก็เพื่อจับกุมองค์กรกบฏรุ่งอรุณฯ ที่แฝงตัวอยู่ในเมืองจินเฉิงให้ได้เร็วที่สุด ลดความสูญเสียในช่วงเวลารายงานตัวของนักศึกษามหาวิทยาลัยให้น้อยที่สุด"

"ปล่อยสายยาวตกปลาตัวใหญ่? อย่างสูงสุด ... แล้วถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันล่ะ?" อันเสี่ยวเสวี่ยไม่เกรงกลัวสายตาของโจวเซิ่งและหลิวเทียนหู่แม้แต่น้อย

"เหตุไม่คาดฝัน?"

โจวเซิ่งหัวเราะเย็น "แผนนี้ไม่มีเหตุไม่คาดฝัน เราได้ทำแผนสำรองฉุกเฉินไว้อย่างเพียงพอ รับมือได้ทุกสถานการณ์

แม้กระทั่งกรณีสุดโต่งที่แทบเป็นไปไม่ได้อย่างเหยื่อล่อถูกลักพาตัวออกนอกเมือง ก็อยู่ในแผนรับมือฉุกเฉินของแผนนี้แล้ว

แน่นอน บนโลกนี้ไม่มีอะไรที่ควบคุมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ หากเกิดการเสียชีวิตโดยไม่คาดฝัน ผมจะรับผิดชอบ แต่เราได้พยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์นั้นอย่างเต็มที่แล้ว"

"ผมขอเตือนทุกท่านในที่นี้ ตั้งแต่สามวันก่อน เมืองจินเฉิงเริ่มบังคับใช้ 'กฎระเบียบยามสงคราม' ในบางส่วนแล้ว! ผมเข้าใจความรู้สึกของศาสตราจารย์อัน แต่เมื่อปฏิบัติการเริ่มขึ้นแล้ว ก็ต้องดำเนินต่อไป การหยุดกลางคัน มีแต่จะสร้างความเสียหายและอุบัติเหตุมากขึ้น!

อย่างไรก็ตาม ผมจะสั่งการให้สำนักงานข่าวกรองพิเศษ พยายามรับประกันความปลอดภัยของนักเรียนอย่างเต็มที่"

ปากบอกว่าเตือนทุกคน จริงๆ ก็คือเตือนอันเสี่ยวเสวี่ย

อันเสี่ยวเสวี่ยกัดริมฝีปาก

กฎระเบียบยามสงคราม

ไม่ใช่สิ่งที่ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยวิวัฒนาการพันธุกรรมอย่างเธอจะแตะต้องได้

ต่อให้เป็นสายลึกลับก็ไม่ได้

"ศาสตราจารย์อัน คุณเข้าใจแล้วใช่ไหม?" เห็นอันเสี่ยวเสวี่ยยอมจำนน หลิวเทียนหู่ก็รุกไล่ ตะคอกถามเสียงดัง

"เข้าใจค่ะ" อันเสี่ยวเสวี่ยกัดริมฝีปากอีกครั้ง ค่อยๆ นั่งลง

"ผอ.โจว บอกลูกน้องโง่เง่าสองคนที่คุณส่งไปหน่อย ให้พวกเขาใส่ใจหน่อย ถูกเด็ก ม.6 จับได้ โง่กว่านี้มีอีกไหม?"

คำพูดประโยคเดียวของหลิวเทียนหู่ ทำเอาหน้าของโจวเซิ่ง ผอ.สำนักงานข่าวกรองพิเศษดูไม่ได้

แต่ก็เพราะลูกน้องสองคนนั้นไม่อยู่ตรงหน้า ถ้าอยู่ โจวเซิ่งคงอยากจะเข้าไปเตะสักสองที

มือเก๋าทำงานมาหลายปี แถมยังเป็นผู้ปลดปล่อยพันธุกรรม สะกดรอยตามนักเรียนคนหนึ่งดันถูกจับได้ มันช่าง ... ให้อภัยไม่ได้!

ทุกคนนึกว่าความขัดแย้งเล็กๆ นี้จะจบลงแค่นี้ แต่พอหลิวเทียนหู่เห็นอันเสี่ยวเสวี่ยเริ่มกดอุปกรณ์สื่อสารส่วนตัว สีหน้าก็เคร่งเครียดลงอีกครั้ง

"ศาสตราจารย์อัน กฎระเบียบยามสงครามคุณไม่เข้าใจเหรอ?"

"ระดับความลับของการประชุมวันนี้ คุณน่าจะรู้นะ ถ้าคุณเปิดเผยข้อมูลที่ไม่ควรเปิดเผยให้นักเรียนคนนั้นรู้จนทำให้แผนล้มเหลว

บนเก้าอี้พิจารณาคดีของศาลคณะกรรมการพันธุกรรม จะมีที่ของคุณแน่นอน"

ได้ยินดังนั้น อันเสี่ยวเสวี่ยก็โกรธจนหัวเราะออกมา

นิ้วเรียวแตะอุปกรณ์สื่อสารส่วนตัว ฉายภาพหน้าจอแชทและเนื้อหาที่คุยกับสวี่ถุ่ยขึ้นมากลางอากาศต่อหน้าทุกคน

"สวี่ถุ่ยพบว่ามีคนสะกดรอยตาม เขาตกใจมาก เลยขอความช่วยเหลือจากฉัน ในเมื่อพันเอกหลิวอ้างกฎระเบียบรักษาความลับ งั้นฉันไม่ตอบกลับแล้วกันค่ะ" อันเสี่ยวเสวี่ยกล่าว

มุมปากของโจวเซิ่ง ผอ.สำนักงานข่าวกรองพิเศษกระตุก

สวี่ถุ่ยพบการสะกดรอยแล้วเกิดความสงสัย

ขอความช่วยเหลือจากอันเสี่ยวเสวี่ย

อันเสี่ยวเสวี่ยตอบไปครึ่งหนึ่งจู่ๆ ก็ไม่ตอบ

พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

นักเรียน ม.6 อายุ 18 ปี ภายใต้ความหวาดกลัว มีความเป็นไปได้สูงที่จะทำเรื่องเหนือความคาดหมาย หรือแม้แต่ปฏิกิริยาประหลาดๆ

หากเกิดสถานการณ์แบบนั้น จะนำไปสู่ผลลัพธ์เดียว — ปฏิบัติการเกิดตัวแปร หรือถึงขั้นล้มเหลว!

นี่ไม่ใช่สิ่งที่โจวเซิ่งอยากเห็น

และยิ่งไม่ใช่สิ่งที่พันเอกหลิวเทียนหู่อยากเห็น

"ปลอบใจเขา! แต่ห้ามเปิดเผยแผนการ" พันเอกหลิวเทียนหู่ตัดสินใจทันที

"นี่พันเอกหลิวให้ตอบเองนะคะ ฉันไม่ได้ละเมิดกฎรักษาความลับนะ"

อันเสี่ยวเสวี่ยเสริมไปอีกประโยค เอาตัวเองออกมาจากปัญหาก่อน แล้วนิ้วเรียวก็พริ้วไหว พิมพ์ข้อความชุดหนึ่ง แต่ไม่ได้กดส่งทันที แต่แสดงให้ดูก่อน

"สวี่ถุ่ย จากการตรวจสอบของฉัน ในบรรดาคนสะกดรอยตามเธอสามคน มีสองคนเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษของสำนักงานข่าวกรองพิเศษที่มาคอยคุ้มกันความปลอดภัยให้เธอ อีกคนหนึ่งไม่ทราบที่มา อาจมีอันตราย เธอระวังตัวด้วย

กำลังประชุมอยู่ หากไม่มีเหตุด่วนห้ามรบกวนอีก"

"ได้ไหมคะ?"

อันเสี่ยวเสวี่ยชี้ไปที่ข้อความที่ฉายอยู่แล้วถาม

พันเอกหลิวเทียนหู่กับโจวเซิ่งอ่านข้อความตอบกลับนี้อย่างละเอียดหลายรอบ ไม่เพียงแต่ไม่มีปัญหา แถมยังดีมากด้วย

เปิดเผยข้อมูลอย่างเหมาะสมว่ามีเจ้าหน้าที่พิเศษสองคนคอยคุ้มกันเขาอยู่ จะไม่ทำให้นักเรียนคนนี้ตื่นตระหนกจนทำอะไรนอกเหนือตำราจนทำให้แผนล้มเหลว

มีผลในการปลอบขวัญสูงมาก

"ได้"

พันเอกหลิวเทียนหู่กล่าว

อันเสี่ยวเสวี่ยแตะนิ้วกดส่ง ข้อความแสดงว่าส่งแล้ว เธอก็นั่งกลับลงไป ไม่พูดอะไรอีก

เธอทำได้เท่านี้แล้ว หวังว่าพ่อหนุ่มคนนั้นดวงจะไม่แย่เกินไป

หน้าร้านชานม สวี่ถุ่ยที่ได้รับข้อความรู้สึกแปลกใจ และมึนงง

ในบรรดาคนสะกดรอยตามเขาสามคน สองคนเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษ อีกคนไม่ทราบที่มา มีอันตราย

ดูแวบแรก สวี่ถุ่ยยังดีใจ

มีเจ้าหน้าที่พิเศษของสำนักงานข่าวกรองพิเศษที่เคยได้ยินแต่ในข่าวมาคุ้มกันเขาด้วย

แสดงว่าเขาก็ได้รับความสำคัญจากรัฐบาลเหมือนกัน ถึงส่งคนมาคุ้มกันเป็นพิเศษ

แต่สมองของสวี่ถุ่ยกลับมีความคิดที่เป็นระบบระเบียบชัดเจนมาก และพบปัญหาอย่างหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว

เจ้าหน้าที่พิเศษสองคนนั้นมาคุ้มกันเขา

แล้วทำไมถึงไม่กำจัดผู้สะกดรอยตามที่ไม่ทราบที่มาและมีอันตรายคนนั้นล่ะ?

ถ้าจะบอกว่าเจ้าหน้าที่พิเศษสองคนนั้นก่อนหน้านี้ไม่พบตัว งั้นตอนนี้หลังจากอันเสี่ยวเสวี่ยตรวจสอบแล้ว ก็น่าจะรู้แล้วไม่ใช่เหรอ?

ต่อให้ไม่รู้ มีช่องทางติดต่ออันเสี่ยวเสวี่ยอยู่ ก็สามารถถามสวี่ถุ่ยได้โดยตรงนี่นา

แต่ก็ไม่มีเลย

แถมคำตอบของอันเสี่ยวเสวี่ยก็แปลกมาก — ให้เขาระวังตัวด้วยตัวเอง

"ในละครและนิยาย ผู้ที่มีหน้าที่คุ้มกัน มักจะกำจัดอันตรายตั้งแต่ยังเป็นวุ้น

มีภัยคุกคามอะไร ก็ต้องตามสืบและกำจัดให้สิ้นซาก

ไอ้แบบที่พบภัยคุกคามแล้วไม่ลงมือ ปล่อยคาราคาซังไว้แบบฉันเนี่ย ส่วนใหญ่ก็คือ ... เหยื่อล่อ!"

เชี่ย!

เชี่ย!

สวี่ถุ่ยที่ได้ข้อสรุปนี้ ในใจมีม้าหมื่นตัววิ่งพล่าน

อัจฉริยะที่เปิดจุดฐานพันธุกรรมสิบสี่จุดอย่างเขา ดันถูกจับมาเป็นเหยื่อล่อ!

สวี่ถุ่ยคิดว่า ข้อสันนิษฐานของเขามีความเป็นไปได้สูงถึงเจ็ดแปดส่วน

หัวใจสวี่ถุ่ยเย็นเฉียบ

ความรู้สึกวิกฤตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนปกคลุมจิตใจทันที

"ไปนอนสถานีตำรวจสักสองวัน นอนจนโรงเรียนเปิด?"

นี่เป็นทางเลือกที่ขี้ขลาดที่สุด และความยากในการทำให้สำเร็จก็สูงมาก

สถานีตำรวจไม่ใช่ที่ที่อยากนอนก็นอนได้

และสวี่ถุ่ยคิดว่า ในเมื่อเขาถูกเลือกเป็นเหยื่อล่อ เกรงว่าต่อให้เข้าสถานีตำรวจไป ก็คงโดนไล่ออกมา!

อำนาจของสำนักงานข่าวกรองพิเศษ ใหญ่กว่ากรมตำรวจเยอะ

ส่วนทางเลือกอื่นๆ ตัวแปรและอันตรายก็ยิ่งเยอะกว่า!

ยิ่งพาความอันตรายกลับบ้านไม่ได้เด็ดขาด

ช่วยตัวเอง!

ต้องยุติสถานะอันตรายในปัจจุบันนี้!

สมองสวี่ถุ่ยประมวลผลด้วยความเร็วสูง วิเคราะห์ปัจจัยและวิธีการปฏิบัติที่เป็นไปได้ทั้งหมด รวมถึงความเป็นไปได้ต่างๆ

ณ เวลานี้ ผู้สะกดรอยตามทั้งสามคนอยู่ห่างจากสวี่ถุ่ยไม่ไกล

ล้วนอยู่ข้างหลังสวี่ถุ่ยที่กำลังต่อแถวซื้อชานมไม่ไกลนัก

ผู้สะกดรอยตามสองคนที่สุมหัวสูบบุหรี่ด้วยกันก่อนหน้านี้ ตอนนี้แยกกันแล้ว คนหนึ่งต่อแถวอยู่ไม่ไกลจากสวี่ถุ่ย อีกคนก็ไปซื้อไก่ทอดร้านข้างๆ

กัดไปคำหนึ่ง

กร้วม

ฟังแล้วไม่หอมแล้ว

ยืนยันได้ว่า สองคนนี้น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษที่สำนักงานข่าวกรองพิเศษส่งมาติดตามคุ้มกันเหยื่อล่ออย่างเขา

เป็นสิ่งที่ใช้ประโยชน์ได้

อย่างรวดเร็ว สวี่ถุ่ยก็ได้แผนปฏิบัติการ

หัวใจเต้นรัวอย่างไม่รักดี มีทั้งความตึงเครียด และความตื่นเต้น

"นิ่งไว้ ต้องนิ่งไว้!"

สวี่ถุ่ยพยายามใช้วิธีหายใจแบบทำสมาธิ สูดลมหายใจเข้าทางจมูก พ่นออกทางปาก หายใจให้ยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพียงไม่กี่ลมหายใจ ก็สงบลง

ไม่เพียงแต่สงบลง ทุกอย่างในรัศมีสามเมตรรอบตัว ก็ชัดเจนขึ้นอย่างที่สุด

"ชานมกาแฟวานิลลาร้อนหนึ่งแก้วครับ ผมเอาแบบร้อนที่สุด"

"ใช้น้ำเดือด 100 องศาเลยนะครับ แฟนผมจะเอาไปใช้!" สวี่ถุ่ยเน้นย้ำกับพนักงาน

พนักงานมองสวี่ถุ่ยด้วยสายตาแปลกๆ

ใช้น้ำเดือด?

นี่คุณจะลวกแฟนให้เลิกกินชานมเหรอครับ?

แต่พนักงานก็ยังทำให้ตามสั่ง

รับชานมมา สวี่ถุ่ยหันหลัง เปิดฝาแก้วชานมออก ดมกลิ่นหอมและความร้อนของชานมแก้วนี้ เดินย้อนกลับไปแนบชิดกับแถวยาวเหยียด

อย่างรวดเร็ว เขาเข้าใกล้คุณลุงกางเกงขาสั้นที่ซื้อไก่ทอดแยกไปคนเดียวก่อนหน้านี้

นั่นก็คือผู้สะกดรอยตามที่ไม่ทราบที่มาคนนั้น

ภายใต้การตั้งสมาธิขั้นสุด จู่ๆ สวี่ถุ่ยก็สัมผัสได้ถึงข้อมูลแปลกๆ บางอย่างจากตัวคุณลุงคนนี้

ความรู้สึกที่ขาทั้งสองข้างและจมูกของคุณลุงคนนี้ดูจะคึกคักเป็นพิเศษ

"ผู้ปลดปล่อยพันธุกรรมงั้นเหรอ?"

ผู้ปลดปล่อยพันธุกรรมที่ไม่ทราบที่มามาสะกดรอยตามเขา ต้องมีปัญหาแน่

สวี่ถุ่ยไม่ลังเลอีกต่อไป

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 11 - เหยื่อล่อที่สมบูรณ์แบบ

คัดลอกลิงก์แล้ว