- หน้าแรก
- กำปั้นข้าคือที่สุด สยบทุกสิ่งลี้ลับ
- บทที่ 1 มัมมี่ในกระแสน้ำหลาก
บทที่ 1 มัมมี่ในกระแสน้ำหลาก
บทที่ 1 มัมมี่ในกระแสน้ำหลาก
บทที่ 1 มัมมี่ในกระแสน้ำหลาก
ท่ามกลางความเงียบสงัดในยามดึกของคืนฤดูร้อน เสียงฟ้าร้องแว่วมาแผ่วเบา
ภายในลานบ้านหลังหนึ่งในเมืองหนานหลิง ชายหนุ่มเงยหน้ามองไปยังทิศทางไกลออกไป
เมฆดำทะมึนหมุนวน แสงฟ้าแลบแปลบปลาบส่องสว่างเป็นครั้งคราว เผยให้เห็นโครงร่างของเทือกเขาเก้ามังกรอันยิ่งใหญ่
"คืนนี้ที่เขาเก้ามังกรคงจะมีฝนตกหนัก"
เขาเก้ามังกรตั้งอยู่นอกเมืองหนานหลิง ปกคลุมไปด้วยป่าไม้หนาทึบ
ในช่วงกลางฤดูร้อนมักจะมีฝนชุกชุม
ก่อนที่พายุจะมาถึงเต็มรูปแบบ ชายหนุ่มเดินไปที่กลางลานบ้าน วางมือทั้งสองลงบนพื้น แล้วค่อยๆ เริ่มวิดพื้นอย่างช้าๆ
ผ่านไปครู่ใหญ่ หลังจากวิดพื้นไปจำนวนนับไม่ถ้วน เสื้อผ้าของเขาก็ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ
โย่วเฉินถอดเสื้อออกแขวนไว้ด้านข้าง เผยให้เห็นรูปร่างกำยำล่ำสัน กล้ามเนื้อเป็นมัดสวยได้รูปราวกับรูปสลัก
ในวัยสิบหกปี ใบหน้าของชายหนุ่มดูหล่อเหลาเกลี้ยงเกลา ให้ความรู้สึกสุภาพอ่อนโยนประหนึ่งบัณฑิตทรงภูมิ
แต่ทว่าเมื่อถอดเสื้อออก กลิ่นอายความแข็งแกร่งเยี่ยงบุรุษเพศก็แผ่ซ่านออกมา ทำเอาดวงตาคู่หนึ่งที่แอบมองผ่านหน้าต่างถึงกับฉ่ำเยิ้ม และเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่โดยไม่รู้ตัว
โย่วเฉินทำเป็นไม่สนใจความผิดปกติภายในห้อง และก้มหน้าก้มตาวิดพื้นต่อไป
ทว่าคราวนี้ เท้าของเขาลอยขึ้นจากพื้น เกร็งร่างกายขนานกับพื้นโดยใช้เพียงสองมือค้ำยัน
ในชาติก่อนที่ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ผู้คนเรียกท่านี้ว่า แพลนช์ ซึ่งเป็นท่าที่ทำได้เฉพาะเทพแห่งการออกกำลังกายแบบสตรีทเวิร์กเอาต์เท่านั้น
โย่วเฉินทำท่าแพลนช์ติดต่อกันหลายสิบครั้งโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย
"ฮู่ว... ซี้ด..."
"ฮึบ!"
เสียงคำรามต่ำในลำคอ โย่วเฉินตบฝ่ามือเข้าหากัน จากนั้นเปลี่ยนมาใช้ปลายนิ้วค้ำยัน โดยใช้นิ้วเพียงข้างละสองนิ้วรับน้ำหนักตัว และทำท่าแพลนช์ที่สมบูรณ์แบบอีกหลายสิบครั้ง
การทำท่าแพลนช์ด้วยนิ้วเพียงสองนิ้ว เป็นสิ่งที่ไม่มีใครในชาติก่อนของเขาทำได้สำเร็จ
"ข้าทะลวงผ่านขอบเขตยุทธ์ขั้นแรก ขอบเขตขัดเกลาเนื้อกาย และเข้าสู่ขั้นที่สอง ขอบเขตขัดเกลาเส้นเอ็น เรียบร้อยแล้ว"
"ถ้าพูดในภาษาของดาวเคราะห์สีน้ำเงิน สมรรถภาพร่างกายของข้าในตอนนี้ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ เข้าสู่ขอบเขตเหนือมนุษย์ไปแล้ว"
โย่วเฉินกระโดดขึ้น หยิบเสื้อมาเช็ดเหงื่อตามร่างกาย
"การก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์เป็นสิ่งที่ปรมาจารย์ยุทธ์หลายคนแสวงหามาชั่วชีวิต"
"ไม่นึกเลยว่าหลังจากการเกิดใหม่ ข้าจะทำสำเร็จตั้งแต่อายุสิบหก"
ในชาติก่อน โย่วเฉินฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก หลงใหลในวิถียุทธ์ พออายุยี่สิบต้นๆ ก็เริ่มมีชื่อเสียงในระดับมณฑล
ทว่าโชคร้ายที่เขาถูกศัตรูปองร้าย วันหนึ่งขณะข้ามถนน เขาถูกรถบรรทุกที่ศัตรูจัดฉากพุ่งชนจนเสียชีวิต
เขาเคยคิดว่าความตายคือจุดจบ และการแสวงหาวิถียุทธ์ทั้งหมดคงสลายไปราวกับความฝัน
แต่ใครจะคาดคิด เมื่อโย่วเฉินลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง วิญญาณของเขาได้ข้ามมิติมาเกิดใหม่ในร่างของเด็กอายุสิบขวบ
ปีนั้นก็เป็นช่วงกลางฤดูร้อนเช่นกัน เด็กน้อยวัยสิบขวบลงไปว่ายน้ำในแม่น้ำและจมน้ำตายโดยอุบัติเหตุ
วิญญาณของเจ้าของร่างเดิมสลายไป และโย่วเฉินก็ได้เข้ามาครอบครองร่างนี้แทน
"ระดับขอบเขตยุทธ์ของโลกนี้เหนือชั้นกว่าดาวเคราะห์สีน้ำเงินมากนัก นอกเหนือจากขอบเขตขัดเกลาเนื้อกาย ขัดเกลาเส้นเอ็น ขัดเกลาผิวหนัง และขอบเขตหลอมรวมกระดูกแล้ว ยังมีขอบเขตที่สูงขึ้นไปอีกหลายขั้น"
"สงสัยจังว่าถ้าข้าฝึกฝนไปจนถึงจุดสูงสุดของวิถียุทธ์ ข้าจะสามารถต่อยรถบรรทุกให้แหลกเป็นจุณได้ไหมนะ?"
โย่วเฉินกำหมัดแน่น พลังที่ปะทุออกมาทำให้เขาหลงใหล
ได้เกิดใหม่ แถมยังมีโอกาสไล่ตามขอบเขตยุทธ์ที่สูงส่งขึ้น แววตาของโย่วเฉินเป็นประกายด้วยความทะเยอทะยานต่ออนาคต
เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดลงมาจากเมฆดำในระยะไกล ส่องสว่างทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน
การมองเห็นของโย่วเฉินพร่ามัวเล็กน้อย แสงสีฟ้าประหลาดรวมตัวกันในดวงตา
ไม่กี่อึดใจต่อมา แสงสีฟ้านั้นก็ควบแน่นกลายเป็นหน้าต่างสถานะตัวเลข
"ในที่สุดก็มา สวัสดิการของผู้ข้ามมิติ!"
หัวใจของเขาเต้นระรัวราวกับคลื่นยักษ์ สายตาคมกริบจ้องมองไปที่หน้าต่างสถานะ
พละกำลัง: 12
ความเร็ว: 11
จิตวิญญาณ: 14
วรยุทธ์: ฝ่ามือวายุอัสนี (ขอบเขตขัดเกลาเส้นเอ็น) [แต้มปรับแต่งตั้งต้น 1]
แต้มปรับแต่ง:
วิชาฝ่ามือวายุอัสนี เป็นวรยุทธ์ประจำตระกูลที่บิดาทิ้งไว้ให้ โย่วเฉินฝึกฝนจนถึงขอบเขตขัดเกลาเส้นเอ็นได้ก็เพราะวิชาฝ่ามือนี้
มันไม่ใช่วิชาที่วิเศษอะไรนัก อย่างมากก็ฝึกได้ถึงแค่ขอบเขตหลอมรวมกระดูกเท่านั้น
ถัดจากรายการวรยุทธ์บนหน้าต่างสถานะ มีข้อความระบุว่า [แต้มปรับแต่งตั้งต้น 1]
นี่หมายความว่าเขาสามารถยกระดับฝ่ามือวายุอัสนีขึ้นหนึ่งขั้นได้ทันทีเลยหรือเปล่า?
ดูเหมือนว่าการเรียนรู้วรยุทธ์แต่ละวิชาจะมอบโอกาสในการยกระดับให้หนึ่งครั้ง
การยกระดับครั้งต่อๆ ไปคงต้องใช้แต้มปรับแต่ง
บนหน้าต่างสถานะ ค่าแต้มปรับแต่งระบุว่าเป็น 0
"แล้วจะหาแต้มปรับแต่งได้ยังไง?"
หน้าต่างสถานะไม่มีคำตอบ ดูเหมือนเขาต้องค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง
"สวัสดิการข้ามมิติของข้าคือหน้าต่างสถานะที่สามารถยกระดับขอบเขตยุทธ์ได้โดยตรง!"
โย่วเฉินดีใจจนเนื้อเต้น นี่มันเหมือนกับได้หมอนนุ่มๆ ในตอนที่กำลังง่วงนอนพอดี
หกปีก่อน เขามาเกิดใหม่ในร่างนี้ตอนอายุเพียงสิบขวบ
หกปีผ่านไป โย่วเฉินที่มีความคิดและจิตวิญญาณของผู้ใหญ่ ทำได้เพียงยกระดับขอบเขตยุทธ์มาถึงแค่ขอบเขตขัดเกลาเส้นเอ็น
พรสวรรค์ทางวรยุทธ์ของร่างนี้ไม่ได้สูงส่งอะไรนัก
แต่ตอนนี้มันต่างออกไป เขามีหน้าต่างสถานะและสามารถเติมแต้มเพื่อยกระดับขอบเขตวิชาได้โดยตรง
"แค่ก แค่ก..."
เสียงไอแผ่วเบาดังมาจากหลังกระดาษกรุหน้าต่าง แฝงไว้ด้วยแววตัดพ้อเล็กน้อย
โย่วเฉินยิ้มกว้าง ปิดหน้าต่างสถานะลง
ตอนนี้ไม่ใช่เวลาและสถานที่ที่เหมาะสมในการตรวจสอบฟังก์ชันของระบบ
เขาตักน้ำจากบ่อราดตัวเพื่อล้างเหงื่อไคล
จากนั้นผลักประตูแง้มเข้าไปด้านใน
ในห้องสลัว ยังไม่ทันที่โย่วเฉินจะขยับตัว ร่างอวบอัดนุ่มนิ่มก็โถมเข้าใส่ตัวเขา
"พี่สาวโจว ทำแบบนี้มันผิดศีลธรรมนะ เราจำเป็นต้องทำจริงๆ เหรอ?"
"เจ้าเด็กบ้า ปากพูดแบบนั้น แต่มือไม้เจ้าเลื้อยไปถึงไหนแล้ว?"
"เอ่อ..."
กว่าโย่วเฉินจะปลีกตัวออกมาได้ก็ปาเข้าไปรุ่งสาง
เขานั่งอยู่ริมเตียง แสงแดดยามเช้าส่องผ่านกระดาษกรุหน้าต่าง กระทบใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่ม
ใบหน้าของพี่สาวโจวแดงระเรื่อ อดไม่ได้ที่จะโอบกอดเขาจากด้านหลัง ร่างกายอวบอิ่มแนบชิดแผ่นหลังของเขา
"เอาล่ะ พี่สาวโจว ข้าต้องไปรายงานตัวที่ที่ว่าการอำเภอตอนยามเฉิน (07.00-09.00 น.)"
"คืนนี้เจ้าจะมาไหม? พี่สาวจะตุ๋นไก่ไว้บำรุงเจ้า"
"ต้องดูอีกที บางทีข้าอาจต้องไปบ้านพี่สาวอู๋ที่เมืองฝั่งตะวันออก ท่อน้ำบ้านนางตัน ข้าว่าจะไปช่วยทะลวงให้"
สีหน้าของพี่สาวโจวเปลี่ยนไป หน้าอกกระเพื่อมด้วยความโมโห
"เจ้าตัวแสบ วันหลังข้าจะไม่เปิดประตูให้เจ้าแล้ว!"
ท่ามกลางเสียงดุด่าอย่างไม่จริงจังนัก โย่วเฉินแต่งตัวเสร็จก็เดินออกจากประตูรั้ว
เมืองหนานหลิงไม่ใช่เมืองใหญ่ เป็นเพียงเมืองระดับอำเภอเล็กๆ ที่มีประชากรห้าถึงหกพันคน
โย่วเฉินเกิดใหม่ที่นี่มาหกปีแล้วจึงเป็นที่รู้จักไปทั่ว ขณะเดินผ่าน เขาจะยิ้มทักทายเพื่อนบ้านอยู่เสมอ
ทว่าการเดินออกมาจากบ้านแม่หม้ายแต่เช้าตรู่ ทำให้สาวน้อยหลายคนหน้าแดง ก้มหน้าหลบสายตาไม่กล้ามองเขา
"เฮ้อ รสนิยมแบบโจโฉ ข้าก็ไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ซะหน่อย"
ชายหนุ่มที่มีวิญญาณวัยยี่สิบกว่าปีในร่างเด็กหนุ่มอายุสิบหก
ไฟราคะในกายและใจนั้นรุนแรงยิ่งกว่าคนหนุ่มเลือดร้อนเสียอีก
ไฟนี้ไม่อาจกดข่มไว้ได้ ข่มไว้นานเกินไปจะเสียสุขภาพ
ตามธรรมเนียมของโลกนี้ ผู้ชายอายุสิบหกหลายคนแต่งงานมีลูกกันแล้ว
แต่วิญญาณของโย่วเฉินมาจากประเทศมังกรบนดาวเคราะห์สีน้ำเงิน สำหรับเขาการแต่งงานตอนอายุสิบหก อายุของเจ้าสาวย่อมเป็นเรื่องน่ากังขาอย่างมาก
เด็กสาวอายุสิบสี่สิบห้าปีนั้นเด็กเกินไปจริงๆ
"ข้ายังชอบคนที่โตกว่าหน่อย"
โย่วเฉินเติมคำในใจเงียบๆ หมายถึงอายุเยอะกว่าน่ะนะ
พี่สาวโจวที่เขาอยู่ด้วยเมื่อคืน ตอบโจทย์ความต้องการของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นางแต่งงานตอนอายุสิบห้า สามีตายในเดือนที่สอง เป็นหม้ายมานานกว่าสิบปี ตอนนี้อายุยี่สิบปลายๆ
"วัยนี้แหละที่รู้จักเอาอกเอาใจคนเป็นที่สุด"
เมื่อเดินออกจากตรอกเฉียนติง เขาเลี้ยวเข้าสู่ถนนซีหนานในเขตเมืองใต้
ที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่กลางถนนซีหนาน
ภายในประตูสีชาด นายกองหวงฉีฟานั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน
เขาอายุไม่ถึงห้าสิบ รูปร่างเตี้ยล่ำ ไว้เคราสั้นหนา
"อรุณสวัสดิ์ ท่านลุงหวง"
เมื่อเห็นโย่วเฉินเดินเข้ามา หวงฉีฟาก็ขมวดคิ้ว ถอนหายใจด้วยความผิดหวัง
แม่บังเกิดเกล้าของโย่วเฉินเสียชีวิตขณะคลอด พ่อของเขาไปล่าสัตว์ในป่าตอนเขาอายุหกขวบ เจอหมีทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในไม่กี่วันต่อมา
ก่อนตาย พ่อของโย่วเฉินฝากฝังเขาไว้กับหวงฉีฟา
พวกเขาเป็นสหายร่วมรบ เป็นพี่น้องร่วมสาบาน และเนื่องจากหวงฉีฟาและภรรยาไม่มีลูก เขาจึงรักโย่วเฉินเหมือนลูกในไส้
"เจ้าหน้าตาดี แถมข้ายังช่วยหาคู่ให้ สาวๆ โสดในอำเภอต่างก็อยากแต่งงานกับเจ้า"
"ทำไมเจ้าต้องไปค้างบ้านแม่หม้ายทุกคืนด้วย?"
หวงฉีฟายกเรื่องเดิมขึ้นมาพูดอีกครั้ง การแต่งงานของโย่วเฉินเป็นเหมือนหินก้อนใหญ่ที่ถ่วงอยู่ในใจเขา
ต้องเห็นโย่วเฉินแต่งงานมีลูกสืบสกุลตระกูลอิ๋วเสียก่อน เขาถึงจะรู้สึกว่าไม่ผิดต่อพี่น้องที่ล่วงลับไป
"ท่านลุงหวง ในฐานะมือปราบ ข้าย่อมต้องคำนึงถึงความเป็นอยู่ของชาวเมืองหนานหลิง" โย่วเฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
"สาวๆ โสดเหล่านั้น ไม่มีข้า พวกนางก็ยังแต่งงานกับคนอื่นได้"
"แต่แม่หม้ายหน้าตาดีในเมืองที่ต้องทนเหงาเปล่าเปลี่ยวทุกค่ำคืน ช่างน่าสงสารนัก"
"ข้าก็แค่ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ เพื่ออุทิศตนให้แก่ชาวเมืองหนานหลิง!"
โย่วเฉินพูดด้วยความชอบธรรมอันจอมปลอม หวงฉีฟาหน้าเขียวคล้ำ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
เรื่องบัดสีพรรค์นี้ มันยังกล้าพูดให้ดูดีมีคุณธรรมได้ หวงฉีฟาไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่ามันดี
"ป้าเจ้าทำขนมเปี๊ยะเมื่อเช้า เอาไปกินซะ"
หวงฉีฟาดึงตะกร้าไม้ไผ่ออกมาจากใต้โต๊ะ มีผ้าฝ้ายคลุมอยู่
โย่วเฉินเปิดมุมผ้าออก ไอร้อนพวยพุ่งออกมาพร้อมกลิ่นหอมของเนื้อ
"ไส้เนื้อเหรอ? ท่านป้าดีกับข้าเหลือเกิน"
โย่วเฉินคว้ามาชิ้นหนึ่งยัดใส่ปาก แล้วหิ้วตะกร้าเดินออกไป
"เจ้าจะไปไหน?" หวงฉีฟาถาม
"ท่านลุงหวง ข้ารายงานตัวแล้ว ข้าจะกลับไปนอนพักที่บ้าน"
โย่วเฉินโบกมือ ร่างของเขาหายลับไปอย่างรวดเร็ว
"ไอ้เด็กนี่ ปากก็บอกว่าเป็นมือปราบ ทำเพื่อบ้านเมือง?"
หวงฉีฟานั่งลงอย่างหมดแรง
เขาเป็นนายกอง ดูแลที่ว่าการอำเภอ รับผิดชอบไขคดี ไล่ล่าคนร้าย ดูแลความสงบเรียบร้อยและบรรเทาสาธารณภัย
ตำแหน่งขุนนางไม่ได้สูงส่ง ภาระหน้าที่มากมาย แต่อย่างน้อยก็เป็นเบอร์สามของเมืองหนานหลิง รองจากนายอำเภอและผู้ช่วยนายอำเภอ
เดิมทีหวงฉีฟาวางแผนจะอดทนทำต่ออีกสักสองสามปี เลื่อนตำแหน่งโย่วเฉินจากมือปราบธรรมดาเป็นหัวหน้ามือปราบ
จากนั้นเมื่อเขาเกษียณ เขาจะใช้เส้นสายดันโย่วเฉินขึ้นมารับตำแหน่งนายกองต่อ
ทว่าโย่วเฉินเป็นมือปราบตั้งแต่อายุสิบห้า ปีนี้สิบหก
ในหนึ่งปีที่ผ่านมา อย่าว่าแต่ 'หาปลาสามวัน ตากแหสองวัน' (ทำอะไรไม่สม่ำเสมอ) เลย เขาแค่โผล่หัวมารายงานตัวที่ที่ว่าการทุกวันแล้วก็ชิ่งหนี ไม่สนใจงานการเล็กๆ น้อยๆ ด้วยซ้ำ
ด้วยทัศนคติขี้เกียจสันหลังยาวแบบนี้ ต่อให้ได้เป็นหัวหน้ามือปราบ จะไปเป็นแบบอย่างให้ลูกน้องได้ยังไง?
ตึง ตึง ตึง...
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้น หัวหน้ามือปราบหลิวสยงรีบร้อนเดินเข้ามา เขาเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ มือที่โผล่พ้นแขนเสื้อมีข้อนิ้วหนาเตอะหยาบกร้าน สีผิวออกคล้ำอมเขียว
ปลายนิ้วเต็มไปด้วยหนังด้าน บ่งบอกถึงความเชี่ยวชาญในวิชากรงเล็บ
ด้านหลังเขามีมือปราบหลายคนหามเปลพยาบาล บนเปลมีเด็กสาวนอนหมดสติ สภาพเปื้อนโคลนและตัวเปียกโชก
หวงฉีฟาลุกพรวดขึ้น ตาเบิกกว้างถามว่า "หัวหน้าหลิว เกิดอะไรขึ้น?"
"ท่านผู้กองหวง ข้านำกำลังไปตรวจตราเขื่อนริมแม่น้ำ พบว่าน้ำในแม่น้ำขุ่นคลั่กและระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว"
"ในแม่น้ำเต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพัง นอกจากกิ่งไม้และแผ่นไม้แล้ว ยังมีซากศพวัวควายและมนุษย์ลอยตามน้ำมาด้วย"
หลิวสยงหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะพูดต่อ
"ท่านผู้กองหวง ท่านคงได้ยินเสียงฟ้าร้องเมื่อตอนค่อนรุ่งใช่ไหม?"
"เฮือก!"
หวงฉีฟาสูดหายใจเฮือก สายตาลอกแลก พอจะเดาเหตุการณ์ได้แล้ว
เมืองหนานหลิงตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของราชวงศ์ต้าเยว่ เต็มไปด้วยป่าเขา อากาศชื้นและฝนชุก
ตอนนี้เป็นช่วงกลางฤดูร้อน หากเกิดฝนตกหนักฉับพลันบนภูเขา น้ำฝนที่สะสมไว้จะไหลบ่าลงมา
หากเกิดดินถล่ม หมู่บ้านที่ตีนเขาคงหนีไม่พ้นความหายนะ
"เด็กสาวคนนี้เกาะขอนไม้ลอยมา โชคดีที่ไม่ตาย พวกเราช่วยนางขึ้นมาได้" หลิวสยงชี้ไปที่เด็กสาวบนเปล
"เร็วเข้า ต้มน้ำขิงกรอกปากนาง!"
ต้นน้ำเหนือเขื่อนเมืองหนานหลิงมีหมู่บ้านอยู่กว่าสิบแห่ง ต้องทำให้เด็กสาวฟื้นขึ้นมาให้ได้ถึงจะรู้ว่าหมู่บ้านไหนประสบภัย
"ท่านผู้กองหวง ข้ามีเรื่องต้องรายงานอีกเรื่อง" หลิวสยงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปาก
"เรื่องอะไร?"
"ศพบางส่วนที่ลอยมาจากต้นน้ำ มีสภาพเป็นมัมมี่"
"ไม่ว่าจะเป็นคนหรือวัวควาย ล้วนซูบผอมแห้งกรัง ราวกับว่า..."
"ราวกับว่าขาดน้ำตายกลางทะเลทราย"
ตามปกติ คนหรือสัตว์ที่ตายในน้ำท่วมส่วนใหญ่จะจมน้ำตาย
ต่อให้ไม่จมน้ำตาย แต่หลังจากแช่อยู่ในน้ำมาครึ่งค่อนคืน ร่างกายควรจะบวมอืด ซีดเผือด และผิวหนังตามมือเท้าควรจะเหี่ยวย่น
ทว่าตอนนี้ สภาพศพกลับผิดปกติ บ่งบอกถึงความพิศวงบางอย่าง
เมื่อได้ยินสิ่งที่หลิวสยงพูด ใบหน้าของหวงฉีฟาก็ซีดเผือด รูม่านตาหดเกร็ง ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้แต่ไม่กล้าฟันธง
"ศพอยู่ที่ไหน?"
"ข้ากลัวจะเกิดโรคระบาด เลยไม่ได้นำศพเข้ามาในเมือง ตอนนี้กองรวมกันอยู่ที่ริมเขื่อน"
"อืม..."
การตัดสินใจของหลิวสยงนั้นถูกต้อง หวงฉีฟารีบเดินวนไปมาสองสามก้าว ครุ่นคิดว่าจะรับมืออย่างไรดี