เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

CLS ตอนที่ 12 ขับไล่

CLS ตอนที่ 12 ขับไล่

CLS ตอนที่ 12 ขับไล่


#12: ขับไล่

 

“นี่ช่างง่ายดายจริงๆ แค่นี้ก็สำเร็จภารกิจแล้ว ทั้งของรางวัลที่ได้ก็ค่อนข้างดี เสื้อเกราะเทียนเสิ่น ทั้งยังเงินอีก 120 ทอง นับว่าพอเพียงแล้ว”

 

กับรางวัลที่ได้นี้ อี้เทียนหยุนพึงพอใจอย่างมาก จะเสียใจก็แต่ไม่มีอะไรตกจากร่างของจ้าวเฟิงเลย ยังไงก็ตาม เขาก็เข้าใจได้ เพราะว่าพวกเขาไม่ใช่บอส ถ้าให้เทียบคงเป็นเพียงสัตว์อสูรตัวเล็กๆ เท่านั้น สิ่งของที่จะตกจากพวกเขาได้จึงมีจำกัด

 

“แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ตอนนี้ข้าก็ได้มาถึงระดับปรับแต่งวิญญาณแล้ว นับเป็นความเร็วในการเพิ่มพลังที่ใช้ได้ทีเดียว” อี้เทียนหยุนพูดถึงเรื่องความเร็วในการเพิ่มระดับของเขา ถ้าคนอื่นรู้เข้าล่ะก็ พวกเขาคงต้องกระอักเลือดออกมาอย่างแน่นอน

 

จากคนที่ไม่มีพื้นฐานพลังอะไรเลย เพียงแค่ครึ่งเดือนก็เข้าสู่ระดับปรับแต่งวิญญาณแล้ว นี่ยังเรียกว่าแค่พอใช้ได้อย่างงั้นเหรอ? นี่มันระดับอัจฉริยะปีศาจแล้ว!

 

ผู้เล่น: อี้เทียนหยุน

เลเวล: เลเวล 11 (ระดับปรับแต่งวิญญาณขั้นที่ 1)

ค่าประสบการณ์: 1,573/30,000

ค่าความคลั่ง: 698

วิชาบ่มเพาะ: เทพอุดรทมิฬ (ระดับมนุษย์ ขั้นต่ำ, ความชำนาญ 378/1,000)

วิชายุทธ์: มหาเวทดูดดาว (ระดับมนุษย์ ขั้นต่ำ, ความชำนาญ 378/1,000), กรงเล็บอินทรี, เพลงกระบี่ขนนกโปรยปราย, ท่าเท้าเหยียบเมฆา

อาวุธ: หมัดเยือกแข็ง (ระดับเหล็ก, ความชำนาญ 77/1,000)

เครื่องสวมใส่: รองเท้าศึกหมาป่าหิมะ

ความสามารถศักดิ์สิทธิ์: โหมดคลั่ง(เลเวล 1, ต้องการค่าความคลั่ง 100,000 เพื่อเพิ่มระดับ)

 

กรงเล็บเหยี่ยวและเพลงกระบี่ขนนกโปรยปรายไม่สามารถเพิ่มระดับได้ ระดับสมบูรณ์ก็แค่มนุษย์ขั้นต่ำ นับว่าค่อนข้างต่ำเลยทีเดียว ประโยชน์ในการใช้สอยนับว่ามีจำกัด ใช้มากไปก็เท่ากับเสียเปล่า

 

ยังไงก็ตาม ตอนนี้รูปแบบของเขาค่อนข้างน้อย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้มัน เห็นค่าความชำนาญที่เพิ่มขึ้นมาอย่างมากก็ให้รู้สึกพอใจ พูดไปแล้วค่าความชำนาญนี้ค่อนข้างต่ำ การสังหารสัตว์อสูรในภูเขาหิมะนั้นเพิ่มค่าความชำนาญได้น้อย เขาเพิ่มระดับได้อย่างรวดเร็ว แต่ค่าความชำนาญกลับมีอยู่ไม่กี่ร้อย

 

ถ้าบัตรค่าประสบการณ์สามารถใช้ได้กับค่าความชำนาญล่ะก็ นั่นคงจะเยี่ยมไปเลย ยังไงก็ตาม ค่าประสบการณ์ก็คือค่าประสบการณ์ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับค่าความชำนาญ

 

ทั้งตอนนี้เขายังสามารถเปิดกล่องของขวัญเลเวล 11 ได้แล้ว กล่องของขวัญนี้ไม่สามารถเปิดได้ที่เลเวล 10 จำเป็นต้องเลเวล 11 ถึงเปิดได้ ยังไงก็ตาม เมื่อเขาได้เข้าสู่ระดับปรับแต่งวิญญาณแล้ว เขาก็สามารถเปิดกล่องของขวัญนี้ได้ เป็นเรื่องปกติที่เขาจะตื่นเต้นในการเปิดกล่องของขวัญ เพราะว่ามันมีสมบัติชิ้นใหญ่อยู่ข้างใน

 

ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดถึงประโยชน์ที่ได้รับ จ้าวฮัวหลงกับพวกที่อยู่ใต้เวทีประลองก็พากันตกใจ

 

“นี่ นี่เป็นไปไม่ได้.....” จ้าวฮัวหลงรู้สึกอึดอัดในอก อยากจะกระอักเลือดออกมา

 

การประลองที่ได้รับชัยชนะทั้ง 3 รอบโดยสมบูรณ์ กับใช้ถุงมือเป็นอาวุธไม่ได้ทำให้เขาคับข้องใจหนักเท่านี้! แต่การที่เขาแสดงวิชาของนิกายพวกเขาได้ นี่มันหมายความว่ายังไง?

 

ไม่เพียงแต่ศิษย์ทั้งสามจะถูกสังหาร แต่ยังต้องเสียสิทธิ์ในการเข้าสู่ซากโบราณสถาน ทั้งยังเสียเม็ดยาไปอีก! นี่ทำให้เขาแทบคลั่ง เขาหวังว่าตัวเองจะสามารถฟาดอี้เทียนหยุนตายคามือ ถ้านี่เป็นข้างนอก เขาคงสังหารอี้เทียนหยุนไปแล้ว

 

“นี่ นี่มันจะร้ายกาจเกินไปแล้ว เมื่อกี้นี้คือท่าเท้าเหยียบเมฆาใช่ไหม? ทำไมอี้เทียนหยุนถึงใช้วิชาลับของนิกายเทียนหลิงได้?”

 

“นี่มันเป็นไปได้ยังไง เขาใช้ท่าเท้าเหยียบเมฆาได้? ยิ่งกว่านั้น ความเร็วที่แสดงออกมายังราวกับเชี่ยวชาญวิชานี้อย่างมาก?”

 

...............................

 

หลังจากผู้คนพากันรู้สึกตัว ความรู้สึกข้างในของพวกเขาก็ให้ตกใจอย่างหาอะไรมาเปรียบไม่ได้ เทียบกับการต่อสู้ 2 ยกก่อน การต่อสู้ครั้งนี้กลับน่าตกใจกว่า! ทำไมศิษย์ตำหนักเทียนเฉวียนถึงใช้วิชาของนิกายเทียนหลิงได้กัน?

 

อี้เทียนหยุนแสดงความเร็วที่เร็วกว่า เหตุผลส่วนใหญ่อยู่ที่เครื่องสวมใส่ของเขา รองเท้าศึกหมาป่าหิมะ บนเท้าของเขานั้นไม่เห็นอะไร แต่ในยามที่วิ่ง มันจะเพิ่มความเร็วให้กับเขาอีกมหาศาล อย่างน้อยความเร็วที่เพิ่มก็ต้องเป็น 2 เท่า ทำให้การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วกว่าที่โม่เฉิงแสดงก่อนหน้า

 

“ผู้อาวุโสจ้าว การประลองนี้ฝ่ายแพ้คือนิกายเทียนหลิงของพวกท่าน!” ชิเสวี่ยอวิ๋นมองไปที่พวกเขาด้วยสายตาเย็นชา ในที่สุดพวกเขาก็แพ้

 

สีหน้าของเหล่าศิษย์นิกายเทียนหลิงเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม ตอนมามาอย่างมาดมั่น แต่ตอนกลับกลับถูกไล่ออกมา ความอับอายครั้งนี้เป็นที่คาดเดาได้

 

“เขา เขาไม่ใช่ศิษย์ตำหนักเทียนเฉวียน! ตำหนักเทียนเฉวียนไม่รับศิษย์ชาย นี่ไม่อยู่ในข้อตกลง!”

 

“ใช่! ตำหนักเทียนเฉวียนรับแต่ศิษย์หญิง ชายคนนี้ยังห่างไกลจากคำว่าศิษย์นัก อย่างดีเขาก็เป็นได้แค่ศิษย์สายนอกเท่านั้น!”

 

.................................

 

ศิษย์นิกายเทียนหลิงคิดจะไม่รักษาสัญญาในการประลองนี้ ตำหนักเทียนเฉวียนรับแต่ศิษย์หญิง ตอนนี้มีผู้ชายโผล่ออกมา แบบนี้จะนับได้ยังไง?

 

กับเหตุผลของคนพวกนี้ อี้เทียนหยุนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกดูถูก ถ้าคิดจะไม่นับ แล้วทำไมตอนแรกถึงให้เขาขึ้นประลองล่ะ? นี่ไม่ใช่เหมือนกับเป็นการตบหน้าจ้าวฮัวหลงหรอกเหรอ?

 

อี้เทียนหยุนอดไม่ได้ที่จะแหย่จ้าวฮัวหลง “ผู้อาวุโสจ้าว ศิษย์ของท่านคิดจะกลับคำแทนท่านแน่ะ?”

 

“เจ้าใช้วิชาที่มีแต่ในนิกายเทียนหลิงของเราได้ยังไง!” จ้าวฮัวหลงหลีกเลี่ยงหัวข้อ เปลี่ยนเป็นจับจ้องไปที่อี้เทียนหยุนด้วยสายตาเย็นชา พร้อมกับถามขึ้น

 

“แค่มองข้าก็เข้าใจได้แล้ว หรือว่าผู้อาวุโสจ้าวคิดว่าข้าไปขโมยมันมาจากนิกายเทียนหลิงของพวกท่าน?” อี้เทียนหยุนพูดอย่างไม่แยแส

 

“ถึงต่อให้ขโมยจริงๆ นั่นก็เท่ากับว่านิกายเทียนหลิงของพวกท่านใช้การไม่ได้เอง!” จากนั้นชิเสวี่ยอวิ๋นก็เสริมขึ้นอีกคำด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ผู้อาวุโสจ้าว ตอนนี้ท่านแพ้แล้ว ยังมีคำอะไรจะพูดอีกไหม!”

 

สีหน้าของจ้าวฮัวหลงกลายเป็นน่าเกลียด เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว จะให้บอกว่าการประลองคราวนี้ไม่นับได้ยังไง ตอนนี้ศิษย์ของเขาตายไป 3 คนแล้ว ทั้งยังมาเสียสิทธิ์ในการเข้าสู่ซากโบราณสถานอีก แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เขาอับอายได้ยังไง

 

จ้าวฮัวหลงจับจ้องไปที่อี้เทียนหยุนอย่างเย็นชาแล้วพูดว่า “ไม่ว่าเจ้าจะเรียนมายังไง จากนี้ไปห้ามเจ้าใช้วิชาของพวกเราอีก!”

 

นี่เป็นวิชาที่นิกายเทียนหลิงของพวกเขาภาคภูมิใจ แน่นอนว่าไม่ยินยอมให้คนอื่นใช้ออก แต่การจะให้อี้เทียนหยุนทำลายพลังบ่มเพาะของตนทิ้ง เรื่องนี้ก็เป็นไปไม่ได้อีกเช่นกัน

 

“นี่เป็นข้าเรียนของข้าเอง จะใช้หรือไม่ไม่เกี่ยวอะไรกับท่าน” อี้เทียนหยุนพูดอย่างไม่ใส่ใจ “นี่เป็นการประลอง การที่ข้าเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากมันได้ ถือว่าเป็นรางวัลของข้า มันไม่มีกฎเขียนไว้สักหน่อยว่าห้ามลอกเลียนวิชาของคู่ต่อสู้?”

 

จ้าวฮัวหลงจับจ้องไปที่อี้เทียนหยุนที่ดื้อด้าน ในสายตาก็เต็มไปด้วยจิตสังหาร!

 

จากนั้นเขาก็ส่งกล่องเหล็กที่มีเม็ดยาอยู่ข้างในให้กับชิเสวี่ยอวิ๋น ก่อนจะหันกลับ แล้วพูดด้วยสีหน้าอึมครึม “กลับนิกาย!” เขาไม่มีหน้าจะอยู่ที่นี่ต่อ รีบพาศิษย์คนอื่นๆ จากไปอย่างรวดเร็ว

 

เห็นร่างจ้าวฮัวหลงจากไปไกล สายตาของอี้เทียนหยุนเป็นประกาย ความเป็นศัตรูของพวกเขาถือเป็นที่แน่ชัด ยังไงก็ตาม เมื่อเขามองที่เหนือหัวของจ้าวฮัวหลง ชื่อของเขาเป็นสีทองสดใส เขาอยากจะอัดด้วยหมัดของเขาให้มันหมอบไป การสังหารระดับบอส ไม่รู้ว่าสมบัติระดับไหนที่จะระเบิดออกมา

 

หลังจากศิษย์นิกายเทียนหลิงจากไป ศิษย์ตำหนักเทียนเฉวียนก็พากันโห่ร้องให้กับอัจฉริยะของสำนักพวกเธอ การประลองระหว่างสองสำนัก พวกเธอเป็นฝ่ายชนะ! ทั้งหมดนี้เป็นอี้เทียนหยุนที่นำมาให้ ถ้าเปลี่ยนเป็นให้พวกเธอขึ้นไป จะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน พวกเธอไม่อาจเทียบได้กับโม่เฉิง ถ้าให้ขึ้นไปคงมีแต่ความพ่ายแพ้ที่รออยู่

 

“จัดการศิษย์นิกายเทียนหลิงสามคนรวด เทียนหยุน น่ากลัวว่าพลังของเจ้าคงจะเข้าสู่ระดับปรับแต่งกายาขั้นสูงสุดแล้วสินะ!” ชิเสวี่ยอวิ๋นประเมินจากพลังที่อี้เทียนหยุนปะทุออกมา

 

ยังไงก็ตาม นี่ก็เป็นข้อมูลที่เก่าไปแล้ว เพราะว่าตอนนี้เขาอยู่ในระดับปรับแต่งวิญญาณขั้นที่ 1!

 

“นี่..... มันสูงกว่านั้นนิดหน่อย” อี้เทียนหยุนเอามือถูจมูกแล้วยิ้มให้กับชิเสวี่ยอวิ๋น เขาไม่ได้คิดที่จะปิดบังเธอ

 

“เจ้าอยู่ในระดับปรับแต่งวิญญาณขั้นที่ 1?!” ชิเสวี่ยอวิ๋นตกใจ หรือว่าเขาจะทะลวงผ่านระดับหลังการประลองกัน?

 

จบบทที่ CLS ตอนที่ 12 ขับไล่

คัดลอกลิงก์แล้ว