เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 36 : พ่อครับสอนผมหน่อย

ตอนที่ 36 : พ่อครับสอนผมหน่อย

ตอนที่ 36 : พ่อครับสอนผมหน่อย


“นายว่าเหล่าเจียงมีภูมิหลังแบบไหน เขาถึงกับทำให้สาวสวยระดับดาวมหา’ลัยสองคนสู้กันแทบตายไปข้างเพื่อแย่งเขา ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ”

“ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เขาก็แค่หล่อกว่า ผิวขาวกว่า ใช้เงินฟุ่มเฟือยกว่า พูดจาน่าฟังกว่า นอกจากนี้แล้วจะมีอะไรอีก? เขาจะมาเทียบกับผู้ชายดีๆ อย่างพวกเราได้ไง?”

คณะการเงิน หอพักชายห้อง 302

ตั้งแต่ที่กลับมาจากร้านอาหารเหรินจื้อเฉียงและโจวเชาก็พากันวิเคราะห์เรื่องนี้อย่างจริงจังเหมือนกำลังศึกษาตำราวิชายุทธเลยทีเดียว

พวกเขาจินตนาการไม่ออกจริงๆ ว่าสาวสวยระดับดาวมหา’ลัยที่เยือกเย็นราวกับแสงจันทร์คนนั้นจะมาโศกเศร้าอย่างหนักต่อหน้าเจียงฉินได้ยังไง แต่เจียงฉินกลับทำเป็นไม่สนใจเธอและยังแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด ความเท่ของเขาทำให้ผู้คนรู้สึกลิ้นชากันเลยทีเดียว

ผู้หญิงแบบนี้ไม่ใช่ว่าจับไว้ในมือก็กลัวจะหล่น หรือใส่ไว้ในปากก็กลัวละลายหรอกเหรอ?

แต่เหล่าเจียงก็แค่ยกก้นแล้วเดินจากไปโดยไม่ได้แสดงความเมตตาใดๆ เลย กลับเป็นสาวๆ ที่วิ่งตามเขาออกไปพร้อมน้ำตาแล้วบอกว่าอย่าไปนะ

ถ้าได้รู้เคล็ดวิชานี้แล้วยังจะเดินกร่างในมหาวิทยาลัยไม่ได้อีกเหรอ?

เฉากวงอวี่รู้สึกว่าพวกเขาสองคนช่างโง่จริงๆ วิชาแก่นแท้ของเขาพวกนายก็ไม่เคยเรียนด้วยซ้ำ แต่พอเห็นเขาใช้ไม่กี่กระบวนท่าก็คิดอยากจะเลียนแบบ ต่อให้ฝึกอีกแปดชาติพวกนายก็ไม่มีวันสำเร็จหรอก ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าโดนทุบตีบ่อยๆ แล้วจะกลายเป็นยอดฝีมือในยุทธภพได้

“เหล่าเฉา”

“มีอะไร?”

โจวเชามองเขาด้วยสายตาที่ลุกเป็นไฟ: “นายเป็นคนรวยรุ่นสองนี่ เคยเห็นโลกมามาก นายบอกได้ไหมว่าทำไม?”

เฉากวงอวี่เหมือนคนเป็นซึมเศร้าอยู่ตลอดทั้งบ่าย ตอนนี้ก็เหมือนว่าตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง แทบจะไม่สามารถพูดอะไรได้: “พวกนายก็หาสาเหตุเจอหมดแล้วนี่ ยังจะมาถามฉันเพื่ออะไร?”

“ฉันหาสาเหตุเจอตั้งแต่เมื่อไหร่?” โจวเชาหันไปมองเหรินจื้อเฉียงด้วยความสับสน

เหรินจื้อเฉียงเองก็สับสนเช่นกัน: “สาเหตุคืออะไร? ทำไมฉันไม่เห็นรู้เลย?”

“เขาหล่อ ผิวขาว ใช้เงินอย่างไร้ปราณี พูดเก่ง สี่อย่างนี้พวกนายมีเหมือนเขาไหม?”

โจวเชาเงียบไปครู่หนึ่ง: “แต่ฉันคิดว่าตัวเองก็มีสี่อย่างนี้เหมือนกันนะ”

เฉากวงอวี่ถึงกับปากเบี้ยว: “ไสหัวไปเลย”

“ไม่สิ นายดูแปลกๆ นะเหล่าเฉา”

“ฉันแปลกตรงไหน?”

เหรินจื้อเฉียงมองเขาอย่างละเอียด รู้สึกมั่นใจในการตัดสินของตัวเอง: “เราแพ้ก็ช่างมันเถอะ แต่ปกติแล้วนายไม่ยอมรับความเหนือกว่าของเหล่าเจียงมาตลอด ทำไมวันนี้ถึงเงียบกริบเหมือนหมาหงอยเลยล่ะ ไม่พูดอะไรที่มันดูเจ๋งๆ เลยสักคำ แถมยังไปยกย่องปณิธานเขาแล้วทำลายศักดิ์ศรี[1]ของตนอีก?”

หลังจากได้ยินสิ่งนี้เฉากวงอวี่ก็มีสีหน้ารำคาญ พึมพำในปากว่า ‘ไปไกลๆ เลย’ แล้วหันหลังขึ้นเตียงพร้อมดึงผ้าห่มมาคลุมโปง

ในความเป็นจริง มื้ออาหารวันนี้ไม่ได้ทำร้ายเหรินจื้อเฉียงและโจวเชามากนัก เต็มที่ก็แค่ทำให้พวกเขารู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมของชีวิตก่อนเวลาอันควร แต่ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาจะได้รู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมนี้อยู่ดี ยังไงก็ไม่ถึงกับตาย ไม่เห็นจะต้องคิดมากเลย

แต่เฉากวงอวี่นั้นแตกต่างออกไป สิ่งที่เขารู้สึกได้นั้นไม่ใช่ความเท่าเทียม แต่เป็นบาดแผลร้ายแรง

แม้ว่าเจียงฉินจะได้ครอบครองซ่งฉิงฉิงหรือเจี่ยงเถียน หรือแม้กระทั่งทั้งสองคน แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ คิดว่าเขาที่เป็นคนรวยรุ่นสองจะไม่สามารถแข่งกันกับเขาได้เลยหรือ?

แต่หงหยานนั้นแตกต่างออกไป เพราะหงหยานเคยเป็นความฝันของเด็กผู้ชายทุกคนในโรงเรียนมัธยมหางเฉิงหมายเลขหนึ่ง

ซึ่งก็ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับเฉากวงอวี่

หงหยานคือรักที่ลึกซึ้งที่สุดของเขา เป็นดอกมะลิสีขาวบริสุทธิ์เพียงดอกเดียวในหัวใจ เป็นภาพในอุดมคติสมัยที่เขายังเยาว์วัย แม้จิตใจยังเติบโตไม่เต็มที่แต่ความรักในหัวใจก็เบ่งบานเรียบร้อยแล้ว

ในช่วงสามปีของโรงเรียนมัธยมปลาย เฉากวงอวี่ไม่เคยมีแฟนเลย จริงๆ แล้วเขาเป็นลูกไก่ตัวน้อยที่กล้าทักทายหงหยานแค่ใน QQ เท่านั้น พอรู้ว่าหงหยานชอบเจียงฉิน เขาก็หัวใจแตกสลายเหมือนกับนักรบแห่งความรักที่ลงไปนอนกองกับพื้นด้วยความปวดใจ

ตั้งแต่เปิดเทอมมาเจียงฉินได้กดดันเขาอย่างหนักในทุกเรื่อง แต่เฉากวงอวี่ไม่เคยยอมรับอะไรทั้งนั้น ทว่าคราวนี้เขาเหมือนถูกทุบตีจนมึนงงไปเลย

“เหล่าเฉา นายเป็นไรไป? ความมั่นใจของนายโดนเจ้าหัวขโมยเจียงฉินทำลายไปแล้วเหรอ?”

“อย่าเศร้าไปเลยเหล่าเฉา ถ้าเจียงฉินกลับมาเราจะจัดการเขาเอง!”

ทันทีที่เขาพูดจบ ประตูห้อง 302 ก็ถูกผลักเปิดออก เจียงฉินก้าวเข้ามาในห้อง ทันทีที่เงยหน้าขึ้นเขาก็เห็นเหรินจื้อเฉียงและโจวเชาเดินมาหาด้วยใบหน้าจริงจัง

จากนั้นหนึ่งในพวกเขาก็ดึงเก้าอี้ออกมา อีกคนยื่นรองเท้าแตะให้ เรียกได้ว่าแทบจะช่วยเจียงฉินถอดถุงเท้าแล้วด้วยซ้ำ

“พ่อครับ เราจะเริ่มเรียนกันตอนไหนดี?”

เฉากวงอวี่เลิกผ้าห่มขึ้นทันที มองไปที่เพื่อนร่วมห้องทั้งสองคนอย่างโกรธแค้น: “เหล่าเหรินเหล่าโจว ความทะเยอทะยานของพวกนายโดนสุนัขกินไปหมดแล้วหรือไง!”

โจวเชาเงยหน้าขึ้นมองเฉากวงอวี่ที่กำลังนั่งอยู่บนเตียง: “ความทะเยอทะยานจะไปสู้ภรรยาที่ดีได้ยังไง?”

“เหล่าเหริน นายคู่ควรกับชื่อของตัวเองไหม?” เฉากวงอวี่เปลี่ยนเป้าหมายโจมตี

ใครจะไปรู้ว่าเหรินจื้อเฉียงกลับยืดอกพร้อมเชิดหน้าขึ้น: “ตอนที่พ่อตั้งชื่อให้ ฉันก็ไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก แต่ให้ตายสิ ฉันไม่มีสิทธิ์ออกความคิดเห็นเลย”

ในความเป็นจริง เจียงฉินรู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่โดยไม่ต้องถามด้วยซ้ำ ก็แค่ถูกปลุกให้ตื่น พอตาสว่างก็ไม่สามารถยอมรับความผิดหวังนี้ได้ เอาแต่ตั้งคำถามใส่คนอื่น จากนั้นก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง

“เอาล่ะ เอาเก้าอี้มานั่งตรงนี้ วันนี้ฉันกำลังอารมณ์ดีเดี๋ยวจะเล่าเรื่องดีๆ ให้พวกนายฟัง”

โจวเชาและเหรินจื้อเฉียงรีบยกเก้าอี้มานั่งทันที ขณะที่เฉากวงอวี่วางท่าอยู่สักพัก สุดท้ายก็ทนไม่ไหวโดดลงมาจากเตียงแล้วยืนพิงตู้เสื้อผ้า แต่เขาไม่ได้ยกเก้าอี้มานั่ง เพราะการไม่ยกเก้าอี้คือศักดิ์ศรีสุดท้ายที่เขาเหลือไว้ให้ตัวเอง

จากนั้นเจียงฉินก็นั่งลงและเล่าถึงเรื่องราวที่เขาแอบรักฉู่ซือฉีเป็นเวลาสามปีตอนเรียนมัธยมปลาย แต่กลับถูกปฏิเสธทันทีหลังจากที่สารภาพรักกับเธอ

พูดตามตรง เรื่องนี้ไม่มีอะไรที่น่าละอายใจ

จุดที่แข็งแกร่งที่สุดของผู้ชายอายุสี่สิบปีคืออะไร? นั่นก็คือการเข้าใจและยอมรับตัวเอง

ยอมรับตัวเองในวัยหนุ่มสาว บอกตัวเองว่าถ้ารักคนผิดก็ไม่เป็นไร ยอมรับตัวเองในวัยกลางคน บอกตัวเองว่าถ้าหาเงินไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แม้กระทั่งยอมรับตัวเองในวัยแก่ชรา บอกตัวเองว่าถึงจะทิ้งความเสียดายไว้มากมายก็ไม่เป็นไร

สิ่งที่ไม่เป็นดั่งหวังมักจะมีมากถึงแปดเก้าเรื่อง แต่หากจะบ่นมันกับคนอื่นก็แทบจะมีแค่สองหรือสามเรื่องที่สามารถพูดได้ ถ้าคุณไม่สามารถเข้าใจตัวเองและยอมรับความธรรมดากับความล้มเหลวของตัวเองได้ คุณก็จะไม่สามารถอยู่รอดได้ในโลกที่สับสนวุ่นวายนี้

ชั่วขณะหนึ่ง ดวงตาของเฉากวงอวี่เปล่งประกายมีชีวิตชีวา

“เหล่าเจียง นายก็เคยแอบรักใครสักคนเหมือนกันเหรอ?”

เจียงฉินเม้มริมฝีปากแล้วพูดว่า “ทำไมนายถึงดูสะใจขนาดนี้?”

เฉากวงอวี่รู้สึกว่าหลังของตนยืดตรงขึ้นทันที รอยยิ้มก็ดูเหมือนจะเจ้าเล่ห์เล็กน้อย: “ทำไมนายไม่บอกตั้งแต่แรกล่ะว่าแอบชอบคนอื่นมาตั้งสามปี แบบนี้พวกเราก็เหมือนพี่น้องที่ลงเรือลำเดียวกันเลยน่ะสิ!”

เจียงฉินที่ได้ยินก็เหมือนจะรู้สึกอะไรบางอย่าง หรือว่ามุมอับนี้ยังมีแตงตกอยู่ด้วย? (มีเรื่องราวบางอย่างแอบซ่อนอยู่)

“เหล่าเฉา นายพูดแปลกๆ นะ หรือว่านายจะมีเรื่องราวบางอย่างเหมือนกัน?”

“เอาล่ะ งั้นฉันจะเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟังด้วย”

เพราะมีเจียงฉินเป็นคนเปิด ครั้งนี้เฉากวงอวี่จึงไม่ได้ปิดบังอะไร พูดเรื่องที่เขาแอบชอบหงหยานออกมาหมดเปลือก แม้กระทั่งยอมรับว่ายังไม่เคยมีแฟนมาก่อน ทันทีที่พูดจบก็รู้สึกภูมิใจนิดหน่อย รู้สึกว่าตัวเองมีบางอย่างที่สามารถเทียบเคียงกับเจียงฉินได้แล้ว

เขาไม่รู้ว่ามันน่าภูมิใจตรงไหนที่ได้ทัดเทียมกับเจียงฉิน แต่เขาก็รู้สึกภูมิใจมากอยู่ดี

เมื่อเขาพูดจบ โจวเชาและเหรินจื้อเฉียงก็มองมาที่เขา จู่ๆ สายตาของพวกเขาก็เริ่มแปลกขึ้นเรื่อยๆ

“มีอะไร?” เฉากวงอวี่สับสนเล็กน้อย

“แค่นี้เหรอ นายยังกล้าเรียกตัวเองว่าพี่น้องกับเหล่าเจียงด้วย? ฉันรู้สึกอายแทนนายจริงๆ!”

“ทำไมฉันต้องอายด้วย?” เฉากวงอวี่ปฏิเสธทันที

เหรินจื้อเฉียงเบ้ปาก: “แม้ว่าพวกนายจะแอบชอบคนอื่นมาสามปีเหมือนกัน แต่ดูพี่เจียงสิ แค่พูดสองคำก็ทำให้ฉู่ซือฉีโกรธแทบตาย แล้วนายล่ะ? นั่งอยู่ในร้านอาหารตั้งสองชั่วโมงแต่หงหยานกลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่านายเป็นใคร”

โจวเชาเข้ามาตบไหล่เขา: “ถึงแม้ว่าพี่เจียงจะไม่ได้คบกับฉู่ซือฉี แต่ก็มีหงหยานที่ชอบเขา ส่วนนายน่ะมีแค่ไม้ปัดขนไก่”

ในตอนนี้เองที่เจียงฉินโยนระเบิดออกไป: “เหล่าเฉา ฉันรู้สึกดูถูกนายนิดหน่อย”

“?????”

(จบตอน)

[1] 长他人志气、灭自己威风 ยกย่องปณิธานเขา ทำลายศักดิ์ศรีตน หมายถึง ส่งเสริมให้ผู้อื่นมีอำนาจ แต่กลับดูถูกความสามารถของตนเอง

จบบทที่ ตอนที่ 36 : พ่อครับสอนผมหน่อย

คัดลอกลิงก์แล้ว