- หน้าแรก
- มหายุทธ์สะท้านโลก ล่ามอนสเตอร์สู่บัลลังก์เทพ
- บทที่ 12 ชุดเกราะและอาวุธ
บทที่ 12 ชุดเกราะและอาวุธ
บทที่ 12 ชุดเกราะและอาวุธ
บทที่ 12 ชุดเกราะและอาวุธ
"ชั้นหกงั้นหรือ?"
เจียงหานไม่รู้จริงๆ ว่าชั้นหกมีไว้ทำอะไร
"ชั้นหกขายอุปกรณ์สำหรับผู้ฝึกยุทธไงล่ะ" ดูเหมือนฉางฮ่าวจะสังเกตเห็นความงุนงงบนใบหน้าของเจียงหาน จึงเป็นฝ่ายอธิบาย "พวกชุดเกราะกับอาวุธ ส่วนใหญ่ก็หาซื้อได้ที่ชั้นหกนี่แหละ"
"เมื่อวานฉันเพิ่งผ่านการทดสอบผู้ฝึกยุทธมาไม่ใช่เหรอ? พ่อฉันเลยให้เงินมาสามหมื่นเหรียญพันธมิตร บวกกับเงินสนับสนุนอีกสองหมื่นที่ได้รับหลังเป็นผู้ฝึกยุทธ รวมกันแล้วน่าจะพอซื้อชุดเกราะดีๆ กับอาวุธสักชิ้นได้สบาย"
ยามที่เอ่ยถึงเรื่องพวกนี้ ใบหน้าของฉางฮ่าวฉายแววตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด แต่แล้วเขาก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงรีบเสริมว่า "แต่ถ้านายไม่อยากไป เรากลับกันเลยก็ได้นะ"
เจียงหานรู้ดีว่าฉางฮ่าวกลัวคำพูดของตัวเองจะไปกระทบจิตใจเขา จึงยักไหล่แล้วตอบกลับไป "ไม่เป็นไร ขึ้นไปดูหน่อยก็ดี เผื่อวันหนึ่งฉันจำเป็นต้องใช้บ้าง"
เมื่อยืนยันว่าเจียงหานไม่ได้คิดมาก ฉางฮ่าวจึงพาเขาเดินเข้าไปในลิฟต์
"แต่ละชั้นของตลาดวัสดุพิเศษจะมีโซนธุรกิจเฉพาะแยกกันชัดเจน"
"ชั้นหนึ่งจะเป็นพวกของทั่วไปที่หาง่ายที่สุด อย่างพวกหินปลุกพลัง"
"ชั้นสองเป็นโซนบาร์เหล้า ผู้ฝึกยุทธจำนวนมากเวลาขายของที่ล่ามาได้เสร็จ ก็มักจะไปหาความสำราญที่ชั้นสองกันสักสองสามวัน"
"ชั้นสามขายพวกน้ำยา ร้านของที่บ้านฉันก็อยู่ชั้นสามนี่แหละ"
"ชั้นสี่เป็นพื้นที่สำหรับประกาศภารกิจ บริษัทไหนที่ต้องการชิ้นส่วนสัตว์อสูรแต่หาไม่ได้ ก็จะมาแปะประกาศค่าหัวไว้ที่ชั้นสี่ ราคาสิ่งของในภารกิจพวกนี้มักจะสูงกว่าราคาตลาดเสมอ"
"ส่วนชั้นห้ากับชั้นหก ขายชุดเกราะกับอาวุธตามลำดับ"
"สูงกว่านั้นพวกเราขึ้นไปไม่ได้แล้ว เขาว่ากันว่าคนที่จะขึ้นไปได้ ต้องเป็นผู้ฝึกยุทธระดับ 'จอมยุทธ' ขึ้นไปเท่านั้น"
ฉางฮ่าวอธิบายให้เจียงหานฟังเสียงเบา โดยเฉพาะตอนที่เอ่ยถึงคำว่า 'จอมยุทธ'
เข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมฉางฮ่าวถึงมีท่าทีเช่นนี้
เมืองหลานมีประชากรหลายล้านคน เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ล้วนปลุกพลังพรสวรรค์ได้ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงพรสวรรค์ระดับ C การจะเป็นผู้ฝึกยุทธต้องใช้ความพยายามนับสิบปี หรือหลายสิบปี
อัตราส่วนระหว่างจอมยุทธต่อผู้ฝึกยุทธนั้น มีเพียงหนึ่งต่อสิบเท่านั้น
การเป็นผู้ฝึกยุทธเป็นเพียงการก้าวข้ามธรณีประตู เพื่อรับสิทธิ์ในการออกสู่เขตทุรกันดาร
แต่จอมยุทธคือกำลังหลักในการล่าสังหารสัตว์อสูรอย่างแท้จริง
ลุงหูและพรรคพวกของเขาต่างก็เป็นจอมยุทธ ส่วนลุงหลงนั้นเหนือชั้นยิ่งกว่า เพราะเป็นถึง 'ปรมาจารย์ยุทธ'
อย่างไรก็ตาม เรื่องพวกนี้ยังดูไกลตัวเกินไปสำหรับเจียงหานและฉางฮ่าวในตอนนี้
"นายคิดไว้หรือยังว่าจะซื้ออาวุธแบบไหน?"
ชุดเกราะนั้นส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงกัน ระดับการป้องกันที่ต่างกันก็แค่ราคาที่ต่างกัน เพื่อให้ได้ความแข็งแกร่งในการป้องกันที่เพียงพอ ดีไซน์จึงมักจะดูแข็งทื่อและไม่แตกต่างกันมากนัก จะหยิบชิ้นไหนมาใส่ก็ไม่ต่างกัน
แต่อาวุธนั้นต่างออกไป
หลังจากที่ประสิทธิภาพของอาวุธปืนลดลงอย่างมาก อาวุธเย็นสำหรับการต่อสู้ระยะประชิดก็กลับมาเฟื่องฟู รูปแบบของอาวุธจึงมีความหลากหลาย
แค่แบ่งตามประเภทหลักๆ ก็ปาเข้าไปเจ็ดแปดชนิดแล้ว
มีดสั้น ดาบ ทวน กระบี่ กระบอง ค้อน ง้าว แส้ นี่เป็นเพียงพื้นฐาน ในแต่ละหมวดหมู่ใหญ่ยังแบ่งย่อยลงไปได้อีก
อย่างเช่นดาบที่เจียงหานถนัด ก็ยังแบ่งเป็นดาบสั้น ดาบใหญ่ และดาบยาว
สรุปสั้นๆ ก็คือ ชุดเกราะขายได้ราคาดีกว่าอาวุธ แต่อาวุธมีความหลากหลายให้เลือกสรรมากกว่าแน่นอน
"กระบี่! ต้องเป็นกระบี่เท่านั้น!"
"นายไม่รู้หรอก เวลาฉันอ่านนิยายกำลังภายใน พวกพระเอกเขาใช้กระบี่กันทั้งนั้น ฉันแค่คิดว่ามันจะเท่ขนาดไหนถ้าวันหนึ่งฉันได้ถือกระบี่ไล่ฟันสัตว์อสูรบ้าง"
"เรื่องฆ่าสัตว์อสูรคงหมดหวัง แต่ความฝันนี้ต้องทำให้เป็นจริงให้ได้"
ฉางฮ่าวตื่นเต้นมาก "แถมฉันยังวาดแบบร่างมาแล้วด้วยนะ"
พูดจบเขาก็ล้วงเอากระดาษพับชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋า แล้วคลี่ออกอย่างทะนุถนอม
"นี่ไง ฉันตั้งชื่อกระบี่เล่มนี้ว่า 'รุ้งคราม'"
เจียงหานชำเลืองมองแวบหนึ่งแล้วถึงกับพูดไม่ออก
ดีไซน์ของมันดูลิเกและฉูดฉาดสุดๆ คล้ายกับอาวุธในเกมออนไลน์ประเภทที่โฆษณาว่า "ฟันทีเดียว ดาเมจ 999" แต่พอลองคิดดู มันก็เป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กวัยนี้ที่ไม่ได้กะจะเอาไปใช้ในสนามรบจริง ความเท่ต้องมาก่อนเสมอ
แต่เจียงหานนั้นต่างออกไป
เขาตั้งใจจะออกไปลุยในเขตทุรกันดารจริงๆ ดังนั้นหากจะซื้ออาวุธ ความคล่องตัวในการใช้งานต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง
อาวุธที่เข้ามือสามารถเพิ่มพลังการต่อสู้ได้อย่างมหาศาล
ลิฟต์ขึ้นมาถึงชั้นหกซึ่งเป็นโซนขายอาวุธ
ทันทีที่ก้าวออกจากลิฟต์ อาวุธนานาชนิดก็ปรากฏสู่สายตาจนละลานตาไปหมด
หลังจากการยกเลิกกฎควบคุมอาวุธมีคม อาวุธเย็นสามารถซื้อขายได้ตามปกติ แต่โดยทั่วไปจะไม่มีใครกล้าถือเดินไปมาตามท้องถนน
เพราะผลลัพธ์ของการทำเช่นนั้นคือการถูกผู้ฝึกยุทธของทางการเข้าควบคุมตัว และขึ้นอยู่กับความรุนแรงของผลกระทบที่ก่อ อาจถึงขั้นติดคุกหรือถูกเนรเทศออกไปอยู่เขตทุรกันดาร
ร้านค้าแต่ละร้านมักจะมีควาเชี่ยวชาญเฉพาะทาง อย่างน้อยก็จะไม่ขายอาวุธข้ามสายพันธุ์กันมั่วซั่ว
ซึ่งนั่นทำให้เจียงหานและฉางฮ่าวเลือกซื้อได้สะดวกขึ้น
ฉางฮ่าวถือกระดาษแผ่นนั้นเดินตรงดิ่งเข้าไปในร้านขายกระบี่ทันที
หลังจากทำไม้ทำมือคุยกับพนักงานอยู่นาน เขาก็เดินคอตกออกมา
"ร้านนี้ไม่ได้เรื่องเลย อาวุธฉันออกจะเท่ขนาดนี้ ดันไล่ให้ไปถามร้านอื่นเฉยเลย"
ฉางฮ่าวไม่รู้ตัวเลยว่าคำขอของตัวเองนั้นเกินเบอร์ไปหน่อย กลับคิดว่าทางร้านตาไม่ถึงเสียอย่างนั้น
โดยทั่วไป การหล่ออาวุธระดับต่ำจะใช้แม่พิมพ์เฉพาะ เทโลหะลงไปขึ้นรูปทีเดียวจบ
มีเพียงอาวุธระดับสูงเท่านั้นที่จะเป็นการสั่งทำพิเศษ ที่ต้องให้ช่างตีเหล็กค่อยๆ บรรจงตีขึ้นรูปทีละค้อน
แบบอาวุธที่ฉางฮ่าวอยากได้ชัดเจนว่าต้องสั่งทำพิเศษ ซึ่งต้นทุนจะสูงลิบลิ่ว
เถ้าแก่ร้านย่อมไม่รับทำงานที่ไม่มีกำไรอยู่แล้ว
เห็นฉางฮ่าวหงุดหงิด เจียงหานก็ไม่ได้พูดขัดอะไร "ลองไปถามร้านอื่นดูอีกหน่อยไหม เผื่อจะมีร้านที่ทำได้ ฉันเองก็จะไปเดินดูแถวนี้เหมือนกัน"
ฉางฮ่าวพยักหน้ารับ "งั้นนายไปเดินดูเถอะ ฉันจะไปลองถามดูอีกทีว่ามีร้านไหนทำได้บ้าง"
ทั้งสองแยกย้ายกัน เจียงหานมองหาร้านที่เชี่ยวชาญด้านดาบแล้วเดินเข้าไป
"มีดาบสั้นไหมครับ?"
ทันทีที่เข้าไป พนักงานขายก็เข้ามาทักทาย เมื่อได้ยินคำถามของเจียงหาน เขาก็ผายมือ "มีครับคุณลูกค้า ดาบสั้นเชิญทางด้านโน้นเลยครับ"
"ทั้งแถวนั้นเลยครับ ราคามีตั้งแต่ห้าพันถึงสองหมื่นเหรียญพันธมิตร"
ก่อนยุคภัยพิบัติ อาวุธส่วนใหญ่ทำจากเหล็กกล้าชั้นดี แต่หลังจากเกิดภัยพิบัติ เพื่อให้สามารถเจาะทะลุการป้องกันของสัตว์อสูรได้ อาวุธจำเป็นต้องคมและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น จึงมีการนำวัสดุใหม่ๆ มาผสมผสานจนเกิดเป็นโลหะผสมชนิดใหม่
หากพูดถึงแค่ความทนทาน มันเหนือกว่าอาวุธเหล็กกล้าแบบเดิมหลายเท่าตัว และแน่นอนว่าน้ำหนักของมันก็มากกว่าหลายเท่าเช่นกัน
เจียงหานหยิบดาบสั้นเล่มหนึ่งขึ้นมาชั่งน้ำหนักดู ดาบเล่มนี้ยาวเพียงช่วงแขน แต่กลับหนักถึงห้าสิบจิน
คนทั่วไปต่อให้ยกไหว แต่ถ้าต้องให้กวัดแกว่งฟันแทงเป็นเวลานาน คงทำไม่ได้แน่
ทว่ามันกลับเหมาะเจาะกับเจียงหานพอดีเป๊ะ
อย่าลืมว่าค่าพละกำลังของเจียงหานปาเข้าไปถึงห้าสิบจุดแล้ว
"ดาบเล่มนี้ราคาเท่าไหร่ครับ?"
พนักงานขายเดินเข้ามาดูป้ายราคาที่ด้ามจับ "แปดพันสองร้อยเหรียญพันธมิตรครับ เนื่องจากทำจากโลหะผสมเหล็กคราม ราคาเลยสูงหน่อย แต่รับรองคุณภาพได้เลยครับว่ายอดเยี่ยม ถ้าบิ่นภายในสามเดือนสามารถนำมาเคลมเปลี่ยนใหม่ได้เลย"
"ผมต้องไปซื้อของอย่างอื่นต่อ ทางร้านมีบริการส่งไหมครับ?"
"มีครับคุณลูกค้า ทิ้งที่อยู่ไว้ได้เลย เราจัดส่งให้ถึงที่ภายในหนึ่งชั่วโมง"
มาถึงขั้นนี้ เจียงหานไม่มีอะไรต้องลังเล
หลังจากแสดงบัตรประจำตัวผู้ฝึกยุทธและรูดบัตรจ่ายเงิน เขาก็ทิ้งที่อยู่ร้านอาหารไว้ ที่พักของเขาอยู่ชั้นสองของร้านอาหารนั่นแหละ ส่งที่ไหนก็ไม่ต่างกัน
การเดินถือดาบไปมาคงดูเอิกเกริกเกินไป ให้ทางร้านไปส่งที่บ้านย่อมสะดวกกว่า