- หน้าแรก
- เส้นทางอมตะยุคใหม่ วิชาวชิระแปดกระบวน
- บทที่ 28 วิทยายุทธ์ดั้งเดิมก็แค่กายบริหารยามเช้า? หนึ่งหมัดทลายกระสอบทราย!
บทที่ 28 วิทยายุทธ์ดั้งเดิมก็แค่กายบริหารยามเช้า? หนึ่งหมัดทลายกระสอบทราย!
บทที่ 28 วิทยายุทธ์ดั้งเดิมก็แค่กายบริหารยามเช้า? หนึ่งหมัดทลายกระสอบทราย!
บทที่ 28 วิทยายุทธ์ดั้งเดิมก็แค่กายบริหารยามเช้า? หนึ่งหมัดทลายกระสอบทราย!
ผู้เข้าแข่งขันกลุ่มแรกที่ขึ้นเวที ล้วนเป็นระดับบิ๊กเนมที่ทางผู้จัดงานเชิญมาเป็นพิเศษ และมีชื่อเสียงโด่งดังในแวดวงศิลปะการต่อสู้
คนแรกที่ขึ้นประเดิมเวทีคือผู้อำนวยการโรงเรียนสอนเทควันโดที่มีชื่อเสียงระดับท้องถิ่น
เขาเริ่มต้นด้วยการร่ายรำกระบวนท่าเทควันโด ชุดฝึกสีขาวพลิ้วไหวส่งเสียงพึ่บพั่บตัดกับอากาศ ผนวกกับรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลา ทำให้เขาดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง
ปิดท้ายการแสดงด้วยลูกเตะกระโดดลอยตัวผ่าแผ่นไม้ที่ตั้งไว้สูงถึงสองเมตรจนหักครึ่ง เรียกเสียงปรบมือกึกก้องจากผู้ชมทั้งฮอลล์
หลินชิงต้องยอมรับว่าคนระดับนี้สมคำร่ำลือจริงๆ
หลังจากนั้น ผู้ฝึกมวยไทย คิกบ็อกซิ่ง ไอคิโด คาราเต้ และศิลปะการต่อสู้สมัยใหม่แขนงต่างๆ ก็ทยอยขึ้นเวที ตรึงความสนใจของผู้ชมและปลุกเร้าบรรยากาศในงานให้ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผู้ชมต่างส่งเสียงเชียร์และหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพความเท่ของผู้เข้าแข่งขันกันยกใหญ่
จนกระทั่งชายวัยกลางคนอายุราวห้าสิบปีที่หลินชิงเพิ่งเห็นเมื่อครู่ ก้าวขึ้นสู่เวที
ท่ามกลางเสียงแนะนำของพิธีกร ความสนใจของทุกคนถูกปลุกเร้าขึ้น
สิ่งที่ทำให้หลินชิงแปลกใจคือ ชายวัยกลางคนผู้นี้ก็ฝึกมวยไทเก็กเช่นกัน แต่เป็น 'ไทเก็กตระกูลเฉิน' ซึ่งแม้จะมีรากฐานเดียวกัน แต่ก็แยกสายสำนักออกมาต่างจาก 'ไทเก็กตระกูลเจ้าเป่า' ของเขา
ภายใต้สายตาจับจ้องของผู้ชมทั้งฮอลล์เขายืนหยัดอย่างมั่นคงกลางเวที สูดลมหายใจลึก แล้วเริ่มร่ายรำมวยไทเก็ก
ท่วงท่าของเขาเชื่องช้า สีหน้าจดจ่อแน่วแน่ มุ่งมั่นที่จะแสดงกระบวนท่ามาตรฐานแต่ละท่าออกมาให้สมบูรณ์แบบที่สุด
หลินชิงพยักหน้าและประเมินในใจ "ผู้อาวุโสท่านนี้ไม่ธรรมดาเลย"
เพียงแค่ไม่กี่ท่า เขาก็ดูออกว่าวิชาหมัดของชายผู้นี้ก้าวเข้าสู่ขั้น 'เจนจัด' แล้ว
แม้จะยังห่างไกลจากขั้น 'หมิงจิ้ง' (รู้แจ้งในพลัง) แต่ก็นับได้ว่าเป็นยอดฝีมือในวงการไทเก็กคนหนึ่ง
ทว่า ชายผู้นี้น่าจะฝึก 'มวยโครงสร้างเก่า' ของตระกูลเฉิน ซึ่งเมื่อเทียบกับไทเก็กตระกูลเจ้าเป่าของหลินชิงแล้ว มวยสายนี้ลดทอนความดุดันในการต่อสู้ลง และหันไปเน้นเรื่องสุขภาพพลานามัยมากกว่า
"เฮ้อ"
ทว่า ฉินลู่ที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับถอนหายใจออกมา
เมื่อเห็นหลินชิงมองมาด้วยความสงสัย เขาจึงลดเสียงลงและกระซิบว่า "ลองมองคนดูข้างหลังนายสิ"
หลินชิงหันกลับไปมอง แล้วก็เข้าใจในทันที
เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าบรรยากาศที่เคยร้อนแรงในฮอลล์ เงียบกริบลงไปพักใหญ่แล้ว
ในหมู่ผู้ชม บางคนเริ่มก้มหน้าเล่นมือถือ บางคนกระซิบกระซาบหัวเราะคิกคักเรื่องอะไรก็ไม่รู้ และบางคนถึงกับอ้าปากหาว
ในสายตาของผู้ชมเหล่านี้ มันเหมือนพวกเขากำลังดูคนแก่รำมวยออกกำลังกายตอนเช้าไม่มีผิด
บรรยากาศที่ถูกจุดจนลุกโชน กลับเย็นยะเยือกในพริบตาเมื่อถึงคิวแสดงมวยไทเก็ก
"เฮ้อ"
หลินชิงเองก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้
อันที่จริง เขาจะโทษผู้ชมที่ไม่ให้ความร่วมมือก็ไม่ได้
เพราะถ้าอยากจะสาธิตมวยไทเก็ก มันก็ทำได้แค่นี้จริงๆ
เดิมทีมันเป็นวิชาหมัดที่เน้นใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว นอกจากการร่ายรำมวยโครงสร้างเก่าบนเวทีที่เข้าใจกันแค่ในหมู่คนฝึกด้วยกัน ทางเลือกอื่นก็มีแค่ให้ทีมงานขึ้นมาสาธิต 'ผลักมือ'
การถูกเข้าใจผิดว่าเป็นกายบริหารคนแก่ก็นับว่าโชคดีแล้ว ขืนเชิญคนขึ้นมาเล่นผลักมือจริงๆ คงกลายเป็นหายนะแน่
เพราะในการผลักมือ มีเพียงคนที่ร่วมฝึกด้วยเท่านั้นที่จะสัมผัสได้ถึงพลังของไทเก็ก
ต่อให้พูดความรู้สึกจริงๆ ออกมา คนดูก็คงหาว่าเป็นหน้าม้าอยู่ดี
คนสองคนมายืนวาดวงกลมนวดแป้งกันบนเวที... นี่น่ะเหรอวิทยายุทธ์ดั้งเดิม?
หลอกเด็กชัดๆ!
วันรุ่งขึ้นคงมีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วเมืองว่า นักมวยไทเก็กคนหนึ่งแสดงปาหี่หลอกลวงประชาชนในงานแข่งขันศิลปะการต่อสู้
พวกเขาแค่มองไม่เห็นวิธีการใช้แรงของมวยไทเก็ก และต่อให้เห็น ก็คงไม่เข้าใจอยู่ดี
ในโซนที่นั่งวีไอพี นายทหารชั้นผู้ใหญ่มีสีหน้าเคร่งเครียดและบึ้งตึง
เขาย่อมสัมผัสได้ถึงปฏิกิริยาที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวของผู้ชมที่มีต่อศิลปะการต่อสู้ยุคใหม่กับยุคเก่า แต่เขาก็พูดไม่ออก
ในแง่ของภาพลักษณ์ มวยไทเก็กอันเชื่องช้าของคุณ แพ้เทควันโดที่ตวัดขาเตะได้รวดเร็วปานสายฟ้าแลบอย่างราบคาบ ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
ในหน้าประวัติศาสตร์ มีหรือที่จะขาดแคลนผู้คนที่ต้องการพิสูจน์คุณค่าของวิทยายุทธ์ดั้งเดิม?
เพียงแต่สุดท้าย พวกเขาก็มักจะลงเอยด้วยการถูกตราหน้าว่าเป็นคนโง่หรือไม่ก็สิบแปดมงกุฎ
ในที่สุด การแสดงมวยไทเก็กที่แทบจะกลายเป็นการทรมานผู้ชมก็จบลงที่กระบวนท่าสุดท้าย
ชายวัยกลางคนโค้งคำนับต่ำด้วยสีหน้าตื้นตันใจ
หลินชิงรู้ดีว่าเขาคงจะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองและแสดงเพลงหมัดชุดที่ดีที่สุดในชีวิตออกมาแล้ว
แต่สิ่งที่ตอบรับเขา กลับเป็นเพียงเสียงปรบมือที่ดังเปาะแปะบางเบาจากผู้ชมในฮอลล์
"จบซะที"
"จะหลับอยู่แล้ว การแสดงบ้าอะไรวะเนี่ย?"
หลินชิงได้ยินเสียงบ่นพึมพำจากผู้ชมด้านหลัง
เขาส่ายหน้า ไม่คิดจะถือสาหาความ
จากนั้น ผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้สมัยใหม่อีกหลายคนก็ทยอยขึ้นเวที ดึงบรรยากาศให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
ทว่าความร้อนแรงนี้อยู่ได้ไม่นาน
พอผู้ชมกำลังเริ่มอิน ก็มักจะมีนักวิทยายุทธ์ดั้งเดิมโผล่ขึ้นมา "ดับฝัน" อยู่เรื่อยๆ
แม้จะมีปรมาจารย์หมวยสายภายนอกขึ้นมาโชว์ต่อยกระสอบทรายสองสามหมัด
ถึงจะดูแข็งแรงดี แต่ท่วงท่าก็ยังห่างไกลจากความสง่างามและอิสระเสรีของเทควันโด
สุดท้าย มันกลับทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า "แบบนี้ข้าก็ทำได้เหมือนกัน"
"ลำดับต่อไป ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 078 ผู้ฝึก 'ไทเก็กตระกูลเจ้าเป่า' หลินชิง"
เมื่อเสียงประกาศของพิธีกรก้องกังวานไปทั่วฮอลล์ หลินชิงก็รู้ว่าเป็นตาของเขาแล้ว
ต่างจากนักวิทยายุทธ์ดั้งเดิมคนอื่นๆ ที่ถูกแนะนำว่าเป็นทายาทสายตรงของตระกูลนั้นตระกูลนี้ หรือปรมาจารย์แห่งสำนักหมัดโน้นหมัดนี้ การแนะนำตัวของหลินชิงนั้นเรียบง่ายสุดๆ โดยใช้คำว่า 'ผู้ฝึก'
พูดตรงๆ ก็คือ มือสมัครเล่นที่ฝึกเองเออเองนั่นแหละ
เพราะเขาเรียนมวยไทเก็กจากคัมภีร์หมัดที่เจ้าเจียเฉียงให้มา ไม่เคยมีอาจารย์คนไหนสอนเขามาก่อน
หลินชิงลุกขึ้น พยักหน้าให้ฉินลู่ที่อยู่ข้างๆ แล้วเดินขึ้นสู่เวทีอย่างมั่นคง
เมื่อไปยืนอยู่ตรงนั้น เขาเห็นภาพบนอัฒจันทร์ชัดเจนขึ้น
บางคนนั่งเท้าคางมองเขาด้วยความเบื่อหน่าย บางคนก้มหน้ากดมือถือเล่นเกมหน้าตาเฉย และมีสาวๆ บางกลุ่มที่เอาแต่จ้องหน้าเขาตาเป็นมัน
ในบรรดาผู้เข้าแข่งขันที่อายุเฉลี่ยปาเข้าไปสามสิบสี่สิบ หลินชิงถือว่าหน้าตาดีที่สุดจริงๆ
ดูเหมือนผู้ชมทั้งฮอลล์จะไม่สนใจเลยว่าเขาจะมาแสดงหมัดมวยอะไร
"เริ่มได้ครับ"
เจ้าหน้าที่ด้านล่างเวทีพยักหน้าให้หลินชิง
เขาเองก็ทึกทักไปแล้วว่า การสาธิตมวยไทเก็กก็คงหนีไม่พ้นการรำมวยออกกำลังกายตอนเช้าแน่ๆ
"รบกวนช่วยเอากระสอบทรายขึ้นมาให้ผมหน่อยครับ"
หลินชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ
"หือ?" เจ้าหน้าที่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบพยักหน้า "อ้อ... ได้ครับๆ"
ใช้กระสอบทรายสาธิตมวยไทเก็กเนี่ยนะ?
น่าสนใจแฮะ
หลังจากเจ้าหน้าที่สองคนช่วยกันหามกระสอบทรายหนักเจ็ดสิบกิโลกรัมขึ้นมาบนเวที มันก็ดึงความสนใจของผู้ชมได้ชั่วขณะ
แต่ทุกคนก็คิดว่าหลินชิงคงจะทำเหมือนนักมวยสายภายนอกคนก่อนหน้านี้ คือต่อยกระสอบทรายโชว์สองสามที เลยไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
หลินชิงแตะกระสอบทรายเพื่อเช็กความแข็ง แล้วหันมาโค้งคำนับผู้ชม
"ฝีมือผมยังอ่อนด้อย จะขอแสดงมวยไทเก็กเพียงท่าเดียว โปรดชี้แนะด้วยครับ"
จากนั้น เขาหันหน้าเข้าหากระสอบทราย สูดลมหายใจลึก แล้วค่อยๆ หลับตาลง
เมื่อจมลมปราณลงสู่จุดตันเถียน ประสาทสัมผัสของหลินชิงก็ดูจะแหลมคมขึ้นอย่างเหลือเชื่อ รับรู้ได้ถึงกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายที่ผ่อนคลายลง
ค่อยๆ ยกมือขึ้นกำหมัด ลมหายใจที่พ่นออกจากจมูกพุ่งตรงราวกับลูกศรที่ถูกปล่อยจากแหล่ง
ทันใดนั้น หลินชิงกระแทกเท้าลงพื้นอย่างแรง เวทีสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น กล้ามเนื้อระเบิดพลังในพริบตา แล้วชกหมัดเรียบง่ายออกไปหนึ่งหมัด!
ตู้ม!
ท่ามกลางความเงียบสงัด เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ดึงสายตาทุกคู่ให้จับจ้องมาที่กลางเวที
"ท่าดีทีเหลว"
เมื่อเห็นกระสอบทรายยังคงอยู่ที่เดิม ไม่แม้แต่จะแกว่งไกว บางคนก็ส่ายหน้า
ทว่าฉากถัดมา กลับทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้างตะลึงงัน
ซ่า~
ผ่านไปห้าวินาที ทุกคนถึงสังเกตเห็นว่ากระสอบทรายที่นิ่งสนิทกำลังค่อยๆ ยุบตัวลง
ด้านหลังของกระสอบทรายปริแตกเป็นรอยยาว ทรายภายในกำลังไหลทะลักลงสู่พื้นเวทีราวกับสายน้ำ
ทั้งฮอลล์ตกอยู่ในความเงียบงันน่าขนลุก ทุกคนเบิกตากว้างจ้องมองชายหนุ่มผู้ยืนสงบนิ่งอยู่บนเวที
หลินชิงโค้งคำนับ เสียงของเขาดังกังวานท่ามกลางความเงียบกริบ
"ขายขี้หน้าแล้วครับ"