- หน้าแรก
- เส้นทางอมตะยุคใหม่ วิชาวชิระแปดกระบวน
- บทที่ 16 รับเงินรางวัลและการทดสอบฝีมือเล็กๆ น้อยๆ!
บทที่ 16 รับเงินรางวัลและการทดสอบฝีมือเล็กๆ น้อยๆ!
บทที่ 16 รับเงินรางวัลและการทดสอบฝีมือเล็กๆ น้อยๆ!
บทที่ 16 รับเงินรางวัลและการทดสอบฝีมือเล็กๆ น้อยๆ!
หลินชิงขอให้ชายชรามาส่งแค่หน้าสถานีรถไฟ ก่อนจะต่อรถบัสประจำทางมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวอำเภอ
ภายในรถโดยสารที่แออัด เต็มไปด้วยผู้เฒ่าผู้แก่ที่หอบหิ้วถุงเล็กถุงน้อยพะรุงพะรังเพื่อไปจ่ายตลาดในตัวเมือง
เมื่อรถแล่นผ่านสถานีแล้วสถานีเล่า ผู้คนก็ทยอยขึ้นลงกันขวักไขว่
จนกระทั่งพื้นที่ในรถแน่นขนัดจนแทบไม่มีที่ว่างให้ขยับตัว
นักเรียนหญิงกลุ่มหนึ่งคอยหันมามองหลินชิงเป็นระยะ สายตาจับจ้องใบหน้าของเขาด้วยความทึ่ง ราวกับประหลาดใจว่าทำไมผู้ชายถึงมีผิวพรรณที่เนียนละเอียดได้ขนาดนี้
หลินชิงลุกสละที่นั่งให้หญิงชราที่กำลังจะไปหาหมอในเมือง แล้วขยับไปยืนพิงบริเวณประตูหลัง
เขาย่อเข่าลงเล็กน้อย ถ่ายเทน้ำหนักเพื่อลดจุดศูนย์ถ่วง และปล่อยมือจากราวจับ
แม้การสละที่นั่งจะเป็นมารยาททางสังคม แต่เหตุผลลึกๆ อีกอย่างคือหลินชิงตระหนักได้ว่า รถบัสบุโรทั่งคันนี้ที่สั่นสะเทือนตลอดเวลาและเต็มไปด้วยผู้คนช่างเหมาะเจาะอย่างยิ่งสำหรับการฝึก 'ยืนจวง'
คนขับตีนผีบวกกับพื้นที่ที่จำกัดจำเขี่ย ทำให้การทรงตัวยากกว่าการยืนบนเก้าอี้สตูลที่บ้านหลายเท่า
หลังจากการเดินทางอันยาวนานกว่าครึ่งชั่วโมง เมื่อหลินชิงก้าวลงจากรถ ร่างกายของเขาก็ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ จุดตันเถียนร้อนผ่าวราวกับมีไฟสุม
ร่างกายที่ต้องโยกคลอนตามแรงเหวี่ยงของรถอยู่ตลอดเวลา บังคับให้ต้นขาต้องเกร็งรับน้ำหนักอย่างต่อเนื่อง ไหนจะต้องคอยรับแรงกระแทกจากผู้โดยสารคนอื่นที่เซมาชนเป็นครั้งคราว
ถึงกระนั้น สองเท้าของหลินชิงกลับมั่นคงราวกับหยั่งรากลึกบนพื้นรถ ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่นิ้วเดียว
การฝึกยืนจวงความเข้มข้นสูงตลอดครึ่งชั่วโมงนี้ มอบแต้มสถานะอิสระให้เขาเพิ่มขึ้น 0.04 แต้ม และค่าความเร็วอีก 0.02 แต้ม
นับเป็นวิธีฝึกที่มีประสิทธิภาพมาก... ถ้าไม่นับเรื่องที่ต้องทนดมกลิ่นร้อยแปดพันเก้าในรถคันนั้น
หลินชิงบ่นอุบในใจขณะเดินตามฝูงชนออกจากสถานี มุ่งหน้าไปยังสถานีตำรวจท้องที่
สถานีตำรวจประจำอำเภอตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ เดินเท้าเพียงห้านาทีก็ถึง
หลังจากแจ้งความประสงค์กับลุงยามหน้าประตู หลินชิงก็เดินเข้าไปในห้องทำงานที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่สามนาย
"คุณคือหลินชิงใช่ไหม?"
ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงกลางเงยหน้ามองหลินชิง ก่อนจะลุกขึ้นเลื่อนเก้าอี้ให้
"เชิญนั่งครับ ทางผู้ใหญ่บ้านแจ้งรายละเอียดมาแล้วเมื่อวาน คุณแค่กรอกข้อมูลส่วนตัว เบอร์โทรศัพท์ แล้วก็ทิ้งเลขบัญชีธนาคารไว้ก็พอ"
"ได้ครับ"
หลินชิงพยักหน้าพลางเหลือบมองป้ายชื่อบนอกเสื้อของอีกฝ่าย จึงรู้ว่าเขาคือ 'ฉินลู่' นายตำรวจที่โทรแจ้งเขาเมื่อวาน
"น้องชายหลิน เจ้าหลี่ฟู่นี่มันลื่นเป็นปลาไหลจริงๆ หมายจับส่งมาจากกรมตำรวจในเมืองได้ครึ่งปีแล้ว แต่หมู่บ้านรอบๆ เมืองหยงหนิงมันเยอะเกินไป แถมกล้องวงจรปิดก็รุ่นพระเจ้าเหา เราเลยจับตัวมันไม่ได้สักที"
ฉินลู่จิบชาเกากี้พลางอธิบาย
"ดังนั้นน้องชายหลินถือว่าช่วยกำจัดเนื้อร้ายให้เราแท้ๆ พวกเราจะได้นอนหลับเต็มตากันสักที"
ช่วงที่ผ่านมาพวกเขาหัวหมุนกับการไล่ล่าหลี่ฟู่ ต้องไปซุ่มตามหมู่บ้านจนถึงตีสามตีสี่ทุกวัน โดนยุงหามกันจนแขนลายพร้อย
"เป็นหน้าที่พลเมืองดีครับ" หลินชิงยิ้มกว้าง
"ผมส่งเรื่องไปแล้วเมื่อเช้านี้ เงินรางวัลน่าจะเข้าบัญชีภายในหนึ่งสัปดาห์"
นายตำรวจวัยกลางคนรับแบบฟอร์มคืนจากหลินชิงแล้วพยักหน้าให้
อาชญากรที่มีค่าหัวนั้นเป็นเรื่องที่กรมตำรวจในเมืองกระจายคำสั่งมายังสถานีท้องที่ ขั้นตอนการเบิกจ่ายจึงค่อนข้างจุกจิกและต้องใช้เวลาสักหน่อย
"ว่าแต่... น้องชายหลิน คุณเป็นคนฝึกยุทธด้วยเหรอ?"
ตำรวจหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เอ่ยถามด้วยความสนใจ สายตาจับจ้องมาที่หลินชิง
เมื่อวานพวกเขาลงพื้นที่สอบถามชาวบ้าน ได้ยินคำร่ำลือว่าหลินชิงไล่กวดโจรข้ามจังหวัดเป็นร้อยกิโลเมตร แถมยังไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายทันตั้งตัว ก็ใช้นิ้วเดียวจิ้มหลี่ฟู่ที่กำลังดิ้นรนสุดชีวิตจนร่วงลงไปกองกับพื้นหมดสภาพ
พอได้ยินตำรวจหนุ่มเล่าเรื่องนี้ด้วยรอยยิ้ม มุมปากของหลินชิงก็กระตุกยิก
ชาวบ้านพวกนี้ก็ช่างสรรหาคำมาปรุงแต่งจริงๆ ฟังจากปากพวกเขา ยายแก่ข้างบ้านคงเหาะได้ไปแล้ว
"ไม่ได้เวอร์ขนาดนั้นหรอกครับ ผมก็แค่รู้วิทยายุทธ์ดั้งเดิมแบบงูๆ ปลาๆ"
หลินชิงเกาหัวแก้เขิน ตอบกลับไปอย่างถ่อมตัว
ได้ยินดังนั้น ริมฝีปากของนายตำรวจวัยกลางคนก็ขยับเล็กน้อยคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
"หัวหน้าของเราก็เป็นนักสู้เหมือนกันครับ แกกำลังบ่นอยากหาคู่ซ้อมมืออยู่พอดี"
ตำรวจหนุ่มหันไปมองหัวหน้าของตนด้วยแววตาตื่นเต้น
"นักส้งนักสู้อะไรกัน"
ฉินลู่โบกมือปัด ยิ้มแล้วอธิบายว่า "ผมก็แค่ฝึกเอาสนุก สมัยหนุ่มๆ เคยเรียนวิชาการต่อสู้ระยะประชิดมาบ้างไม่กี่ท่าหรอก"
"พี่ชาย แล้วพวกคนที่ฝึกวิทยายุทธ์ดั้งเดิมแบบพวกพี่เนี่ย ขึ้นชกบนสังเวียนได้ไหม?"
ตำรวจหนุ่มเริ่มสนใจมากขึ้น จ้องมองหลินชิงอย่างคาดหวัง
หลินชิงประเมินดูแล้วอีกฝ่ายน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเขา เดาว่าคงอ่านนิยายกำลังภายในมาเยอะจนหลงใหลในเรื่องราวของยอดวิชา
"ผมทำไม่ได้หรอกครับ"
หลินชิงยิ้มและส่ายหน้า ตอบกลับไปโดยไม่ต้องคิด
แน่นอนว่าเขาละเว้นประโยคครึ่งหลังไว้ในใจ... ถ้าไม่มีกติกาหยุมหยิมพวกนั้น และเซ็นใบยอมรับความตายกันก่อน ผมอาจจะลองดูสักตั้งก็ได้
"งั้นเหรอครับ"
ตำรวจหนุ่มดูผิดหวังเล็กน้อย
"พอได้แล้ว เอ็งนี่พอเข้าเรื่องพวกนี้ทีไรน้ำไหลไฟดับทุกที"
ฉินลู่ดุลูกน้องเสียงเข้ม ก่อนจะหันมามองหลินชิง
"น้องชาย สนใจลองประมือกันหน่อยไหม เอาแค่ผลักมือเบาๆ ก็พอ?"
ในฐานะคนที่หลงใหลในศิลปะการต่อสู้ เขารู้ดีว่าชื่อเสียงของวิทยายุทธ์ดั้งเดิมนับวันยิ่งเสื่อมถอย และการจะหาคนที่ฝึกฝนศาสตร์เดียวกันในท้องถิ่นนั้นยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
เขาจึงเกิดความคิดอยากจะลองแลกเปลี่ยนวิชากับหลินชิงดูสักครั้ง
"ได้ครับ"
หลินชิงยิ้มและพยักหน้าตอบตกลงทันที
นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่เส้นทางสายนี้ เขาก็มุ่งมั่นแต่การปั่นค่าสถานะและฝึกฝนเพียงลำพัง ไม่เคยได้ประมือกับใครจริงๆ จังๆ มาก่อน
พอได้ยินแบบนั้น เหล่าตำรวจในห้องต่างก็หูผึ่ง พวกเขารีบพากันออกไปที่ลานกว้างด้านนอก แล้วยืนล้อมวงมุงดูหลินชิงกับฉินลู่
"แลกเปลี่ยนกันขำๆ นะ ไม่ต้องจริงจังมาก"
ฉินลู่พูดด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะตั้งท่าเตรียมพร้อม
ทันใดนั้น บรรยากาศที่เป็นกันเองเมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นดุดันแหลมคมขึ้นมาทันตา
หลินชิงพยักหน้า ทิ้งไหล่ลง ย่อเข่าเล็กน้อย แล้วยกมือขึ้นประสานในท่าเตรียม
ไทเก็ก
เมื่อเห็นท่าร่างเริ่มต้นของหลินชิง ฉินลู่ก็ยิ่งเพิ่มความระมัดระวังตัว
ทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีใครชิงลงมือก่อน ได้แต่เดินวนดูเชิงและสลับสับเปลี่ยนฟุตวอร์กเพื่อหยั่งเชิงคู่ต่อสู้
บรรดาไทยมุงต่างกลั้นหายใจ ไม่กล้าส่งเสียงดัง
พวกเขารู้ดีว่าทั้งคู่กำลังมองหาจุดอ่อน... ทันทีที่ฝ่ายใดเผยช่องโหว่ การโจมตีจะเกิดขึ้นในพริบตา
จู่ๆ ฉินลู่ก็ขยับตัว
เขาก้าวเท้าใหญ่เข้าประชิด แล้วตวัดขาเตะกวาดขึ้นสูงมุ่งตรงไปที่ใบหน้าของหลินชิงอย่างฉับพลัน
ต้องยอมรับว่าฉินลู่มีพื้นฐานที่ไม่เลวเลย ลูกเตะนี้ทั้งรวดเร็ว แม่นยำ และดุดัน ตามสไตล์วิชาการต่อสู้แบบทหาร
ถ้าโดนเข้าไปที่ศีรษะจังๆ คงได้มึนไปพักใหญ่
สีหน้าของหลินชิงยังคงเรียบเฉย ขณะที่พลังมหาศาลระเบิดขึ้นจากช่วงเอวและหน้าท้อง
หัวไหล่ส่งแรงไปสู่ต้นแขน ต้นแขนส่งต่อให้ท่อนแขน เขายกแขนขึ้นตั้งรับประดุจการสะบัดแส้ กล้ามเนื้อเกร็งตัวระเบิดพลังออกมาในเสี้ยววินาที
ท่อนขาปะทะเข้ากับท่อนแขนของหลินชิงอย่างจัง
ปัง!
เสียงปะทะทึบหนักดังสนั่น สีหน้าของหลินชิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ความแข็งแกร่งของกระดูกคู่ต่อสู้เหนือกว่าที่เขาคาดไว้
ทว่าขาข้างนั้นกลับถูกดีดสะท้อนกลับด้วย 'พลังสั่นสะเทือน' ที่หลินชิงส่งออกมาในชั่วพริบตา
ฉินลู่หน้าถอดสี เขากระโดดเหยงๆ ด้วยขาข้างเดียวพลางกุมขาขวาไว้แน่น ถอยกรูดไปนั่งลงกับพื้นห่างออกไปหลายเมตร
"น้องชาย ร้ายกาจมาก ผมแพ้แล้ว"
เขายิงฟันสูดปาก มือถูขาขวาไม่หยุด ดูท่าทางเจ็บปวดสุดขีด พยายามจะลุกขึ้นยืนแต่ก็ล้มเหลวอยู่หลายครั้ง
หลินชิงพยักหน้าแล้วประสานมือคารวะ "ขอบคุณที่ออมมือครับ"
จบแล้ว?
ฝูงชนที่คาดหวังจะได้เห็นการต่อสู้ดุเดือดเลือดพล่านระหว่าง 'วิทยายุทธ์ดั้งเดิม' ปะทะ 'วิชาการต่อสู้สมัยใหม่' ต่างยืนอ้าปากค้างด้วยความงุนงง
"หัวหน้า เขาแค่กันลูกเตะของหัวหน้าทีเดียวเอง จบแล้วเหรอครับ?"
ตำรวจหนุ่มตะโกนถาม หน้าตาเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
ในสายตาของคนนอก พวกเขาเห็นแค่ฉินลู่เตะออกไป แล้วหลินชิงยกแขนกันไว้ แค่นั้นเอง ถ้าเป็นในรายการชกมวยอาชีพ นี่มันก็แค่การรุกรับพื้นฐานที่สุดไม่ใช่หรือ?
บางทีความแตกต่างเดียวอาจอยู่ที่การบล็อกของหลินชิงนั้นรวดเร็วมาก... เร็วเสียจนเกิดภาพติดตาที่มองแทบไม่ทัน
ทว่า สำหรับคนที่ไม่ได้ฝึกฝน 'กั๋วซู่' (วิทยายุทธ์จีน) ย่อมไม่อาจรับรู้ได้เลยว่า ในจังหวะตั้งรับเพียงครั้งเดียวนั้น หลินชิงต้องใช้มัดกล้ามเนื้อทั่วร่างกายประสานแรงกันมากเพียงใด และพลังอำมหิตที่แฝงอยู่ในการป้องกันที่ดูธรรมดานั้น น่าสะพรึงกลัวขนาดไหน