เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 29 การฝึกกองทหารอาสา

ตอนที่ 29 การฝึกกองทหารอาสา

ตอนที่ 29 การฝึกกองทหารอาสา


หลังจากเลือกหัวหน้ากองทหารอาสาแล้ว วันรุ่งขึ้นกู้เฉิงหยวนก็ไม่ได้ไปใส่ใจมากนัก ทุกอย่างมอบให้จ้าวเจี๋ยจัดการเอง

จ้าวเจี๋ยได้เปรียบจากพื้นฐานที่เคยสร้างไว้ช่วงโลกาวินาศเพิ่งระเบิดใหม่ๆ เพราะเคยเป็นหัวหน้าชั้นพัก อีกทั้งยังเป็นคนพูดจาดี

กู้เฉิงหยวนปั้นฝันให้เขา เขาก็ไปปั้นฝันให้เพื่อนๆ ต่อ คืนนั้นก็รวบรวมสมาชิกกองทหารอาสาได้ถึงสามสิบสองคน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเย่โจว

นี่ก็เป็นสิ่งที่จ้าวเจี๋ยตั้งใจทำ ตอนนี้กองทหารอาสายังไม่มีสิทธิพิเศษชัดเจน แต่ในยุุคโลกาวินาศ การได้เข้าร่วมหน่วยติดอาวุธ เชื่อว่าคนส่วนมากย่อมไม่ปฏิเสธ

แต่ถ้ารับคนจากสังคมทั่วไปเข้ามามากๆ จะทำให้ควบคุมยาก พวกนั้นผ่านโลกมาเยอะ ไม่ใช่พวกนักศึกษาที่หลอกล่อได้ง่าย

จ้าวเจี๋ยจึงตัดสินใจให้ช่วงแรกของกองทหารอาสาใช้พวกนักศึกษาเป็นหลัก เพื่อให้ตนยึดอำนาจไว้ได้แน่น และค่อยรับคนจากสังคมเข้ามานิดหน่อย ใช้พลังเสียงของนักศึกษาเป็นหลัก ข่มเสียงคนนอก จนควบคุมกองทหารอาสาได้เต็มที่

รุ่งเช้าหลังทานข้าว จ้าวเจี๋ยก็รีบวิ่งไปบอกกู้เฉิงหยวนว่ากองทหารอาสารวบรวมคนครบแล้ว แถมยังยื่นแผนการฝึกซ้อมมาให้ตรวจสอบ

กู้เฉิงหยวนมอง “คู่มือฝึกกองทหารอาสา” ที่ดูเป็นเรื่องเป็นราว แล้วถามว่าหามาจากไหน จ้าวเจี๋ยตอบว่าพวกเขาช่วยกันรวมความรู้เกี่ยวกับการฝึกของทหาร แล้วจัดทำขึ้นมา

ในนั้นมีฝึกเดินแถวจำนวนมากเพื่อสร้างวินัยการเชื่อฟังคำสั่ง และยังใส่วิชาทหารอื่นๆ เช่น การปฐมพยาบาล การบรรจุปูนพันแผล การใช้ยุทธวิธี การขว้างลูกระเบิด การยิงอาวุธเบา ฯลฯ

กู้เฉิงหยวนอ่านจบแล้วก็ปรับใหม่ทันที ลดสัดส่วนการฝึกวิชาทหารให้เหลือเพียงสัปดาห์ละหนึ่งวันเท่านั้น

เพิ่มสัดส่วนการฝึกเดินแถวและฝึกสมรรถภาพทางร่างกายให้มากที่สุด เพราะจุดประสงค์ของกองทหารอาสา คือช่วยเหลือกองทัพหลัก ทำงานงาน ไม่ใช่รบเป็นหลัก

สิ่งที่ต้องการตอนนี้คือกองกำลังที่เชื่อฟังคำสั่ง ร่างกายแข็งแรง จะได้ทำงานช่วยเหลือแนวหน้าได้

เช่น แบกกล่องกระสุน อาวุธเบากล่องหนึ่งก็หนักยี่สิบห้ากิโลกรัม หรือหามคนเจ็บ หนึ่งคนก็หนักราวเจ็ดสิบฏิดลกรัม ดังนั้นความฟิตของกองทหารอาสาจึงสำคัญกว่าฝีมือรบ

โดยเฉพาะภารกิจครั้งต่อไป พวกเขาจะต้องเป็นแรงหลักในการแบกข้าวของ ถ้าหิ้วแค่สองกระสอบแล้วจะตายให้ได้ แบบนั้นจะใช้การอะไรได้

หลังแก้ไขคู่มือฝึกแล้ว กู้เฉิงหยวนก็ย้ำกับจ้าวเจี๋ยเรื่องความสำคัญของการฝึกสมรรถภาพ สั่งให้ในสองวันนี้ปรับสภาพร่างกายของทุกคนให้พร้อม เพื่อให้แน่ใจว่าการตามกองทัพไปช่วยแนวหน้าในสองวันต่อไปจะไม่เกิดปัญหา

จ้าวเจี๋ยรีบตบหน้าอกให้คำมั่นว่าจะทำงานที่ท่านผู้บัญชาการสั่งให้สำเร็จแน่นอน

เขาเองเป็นคนชอบกีฬาอยู่แล้ว ว่างๆ ก็ชอบดูคลิปการฝึกต่างๆ เรื่องการฝึกสมรรถภาพจึงถือว่าเป็นกึ่งผู้เชี่ยวชาญ

หลังรายงานจบ เขาก็เรียกสมาชิกกองทหารอาสามารวมตัวแล้วนำไปสนามกีฬาเริ่มฝึกทันที

คนทั้งห้าสิบเดินกันกระจัดกระจายไปถึงสนามฟุตบอล เขาในฐานะอดีตกรรมการกีฬาในชั้นเรียนตั้งแต่ ม.ต้นก็จัดแถวเรียงคนได้คล่องแคล่ว

จากนั้นเขาก็เรียกจ้าวหู่มาข้างหน้า หนุ่มที่มีนามสกุลเดียวกับเขาเป็นเพื่อนที่รู้จักกันตั้งแต่ปีสอง เคยรักษาสถานะนักศึกษาแล้วไปเกณฑ์ทหาร

จากที่พูดคุยกันมา เขารู้ว่าจ้าวหู่ตอนอยู่ในกองทัพก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร สองปีแทบไม่ได้เรียนรู้อะไรมาก เอาแต่คิดจะผ่อนหนักผ่อนเบาและรอวันปลดประจำการ

แต่ถึงอย่างไรเคยอยู่ในกองทัพมาแล้ว แม้ฝีมือไม่ดี แต่เรื่องระบบการฝึกทหารนั้นรู้ดีกว่าเขาที่ไม่เคยอยู่ในนั้น อย่างเรื่องการฝึกเดินแถว

เช่นเดียวกับหัวหน้าหลายคน จ้าวหู่แม้ทำเองไม่เก่ง แต่รู้วิธีจับผิด รู้วิธีสั่ง

ที่จริงแล้วคนที่ฝีมือไม่โดดเด่นแต่มีประสบการณ์ให้คำปรึกษาแบบนี้ เหมาะกับจ้าวเจี๋ยที่สุด เพราะมอบการฝึกให้เขาไปก็ไม่ต้องกลัวแย่งอำนาจ

เขาสั่งลับๆ ให้จ้าวหู่ฝึกให้เข้มงวดที่สุด ซึ่งตรงใจจ้าวหู่ยิ่งนัก

เมื่อก่อนตอนอยู่ในกองทัพเขาเป็นคนถูกฝึกหนักจนแทบแย่ แต่ตอนนี้ได้ฝึกคนอื่นอย่างเปิดเผย เขาแทบจะดีใจจนหัวเราะ

เช้าวันนั้น การฝึกเดินแถวที่ยาวนานถึงสามชั่วโมง จ้าวหู่เอาจริงเอาจังอย่างยิ่ง ใครยืนไม่ถูกท่าโดนด่าหนักทุกคน

“ขาหนีบให้แน่น! ขาหนีบให้แน่น! หวังหงปิง นายเป็นผู้หญิงหรือไง! ขาหนีบไม่แน่น!”

“จ้าวห่าวหราน ขาสั่นทำไม? ขาไม่มีแรงใช่หไหม? ไป! วิ่งสี่ร้อยรอบสนามไปซะ! ฝึกขา!”

“โย้ โย้ โย้ กุ้ยฟาง จะเป็นลมแล้วหรือไร! นี่มันเพิ่งเริ่มเท่านั้น!”

“พวกนายทำหน้าเหมือนจะตายกันอย่างนี้ ฉันยิ่งต้องฝึกให้หนัก! ลืมตาให้โต เงยหน้าชูอก! เอาจิตวิญญาณของพวกนายออกมาให้ดูหน่อย!”

หลังจากเขาซัดไปชุดใหญ่ ตอนเที่ยงกองทหารอาสาทั้งหมด เว้นแต่จ้าวเจี๋ย เวลามองเขาก็แฝงความขุ่นเคืองอยู่ในแววตา

“แม่งทำเป็นเก่ง!”

“ถือไก่ขนหนึ่งแล้วทำเป็นออกคำสั่ง ถ้าไม่ใช่เพราะหัวหน้าสั่งให้เขาเป็นครูฝึก ฉันคงต่อยเขาไปแล้ว!”

“ใช่ๆ ปกติมันก็ไม่มีอะไร ตอนนี้กลับกล้ามาด่าพวกเราอีก”

“ขำตาย เผลอๆ ตอนยืนท่าทหารยังยืนไม่ตรงก แล้วมันเอาหน้าไหนมาสั่งพวกเรา”

“เฮ้อ… พูดน้อยหน่อยเถอะ เดี๋ยวจะโดนมันเอาคืน ทีหลังการฝึกอาจจะเป็นมันที่มาสั่งอีก”

“อดทนไว้ก่อน เรื่องใหญ่สำคัญกว่า!”

พวกเขาฝึกเสร็จ ลากร่างอันเมื่อยล้ามาที่โรงอาหาร รีบนั่งลงแทบจะทันที

แต่เสียงตะโกนของจ้าวหู่ก็ดังลั่นขึ้นมาในทันที

“ใครอนุญาตพวกนายมานั่ง! ฉันออกคำสั่งแล้วหรือ? ลืมไปแล้วหรือว่าตอนเช้าฉันบอกว่าต้องเชื่อฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัด!”

“พวกนายไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็นทหารอาสา เป็นคนของกองรบ! ลุกขึ้นให้หมด!”

เสียงเอะอะใหญ่โตจนผู้รอดชีวิตที่กำลังรับประทานในโรงอาหารต่างหันมามองอย่างตกใจ จ้าวหู่ที่ตกเป็นจุดสนใจยิ่งรู้สึกสะใจ ความภูมิใจพุ่งพล่าน

โดยเฉพาะเมื่อเขาเห็นว่าในกลุ่มผู้คน มีสาวสวยไม่กี่คนที่ปกติไม่เคยชายตามองเขา มองเขาด้วยสายตาที่เหมือนชื่นชม เขายิ่งยืดอกขึ้นด้วยความรู้สึกว่าเท่มาก

พวกทหารอาสาลุกขึ้นแบบอ้อยอิ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ บางคนก็ยืนขึ้นอย่างเสียไม่ได้ แต่ก็มีสิบกว่าคนที่นั่งนิ่งไม่ขยับ

จ้าวหู่กำลังจะด่าออกไป จ้าวเจี๋ยก็รีบพูดขึ้นมาก่อน

“หวังเว่ย พวกนายหลายคนเช้านี้ฝึกหนักไปใช่ไหม ร่างกายไม่สู้ใช่ไหม? ถ้าไม่ไหวก็อดทนอีกนิดนะ ฉันเองก็ปวดเอวปวดขา แค่ยืนอีกครู่เดียวเท่านั้น ถ้าจริงๆ ไม่ไหว บ่ายนี้ฉันไปพักได้!”

เสียงของจ้าวเจี๋ยดังพอสมควร หวังเว่ยกับคนอื่นๆ ได้ยินก็รู้สึกถึงสายตาที่คนรอบข้างมองมา โดยเฉพาะยังมีสายตาของสาวๆ หลายคน สุดท้ายก็พากันลุกขึ้นยืน

เดิมทีพวกเขาตั้งใจว่าถ้าจ้าวหู่ยังกล้ามาว่าซ้ำ จะลุกขึ้นเอาเรื่องให้จบ แต่พอจ้าวเจี๋ยพูดขึ้นมาก็เหมือนแรงโกรธถูกปลดปล่อยออกไปทันที

หนึ่ง พวกเขาเคารพจ้าวเจี๋ยในฐานะหัวหน้ากองทหารอาสา ผู้เป็นผู้นำโดยตรง ทั้งรูปร่างสูงใหญ่ ทั้งเป็นคนที่ทุกคนเกรงใจ

สอง การฝึกนั้นไม่ใช่จ้าวเจี๋ยที่จัด จะให้ไปเอาเรื่องกับเขาก็ไม่ได้

และพอจ้าวเจี๋ยพูดต่อหน้าผู้คนมากมาย ถ้าพวกเขายังทำตัวดื้อ ก็จะถูกมองว่าตัวเองอ่อนแอ ขี้เกียจ ขาดความอดทน

จ้าวหู่ที่ยืนอยู่ด้านข้าง เห็นจ้าวเจี๋ยเหมือนช่วยพูดให้ตนเอง ยิ่งได้ใจมากขึ้น

“นั่งได้!”

เมื่อกองทหารอาสาที่เพิ่งก่อตั้งได้รับอนุญาตให้เริ่มกินข้าว ความขัดแย้งที่กำลังก่อตัวขึ้นก็สลายหายไป

หลังมื้อเที่ยง ทุกคนพักผ่อนตามปกติ พอบ่ายสองก็รวมตัวอีกครั้งแล้วถูกพาไปสนามกีฬา เพื่อฝึกสมรรถภาพร่างกายต่อ

คราวนี้ผู้ฝึกหลักคือจ้าวเจี๋ย เพราะกู้เฉิงหยวนกำชับว่าต้องปรับสภาพให้พร้อมในไม่กี่วันข้างหน้า จ้าวเจี๋ยจึงไม่ได้จัดการฝึกที่หนักหน่วง

เขาแค่พาทุกคนวิ่งเหยาะๆ เป็นระยะทางห้ากิโลเมตร จากนั้นทำท่าดันพื้น ซิทอัพ และฝึกกำลังง่ายๆ

เวลาที่เหลือ เขาใช้ให้ทุกคนเล่นเกมฝึกปฏิกิริยาและความเร็ว

การฝึกในช่วงบ่ายครั้งนี้ ทำให้สมาชิกกองทหารอาสาเห็นความแตกต่างชัดเจน ทุกคำด่าของจ้าวหู่ ก็มักจะมีคำชมจ้าวเจี๋ยตามมาทุกครั้ง

ด้วยวิธีที่ด่าคนหนึ่งแต่ยกย่องอีกคนหนึ่งเช่นนี้ ทำให้จ้าวเจี๋ยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีงามขึ้นในกองทหารอาสาอย่างรวดเร็ว และได้รับการยอมรับจากทุกคนอย่างจริงใจ

………………..

จบบทที่ ตอนที่ 29 การฝึกกองทหารอาสา

คัดลอกลิงก์แล้ว