- หน้าแรก
- ผู้นำคนสุดท้าย
- ตอนที่ 27 ระบบจัดสรรเสบียงในยุคโลกาวินาศ
ตอนที่ 27 ระบบจัดสรรเสบียงในยุคโลกาวินาศ
ตอนที่ 27 ระบบจัดสรรเสบียงในยุคโลกาวินาศ
กู้เฉิงหยวนที่ยืนอยู่บนโต๊ะอาหารมิได้กล่าวอะไรยืดยาว เพียงเอ่ยถึงสถานการณ์การปฏิบัติภารกิจล้างพื้นที่และผลลัพธ์ที่ได้รับ พูดง่ายๆ คือขึ้นมาปรากฏตัวให้ผู้คนเห็นหน้า
บัณฑิตโบราณเคยกล่าวไว้ว่า “มีเพียงเครื่องมือและชื่อเสียงที่ไม่อาจยืมผู้อื่นได้”
แม้กู้เฉิงหยวนจะไม่คิดเข้าไปยุ่งในงานบริหารอันแสนวุ่นวาย แต่ถ้าทำตัวให้คนมองข้ามไปก็หาใช่เรื่องดีไม่ ชื่อเสียงนั้นในยามปกติอาจดูไม่จำเป็น แต่เมื่อถึงยามคับขันกลับสำคัญถึงชีวิต
เป้าหมายของเขาคือสร้างภาพลักษณ์ให้ผู้คนจำว่าเป็นคนที่ไม่พูดมาก มีชื่อเสียง และแข็งแกร่ง
หลังจากที่กู้เฉิงหยวนแสดงตัวเสร็จ ก็เปลี่ยนให้ไช่อันซินขึ้นไปยืนบนโต๊ะต่อ ค่ำคืนนี้ไม่ใช่การขึ้นมาพูดเพียงเพื่อให้เป็นพิธี แต่คือการประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของทุกคน
เมื่อกองทัพออกกวาดล้างพื้นที่ ผู้รอดชีวิตที่ถูกช่วยกลับมาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้ผู้รอดชีวิตที่อาคารยี่สิบสองได้เพิ่มเกือบถึงแปดร้อยคนแล้ว การบริโภคอาหารจึงเพิ่มมากขึ้นตาม
เฉลี่ยแล้วแต่ละวันบริโภคอาหารเกือบหนึ่งตัน ผักและเนื้อสัตว์เพราะไฟดับไปหนึ่งสัปดาห์ ตั้งแต่เมื่อวานเป็นต้นมาแทบจะขาดแคลนสำหรับผู้รอดชีวิตทั้งหมด ใช้ได้เพียงเพื่อประกันกำลังของทหารเท่านั้น
ทุกวันนี้อาหารหลักยังเป็นข้าว ข้างเคียงมีเพียงมันฝรั่งที่เก็บได้นาน เสริมด้วยผักดองและพริกน้ำมัน
บัดนี้ไช่อันซินและคณะได้กำหนดระเบียบจัดสรรใหม่ ได้รับการอนุมัติจากกู้เฉิงหยวน และจะเริ่มใช้ในพื้นที่คุ้มครองของมหาวิทยาลัยเย่โจวตะวันตก เปลี่ยนเข้าสู่ระบบจัดสรรเสบียง
เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เพื่อให้ยั่งยืนระยะยาว แม้จะรู้ว่าจะทำให้ผู้รอดชีวิตไม่พอใจหรือก่อให้เกิดความวุ่นวาย ก็ต้องบังคับใช้
ผู้รอดชีวิตตอนนี้ยังน้อย แม้จัดสรรแบบเดิมก็พอเลี้ยงได้ แต่เพราะคนยังน้อย เรือเล็กย่อมเลี้ยวได้ง่าย
จำต้องวางแผนล่วงหน้า จัดทำระบบไว้ตั้งแต่ต้น ไม่เช่นนั้นเมื่อผู้คนเพิ่มเป็นหลายพัน หลายหมื่น หรือหลายแสน แล้วจะมาลดสิทธิ์ทีหลัง ความขัดแย้งจะยิ่งใหญ่เกินควบคุม
จะไปคาดหวังให้คนส่วนใหญ่มีวิสัยทัศน์กว้างใหญ่ไม่ได้ มนุษย์ส่วนมากคิดเพียงในมุมของตนเองและผลประโยชน์ส่วนตัว
ดั่งที่กู้เฉิงหยวนเคยเห็นในโลกก่อนยุคโลกาวินาศมีคนกล่าวไว้ “ันได้เงินเดือนสามพัน เรื่องพรรค์นั้นไม่เกี่ยวกับฉัน”
แม้ความจำเป็นนั้นชัดเจน แต่ให้เขามาเป็นคนร้ายคงไม่เหมาะ ดังนั้นจึงให้ไช่อันซินในฐานะประธานคณะกรรมการผู้รอดชีวิตมาแสดงบทบาทคนคุมเข้มแทน
เพื่อรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือผู้รอดชีวิตบางคนที่อารมณ์รุนแรง
มื้อนี้พวกทหารที่ยังคงสวมเครื่องแบบ ไม่ได้ถอดอาวุธ กินข้าวไปพร้อมกับถือปืนพร้อมสู้ เตรียมใจไว้แม้ต้องนองเลือด
ไช่อันซินตอนประกาศก็ไม่เหมือนทุกครั้งที่ยิ้มแย้มกับทุกคน ใบหน้ากลับแข็งกร้าว น้ำเสียงหนักแน่น ไม่ได้มีท่าทีปรึกษาหรือเว้นช่องว่างให้ต่อรองแม้แต่น้อย
เพราะเขารู้ว่า การปฏิรูปไม่ใช่เรื่องกินเลี้ยง หากพลั้งพลาดนิดเดียวอาจต้องเห็นเลือด ยิ่งทำตัวอ่อนข้อ คนที่คิดเลี่ยงย่อมมีมาก และการต่อต้านก็จะรุนแรง
“การปฏิรูปการจัดสรรเสบียงครั้งนี้ เน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงสวัสดิการของแต่ละคน จากเดิมที่กินรวมกัน กินได้มากก็กิน กินได้น้อยก็กิน เปลี่ยนเป็นการจ่ายตามแรงงานและการมีส่วนร่วม”
“การปฏิรูปนี้มีสองเหตุผล หนึ่งคือเพื่อลดภาระการส่งกำลังบำรุง เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของคนส่วนใหญ่ ยุคโลกาวินาศได้มาถึงแล้ว นี่เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด แต่จะสิ้นสุดเมื่อใด ไม่มีผู้ใดตอบได้!”
“ดังนั้นเพื่อให้รอดในระยะยาว เราต้องคำนวณอย่างละเอียด ทำสงครามยืดเยื้อ! อย่ากินเสบียงของวันพรุ่งนี้เพื่อความอร่อยของวันนี้! ดังนั้นการลดมาตรฐานสวัสดิการพื้นฐานของทุกท่านจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้!”
“สองคือเพื่อความยุติธรรม! การทำให้ทุกคนได้รับเท่ากันโดยไม่สนใจว่าใครทำงานหรือไม่คือความอยุติธรรมที่สุด! ใครไม่ทำงานก็ไม่ทำ ใครทำงานก็ทำจนหมดแรง สุดท้ายได้ผลตอบแทนเท่ากัน นี่มันเรื่องอะไรกัน! แล้วใครจะเต็มใจทำงานเล่า!”
พูดมาถึงตรงนี้ เหล่าคนงานในครัวที่สวมเครื่องแบบสีขาวอยู่ตรงหน้าต่างโรงอาหาร ต่างก็พยักหน้าหรือส่งสายตาแสดงความเห็นด้วยโดยไม่รู้ตัว
บัดนี้ในหมู่ผู้รอดชีวิต คนที่เหน็ดเหนื่อยที่สุดก็คือพวกเขา เพราะเคยมีประสบการณ์มาก่อน จึงต้องตื่นแต่เช้าเตรียมอาหารเช้า นอนดึกเพื่อเตรียมวัตถุดิบสำหรับวันถัดไป
ส่วนผู้รอดชีวิตคนอื่น นอกจากนอนหลับก็เอาแต่นั่งคุยโม้ ว่างจนไม่รู้จะทำอะไรยังจะบ่นว่าอาหารไม่อร่อยอีก
พวกเขาอดด่าขึ้นมาในใจไม่ได้ ทำไมเป็นผูู้รอดชีวิตเหมือนกัน แต่พวกเขาต้องเหนื่อยเหมือนวัวเหมือนลา
“บางคนอาจจะสงสัย ว่าพวกเราทุกคนต่างเป็นผู้ประสบภัย ควรดูแลให้ดีที่สุด! ควรแสดงจิตวิญญาณแห่งมนุษยธรรม! แต่ทุกท่าน! โลกได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างลึกซึ้ง!”
“ท่านผู้บัญชาการกู้ได้ชี้แจงไว้ในการประชุมครั้งล่าสุดว่า ยุคโลกาวินาศนั้นไม่ใช่เพียงภัยพิบัติอีกต่อไป! แต่คือวิถีชีวิตประจำวันในอนาคตที่พวกท่านต้องปรับตัว! ดังนั้นรูปแบบการดำเนินงานในฐานะที่พักพิงแบบกู้ภัยนี้ ต้องเปลี่ยนไปด้วย!”
“เพื่อให้สามารถอยู่รอดในยุคโลกาวินาศ พวกท่านต้องละทิ้งความคิดของผู้รอความช่วยเหลือ อย่ารอคอยให้ใครมาโอบอุ้ม อย่าคิดแต่จะรับการแจกจ่าย! พวกท่านไม่ใช่ผู้ประสบภัยอีกแล้ว! ต้องกลับมาเป็นผู้ผลิตเหมือนโลกก่อนหน้า!”
“พวกเราต้องพึ่งพาตัวเอง! มิฉะนั้นจะรอใครมาแจกเสบียงหรือ? ซอมบี้หรือ? หน่วยกู้ภัยหรือ? หรือรอให้ตกมาจากฟ้า?”
“ทุกท่านจำเป็นต้องงัดความสามารถของตนออกมา ใช้มันสร้างคุณค่าในโครงสร้างการอยู่รอดที่เรามีอยู่! มองในมุมกว้างก็เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ มองในมุมแคบก็เพื่อชีวิตของพวกท่านเอง!”
“ผิวหนังยังไม่มี ขนจะไปติดตรงไหนได้เล่า?”
เมื่อไช่อันซินกล่าวจบ ทั่วทั้งโรงอาหารเงียบสนิท เหล่าผู้รอดชีวิตสีหน้าแตกต่างกันไป บ้างก็งุนงง บ้างก็หวาดหวั่น บ้างก็ดูดื้อรั้นไม่ยอมรับง่ายๆ
แต่ยังไม่มีใครออกมาตะโกนทักท้วง ทุกคนรอฟังนโยบายที่จะประกาศต่อไป
“ต่อไปผมจะประกาศรายละเอียดเรื่องการปรับสวัสดิการ! อีกครู่หนึ่งจะมีป้ายประกาศติดไว้ทั้งที่โรงอาหารและบอร์ดหน้าห้องพัก ใครจำไม่ได้ก็ไปดูได้!”
ผู้รอดชีวิตทั่วไป (หมายถึงผู้ที่ไม่ได้รับมอบหมายงานใดในเขตพักพิง) ได้รับการจัดสรรอาหารขั้นต่ำ
ผู้รอดชีวิตแบบมีส่วนร่วม (หมายถึงผู้ที่รับงานในเขตพักพิง เช่น พ่อครัว เจ้าหน้าที่ดูแล) ได้รับการจัดสรรอาหารขั้นกลาง
ผู้รอดชีวิตแบบเสี่ยงสูง (หมายถึงผู้ที่ติดตามทัพออกต่อสู้ หรือทำงานสนับสนุนกองกำลัง) ได้รับสวัสดิการตามแบบทหาร
ผู้รอดชีวิตแบบมีทักษะสูง (หมายถึงผู้ที่สามารถเพิ่มขีดความสามารถของเขตพักพิงได้) ได้รับสวัสดิการตามแบบทหาร
เพิ่มเติม: เด็กทารกสามารถยื่นขออาหารพิเศษ เช่น นมผง นมสด และเด็กอายุต่ำกว่าสิบปีจะได้รับสวัสดิการตามแบบผู้รอดชีวิตแบบมีส่วนร่วม
ระบบจัดสรรแบบนี้ เป็นการแบ่งตามผลงานอย่างง่าย คนที่ไม่มีผลงานย่อมได้แค่ระดับขั้นต่ำ เอาแค่ไม่ให้หิวตาย แต่กินอิ่มอย่างที่เคยไม่มีทาง ซึ่งก็เพื่อจะได้ตัดพวกเกาะกินให้น้อยลงตั้งแต่ในเชิงระบบ
ใช้ผลประโยชน์เป็นแรงผลักดันให้ทุกคนขยับตัว ไม่เช่นนั้นก็จะเอาแต่นอนอยู่ในห้องพัก ไม่ทำอะไร กินอิ่มแล้วนอน นอนแล้วตื่นมากิน เบื่อก็ไปเล่นในโรงยิม ไม่มีมือถือกับอินเทอร์เน็ตก็จริง แต่ใช้ชีวิตสบายกว่าก่อนยุคโลกาวินาศเสียอีกหรือไร?
เช่นนั้นกองทัพของกู้เฉิงหยวนจะกลายเป็นอะไร? กลายเป็นทาสหรือคนงานให้คนพวกนั้นหรือ? คอยรับใช้พวกมันหรือ?
ดังนั้นการทำระบบแบ่งชั้นจึงจำเป็นยิ่ง และยิ่งกว่านั้นคือการยกฐานะของทหารให้สูงที่สุด ผ่านสวัสดิการพิเศษเหล่านี้อย่างแนบเนียน
นี่คือสิ่งที่กู้เฉิงหยวน ไช่อันซิน และคนอื่นๆ เห็นพ้องต้องกัน
ส่วนเรื่องเด็ก ถึงจะไม่มีผลในระยะสั้น แต่ในระยะยาวคือลงทุนเพื่ออนาคต มนุษย์จะสิ้นสุดในรุ่นนี้ไม่ได้ หากจะอยู่รอดต้องฝากความหวังไว้กับรุ่นถัดไป
การเลือกอายุสิบปีเป็นจุดแบ่งนั้นมีเหตุผลลึกซึ้ง เด็กก่อนสิบปีร่างกายเปราะบาง สภาพการแพทย์ในโลกาวินาศตกต่ำลง การค้ำจุนชีวิตให้พวกเขาสะดวกสบายขึ้นคือการลดอัตราการตาย
หลังสิบปีจึงค่อยให้เริ่มลิ้มรสการขัดเกลาของโลกาวินาศ ช่วงนี้คือช่วงทองในการสร้างมุมมองชีวิต เพื่อไม่ให้พวกเขาเกิดนิสัยเหลิง และเพื่อสร้างความตระหนักถึงภัยคุกคาม อย่าได้คิดว่าสวัสดิการก่อนสิบปีนั้นเป็นสิ่งที่ควรได้
หลังประกาศระบบนี้ออกมา ไม่รู้ว่าจะยังมีเด็กที่เฝ้ารออยากโตขึ้นมาอีกหรือไม่
……………….