- หน้าแรก
- ทะลุมิติสะสมรัก ฉบับวายร้ายตัวแม่
- ตอนที่ 10: แผนการปั้นดาวดวงใหม่และไพ่ตายในครรภ์
ตอนที่ 10: แผนการปั้นดาวดวงใหม่และไพ่ตายในครรภ์
ตอนที่ 10: แผนการปั้นดาวดวงใหม่และไพ่ตายในครรภ์
เมื่อรวมพี่หยวนซีและกู้สืออวี่ ตอนนี้บริษัทของพวกเธอมีคนทั้งหมดห้าคนแล้ว
เพียงบ่ายวันเดียว เธอก็หานักแสดงมาเพิ่มให้ตัวเองได้ถึงสามคน
จางหนิงหยา เหยาซิน และต้วนชิง
เดิมทีเหยาซินเป็นเจ้าของร้านดอกไม้ แต่เธอมีความฝันที่อยากจะเป็นดารามาตั้งแต่เด็ก เพียงแต่ไม่เคยมีโอกาสได้ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงเลย
ในเส้นเรื่องเดิม อีกหนึ่งปีให้หลังเธอจะได้เซ็นสัญญากับบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่ง
ทว่าด้วยทรัพยากรของบริษัทที่มีจำกัด เหยาซินจึงไม่เคยได้รับบทดีๆ เลย
และเนื่องจากเซ็นสัญญาไปแล้ว เธอไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายค่าปรับราคาแพงหูฉี่หากทำผิดสัญญา จึงถูกบังคับให้ต้องทนอยู่ที่นั่นต่อไป
จนกระทั่งสิบปีต่อมา เธอถึงจะยกเลิกสัญญาได้สำเร็จ แต่ถึงตอนนั้นเธอก็หมดไฟในการแสดงไปเสียแล้ว
ในเวลาต่อมา เหยาซินจึงกลับไปทำอาชีพเดิม นั่นก็คือการเปิดร้านดอกไม้
แต่ประจวบเหมาะกับตอนนั้น จี้สือเยว่ได้เดินทางมาถ่ายทำรายการที่ร้านดอกไม้ของเธอพอดี
เพียงเพราะเธอไม่ได้ช่วยจี้สือเยว่ทำภารกิจจัดดอกไม้ให้สำเร็จ เธอจึงถูกกลุ่มแฟนคลับของจี้สือเยว่รุมโจมตี
ทั้งในโลกออนไลน์และโลกความจริง...
ผลสุดท้ายคือร้านดอกไม้ของเหยาซินไม่สามารถเปิดกิจการต่อไปได้
ในฐานะคนต้นเรื่อง จี้สือเยว่ทำเพียงแค่ออกมาเรียกร้องในอินเทอร์เน็ตว่าอย่าให้แฟนคลับไปกำหนดเป้าหมายโจมตีคนธรรมดาเพราะเธอเลย
และเธอก็แค่กล่าวขอโทษเหยาซินผ่านสื่อออนไลน์แบบขอไปที
มันดูไม่เหมือนการขอโทษเหยาซินเลยสักนิด แต่มันเหมือนเป็นการโพสต์ประจานให้คนอื่นดูมากกว่า
ส่วนทางด้านต้วนชิง...
เขาไม่ได้มีชะตากรรมที่เลวร้ายขนาดนั้น แค่โชคร้ายไปหน่อยก็เท่านั้น
บริษัทต้นสังกัดของต้วนชิงคือสตาร์ไลท์เอนเตอร์เทนเมนต์ของเฮ่อเฉิน ด้วยรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลาและนิสัยร่าเริง ทำให้เขาดึงดูดแฟนคลับได้ไม่น้อย
ทักษะการแสดงของเขาอาจจะยังดูอ่อนประสบการณ์ไปบ้าง แต่ถ้าได้รับการขัดเกลาอีกสักหน่อย รับรองว่าต้องออกมาดีอย่างแน่นอน
ความโชคร้ายของต้วนชิงก็คือ เมื่อใดก็ตามที่บริษัทมีบทละครดีๆ ฟู่สือจิ่งมักจะได้รับสิทธิ์พิจารณาก่อนเสมอ ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้
แต่ประเด็นสำคัญคือ เมื่อใดก็ตามที่ผลงานภาพยนตร์หรือซีรีส์ของต้วนชิงออกอากาศ มันมักจะไปชนกับช่วงโปรโมตผลงานหรือกิจกรรมอื่นๆ ของฟู่สือจิ่งเข้าพอดิบพอดี
เปรียบเสมือนดวงดาวและดวงจันทร์ที่ปรากฏขึ้นพร้อมกัน ความสนใจของผู้คนส่วนใหญ่ย่อมถูกดึงดูดไปยังดวงจันทร์ที่สว่างไสวกว่าเสมอ
และแนวคิดของกู้สืออวี่นั้นเรียบง่ายมาก เธอต้องการดันให้ต้วนชิงขึ้นไปอยู่ในจุดที่ทัดเทียมกับฟู่สือจิ่ง
ด้วยวิธีนี้ เธอหวังว่าจะสามารถช่วงชิงโชคชะตาบางส่วนมาจากฟู่สือจิ่งได้บ้าง
พูดตามตรง กู้สืออวี่เองก็ไม่แน่ใจนักว่าวิธีนี้จะได้ผลหรือไม่ แต่สิ่งที่เธอมีเหลือเฟือคือความอดทนต่อความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น
นอกจากนักแสดงแล้ว บริษัทยังต้องการพนักงานตำแหน่งอื่นๆ อีก กู้สืออวี่จึงโพสต์ข้อมูลรับสมัครงานลงในแอปพลิเคชันหางานที่เกี่ยวข้อง
ตามข้อมูลเงินเดือนเฉลี่ยของบริษัทใหญ่ๆ ที่ได้รับมาจากระบบ กู้สืออวี่ก็ใจป้ำบวกเพิ่มให้อีกนิดหน่อย
ดังนั้นเธอจึงเชื่อมั่นว่า โต๊ะทำงานในบริษัทจะถูกจับจองจนเต็มในไม่ช้านี้อย่างแน่นอน
ในช่วงเวลาต่อจากนี้ กู้สืออวี่ยังได้จ้างครูผู้สอนเป็นการเฉพาะ ซึ่งไม่ได้มีแค่ครูสอนการแสดงเท่านั้น เพื่อมาให้บทเรียนแก่พวกเขาทั้งสามคน
"สืออวี่ ช่วงนี้ฉันได้ติดต่อไปหาผู้กำกับที่รู้จักกันเมื่อก่อนแล้วนะ ถ้ามีบทดีๆ เข้ามา ฉันจะให้พวกเขาไปออดิชันดู"
ภายในห้องทำงานของกู้สืออวี่ ทั้งสองคนกำลังนั่งหันหน้าเข้าหากันอยู่บนโซฟา
"ตกลงค่ะ ช่วงนี้พี่ลำบากหน่อยนะคะ"
ขณะที่พูด กู้สืออวี่ก็รินชาที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ๆ ให้พี่หยวนซีหนึ่งถ้วย
เมื่อมองดูถ้วยชาที่ส่งควันกรุ่น พี่หยวนซีก็อดไม่ได้ที่จะยื่นจมูกเข้าไปสูดกลิ่นหอมฟุ้งเข้าปอดเฮือกใหญ่
"ลำบงลำบากอะไรกันล่ะ ยังไงเธอก็จ่ายเงินเดือนให้ฉันอยู่แล้วนี่นา"
พูดจบ เธอก็เลิกคิ้วให้กู้สืออวี่พร้อมกับส่งยิ้มให้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กู้สืออวี่ก็พยักหน้ารับอย่างครุ่นคิด
"นั่นก็จริงค่ะ"
"ช่วงนี้เราได้พนักงานมาครบแล้ว ฉันเลยไปสมัครแอคเคานต์เวยป๋อของบริษัทแล้วก็เพิ่งยื่นเรื่องขอรับรองบัญชีทางการไป"
พูดจบ พี่หยวนซีก็จิบชาที่ยังร้อนอยู่อย่างระมัดระวัง
"ดีเลยค่ะ"
"นี่ เธออยากจะเปิดแอคเคานต์ใหม่ด้วยไหม?"
"ตอนนี้ยังไม่รีบหรอกค่ะ ไว้วันหลังค่อยว่ากัน"
กู้สืออวี่มีแอคเคานต์เวยป๋ออยู่แล้วหนึ่งบัญชี ซึ่งเธอเคยใช้เพื่อติดตามเวยป๋อของฟู่สือจิ่งมาก่อน
จนถึงทุกวันนี้ รายชื่อผู้ที่เธอกำลังติดตามในแอคเคานต์นั้นยังคงมีเพียงแค่ฟู่สือจิ่งคนเดียว
ก่อนหน้านี้เธอมีงานยุ่งจนหัวปั่น แต่ตอนนี้พอจะมีเวลาว่างบ้างแล้ว ในที่สุดพี่หยวนซีก็มีโอกาสได้ถามคำถามที่ค้างคาใจเสียที
เธอวางถ้วยชาลงก่อนจะทอดสายตามองลึกลงไปบนใบหน้าของกู้สืออวี่
"สืออวี่ เธอ... หย่ากับฟู่สือจิ่งแล้วจริงๆ หรอ?"
แม้แต่ตอนนี้ เธอก็ยังยากที่จะเชื่อว่ากู้สืออวี่กับฟู่สือจิ่งได้หย่าร้างกันแล้ว
ตลอดระยะเวลาหลายปีในฐานะผู้จัดการ เธอเคยเห็นฟู่สือจิ่งอยู่บ้างสองสามครั้ง
แม้ทั้งสองจะไม่ได้พูดคุยกัน แต่เธอก็สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าไม่ว่าฟู่สือจิ่งจะไปที่ไหน แหวนแต่งงานบนนิ้วนางของเขาก็มักจะถูกสวมเอาไว้อย่างดีเสมอ
และเธอก็ไม่เคยได้ยินข่าวซุบซิบเสียหายอะไรเกี่ยวกับฟู่สือจิ่งเลยด้วย
"ฉันก็ไม่รู้สิคะ... คงงั้นมั้ง"
เมื่อพูดถึงฟู่สือจิ่ง กู้สืออวี่ก็หลุบตาต่ำลง ทำให้ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ในดวงตาของเธอได้เลย
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ พี่หยวนซีจึงทึกทักเอาเองว่าตอนนี้กู้สืออวี่คงกำลังโศกเศร้าเสียใจอย่างหนัก เธอจึงลุกขึ้นเดินไปหาด้วยความเอ็นดู ก่อนจะลูบแผ่นหลังของกู้สืออวี่เบาๆ เพื่อเป็นการปลอบโยน
"สืออวี่ ความจริงแล้วนะ ฉันคิดว่ามีบางอย่างที่เธอเคยบอกฉันไว้และมันก็เป็นเรื่องที่ถูกเผงเลย"
พูดจบ เธอก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ
"เวลาทำอะไร เราต้องรอบคอบ ใจเย็น และอย่าหุนหันพลันแล่น"
ในอดีต กู้สืออวี่เคยแนะนำเธอไว้แบบนั้น และเธอไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งสถานการณ์มันจะกลับตาลปัตรกลายเป็นฝ่ายเธอที่ต้องมาพูดคำนี้เสียเอง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กู้สืออวี่ก็ยังคงนิ่งเงียบ
ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็เงยหน้าขึ้นมา ฝืนยิ้มบางๆ พยักหน้า และตอบรับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"อืม เข้าใจแล้วค่ะ"
เมื่อสัมผัสได้ถึงความเศร้าของกู้สืออวี่ พี่หยวนซีก็รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการพื้นที่ส่วนตัวในเวลานี้
"งั้นฉันขอตัวไปดูคลาสเรียนการแสดงของพวกเขาก่อนนะ ถ้าเธอต้องการอะไรก็เรียกฉันได้เลย"
"ตกลงค่ะ"
พี่หยวนซีพยักหน้ารับ จากนั้นก็ลุกขึ้นและเดินออกจากห้องทำงานไปอย่างเงียบๆ
สิ่งที่เธอไม่เห็นก็คือ วินาทีที่ประตูห้องทำงานปิดลง อารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดบนใบหน้าของกู้สืออวี่ก็เลือนหายไปในพริบตา และถูกแทนที่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความขบขัน
"ระบบ ตอนนี้มันกี่เดือนแล้ว?"
คำถามที่ดูเหมือนจะไม่มีปี่มีขลุ่ยนี้ทำเอาระบบถึงกับงุนงงไปชั่วขณะ และอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"โฮสต์ครับ คุณหมายความว่ายังไงที่ถามว่า 'กี่เดือนแล้ว'?"
...
เมื่อมองไประบบที่ดูซื่อบื้อนิดๆ กู้สืออวี่ก็ขมวดคิ้วด้วยความระอา
เธอจึงอธิบายใหม่ให้ชัดเจนขึ้น
"ฉันหมายถึง เด็กในท้องของฉันเนี่ยอายุกี่เดือนแล้ว?"
ในเส้นเรื่องเดิม กู้สืออวี่ไม่ใช่คนที่เพิ่งมารู้ตัวว่าตั้งครรภ์หลังจากหย่าร้างได้ไม่นานหรอกหรือ?
เมื่อได้ยินเธอพูดแบบนี้ ระบบก็เข้าใจแจ่มแจ้งในทันที
"อ้อ! อิงตามข้อมูลแล้ว ตอนนี้เด็กในครรภ์มีอายุขาดอีกแค่สามวันก็จะครบสองเดือนพอดีครับ"
เมื่อรับรู้ข้อมูล กู้สืออวี่ก็ก้มศีรษะลงอย่างครุ่นคิดและเหลือบมองหน้าท้องที่ยังคงแบนราบของตนเอง
"แปลกใหม่ดีแฮะ"
บนดาว N5 เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้มีเด็กเกิดใหม่ในแต่ละปีน้อยมาก
อย่างไรก็ตาม เด็กคนนี้สามารถเก็บเอาไว้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังถือเป็นไพ่ต่อรองชิ้นสำคัญที่สุดที่จะทำให้เธอสามารถพิชิตใจฟู่สือจิ่งได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ประกายในดวงตาของกู้สืออวี่ก็ไหววูบขึ้นมาครู่หนึ่ง
— — — — — —
ช่วงบ่าย
ณ ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง
ชายหญิงคู่หนึ่งกำลังนั่งเผชิญหน้ากัน
ผมยาวสีเกาลัดของกู้สืออวี่ถูกรวบไปด้านหลังอย่างลวกๆ เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวคู่กับกางเกงยีนส์ขากว้าง เผยให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของหญิงสาวที่ดูเก่งกาจและคล่องแคล่ว
ส่วนชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามกลับแต่งตัวชิลยิ่งกว่า ด้วยเสื้อฮู้ดและกางเกงวอร์มที่ดูสบายๆ
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคงหนีไม่พ้นต่างหูหมุดสีดำที่ประดับอยู่บนใบหูของเขา
กู้สืออวี่ยกกาแฟขึ้นจิบ มองไปที่เขาแล้วส่งยิ้มบางๆ ให้
"เฮ่อเฉิน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ"