- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 291 การปรากฏตัวของอู๋ซู
ตอนที่ 291 การปรากฏตัวของอู๋ซู
ตอนที่ 291 การปรากฏตัวของอู๋ซู
ในขณะที่โหยวฮั่วจิงกำลังจะลงมือจัดการกับฟู่ยงโจวอีกครั้ง
“โหยวฮั่วจิง พอได้แล้ว!”
สือจ้านมิอาจปกปิดความโกรธเกรี้ยว บนใบหน้าฉายแววอัปยศอดสูเล็กน้อย
“พวกเรากลุ่มก้ายซื่อขออภัยต่อเจ้า”
“ก็ดีนี่”
มุมปากของโหยวฮั่วจิงยกยิ้มอย่างชั่วร้าย ท่าทางดูเสเพลไม่ยี่หระต่อสิ่งใด
สมาชิกกลุ่มก้ายซื่อต่างมีสีหน้าอดกลั้น จำต้องเอ่ยคำขอโทษต่อโหยวฮั่วจิง
“ขอโทษ”
โหยวฮั่วจิงได้ยินดังนั้นจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงแววเยาะเย้ย
“สือจ้าน ผ่านไปตั้งนานป่านนี้แล้ว ระดับการบำเพ็ญเพียรของเจ้ายังอยู่ที่ระดับพลังเทียนขั้นสาม หรือว่าเป็นเพราะเจ้าไม่พยายาม? หรือว่าเจ้าจะเป็นอย่างที่ข่าวลือเขาว่ากัน คือธาตุไฟเข้าแทรกในระหว่างฝึกวิชา จนถูกพลังตีกลับ ทำให้ระดับการบำเพ็ญเพียรถดถอยลง?”
สือจ้านเงียบกริบไม่เอ่ยคำใด
“หนึ่งในสามสาวงามอย่างฝูซาน ระดับการบำเพ็ญเพียรของนางไปถึงระดับพลังเทียนขั้นสี่แล้ว นางกดข่มเจ้าอยู่หนึ่งขั้น เจ้าไม่รู้สึกด้อยค่าบ้างหรือ? เกือบลืมไปเลย นางเคยเป็นคู่หมั้นของเจ้านี่นา ฮ่าๆๆ...”
โหยวฮั่วจิงหัวเราะลั่น เยาะเย้ยอย่างเปิดเผย
สือจ้านกำหมัดแน่น เส้นเลือดที่ลำคอปูดโปนขึ้นมาจางๆ สมาชิกกลุ่มก้ายซื่อคนอื่นๆ ก็มีสีหน้าโกรธแค้นเช่นกัน
เขาหันไปสั่งสมาชิกกลุ่มก้ายซื่อ
“ไป!”
“ขอรับ”
กลุ่มคนของกลุ่มก้ายซื่อก้าวเท้าเดินจากไป ทว่าทิศทางที่พวกเขาเดินไปนั้น ตรงมายังทิศที่พวกเสิ่นเยียนยืนอยู่พอดี
สือจ้านและพรรคพวกต่างมองเห็นการมีอยู่ของกลุ่มอสูร ไฟโทสะในใจของพวกเขาลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง แววตาเผยจิตสังหารออกมา
เพราะสหายคนหนึ่งของพวกเขา ตายด้วยน้ำมือของจูเก่อโย่วหลิน
“ข้าจะฆ่าเจ้า!”
ฟู่ยงโจวเรียกอาวุธออกมาในพริบตา แล้วพุ่งตรงไปยังทิศทางของจูเก่อโย่วหลินอย่างรวดเร็ว
ทว่ามีคนหนึ่งที่เร็วกว่า
คือสือจ้าน!
สือจ้านเข้าไปขัดขวางการโจมตีของฟู่ยงโจว คิ้วขมวดลงเล็กน้อย
“อย่าก่อเรื่อง”
ฟู่ยงโจวแย้ง
“แต่ว่า...”
ซือคงรุ่ยหลิงรีบก้าวเข้ามา ดึงแขนของฟู่ยงโจวไว้ แล้วกล่าวเสียงขรึม
“ฟู่ยงโจว อย่าสร้างปัญหาให้พี่จ้านเลย”
คำพูดของฟู่ยงโจวจุกอยู่ที่ลำคอ เขาคอตกอย่างหมดอาลัยตายอยาก แล้วเก็บอาวุธกลับไป
“พี่จ้าน ข้าขอโทษ”
สือจ้านยื่นมือไปตบไหล่ฟู่ยงโจวเบาๆ จากนั้นหันไปมองกลุ่มคนของกลุ่มอสูร แววตาลึกล้ำยากคาดเดา เขาไม่มีวันละทิ้งความแค้นของสหายแน่ แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่ดีที่สุด
เพราะผู้อำนวยการของสำนักศึกษาแดนประจิมก็อยู่ที่เมืองจงยู่ หากจูเก่อโย่วหลินตาย เรื่องราวอาจลุกลามใหญ่โตได้
ตอนนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือแผนการห้าสำนัก
เสิ่นเยียนกวาดสายตาเรียบเฉยผ่านกลุ่มของสือจ้าน ก่อนจะเอ่ยบอกพวกเวินอวี้ฉู
“ไปกันเถอะ”
สองกลุ่มเดินสวนกันไป
โหยวฮั่วจิงซึ่งอยู่ไม่ไกลเก็บภาพความเคลื่อนไหวระหว่างพวกเขาไว้ในสายตาทั้งหมด นัยน์ตาฉายแววสนใจขึ้นมาวูบหนึ่ง
ดูเหมือนกลุ่มอสูรแห่งสำนักศึกษาแดนประจิมกับกลุ่มก้ายซื่อจะมีความแค้นต่อกัน
สายตาของโหยวฮั่วจิงจับจ้องไปที่กลุ่มของเสิ่นเยียน พลางหรี่ตาลงเล็กน้อย ความจริงแล้วก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สนใจกลุ่มอสูรกลุ่มนี้เลย
หนึ่งเป็นเพราะพวกเขาเป็นกลุ่มจากสำนักศึกษาแดนประจิม ผู้อำนวยการหมิงจือมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้อำนวยการเสวียนอวิ๋น ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะจงใจเล่นงานกลุ่มอสูร และสองเป็นเพราะการแสดงออกของพวกเขาดูสันโดษและไม่แยแสโลกเกินไป สงบนิ่งจนไร้ระลอกคลื่น ทำให้รู้สึกน่าเบื่ออยู่บ้าง
แต่ดูจากตอนนี้ เขาคงละเลยการมีอยู่ของกลุ่มอสูรมากเกินไปหน่อย
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งกลุ่มอสูร
เวินอวี้ฉูกดเสียงต่ำ เอ่ยยิ้มๆ
“ดูเหมือนจะมีหมาป่าบ้าคลั่งตัวหนึ่งจ้องมองพวกเราอยู่นะ”
เสิ่นเยียนสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย
“ก่อนหน้านี้ดูไม่ออกเลยว่าโหยวฮั่วจิงจะเหิมเกริมและอวดดีได้ขนาดนี้ เวินอวี้ฉู เขามีสถานะอะไร?”
เวินอวี้ฉูค่อยๆ อธิบาย
“เขาเป็นศิษย์สายตรงของผู้อำนวยการหมิงจือ และยังเป็นนายน้อยตระกูลอันดับหนึ่งแห่งแดนอุดร ภูมิหลังและขุมกำลังหนุนหลังแข็งแกร่งมาก โหยวฮั่วจิงก็เปรียบเสมือนเผยซู่ อดีตนายน้อยนิกายเทียนฟางแห่งแดนประจิมผิงเจ๋อของเรา”
เมื่อได้ยินชื่อเผยซู่เสิ่นเยียนก็รู้สึกใจลอยไปชั่วขณะ
นับตั้งแต่เผยซู่จากไป ก็เกือบสองเดือนแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นอย่างไรบ้าง?
เสิ่นเยียนเอ่ยเสียงเบา
“ตอนนี้พยายามเลี่ยงพวกโหยวฮั่วจิงไปก่อน อย่าไปมีเรื่องปะทะกับพวกเขา”
เมื่อได้ยินดังนั้น พวกเวินอวี้ฉูก็ไม่มีใครคัดค้าน
พวกเขาเดินเที่ยวในเมืองจงยู่มาครึ่งค่อนวัน ต่างก็ได้ซื้อของติดไม้ติดมือกันมาบ้างไม่มากก็น้อย
ยามตะวันตกดิน ขณะที่พวกเขากำลังจะกลับโรงเตี๊ยมมู่ยุน กลับพบกลุ่มคนกำลังไล่ล่าสังหารชายชุดดำสวมหน้ากากคนหนึ่งอยู่ระหว่างทางกลับ
“ไสหัวไป!”
“รีบจับมันเร็วเข้า!”
“ผู้อาวุโสอันกำลังจะมาแล้ว ต้องสกัดมันไว้ให้ได้! อย่าให้มันหนีไปได้!”
“ปิดล้อมพื้นที่นี้เดี๋ยวนี้!”
เสิ่นเยียนและพรรคพวกมองไปแต่ไกล เห็นเพียงร่างของชายชุดดำเคลื่อนไหวบนหลังคาอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนแทบจะจับภาพตามไม่ทัน และในจังหวะที่คนกลุ่มนั้นกำลังจะรุมล้อมเขา ร่างของเขาก็พลันหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
และในวินาทีถัดมา
เลือดสดๆ ก็สาดกระเซ็นออกจากร่างของคนกลุ่มนั้น!
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงม หลายคนกลิ้งตกลงมาจากหลังคา
ปัง! ปัง! ปัง!
ร่างของชายชุดดำปรากฏขึ้นอีกครั้ง ทว่าวูบวาบเลือนรางยากจะแยกแยะ ในมือของเขากุมกระบี่ยาวเล่มหนึ่ง ภายใต้คมกระบี่ของเขา การป้องกันของศัตรูเปราะบางราวกับกระดาษ ถูกฉีกกระชากออกอย่างง่ายดาย
“อ๊ากกก...”
อวี๋ฉางอิงหรี่ตาลงทันที สายตาจับจ้องไปที่กระบี่ยาวในมือของชายชุดดำผู้นั้น แม้จะอยู่ห่างออกไปพอสมควร แต่นางก็จำมันได้
นางหันขวับไปมองเสิ่นเยียนทันที
นี่คือกระบี่ยาวที่นางเป็นคนหลอมขึ้นมา และเป็นกระบี่ที่เสิ่นเยียนมาขอให้นางทำเพื่อซื้อให้เผยอู๋ซูโดยเฉพาะ
เจ้าของกระบี่เล่มนี้ ก็คือ
เผยอู๋ซู!
เสิ่นเยียนเองก็จำได้เช่นกัน แววตาลึกล้ำยากหยั่งถึง นางสังเกตเห็นสายตาของอวี๋ฉางอิง จึงพยักหน้าให้เล็กน้อยอย่างแนบเนียน
อวี๋ฉางอิงเข้าใจได้ในทันที
เวลานั้นเอง ผู้คนที่สัญจรไปมาจำสถานะของกลุ่มคนเหล่านั้นได้
“นี่มันคนของสมาพันธ์รวมศูนย์กุยหยวนนี่! พวกเขากำลังไล่ล่าบุรุษลึกลับที่คอยเล่นงานสมาพันธ์รวมศูนย์กุยหยวนมาโดยตลอด! ได้ยินว่าบุรุษลึกลับผู้นี้ฆ่าคนของสมาพันธ์รวมศูนย์กุยหยวนไปกว่าร้อยคนแล้ว”
“บุรุษลึกลับผู้นี้คือใครกันแน่? ทำไมถึงต้องจ้องเล่นงานสมาพันธ์รวมศูนย์กุยหยวนตลอดเวลา?”
“เหอะ ต้องไม่ใช่คนดีแน่ๆ!”
ทันใดนั้นเอง
พื้นที่บริเวณนี้ก็ถูกปกคลุมด้วยแรงกดดันของผู้แข็งแกร่ง ปรากฏร่างชายชราชุดขาวผู้หนึ่งกลางอากาศ ชายชราผู้นั้นคือผู้อาวุโสอันแห่งสมาพันธ์รวมศูนย์กุยหยวน ระดับพลังเทียนขั้นเจ็ดระดับสูงสุด!
ผู้อาวุโสอันหรี่ตาลงจนเป็นเส้นตรง ในมือพลันปรากฏกระบี่ยาวขึ้น
“เจ้าหนู วันนี้แหละคือวันตายของเจ้า! คิดจะหนีงั้นรึ? ไม่มีทาง!”
ผู้อาวุโสอันใช้วิชาไม้ตายออกมาทันที แสงกระบี่สว่างเจิดจ้าดุจดวงจันทร์วันเพ็ญ แสบตาจนต้องเบือนหน้าหนี การโจมตีนี้ส่งผลกระทบไปทั่วบริเวณ บีบให้ผู้คนจำนวนมากต้องถอยร่นออกไป
คมดาบนั้นฟาดฟันลงมาอย่างรุนแรง
เสิ่นเยียนสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ส่วนอวี๋ฉางอิงรีบพุ่งตัวออกไปหมายจะช่วยเผยอู๋ซูรับการโจมตี แต่กลับถูกเสิ่นเยียนและเวินอวี้ฉูรั้งตัวไว้พร้อมกัน
“อย่ามุทะลุ!”
เวินอวี้ฉูเอ่ยเสียงเข้ม
ตูม
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว
หลังคาที่ชายชุดดำยืนอยู่เมื่อครู่พังทลายลงจนหมดสิ้น
เมื่อแสงสว่างจางหายไป ทุกคนต่างต้องตกตะลึง
“เป็นไปได้ยังไง...”
ชายชุดดำสวมหน้ากากผู้นั้น ในมือทั้งสองข้างต่างกุมกระบี่ยาวเอาไว้ มือซ้ายถือกระบี่ยาวสีดำ มือขวาถือกระบี่ยาวสีเขียว กระบี่ทั้งสองเล่มแผ่รังสีอำมหิตอันเยือกเย็นออกมา สามารถต้านรับการโจมตีของผู้อาวุโสอันไว้ได้
หน้ากากของชายชุดดำเกิดเสียง แกรก แล้วปริแตกเป็นรอยร้าว
ทันใดนั้น ร่างของเขาก็หายวับไปอีกครั้ง
ผู้อาวุโสอันจำชายชุดดำได้แล้วอย่างชัดเจน แววตาของเขาฉายแววอำมหิต พลางเอ่ยเสียงต่ำ
“เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย! คิดว่าเจ้าจะหนีพ้นงั้นรึ?”
“ทุกคน ล้อมพื้นที่นี้ไว้เดี๋ยวนี้!”
ที่แท้ก็เป็นเศษเดนของนิกายเทียนฟางที่กลับมาแก้แค้นจริงๆ มาก็ดีแล้ว! เช่นนี้สมาพันธ์รวมศูนย์กุยหยวนของพวกเขาจะได้ไม่ต้องเสียกำลังคนไปค้นหาในอีกสี่ดินแดนที่เหลือ!
สมาพันธ์รวมศูนย์กุยหยวนส่งคนออกมาเกือบพันคน ทำการปิดล้อมพื้นที่บริเวณนี้ไว้จนหมดสิ้น