- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 281 ร้อนตัว
ตอนที่ 281 ร้อนตัว
ตอนที่ 281 ร้อนตัว
เวินอวี้ชูพลันนึกอะไรขึ้นได้ จึงหันไปมองเสิ่นเยียน
"จริงสิ หัวหน้า ชิงอูได้บอกท่านเรื่องที่เขาออกจากเมืองซีอวี้หรือไม่"
เสิ่นเยียนพยักหน้า
"บอก เขาบอกว่าอยากกลับไปที่หุบเขามังกรสักครั้ง"
"การจากลาครั้งนี้ ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าใด กว่าจะได้เจอน้องชายชิงอูอีก"
อวี๋ฉางอิงมีสีหน้าโศกเศร้า ถอนหายใจเบาๆ
จูเก่อโย่วหลินถอนหายใจด้วยความซาบซึ้ง
"ชิงอูคนนี้ดีจริงๆ เสียแต่ขี้ขลาดไปหน่อย"
"จริงสิ พวกเจ้าคิดว่าอูซูจะอยู่ที่แดนกลางจริงหรือ แล้วทำไมเขาต้องหนีไปที่แดนกลางด้วย"
เซียวเจ๋อชวนกล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
"เขาคงมีความคิดของเขาเอง"
จูเก่อโย่วหลินปรายตามองเซียวเจ๋อชวนอย่างสงสัย จากนั้นหันไปมองพวกเสิ่นเยียน แล้วกล่าวว่า
"ข้ารู้สึกว่าพวกเจ้ารู้ความจริงเรื่องการจากไปของอูซู"
วาจานี้ทำให้พวกเสิ่นเยียนใจหายวาบ
จูเก่อโย่วหลินพลันหัวเราะออกมา
"แต่ว่า หากพวกเจ้ารู้ จะต้องบอกพวกเราแน่ พวกเราเป็นสหายร่วมทาง พวกเจ้าจะปิดบังเรื่องบางอย่างกับพวกเราได้อย่างไร จริงไหม"
เสิ่นเยียน เวินอวี้ชู และเซียวเจ๋อชวนได้ยินวาจานี้ ก็รู้สึกร้อนตัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
จูเก่อโย่วหลินเห็นพวกเขาไม่พูดจา ดวงตาหรี่ลง กล่าวเสียงเย็นว่า
"พวกเจ้าคงไม่ได้ปิดบังอะไรพวกเราอยู่จริงๆ ใช่ไหม"
ยังไม่ทันที่พวกเสิ่นเยียนจะเอ่ยปาก เจียงเสวียนเยว่ก็ขมวดคิ้วกล่าวว่า
"จูเก่อโย่วหลิน โรคขี้ระแวงของเจ้าทำไมถึงหนักหนาเพียงนี้? หากพวกเรารู้ความจริงเรื่องการจากไปของอูซู มีหรือจะไม่บอกเจ้า"
จูเก่อโย่วหลินหัวเราะแห้งๆ สองสามเสียง
"ข้าไม่ได้สงสัยพวกเจ้า"
เสิ่นเยียน เวินอวี้ชู และเซียวเจ๋อชวนหนังตากระตุกเล็กน้อย
"..."
อวี๋ฉางอิงกัดริมฝีปาก
"ข้าคิดถึงน้องชายอูซูเหลือเกิน ไม่รู้ว่าป่านนี้เขาจะได้กินอิ่มนอนอุ่นหรือไม่ นิสัยของน้องชายอูซูนั้นภายนอกเคร่งขรึมแต่ภายในเร่าร้อน ฉลาดอยู่บ้างแต่น้อยนิด ข้ากลัวจริงๆ ว่าเขาจะถูกคนหลอกไป"
"เรื่องนั้นคงไม่เกิดขึ้นหรอก"
เวินอวี้ชูป้องปากกระแอมไอเล็กน้อย
...
หลังจากเลือกห้องพักเสร็จสิ้น กลุ่มอสูรและกลุ่มไร้ลักษณ์ก็ถูกเรียกตัวไปรวมพลที่ดาดฟ้าเรือ
อธิการบดีเสวียนอวิ๋นผายมือกล่าวว่า
"นั่ง"
คนของกลุ่มไร้ลักษณ์ไม่ได้ลังเล นั่งขัดสมาธิลงบนพื้นดาดฟ้าทันที ส่วนคนของกลุ่มอสูรหันมองหน้ากันแวบหนึ่ง ก่อนจะนั่งลงตาม
ทว่าพอฉือเยว่นั่งลง ก็เอนซบไหล่ของเสิ่นเยียนราวกับงูไร้กระดูก ท่าทางง่วงงุน ใบหน้านั้นงดงามเป็นพิเศษ
เสิ่นเยียนยื่นมือผลักศีรษะของเขาออก น้ำเสียงจริงจังขึ้นหลายส่วน
"ห้ามเสียมารยาท"
ฉือเยว่ยืดกายตรงอย่างไม่เต็มใจ ผิวพรรณของเขาขาวจัด ขับเน้นให้จุดแดงกลางหว่างคิ้วยิ่งดูงดงามจับตา เส้นผมสีดำขลับถูกรวบไว้ครึ่งหนึ่งด้วยแถบผ้าไหมสีคราม ผมบางส่วนหลุดลุ่ยดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย
เสิ่นเยียนเห็นเขาแม้จะนั่งตัวตรง แต่กลับหลับตาลง ในใจรู้สึกจนปัญญา
นางหยิบลูกอมเม็ดหนึ่งออกมาจากมิติเก็บของ
"เอ้า"
ขนตาของฉือเยว่สั่นไหวเล็กน้อย เขาลืมตาขึ้น ยื่นมือไปหยิบลูกอมสีเขียว แล้วส่งเข้าปากอมไว้ทันที รสหวานแผ่ซ่านไปทั่วปาก ทำให้เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาบ้าง
จูเก่อโย่วหลินที่นั่งอยู่ข้างฉือเยว่เห็นดังนั้น ก็รีบยื่นมือไปทางเสิ่นเยียนทันที
"ข้าเอาด้วย!"
เวลานั้น สายตาของอธิการบดีเสวียนอวิ๋นจับจ้องไปที่เด็กหนุ่มผมแดงที่ดูโดดเด่นสะดุดตาผู้นี้ทันที เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตาว่า
"เจ้าอยากได้อะไร"
จูเก่อโย่วหลินสะดุ้งโหยง รีบชักมือกลับทันควัน แล้วนั่งตัวตรงแหน็ว สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมในบัดดล
"เจ้าอยากได้อะไร"
อธิการบดีเสวียนอวิ๋นถามซ้ำอีกครั้ง
เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผากจูเก่อโย่วหลิน เขาคิดอยู่ไม่กี่วินาที ก็โพล่งออกมาประโยคหนึ่ง
"ข้าอยากฟังท่านพูดขอรับ"
อธิการบดีเสวียนอวิ๋นอึ้งไปเล็กน้อย
"เช่นนั้นก็ตั้งใจฟังให้ดี"
"ขอรับ ท่านอธิการบดี!"
จูเก่อโย่วหลินตอบเสียงดังฟังชัด
สมาชิกกลุ่มไร้ลักษณ์เห็นท่าทางจริงจังขึงขังของจูเก่อโย่วหลินเช่นนี้ ก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา
สายตาของอธิการบดีเสวียนอวิ๋นกวาดมองสมาชิกกลุ่มไร้ลักษณ์ พวกเขารีบหุบยิ้มทันที
อธิการบดีปรับสีหน้าให้จริงจัง เอ่ยปากว่า
"แดนกลางคือศูนย์กลางของทวีปกุยหยวน และเป็นดินแดนที่แข็งแกร่งที่สุดในห้าดินแดน แดนกลางมียอดฝีมือดุจเมฆา ขุมกำลังตั้งตระหง่านมากมาย แต่สถาบันจงอวี้กลับสามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงในแดนกลาง และกลายเป็นหนึ่งในขุมกำลังระดับสูงสุด พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเป็นเพราะเหตุใด"
ไม่รอให้พวกเขาตอบ อธิการบดีก็กล่าวต่อ
"เพราะสถาบันจงอวี้ก่อตั้งมาเกือบสองพันปี มีรากฐานที่มั่นคงและยอดฝีมือที่เกิดขึ้นใหม่อย่างไม่ขาดสาย สถาบันจงอวี้มีผู้อาวุโสสูงสุดสองท่าน ล้วนมีพลังระดับเทียนผิ่นจิ้งขั้นสิบจุดสูงสุด บวกกับสวี่เจ๋ออธิการบดีสถาบันจงอวี้ที่มีระดับพลังเทียนผิ่นจิ้งขั้นสิบ เพียงพอก็ที่จะทำให้สถาบันจงอวี้ยืนหยัดในแดนกลางได้"
ทวีปกุยหยวนผู้แข็งแกร่งคือผู้ได้รับการเคารพ ยอดฝีมือระดับสูงสุดเพียงคนเดียว สามารถต่อกรกับกองทัพนับพันนับหมื่น
อธิการบดีกล่าวว่า
"ขุมกำลังระดับสูงสุดของแดนกลางมีหกแห่ง ได้แก่ สถาบันจงอวี้ ซานชิงเต้า จวนเซิงเทียน สมาพันธ์กุยหยวน เซิ่งเป่า และเทียนเหมิน หากไม่มีความจำเป็น พวกเจ้าอย่าได้ไปล่วงเกินหกขุมกำลังใหญ่นี้"
เมื่อได้ยินคำว่าเทียนเหมิน สีหน้าของเสิ่นเยียนก็ไหววูบเล็กน้อย
เทียนเหมิน? ขุมกำลังที่ท่านพ่อสังกัดอยู่นั้นหรือ? หากเทียนเหมินเป็นหนึ่งในหกขุมกำลังระดับสูงสุด แล้วเหตุใดท่านพ่อถึงบอกว่าเทียนเหมินเป็นขุมกำลังเล็กๆ?
เช่นนั้นขุมกำลังที่ทำลายสำนักเทียนฟาง จะอยู่ในหกขุมกำลังระดับสูงสุดนี้หรือไม่?
น่าจะไม่ใช่สถาบันจงอวี้ และไม่ใช่เทียนเหมิน เช่นนั้นที่เหลือก็คือซานชิงเต้า จวนเซิงเทียน สมาพันธ์กุยหยวน เซิ่งเป่า...
"การเดินทางไปแดนกลางครั้งนี้ พวกเราจะพักที่สถานีม้าเมืองหิมะก่อน หลังจากรวมตัวกับคนของสถาบันเป่ยอวี้แล้ว ค่อยเดินทางไปยังสถาบันจงอวี้ที่เมืองจงอวี้พร้อมกัน"
"นี่คือแผนที่แดนกลางและการแบ่งเขตอิทธิพลของแดนกลาง พวกเจ้ารับไปดูให้ดี"
พูดจบ อธิการบดีก็หยิบของสองชุดที่เหมือนกันออกมา แจกจ่ายให้แก่กลุ่มไร้ลักษณ์และกลุ่มอสูร
เสิ่นเยียนและอินซือเยี่ยนยื่นมือออกมารับไป
เสิ่นเยียนกางแผนที่ออกก่อน พวกเวินอวี้ชูจึงเข้ามามุงดูอย่างละเอียด
"พอดูแบบนี้ แดนกลางใหญ่กว่าแดนประจิมผิงเจ๋อมากนัก เมืองหิมะที่เราจะไปก่อน กลับอยู่ที่ชายแดนของแดนกลาง"
"จากเมืองหิมะถึงเมืองจงอวี้ยังมีระยะทางอีกยาวไกล"
เจียงเสวียนเยว่ขมวดคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจ
"เหตุใดพวกเราต้องเดินทางไปเมืองจงอวี้พร้อมกับคนของสถาบันเป่ยอวี้ด้วย"
เวินอวี้ชูอธิบายว่า
"สถาบันซีอวี้ของพวกเรากับสถาบันเป่ยอวี้ไปมาหาสู่กันมาโดยตลอด ความสัมพันธ์ค่อนข้างดี อาจจะเป็นเพราะเหตุผลนี้"
จูเก่อโย่วหลินชี้ไปที่สามจุดบนแผนที่
"เอ๊ะ ทำไมสามแห่งนี้ถึงไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ เป็นสีดำสนิทเลย"
เวลานั้น เฉียวรูอีจากกลุ่มไร้ลักษณ์ที่อยู่ด้านข้างก็ยิ้มพลางเอ่ยขึ้น
"ศิษย์น้องจูเก่อ นั่นคือสถานที่ปฏิบัติภารกิจลับสุดยอดทั้งสามแห่ง"
จูเก่อโย่วหลินได้ยินดังนั้น ก็หันไปมองเฉียวรูอีด้วยความประหลาดใจ ถามอย่างอยากรู้อยากเห็นว่า
"เช่นนั้นสองแห่งในนั้น พวกเจ้าเคยไปมาแล้วใช่หรือไม่"
ใบหน้าหมดจดของเฉียวรูอีฉายแววอารมณ์ลึกลับซับซ้อนวูบหนึ่ง นางยกมุมปากกล่าวว่า
"ใช่"
จูเก่อโย่วหลินเกิดความสนใจขึ้นมาทันที
"พวกเจ้าปฏิบัติภารกิจอะไรหรือ"
ยังไม่ทันที่เฉียวรูอีจะพูด มู่เหวินก็ปรายตามองเขาอย่างเย็นชา
"ศิษย์น้องจูเก่อ หรือเจ้าลืมไปแล้วว่าเรื่องการปฏิบัติภารกิจลับสุดยอดทั้งสามห้ามแพร่งพราย อย่างไรเสียพวกเราก็สาบานกันไปแล้ว"
จูเก่อโย่วหลิน
"อ้อ!"
มุมปากของมู่เหวินกระตุกเล็กน้อย "..." อ้ออะไรกัน?! คิดจะแกล้งไขสือหรือ?
...
หลังจากนั้น เรือปราณก็แล่นต่อเกือบสามวัน จนมาถึงรอยต่อระหว่างแดนประจิมผิงเจ๋อและแดนกลาง เนื่องจากแดนกลางถูกปกคลุมด้วยม่านพลังธรรมชาติชั้นหนึ่ง ดังนั้นคนธรรมดาจึงไม่สามารถเข้าไปได้
ม่านพลังธรรมชาตินั้นโปร่งใส จะปรากฏออกมาก็ต่อเมื่อถูกสัมผัสเท่านั้น
อธิการบดีเสวียนอวิ๋นยืนอยู่ที่หัวเรือปราณ เขายกมือรวบรวมพลังวิญญาณ ซัดฝ่ามือออกไปตูมหนึ่ง ทำให้ม่านพลังธรรมชาติแยกออกเป็นช่องทาง ให้เรือปราณลอดผ่านไป
ทันทีที่เข้าสู่แดนกลาง ก็สัมผัสได้ชัดเจนว่าไอวิญญาณเข้มข้นขึ้นเล็กน้อย
จูเก่อโย่วหลินเกาะขอบเรือ ก้มมองทิวทัศน์เบื้องล่าง เทือกเขาสลับซับซ้อนเขียวขจี สายลมเย็นพัดโชย ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเผยรอยยิ้มตื่นเต้น หันไปมองพวกเสิ่นเยียน
"พวกเราถึงแดนกลางแล้ว"