- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 266 การแข่งขันสิ้นสุดลง
ตอนที่ 266 การแข่งขันสิ้นสุดลง
ตอนที่ 266 การแข่งขันสิ้นสุดลง
สมาชิกของกลุ่มไร้ลักษณ์ถูกเล่นงานจนสะบักสะบอมอย่างน่าอนาถ
แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่มีใครยอมแพ้ ยังคงต่อสู้ต่อไป
ในระหว่างกระบวนการนี้ อินซือเยี่ยนในฐานะหัวหน้ากลุ่มดูเหมือนจะส่งสัญญาณกลยุทธ์การรบแบบกองโจรให้กับลูกกลุ่ม โดยพยายามหลบเลี่ยงการโจมตีและยื้อเวลาให้ได้มากที่สุด เพราะหากปะทะกันซึ่งหน้า พวกเขาย่อมเทียบชั้นกับอธิการบดีและคนอื่นๆ ไม่ได้อย่างแน่นอน
หนึ่งเค่อต่อมา
สมาชิกกลุ่มไร้ลักษณ์แทบทุกคนถูกซัดร่วงลงไปกองกับพื้นทราย มีเพียงหัวหน้ากลุ่มอย่างอินซือเยี่ยนที่ยังฝืนยืนหยัดไม่ล้มลง ศีรษะของเขาแตกจนเลือดอาบ โลหิตสีสดไหลย้อยลงมาตามกระดูกคิ้ว เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มใบหน้า เขาขบกรามแน่นแล้วกล่าวว่า
“อธิการบดี พวกเรากลุ่มไร้ลักษณ์ทำภารกิจท้าดวลสำเร็จแล้ว”
อธิการบดีเสวียนอวิ๋นเห็นเช่นนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ข้ายังไม่ได้ประกาศเสียหน่อย เกิดพวกเจ้าไม่ผ่านการทดสอบขึ้นมาจะทำอย่างไร?”
วาจานี้ทำให้ใบหน้าของมู่เหวินแห่งกลุ่มไร้ลักษณ์ดำคล้ำลงทันที กระดูกของเขาหักไปตั้งหลายท่อน หากยังไม่ผ่านอีกละก็ ไม่เข้าร่วมแผนการห้าสถาบันก็ช่างมันปะไร! นี่มันไร้เหตุผลสิ้นดี!
อธิการบดีเสวียนอวิ๋นดูเหมือนจะรับรู้ถึงความอัดอั้นตันใจของพวกเขา จึงหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วโยนป้ายคำสั่งราชันย์ทรายให้อินซือเยี่ยนอย่างไม่ใส่ใจนัก จากนั้นกล่าวว่า
“กลุ่มไร้ลักษณ์ของพวกเจ้า พัฒนาขึ้นอีกแล้ว ข้ารู้สึกปลื้มใจยิ่งนัก”
ความจริงแล้ว เขาให้ความสำคัญกับกลุ่มไร้ลักษณ์เป็นพิเศษ
การที่กลุ่มไร้ลักษณ์สามารถขึ้นสู่อันดับหนึ่งของกระดานจัดอันดับได้นั้น อาศัยความสามารถของพวกเขาล้วนๆ
อีกทั้งกลุ่มไร้ลักษณ์ยังอยู่ที่สถาบันซีอวี้มานานถึงห้าปี เด็กพวกนี้ก็นับได้ว่าเขาเห็นมาตั้งแต่เล็กจนโต จะไม่ให้ให้ความสำคัญได้อย่างไร?
อธิการบดีเสวียนอวิ๋นสะบัดมือ ครานั้น นอกจากกลุ่มไร้ลักษณ์และกลุ่มอสูรแล้ว กลุ่มอื่นๆ ล้วนถูกส่งออกจากมิติแห่งทรายในพริบตา
อธิการบดีเสวียนอวิ๋นและเหล่าผู้อาวุโสสภาความลับกระโดดลงมา มองไปทางเสิ่นเยียนและอินซือเยี่ยนกับคนอื่นๆ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงใจว่า
“กลุ่มไร้ลักษณ์ กลุ่มอสูร พวกเจ้าได้รับโควตาเข้าร่วมแผนการห้าสถาบันแล้ว อีกหนึ่งเดือนให้หลัง จงติดตามข้าเดินทางไปยังดินแดนจงอวี้”
“ข้าคาดหวังในตัวพวกเจ้าไว้อย่างสูง หวังว่าพวกเจ้าจะคว้าชัยชนะมาได้ในสถาบันห้าดินแดน แต่ที่หวังยิ่งกว่าคือขอให้พวกเจ้ารู้จักพลิกแพลงตามสถานการณ์ อีกอย่าง สองกลุ่มของพวกเจ้าต้องดูแลซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือเกื้อกูล ห้ามเกิดความขัดแย้งภายใน เพราะพวกเจ้าไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนของสถาบันซีอวี้ แต่ยังเป็นศิษย์ร่วมสำนักกันอีกด้วย”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ อธิการบดีเสวียนอวิ๋นก็หันไปมองอินซือเยี่ยน แล้วกำชับว่า
“ซือเยี่ยน กลุ่มไร้ลักษณ์ของพวกเจ้าต้องดูแลศิษย์น้องชายหญิงให้ดี”
อินซือเยี่ยนได้ยินดังนั้นก็หลุบตาลงเล็กน้อย ยกมือประสานคารวะ
“ขอรับ”
อธิการบดีเสวียนอวิ๋นหันไปทางเสิ่นเยียน
“เสิ่นเยียน หากกลุ่มอสูรของพวกเจ้าประสบปัญหาใด สามารถขอคำชี้แนะจากศิษย์พี่ชายหญิงกลุ่มไร้ลักษณ์ได้ อย่างไรเสียพวกเขาก็อายุมากกว่าพวกเจ้าไม่กี่ปี และยังมีประสบการณ์ในการจัดการเรื่องราวต่างๆ มากกว่าพวกเจ้า”
เสิ่นเยียนพยักหน้าเล็กน้อย ยกมือประสานคารวะ
“เจ้าค่ะ”
อธิการบดีเสวียนอวิ๋นกล่าวต่อว่า
“การเข้าร่วมแผนการห้าสถาบันในครั้งนี้ อันตรายอย่างที่สุด ดังนั้นในระยะเวลาหนึ่งเดือนที่พวกเจ้าพักอยู่ในสถาบัน ห้ามเกียจคร้านการฝึกฝนเด็ดขาด ส่วนทรัพยากรการฝึกฝนบางอย่างในสถาบัน สามารถเปิดให้พวกเจ้าใช้ได้ฟรี แต่ระยะเวลาจำกัดอยู่แค่เดือนนี้เท่านั้น”
พอได้ยินคำนี้ ดวงตาของจูเก่อโย่วหลินก็เป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที
“เอาล่ะ เรื่องที่ข้าจะกำชับพวกเจ้าชั่วคราวก็มีเพียงเท่านี้ พวกเจ้าออกไปรักษาอาการบาดเจ็บเถอะ”
อธิการบดีเสวียนอวิ๋นกวาดสายตามองร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลของพวกเขา แล้วกล่าวขึ้น
กล่าวจบ เขาก็สะบัดมือ
ทั้งสองกลุ่มถูกเขาส่งออกจากมิติ
ในขณะนั้นเอง เหล่าผู้อาวุโสสภาความลับก็เดินเข้ามาใกล้อธิการบดีเสวียนอวิ๋น แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“อธิการบดี การที่เพ่ยซู่ไปดินแดนจงอวี้จะทำให้สถานะของเขาถูกเปิดเผยหรือไม่...”
ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของอธิการบดีเสวียนอวิ๋นก็เคร่งขรึมลง ตกอยู่ในห้วงความคิด
ครู่ต่อมา เขาก็กล่าวว่า
“ข้าจะไปคุยกับเขาก่อน”
เหล่าผู้อาวุโสสภาความลับหันมองหน้ากัน
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งกล่าวว่า
“แม้เพ่ยซู่จะแข็งแกร่ง แต่การที่เขาจะไปดินแดนจงอวี้ตอนนี้ มันยังเร็วเกินไป ยิ่งไปกว่านั้นหากสถานะของเขาถูกเปิดเผย เกรงว่าจะนำภัยมาสู่สถาบันซีอวี้ได้ มิสู้เกลี้ยกล่อมให้เพ่ยซู่ถอนตัว แล้วให้คนอื่นมาแทนที่เขาในกลุ่มอสูรดีหรือไม่?”
“อธิการบดี ที่ผู้อาวุโสซูพูดมามีเหตุผลนะขอรับ”
“การแปลงโฉมของเพ่ยซู่ในตอนนี้ แม้จะตบตาผู้ที่มีตบะต่ำกว่าขั้นสวรรค์ระดับห้าได้ แต่ในสายตาของยอดฝีมือระดับสูง การแปลงโฉมของเขาก็เปรียบเสมือนโปร่งใส อัตราความเสี่ยงสูงเกินไป”
“ขุมกำลังในดินแดนจงอวี้นั้นยิ่งใหญ่เกินไป ไม่ใช่สิ่งที่สถาบันซีอวี้เล็กๆ ของเราจะต่อกรได้ ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่สำนักเทียนฟางซึ่งเคยเป็นสำนักอันดับหนึ่งแห่งดินแดนซีอวี้ ยังถูกฆ่าล้างสำนัก...”
“อธิการบดี พวกเราเวทนาเพ่ยซู่ที่เป็นอัจฉริยะ และยิ่งเพราะสำนักเทียนฟางมีความสัมพันธ์อันดีกับสถาบันซีอวี้ของเรา จึงได้รับเขาเข้าสู่สถาบันซีอวี้ ก่อนหน้านี้เราไม่คาดคิดว่ากลุ่มอสูรจะโดดเด่นขึ้นมาจนได้รับโอกาสเข้าร่วมแผนการห้าสถาบันเรื่องนี้อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ของเราไปอย่างสิ้นเชิง”
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งกล่าวอย่างเด็ดขาดว่า
“เพ่ยซู่จะไปดินแดนจงอวี้ไม่ได้เด็ดขาด! เราทำเพื่อเขา และต้องทำเพื่อสถาบันซีอวี้ทั้งมวลด้วย อธิการบดี รบกวนท่านไปเกลี้ยกล่อมเขาด้วยตนเอง ให้เขาถอนตัวจากกลุ่มอสูรชั่วคราว แล้วให้อัจฉริยะคนอื่นมาแทนที่”
อธิการบดีเสวียนอวิ๋นขมวดคิ้ว เขาเงยหน้ามองเหล่าผู้อาวุโส แล้วถอนหายใจเบาๆ
“เรื่องนี้ ข้าจะลองคุยกับเขาดู”
...
หลังจากพวกเสิ่นเยียนถูกส่งตัวออกมา ก็มาอยู่ที่ลานประลอง ขณะนี้มีแพทย์ของสถาบันกว่าสิบคนกำลังรักษาอาการบาดเจ็บให้คนของกลุ่มอื่นๆ ยังไม่ทันที่พวกเขาจะเอ่ยปาก ก็เห็นแพทย์คนหนึ่งชี้มาที่พวกเขาแล้วตวาดว่า
“รออยู่ตรงนั้น!”
พวกเสิ่นเยียน
“...”
เหล่าแพทย์ในสถาบันรักษาให้นักเรียนไปพลาง ขมวดคิ้วไปพลาง ก่นด่าอย่างหงุดหงิดว่า
“พวกเจ้าทำไมถึงมีแผลเยอะขนาดนี้? ยาห้ามเลือดจะหมดอยู่แล้ว! เดี๋ยวนะ... บาดแผลพวกนี้เหมือนกันหมดเลย ไอ้ลูกเต่า ตัวไหนเป็นคนทำ?!”
“ไอ้หัวแดงนั่นขอรับ!”
ทันทีที่เห็นกลุ่มอสูรออกมา ก็มีคนฟ้องทันที
จูเก่อโย่วหลิน
“!!!”
เหล่าแพทย์ต่างมองจูเก่อโย่วหลินด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
เป็นเพราะจูเก่อโย่วหลิน ปริมาณงานของพวกเขาจึงเพิ่มขึ้นไม่น้อย
“ไอ้เด็กบ้า! นี่จงใจทรมานคนหรือไง?”
แพทย์ชราคนหนึ่งด่าทอ
จูเก่อโย่วหลินรีบโต้แย้งทันควัน
“ข้าเปล่านะ! พวกเขาวิ่งมาชนเส้นลวดวิญญาณของข้าเอง เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย? อีกอย่าง ข้าไม่ได้มีจิตใจคิดจะทรมานคนเสียหน่อย!”
เพราะเขาชอบจับแยกชิ้นส่วนเลยมากกว่า
ได้ยินคำนี้ หลายคนถึงกับกำหมัดแน่น
สมาชิกกลุ่มชื่อหยางฟื้นแล้ว พวกเขาจ้องมองกลุ่มอสูรด้วยแววตาสับซ้อน พวกเขาได้ยินมาแล้วว่าหนึ่งในกลุ่มที่ได้โควตาคือกลุ่มอสูร แถมพวกเขายังเอาชนะกลุ่มไท่ผิงได้อีกด้วย
ฉีหลิงเซวียนรู้สึกเจ็บแค้นในใจ แต่ก็มีความรู้สึกไร้หนทางผุดขึ้นมา เพราะตอนที่ปะทะกับกลุ่มอสูร นางก็ตระหนักได้ถึงความห่างชั้นระหว่างกลุ่มชื่อหยางและกลุ่มอสูร
หรือกลุ่มชื่อหยางจะต้องอยู่ต่ำกว่ากลุ่มอสูรตลอดไปงั้นหรือ?
นางไม่ยินยอม!
ลู่จิ่งรู้สึกแย่ยิ่งกว่า เขาคิดว่าหากตอนนั้นตนเองไม่ลังเล และไม่โลเล เขาจะได้เป็นสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มอสูรหรือไม่?
...
หลังจากสมาชิกทุกกลุ่มได้รับการรักษาแล้ว ก็กลับไปยังยอดเขาจู้หลิง
แต่ระหว่างทางกลับยอดเขาจู้หลิง กลุ่มอสูรถูกสายตาเชือดเฉือน จากกลุ่มอื่นๆ นับสิบกลุ่ม โชคดีที่ตลอดทางปลอดภัยไร้เรื่องราว
เมื่อทุกคนเห็นว่ากลุ่มอสูรยังคงพักอยู่ในถ้ำชั้นล่างสุด อารมณ์ก็ซับซ้อนยิ่งนัก
หลังจากต่างคนต่างแยกย้ายกลับถ้ำ ก็มีศิษย์พี่ชายคนหนึ่งมาที่ยอดเขาจู้หลิงอย่างเงียบเชียบ แล้วยื่นมือไปเคาะประตูถ้ำของเพ่ยอู๋ซู
ก๊อก ก๊อก
รออยู่ครู่หนึ่ง ก็ไม่มีเสียงตอบรับ
ศิษย์พี่ชายท่านนี้หารู้ไม่ว่า เวลานี้สมาชิกกลุ่มอสูรทั้งแปดคนรวมตัวกันอยู่ที่ถ้ำของจูเก่อโย่วหลิน รวมถึงเพ่ยอู๋ซูด้วย