- หน้าแรก
- ฮอกวอตส์: จากนักเรียนศิลปะตกอับ สู่นักสร้างการ์ดเวทมนตร์
- บทที่ 60 และแล้ว…ชีวิตของควีเรลล์ก็พังพินาศสิ้นเชิง
บทที่ 60 และแล้ว…ชีวิตของควีเรลล์ก็พังพินาศสิ้นเชิง
บทที่ 60 และแล้ว…ชีวิตของควีเรลล์ก็พังพินาศสิ้นเชิง
ควีเรลล์จ้องมือที่อีธานยื่นมาอย่างเลื่อนลอย
เขา... เขาตอบตกลง?
ง่ายดายขนาดนี้?
ทำไมกัน? ในสายตาของอีธาน เขาไม่ควรเป็นเพียงศาสตราจารย์ไร้ความสามารถ ไร้ค่าไปแล้วหรือ?
หรือว่าอีธานรู้ความจริงเกี่ยวกับตัวตนของเขาเข้าแล้ว?!
หัวใจของควีเรลล์สะดุดกึกในทันที แววตาหลุกหลิกเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและความชั่วร้าย มือแทบจะคว้าไม้กายสิทธิ์ขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ
แล้วสายตาคมกริบคู่หนึ่งก็พุ่งเสียบเข้าตั้งแต่หัวจรดเท้า
“......”
ร่างของควีเรลล์เริ่มสั่นเล็กน้อย จากหางตา เขาเห็นดัมเบิลดอร์กำลังจ้องเขาอยู่จากบนเวที
...ใจเย็น ใจเย็น อย่าเผยพิรุธออกมา...
ควีเรลล์ค่อย ๆ สูดลมหายใจลึก เงยหน้าขึ้นมองรอยยิ้มใสซื่อบริสุทธิ์ของอีธาน
มือเล็ก ๆ ขาวซีด มีรอยด้านจากการใช้งาน ถูกยื่นออกมาตรงหน้า
ภายใต้แสงระยิบระยับจากเชิงเทียนในห้องโถงใหญ่ ราวกับมือของผู้กอบกู้ ผู้พร้อมจะฉุดช่วยคนหลงผิดกลับสู่เส้นทางอันถูกต้อง
...อืม เด็กนี่ไม่น่าจะรู้ความจริง
เขาคงแค่สงสัย อยากลองดูว่าเราจะสอนอะไรได้บ้าง
คิดได้ดังนั้น ความตระหนกในใจของควีเรลล์ก็ค่อย ๆ คลายลง
เขาฝืนยิ้ม “ประหลาดใจ” จับมืออีธานแน่น พลางตะกุกตะกักว่า
“ขะ... ขอบคุณมาก! ขะ... ขอรับรองเลยว่า คุณไม่ได้เลือกผิดแน่! คุณวินเซนต์!”
อีธานยิ้มบาง ๆ: “ไม่เป็นไรครับ ศาสตราจารย์ควีเรลล์ พอดีผมมีงานวิจัยเกี่ยวกับภาพวาด อยากขอความช่วยเหลือจากคุณหน่อย”
ทันใดนั้น ดวงตาของควีเรลล์ก็สว่างวาบ
ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้!
ก็พอดีที่เจ้านายเพิ่งสั่งให้เขาสืบความลับของภาพวาดคำสาปของอีธานอยู่พอดี!
“คะ... คุณไม่ต้องห่วง! ผะ... ผมจะช่วยเต็มที่เลย!”
รอยยิ้มของอีธานกว้างขึ้น
….ผมก็รอคำพูดนี้อยู่แล้ว
“ศาสตราจารย์ก็ไม่ต้องห่วงเหมือนกันนะครับ ผมไม่เกรงใจแน่นอน”
ควอเรลล์: “......”
...ทำไมประโยคนี้ฟังแปลก ๆ?
ขณะมองรอยยิ้มใสซื่อของเด็กหนุ่ม ความเย็นวาบก็ไหลผ่านสันหลังควีเรลล์อย่างฉับพลัน
เขาหัวเราะแห้ง ๆ พลางตอบ “นะ... นะแน่นอน” แล้วพยายามดึงมือกลับ
แต่แล้ว...
นิ้วทั้งห้าของอีธานกลับบีบแน่นกว่าเดิม ไม่ยอมปล่อย
“?”
ควีเรลล์เงยหน้าขึ้นด้วยความงุนงง ก่อนจะสบเข้ากับนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของอีธานที่โค้งยิ้มอยู่
จากระยะไกล ดวงตาคู่นี้สงบและอ่อนโยน ราวกับผืนน้ำในทะเลสาบ
แต่เมื่อมองใกล้ ๆ...
ควีเรลล์เห็นเปลวไฟเล็ก ๆ ลุกวาบอยู่ลึกในม่านตา เปลวไฟเล็กนิดเดียว แต่กลับเต็มไปด้วยพลังอันมหาศาล!
เพียงแค่หยดน้ำมันเพียงหยดเดียว มันก็พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้!
เสียงใสแจ่มชัดของเด็กหนุ่มดังขึ้นเรียกสติควีเรลล์
“ศาสตราจารย์ควีเรลล์ครับ”
ร่างของควีเรลล์สะท้านเฮือก ความรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญนักล่าผู้หิวกระหายหายวับไป
เขารีบตั้งสติกลับมาฟังคำพูดของอีธาน
อีธาน: “มือข้างนี้ผมมีผื่นจากการขี่ไม้กวาดอยู่นะครับ”
เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปาก
ทำให้รอยยิ้มของอีธาน ณ ตอนนั้น... ดูไม่ต่างอะไรจากพวกโรคจิตเลย
ควีเรลล์: “ห๊ะ?”
ควีเรลล์: “ห๊าาา?!!!”
ผื่นบ้าอะไร๊?!!!
ควีเรลล์ถึงกับสะดุ้ง
ราวกับถูกคนตัวใหญ่กระแทกใส่ ความทรงจำของคืนวันฮัลโลวีนก็ถาโถมกลับเข้ามา
เขารีบดึงมือตัวเองกลับมา จ้องฝ่ามืออย่างหวาดผวา
มันสะอาดเอี่ยม ไม่มีผื่นแดงใด ๆ ทั้งสิ้น
อีธาน: “ฮะฮะ ผมล้อเล่นน่ะครับ ศาสตราจารย์ควีเรลล์”
อีธานเอียงคอ ทำตาแป๋วใสซื่อถามขึ้นอย่างไร้เดียงสา
“ศาสตราจารย์ไม่โกรธใช่ไหมครับ?”
ควีเรลล์: “......”
มือเขากำแน่น มันแข็งเกร็งขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งร่างเริ่มสั่นด้วยความโกรธ เส้นเลือดปูดขึ้นเต็มขมับ ดวงตาแดงก่ำ ฟันแทบจะถูกบดจนแตกเป็นผง
เด็กนี่… กล้าล้อเลียนเขาได้ยังไง!
เขาคือผู้รับใช้ที่จ้าวแห่งศาสตร์มืดโวลเดอมอร์ไว้วางใจที่สุดนะ!
เขาจะฉีกมันออกเป็นชิ้น ๆ!!!
เวทมนตร์สังหาร “อะวาดา เคดาฟร้า” เกือบจะหลุดออกมาจากริมฝีปากแล้วด้วยซ้ำ
แต่ในวินาทีถัดมา…
ควีเรลล์ก็รู้สึกถึงน้ำหนักมหาศาลจากสายตาของศสตราจารย์ใหญ่ดัมเบิลดอร์ที่กดทับลงมา
“......แน่นอน ผมไม่โกรธเลย”
ควีเรลล์ฝืนยิ้ม ลืมแม้กระทั่งบุคลิกพูดติดอ่างของตนเอง
“คุณนี่... ‘ซน’ จริง ๆ เลยนะ วินเซนต์ เฮะ เฮะ เฮะ”
คำว่า “ซน” ถูกบีบออกมาระหว่างไรฟันแทบจะแหลกละเอียด
เขาทำได้เพียงก้มหัว… ทั้งที่ในใจปวดหนึบ
จมูกยังแสบเหมือนจะร้องไห้ออกมา นี่มันน่าอับอายเกินไปจริง ๆ!
แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ทำตามคำสั่งของเจ้านายสำเร็จแล้ว
เขากลายเป็น “ศาสตราจารย์พิเศษ” ของอีธาน มีเหตุผลชอบธรรมที่จะเข้าใกล้และศึกษาภาพวาดต้องสาปพวกนั้น
ส่วนเรื่อง “ช่วยวิจัย” ให้อีธานน่ะหรือ?
เฮอะ! เด็กนักเรียนจะเสียค่าใช้จ่ายอะไรได้มากมายกันเชียว?
ตอนนั้นควีเรลล์ยังไม่รู้เลยว่า ตัวเองได้ก้าวขาเข้าไปใน “นรก” ไปแล้วข้างหนึ่ง…
ตารางสอนพิเศษ
การเรียนพิเศษกับศาสตราจารย์ควีเรลล์ ถูกกำหนดไว้ทุกค่ำหลังอาหาร
จนกว่าจะถึงเวลานั้น อีธานก็ได้มานั่งกิน “มื้อเช้าที่เลื่อนมานาน” ของตัวเองเสียที
แซนด์วิชเบคอน ไข่ดาว แตงกวา แอปเปิ้ลลูกเล็กหนึ่งลูก และนมหนึ่งแก้ว อาหารเช้าแบบครบคุณค่าทางโภชนาการ
เขายังเด็กและอยู่ในวัยกำลังโต บวกกับความลำบากที่เคยผ่านมาที่สปินเนอร์สเอนด์ ยิ่งทำให้เขาโหยหาอาหารมากเป็นพิเศษ
เขาอัดคุกกี้เล็ก ๆ เข้าไปเพิ่มอีกสองสามชิ้นเพื่อปิดท้าย ก่อนจะเอามือปิดปาก “เรอเบา ๆ” ด้วยสีหน้าแดงเรื่อจากความอิ่ม
ภาพนั้นตัดกับไมเคิลและแมนดี้ที่นั่งข้าง ๆ ซึ่งแทบกินอะไรไม่ลง ก็เพราะตอนนี้ ทุกสายตาในห้องโถงใหญ่จับจ้องมาที่อีธานอย่างแรงกล้าเกินไป!
ไมเคิลกับแมนดี้พลอยซวยไปด้วย รู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่บนตะปูแหลม ๆ แม้จะไม่ใช่เป้าหมายหลัก แต่ก็ถูกแรงกดดันกวาดทับไปเต็ม ๆ
ทั้งคู่ได้แต่มองเพื่อนร่วมบ้านอย่างทึ่งกับความใจเย็น ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร อีธานก็ยังนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อยได้เสมอ
เขาว่ากันว่าจิตรกรนั้นไม่ได้มอง “คน” เป็น “คน”
แต่มองเป็นเพียงเส้นสายของกล้ามเนื้อและกระดูก
หรือว่า… ในสายตาของอีธาน ทุกคนก็เป็นแบบนั้น?
ไมเคิลเอนตัวมาข้าง ๆ แอบกระซิบถามด้วยความสงสัย
“อีธาน นายเห็นฉันเป็นยังไงเหรอ เวลามอง?”
อีธานเลิกคิ้ว: “ม้าแคระลากเกวียนใหญ่”
ไมเคิล: “โอ๊ย หยุด! หยุดเลย! ฉันหมายถึงภายนอกต่างหาก!”
แมนดี้ดันแว่นขึ้น พูดเสริมด้วยน้ำเสียงเรียบ: “มุมมองทางกายภาพ”
“อ๋อ..”
อีธานพยักหน้าเข้าใจ แล้วกวาดตามองไมเคิลตั้งแต่หัวจรดเท้า
ไมเคิลสะดุ้งเฮือก ยืดหลังตรงอัตโนมัติ รอคอยอย่างประหม่า
สองวินาทีผ่านไป…
อีธานส่ายหน้าเบา ๆ: “รสชาติธรรมดา”
ไมเคิล: “ห๊ะ?”
เขาชะงักไป ก่อนที่สีหน้าจะซีดเซียวและค่อย ๆ กลายเป็นสยองแทน
อีธานหันไปมองแมนดี้ต่ออย่างใจดี แล้วพูดเสียงนุ่มนวลว่า
“เธอต้องเพิ่มเนื้ออีกหน่อยนะ ไม่ค่อยมีอะไรให้เคี้ยวเลย”
แมนดี้: “......ขอบใจนะ”
พอแล้ว พอจริง ๆ
เมื่อเห็นสีหน้าลังเล อยากพูดแต่พูดไม่ออกของไมเคิล แมนดี้ก็เข้าใจทันทีว่า เจ้าโง่นี่คงไม่มีเวลามาสนใจสายตาแหลมคมราวกับหนามที่พุ่งมาจากรอบห้องอีกแล้ว
เพราะตอนนี้ เขากำลังเจอปัญหาชีวิตสำคัญกว่า…
คำพูดของอีธานที่ติดตรึงอยู่ในหัว
หลังมื้ออาหาร
อีธานก้าวออกไปพร้อมตำราที่กอดแน่น ท่ามกลางสายตาทุกคนที่เหมือนกำลังส่งเสด็จราชา
แต่ในหัวของเขากลับคิดแผน..
ไม่สิ “วิธีรับน้ำใจ” จากศาสตราจารย์ควีเรลล์ต่างหาก
ขั้นแรก ให้เขาไปหาขนยูนิคอร์นมาให้มากที่สุด เส้นหนึ่งราคาตลาดก็ราวสิบเกลเลียนเข้าไปแล้ว ถ้าต้องทอเป็นผ้าใบ ใช้กันเป็นสิบเส้น... คลังส่วนตัวของเขามีหวังร้างในพริบตา
เฮ้อ ศิลปะนี่มันแพงจริง ๆ นะ..
ไม่ว่าจะเป็น “ความชื่นชม” หรือ “ความรังเกียจ” อีธานก็พร้อมรับไว้ด้วยใจยินดีทั้งสิ้น
ถ้าใครชื่นชม นั่นหมายความว่า “แนวคิดของเขากำลังแพร่กระจายออกไป”
ถ้าใครเกลียดชัง นั่นก็ยิ่งหมายความว่า “แนวคิดของเขากำลังถูกแพร่กระจายยิ่งกว่าเดิม”
และถ้าผู้คนเริ่มไม่ชอบเขาแล้วจริง ๆ นั่นก็ย่อมหมายความว่า ความคิดและการกระทำของเขาได้ไปแตะต้อง “ผลประโยชน์” และ “จุดเจ็บปวด” ของพวกเขาเข้าอย่างจัง
ความสุข…ทวีคูณ
ในอีกด้านหนึ่ง
อีธานเป็นคนที่ใช้สมองคิดตลอดเวลา คิดถึงอนาคต คิดถึงวิชา คิดถึงภาพวาด
การใช้สมองอย่างหนักเช่นนี้ ทำให้เขาแทบไม่มีเวลามากังวลกับ “สายตา” ที่คนอื่นใช้มองเลย
ขณะที่อีธานกำลังก้าวเท้าไปเรียน จู่ ๆ ก็มีเสียงใสเย็นชาดังขึ้นจากด้านหลัง
“คุณอีธาน วินเซนต์ กรุณารอสักครู่”
อีธานหันกลับไป มองด้วยความประหลาดใจ ก็พบกับอีกหนึ่งผู้ถูกคัดเลือก เจมม่า ฟาร์ลีย์ หัวหน้านักเรียนบ้านสลิธีรินคนปัจจุบัน
หญิงสาวเรือนผมยาวสลวย บนใบหน้าขาวผ่องราวหิมะนั้น มีนัยน์ตาไร้อารมณ์คู่หนึ่งที่จ้องเขาเย็นชา
ริมฝีปากบางเผยอเล็กน้อย พลางเอื้อนเอ่ยช้า ๆ
“ฉันมีเรื่อง…จะคุยกับเธอ”