เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 60 และแล้ว…ชีวิตของควีเรลล์ก็พังพินาศสิ้นเชิง

บทที่ 60 และแล้ว…ชีวิตของควีเรลล์ก็พังพินาศสิ้นเชิง

บทที่ 60 และแล้ว…ชีวิตของควีเรลล์ก็พังพินาศสิ้นเชิง


ควีเรลล์จ้องมือที่อีธานยื่นมาอย่างเลื่อนลอย

เขา... เขาตอบตกลง?

ง่ายดายขนาดนี้?

ทำไมกัน? ในสายตาของอีธาน เขาไม่ควรเป็นเพียงศาสตราจารย์ไร้ความสามารถ ไร้ค่าไปแล้วหรือ?

หรือว่าอีธานรู้ความจริงเกี่ยวกับตัวตนของเขาเข้าแล้ว?!

หัวใจของควีเรลล์สะดุดกึกในทันที แววตาหลุกหลิกเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและความชั่วร้าย มือแทบจะคว้าไม้กายสิทธิ์ขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ

แล้วสายตาคมกริบคู่หนึ่งก็พุ่งเสียบเข้าตั้งแต่หัวจรดเท้า

“......”

ร่างของควีเรลล์เริ่มสั่นเล็กน้อย จากหางตา เขาเห็นดัมเบิลดอร์กำลังจ้องเขาอยู่จากบนเวที

...ใจเย็น ใจเย็น อย่าเผยพิรุธออกมา...

ควีเรลล์ค่อย ๆ สูดลมหายใจลึก เงยหน้าขึ้นมองรอยยิ้มใสซื่อบริสุทธิ์ของอีธาน

มือเล็ก ๆ ขาวซีด มีรอยด้านจากการใช้งาน ถูกยื่นออกมาตรงหน้า

ภายใต้แสงระยิบระยับจากเชิงเทียนในห้องโถงใหญ่ ราวกับมือของผู้กอบกู้ ผู้พร้อมจะฉุดช่วยคนหลงผิดกลับสู่เส้นทางอันถูกต้อง

...อืม เด็กนี่ไม่น่าจะรู้ความจริง

เขาคงแค่สงสัย อยากลองดูว่าเราจะสอนอะไรได้บ้าง

คิดได้ดังนั้น ความตระหนกในใจของควีเรลล์ก็ค่อย ๆ คลายลง

เขาฝืนยิ้ม “ประหลาดใจ” จับมืออีธานแน่น พลางตะกุกตะกักว่า

“ขะ... ขอบคุณมาก! ขะ... ขอรับรองเลยว่า คุณไม่ได้เลือกผิดแน่! คุณวินเซนต์!”

อีธานยิ้มบาง ๆ: “ไม่เป็นไรครับ ศาสตราจารย์ควีเรลล์ พอดีผมมีงานวิจัยเกี่ยวกับภาพวาด อยากขอความช่วยเหลือจากคุณหน่อย”

ทันใดนั้น ดวงตาของควีเรลล์ก็สว่างวาบ

ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้!

ก็พอดีที่เจ้านายเพิ่งสั่งให้เขาสืบความลับของภาพวาดคำสาปของอีธานอยู่พอดี!

“คะ... คุณไม่ต้องห่วง! ผะ... ผมจะช่วยเต็มที่เลย!”

รอยยิ้มของอีธานกว้างขึ้น

….ผมก็รอคำพูดนี้อยู่แล้ว

“ศาสตราจารย์ก็ไม่ต้องห่วงเหมือนกันนะครับ ผมไม่เกรงใจแน่นอน”

ควอเรลล์: “......”

...ทำไมประโยคนี้ฟังแปลก ๆ?

ขณะมองรอยยิ้มใสซื่อของเด็กหนุ่ม ความเย็นวาบก็ไหลผ่านสันหลังควีเรลล์อย่างฉับพลัน

เขาหัวเราะแห้ง ๆ พลางตอบ “นะ... นะแน่นอน” แล้วพยายามดึงมือกลับ

แต่แล้ว...

นิ้วทั้งห้าของอีธานกลับบีบแน่นกว่าเดิม ไม่ยอมปล่อย

“?”

ควีเรลล์เงยหน้าขึ้นด้วยความงุนงง ก่อนจะสบเข้ากับนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของอีธานที่โค้งยิ้มอยู่

จากระยะไกล ดวงตาคู่นี้สงบและอ่อนโยน ราวกับผืนน้ำในทะเลสาบ

แต่เมื่อมองใกล้ ๆ...

ควีเรลล์เห็นเปลวไฟเล็ก ๆ ลุกวาบอยู่ลึกในม่านตา เปลวไฟเล็กนิดเดียว แต่กลับเต็มไปด้วยพลังอันมหาศาล!

เพียงแค่หยดน้ำมันเพียงหยดเดียว มันก็พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้!

เสียงใสแจ่มชัดของเด็กหนุ่มดังขึ้นเรียกสติควีเรลล์

“ศาสตราจารย์ควีเรลล์ครับ”

ร่างของควีเรลล์สะท้านเฮือก ความรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญนักล่าผู้หิวกระหายหายวับไป

เขารีบตั้งสติกลับมาฟังคำพูดของอีธาน

อีธาน: “มือข้างนี้ผมมีผื่นจากการขี่ไม้กวาดอยู่นะครับ”

เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปาก

ทำให้รอยยิ้มของอีธาน ณ ตอนนั้น... ดูไม่ต่างอะไรจากพวกโรคจิตเลย

ควีเรลล์: “ห๊ะ?”

ควีเรลล์: “ห๊าาา?!!!”

ผื่นบ้าอะไร๊?!!!

ควีเรลล์ถึงกับสะดุ้ง

ราวกับถูกคนตัวใหญ่กระแทกใส่ ความทรงจำของคืนวันฮัลโลวีนก็ถาโถมกลับเข้ามา

เขารีบดึงมือตัวเองกลับมา จ้องฝ่ามืออย่างหวาดผวา

มันสะอาดเอี่ยม ไม่มีผื่นแดงใด ๆ ทั้งสิ้น

อีธาน: “ฮะฮะ ผมล้อเล่นน่ะครับ ศาสตราจารย์ควีเรลล์”

อีธานเอียงคอ ทำตาแป๋วใสซื่อถามขึ้นอย่างไร้เดียงสา

“ศาสตราจารย์ไม่โกรธใช่ไหมครับ?”

ควีเรลล์: “......”

มือเขากำแน่น มันแข็งเกร็งขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งร่างเริ่มสั่นด้วยความโกรธ เส้นเลือดปูดขึ้นเต็มขมับ ดวงตาแดงก่ำ ฟันแทบจะถูกบดจนแตกเป็นผง

เด็กนี่… กล้าล้อเลียนเขาได้ยังไง!

เขาคือผู้รับใช้ที่จ้าวแห่งศาสตร์มืดโวลเดอมอร์ไว้วางใจที่สุดนะ!

เขาจะฉีกมันออกเป็นชิ้น ๆ!!!

เวทมนตร์สังหาร “อะวาดา เคดาฟร้า” เกือบจะหลุดออกมาจากริมฝีปากแล้วด้วยซ้ำ

แต่ในวินาทีถัดมา…

ควีเรลล์ก็รู้สึกถึงน้ำหนักมหาศาลจากสายตาของศสตราจารย์ใหญ่ดัมเบิลดอร์ที่กดทับลงมา

“......แน่นอน ผมไม่โกรธเลย”

ควีเรลล์ฝืนยิ้ม ลืมแม้กระทั่งบุคลิกพูดติดอ่างของตนเอง

“คุณนี่... ‘ซน’ จริง ๆ เลยนะ วินเซนต์ เฮะ เฮะ เฮะ”

คำว่า “ซน” ถูกบีบออกมาระหว่างไรฟันแทบจะแหลกละเอียด

เขาทำได้เพียงก้มหัว… ทั้งที่ในใจปวดหนึบ

จมูกยังแสบเหมือนจะร้องไห้ออกมา นี่มันน่าอับอายเกินไปจริง ๆ!

แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ทำตามคำสั่งของเจ้านายสำเร็จแล้ว

เขากลายเป็น “ศาสตราจารย์พิเศษ” ของอีธาน มีเหตุผลชอบธรรมที่จะเข้าใกล้และศึกษาภาพวาดต้องสาปพวกนั้น

ส่วนเรื่อง “ช่วยวิจัย” ให้อีธานน่ะหรือ?

เฮอะ! เด็กนักเรียนจะเสียค่าใช้จ่ายอะไรได้มากมายกันเชียว?

ตอนนั้นควีเรลล์ยังไม่รู้เลยว่า ตัวเองได้ก้าวขาเข้าไปใน “นรก” ไปแล้วข้างหนึ่ง…

ตารางสอนพิเศษ

การเรียนพิเศษกับศาสตราจารย์ควีเรลล์ ถูกกำหนดไว้ทุกค่ำหลังอาหาร

จนกว่าจะถึงเวลานั้น อีธานก็ได้มานั่งกิน “มื้อเช้าที่เลื่อนมานาน” ของตัวเองเสียที

แซนด์วิชเบคอน ไข่ดาว แตงกวา แอปเปิ้ลลูกเล็กหนึ่งลูก และนมหนึ่งแก้ว อาหารเช้าแบบครบคุณค่าทางโภชนาการ

เขายังเด็กและอยู่ในวัยกำลังโต บวกกับความลำบากที่เคยผ่านมาที่สปินเนอร์สเอนด์ ยิ่งทำให้เขาโหยหาอาหารมากเป็นพิเศษ

เขาอัดคุกกี้เล็ก ๆ เข้าไปเพิ่มอีกสองสามชิ้นเพื่อปิดท้าย ก่อนจะเอามือปิดปาก “เรอเบา ๆ” ด้วยสีหน้าแดงเรื่อจากความอิ่ม

ภาพนั้นตัดกับไมเคิลและแมนดี้ที่นั่งข้าง ๆ ซึ่งแทบกินอะไรไม่ลง ก็เพราะตอนนี้ ทุกสายตาในห้องโถงใหญ่จับจ้องมาที่อีธานอย่างแรงกล้าเกินไป!

ไมเคิลกับแมนดี้พลอยซวยไปด้วย รู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่บนตะปูแหลม ๆ  แม้จะไม่ใช่เป้าหมายหลัก แต่ก็ถูกแรงกดดันกวาดทับไปเต็ม ๆ

ทั้งคู่ได้แต่มองเพื่อนร่วมบ้านอย่างทึ่งกับความใจเย็น ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร อีธานก็ยังนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อยได้เสมอ

เขาว่ากันว่าจิตรกรนั้นไม่ได้มอง “คน” เป็น “คน”

แต่มองเป็นเพียงเส้นสายของกล้ามเนื้อและกระดูก

หรือว่า… ในสายตาของอีธาน ทุกคนก็เป็นแบบนั้น?

ไมเคิลเอนตัวมาข้าง ๆ แอบกระซิบถามด้วยความสงสัย

“อีธาน นายเห็นฉันเป็นยังไงเหรอ เวลามอง?”

อีธานเลิกคิ้ว: “ม้าแคระลากเกวียนใหญ่”

ไมเคิล: “โอ๊ย หยุด! หยุดเลย! ฉันหมายถึงภายนอกต่างหาก!”

แมนดี้ดันแว่นขึ้น พูดเสริมด้วยน้ำเสียงเรียบ: “มุมมองทางกายภาพ”

“อ๋อ..”

อีธานพยักหน้าเข้าใจ แล้วกวาดตามองไมเคิลตั้งแต่หัวจรดเท้า

ไมเคิลสะดุ้งเฮือก ยืดหลังตรงอัตโนมัติ รอคอยอย่างประหม่า

สองวินาทีผ่านไป…

อีธานส่ายหน้าเบา ๆ: “รสชาติธรรมดา”

ไมเคิล: “ห๊ะ?”

เขาชะงักไป ก่อนที่สีหน้าจะซีดเซียวและค่อย ๆ กลายเป็นสยองแทน

อีธานหันไปมองแมนดี้ต่ออย่างใจดี แล้วพูดเสียงนุ่มนวลว่า

“เธอต้องเพิ่มเนื้ออีกหน่อยนะ ไม่ค่อยมีอะไรให้เคี้ยวเลย”

แมนดี้: “......ขอบใจนะ”

พอแล้ว พอจริง ๆ

เมื่อเห็นสีหน้าลังเล อยากพูดแต่พูดไม่ออกของไมเคิล แมนดี้ก็เข้าใจทันทีว่า เจ้าโง่นี่คงไม่มีเวลามาสนใจสายตาแหลมคมราวกับหนามที่พุ่งมาจากรอบห้องอีกแล้ว

เพราะตอนนี้ เขากำลังเจอปัญหาชีวิตสำคัญกว่า…

คำพูดของอีธานที่ติดตรึงอยู่ในหัว

หลังมื้ออาหาร

อีธานก้าวออกไปพร้อมตำราที่กอดแน่น ท่ามกลางสายตาทุกคนที่เหมือนกำลังส่งเสด็จราชา

แต่ในหัวของเขากลับคิดแผน..

ไม่สิ “วิธีรับน้ำใจ” จากศาสตราจารย์ควีเรลล์ต่างหาก

ขั้นแรก ให้เขาไปหาขนยูนิคอร์นมาให้มากที่สุด เส้นหนึ่งราคาตลาดก็ราวสิบเกลเลียนเข้าไปแล้ว ถ้าต้องทอเป็นผ้าใบ ใช้กันเป็นสิบเส้น... คลังส่วนตัวของเขามีหวังร้างในพริบตา

เฮ้อ ศิลปะนี่มันแพงจริง ๆ นะ..

ไม่ว่าจะเป็น “ความชื่นชม” หรือ “ความรังเกียจ” อีธานก็พร้อมรับไว้ด้วยใจยินดีทั้งสิ้น

ถ้าใครชื่นชม นั่นหมายความว่า “แนวคิดของเขากำลังแพร่กระจายออกไป”

ถ้าใครเกลียดชัง นั่นก็ยิ่งหมายความว่า “แนวคิดของเขากำลังถูกแพร่กระจายยิ่งกว่าเดิม”

และถ้าผู้คนเริ่มไม่ชอบเขาแล้วจริง ๆ นั่นก็ย่อมหมายความว่า ความคิดและการกระทำของเขาได้ไปแตะต้อง “ผลประโยชน์” และ “จุดเจ็บปวด” ของพวกเขาเข้าอย่างจัง

ความสุข…ทวีคูณ

ในอีกด้านหนึ่ง

อีธานเป็นคนที่ใช้สมองคิดตลอดเวลา คิดถึงอนาคต คิดถึงวิชา คิดถึงภาพวาด

การใช้สมองอย่างหนักเช่นนี้ ทำให้เขาแทบไม่มีเวลามากังวลกับ “สายตา” ที่คนอื่นใช้มองเลย

ขณะที่อีธานกำลังก้าวเท้าไปเรียน จู่ ๆ ก็มีเสียงใสเย็นชาดังขึ้นจากด้านหลัง

“คุณอีธาน วินเซนต์ กรุณารอสักครู่”

อีธานหันกลับไป มองด้วยความประหลาดใจ ก็พบกับอีกหนึ่งผู้ถูกคัดเลือก เจมม่า ฟาร์ลีย์ หัวหน้านักเรียนบ้านสลิธีรินคนปัจจุบัน

หญิงสาวเรือนผมยาวสลวย บนใบหน้าขาวผ่องราวหิมะนั้น มีนัยน์ตาไร้อารมณ์คู่หนึ่งที่จ้องเขาเย็นชา

ริมฝีปากบางเผยอเล็กน้อย พลางเอื้อนเอ่ยช้า ๆ

“ฉันมีเรื่อง…จะคุยกับเธอ”

จบบทที่ บทที่ 60 และแล้ว…ชีวิตของควีเรลล์ก็พังพินาศสิ้นเชิง

คัดลอกลิงก์แล้ว