- หน้าแรก
- เปิดระบบวรยุทธ์ แค่ลงชื่อก็เทพแล้ว!
- บทที่ 300: เสาเข็มค้ำมหาสมุทร
บทที่ 300: เสาเข็มค้ำมหาสมุทร
บทที่ 300: เสาเข็มค้ำมหาสมุทร
บทที่ 300: เสาเข็มค้ำมหาสมุทร
หวังเซียวพยามก้าวออกจากถังไม้ หยดน้ำไหลผ่านผิวหนังที่แน่นตึงร่วงลงสู่พื้นจนกลายเป็นแอ่งน้ำเล็กๆ
เขาก้มลงมองร่างกายของตัวเอง แววตาฉายความตื่นเต้นที่ไม่อาจข่มไว้ได้
จากเดิมที่ผิวหนังขาวนวลและทนทาน ยามนี้กลับแฝงไว้ด้วยชั้นแสงสีทองอ่อนละมุนให้ความรู้สึกนุ่มนวลเหมือนหยกแต่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า เพียงแค่กำหมัดเบาๆ ก็สัมผัสได้ถึงพลังอันบ้าคลั่งที่พร้อมจะทำลายขุนเขาพุ่งพล่านอยู่ในร่างกาย
“ผลลัพธ์ของน้ำทิพย์ปี้ลั่วนี่มันน่าหวาดกลัวเกินไปแล้ว”
“เพียงแค่แช่ครั้งเดียว ความก้าวหน้ายังมากกว่าการใช้ทรัพยากรล้ำค่าที่รัฐมนตรีหงส่งมาให้ฝึกฝนอย่างหนักหลายวันเสียอีก”
“และนี่ ยังเป็นเพียงเวอร์ชันคุณภาพต่ำอายุสามสิบปีเท่านั้นเอง”
หวังเซียวสูดลมหายใจเข้าลึก แววตาเร่าร้อนยิ่งขึ้น: “หากเป็นแบบอายุห้าสิบปี หรือหนึ่งร้อยปี... ผลลัพธ์คงจะเหนือธรรมชาติไปเลย”
เขาหยิบผ้าแห้งมาเช็ดหยดน้ำตามตัวอย่างลวกๆ ความคิดล่องลอยกลับไปเมื่อวาน
ในช่วงเวลาเกือบสิบวันที่เขาอยู่โรงเรียนต่อนี้ ในที่สุดเขาก็ได้รับรางวัลใหญ่จากการเช็กอินต่อเนื่องอีกครั้ง
และรางวัลในครั้งนี้ ดีจนน่าตกใจ เหนือความคาดหมายของเขาไปทั้งหมด
เขาไม่เพียงแต่ได้รับวิชาลับสำหรับฝึกฝนพลังจิตโดยเฉพาะ แต่ยังได้รับตำรารับปรุงยาสองขนาน
ตำรับยาหลอมกายและตำรับยาหยกวิญญาณ
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือเขาได้รับวิธีสร้าง "น้ำทิพย์ฟ้าดินประดิษฐ์" ที่เรียกว่า ‘น้ำทิพย์ปี้ลั่ว’ มาด้วย
ในสายตาของหวังเซียว น้ำทิพย์ปี้ลั่วนี่เป็นตัวตนระดับระเบิดพลังชัดๆ
นอกจากจะใช้แช่เพื่อฝึกฝนและเร่งความก้าวหน้าของกายทองคำไม่ดับสูญได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังสามารถดื่มกินเพื่อฟื้นฟูพลังโลหิตมหาศาลได้ในพริบตา
ตอนนี้เขาเป็นนักยุทธ์ระดับหก พลังโลหิตทะลุหนึ่งแสนไปแล้ว พลังโลหิตที่มหาศาลขนาดนี้ ลำพังแค่ยาโลหิตทั่วไปไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาเต็มได้ทันท่วงที
แต่ตอนนี้เมื่อมีน้ำทิพย์ปี้ลั่ว ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เขาไม่ต้องกังวลเลยว่าระหว่างการต่อสู้จะเกิดสภาวะพลังโลหิตแห้งเหือด
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
ขอเพียงมีน้ำทิพย์ปี้ลั่ว เขาก็สามารถรักษาตัวเองให้อยู่ในสภาวะสูงสุดได้ตลอดเวลา
เรื่องนี้ความจริงแล้วน่าหวาดกลัวมาก
พลังต่อสู้ของเขาถึงระดับปรมาจารย์อยู่แล้ว ช่องว่างเดียวที่เขามีต่อปรมาจารย์คือปริมาณพลังโลหิตที่ไม่เพียงพอ แต่ตอนนี้จุดบอดนี้ถูกลบหายไปโดยสิ้นเชิง
ยิ่งไปกว่านั้น นี่หมายความว่าหากวันหน้าเขาต้องเจอศัตรูที่ต้องตัดสินตาย เขาไม่จำเป็นต้องออมมือ สามารถทุ่มสุดตัวตั้งแต่ออกกระบวนท่าแรกได้เลย
ไม่ต้องกังวลว่าพลังโลหิตจะหมด
นักยุทธ์คนอื่น เพียรพยายามฝึกฝนท่าสังหารที่สิ้นเปลืองพลังงานมหาศาลเพื่อเก็บไว้เป็นไพ่ตายสุดท้าย และจะไม่ใช้หากไม่ถึงคราวคับขัน
แต่สำหรับหวังเซียว เขาสามารถใช้ท่าเหล่านั้นมาถล่มยิงเล่นแทนการโจมตีธรรมดาได้เลย
การบุกกระหน่ำอย่างต่อเนื่องที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ ต่อให้เป็นปรมาจารย์ ก็คงต้องถูกอัดจนหนังหัวชา
ปัญหาเดียวคือ เงื่อนไขการปรุงยานั้นค่อนข้างสูง
นี่ต่างจากยาโลหิตที่เคยปรุงมาก่อน น้ำทิพย์ปี้ลั่วนี่ต้องการสมุนไพรที่มีอายุยาวนานและมีความคงตัวของตัวยาสูงมาก
ทว่ายิ่งสมุนไพรอายุเยอะ ผลลัพธ์ของยาก็ยิ่งน่ากลัว
หากเป็นเมื่อก่อน หวังเซียวคงต้องปวดหัวกับการหาสมุนไพรอยู่พักใหญ่
แต่ตอนนี้ เผ่าพันธุ์สัตว์อสูรทั้งเผ่าคือผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา
การให้พวกมันช่วยรวบรวมสมุนไพรอายุเยอะๆ เป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งนัก
เมื่อครู่เขาได้ลองใช้ของแถมจากการเช็กอินคือน้ำทิพย์ปี้ลั่วอายุสามสิบปีมาฝึกฝนหนึ่งครั้ง และผลลัพธ์นั้นเหนือความคาดหมายไปไกล
ระหว่างการฝึก เขาถึงขั้นเกิดภาพลวงตาเหมือนกำลังลอยล่อง ผิวหนังทั่วร่างเกือบจะกลายเป็นชุดหยกทองคำอย่างแท้จริง
พลังโลหิตในร่างกายถูกขัดเกลาและสกัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นสิ่งที่ควบแน่น หนักแน่น และบ้าคลั่งยิ่งขึ้น
หวังเซียวในยามนี้ รู้สึกเพียงว่าทุกตารางนิ้วทั่วร่างเต็มไปด้วยพละกำลังที่ใช้ไม่มีวันหมด
ราวกับว่าชกออกไปหนึ่งหมัด สามารถถล่มขุนเขา ตัดขาดเทือกเขา ทลายศิลา และทำลายเมืองได้
พละกำลังนั้นไร้จุดสิ้นสุด
จิตวิญญาณการต่อสู้เอง ก็ไร้จุดสิ้นสุดเช่นกัน
เขากำหมัดแน่น สัมผัสถึงพลังโลหิตที่พุ่งพล่านดั่งแม่น้ำลำคลอง มุมปากค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่มั่นใจ
“เขตทหาร... ถึงเวลาที่ฉันควรจะไปเสียที”
“แต่ก่อนหน้านั้น ต้องปรุงน้ำทิพย์ปี้ลั่วและยาหยกวิญญาณออกมาให้เรียบร้อยก่อน”
“เมื่อฉันอาศัยตัวยาช่วยให้พลังก้าวหน้าไปอีกขั้น ต่อให้ปรมาจารย์รุ่นเก๋าตัวจริงมายืนอยู่ตรงหน้า ฉันก็มีความมั่นใจที่จะสู้กันซึ่งหน้าได้สักตั้ง”
สิ้นคำพูด แววตาของเขาพลันเฉียบคมขึ้นทันที
“รอให้ฉันทะลวงสู่ระดับปรมาจารย์ได้เมื่อไหร่ ฉันจะฆ่าพวกมันเหมือนฆ่าไก่ฆ่าหมา”
เขาสัมผัสได้ว่า
สุนัขจิ้งจอกในเงามืด เริ่มจะอดทนรอไม่ไหวจนต้องกระโดดออกมาแล้ว
และสิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้ คือการติดอาวุธให้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง แล้วเมื่อพวกมันพุ่งเข้ามาฆ่า เขาจะทุบหัวพวกมันให้แหลกไปทีละตัว
ตอนนี้เขามีคุณสมบัติที่จะทำเรื่องเหล่านั้นได้แล้ว
หวังเซียวถอนสมาธิกลับมา เดินขึ้นไปยังห้องนอนชั้นสอง กดโทรศัพท์หาเซียวเชา แจ้งรายละเอียดสมุนไพรที่เขาต้องการอย่างชัดเจน
เขาไม่กังวลเรื่องความลับรั่วไหลเลย
เพราะเขานำสมุนไพรของตำรับยาทั้งสามชนิดและน้ำทิพย์มาสลับคละปนเปกันจนมั่วซั่ว ไม่มีทางที่ใครจะเดาจุดประสงค์ออก
ยิ่งไปกว่านั้น ในยาหลอมกายยังต้องใช้ส่วนประกอบจากสัตว์อสูร เช่น ดีหมี นอแรด หรือกระดูกเสือ เป็นต้น
ของพวกนี้หากให้เขาไปรวบรวมเองคงยากไม่น้อย
ตอนนี้ก็โยนให้เซียวเชาจัดการทีเดียวให้จบ
ในเมื่อสัตว์อสูรเลือกที่จะยืนข้างเขา ย่อมต้องมีการแสดงออกกันบ้างเป็นธรรมดา
หลังจากสั่งการเสร็จ หวังเซียวก็นั่งขัดสมาธิบนเตียง ศึกษาอ่านวิชาลับพลังจิตที่อยู่ในสมองอย่างละเอียด
วิชาลับที่เคี่ยวกรำพลังจิตนี้ มีชื่อว่า—
《วิชาผนึกวิญญาณปักหลักมั่น》
วิชาลับนี้ จะว่าเรียบง่ายก็เรียบง่าย จะว่ายาก ก็ยากจนถึงขีดสุด
ที่ว่าง่ายคือ หลักการฝึกนั้นเข้าใจง่ายมาก
เพียงแค่ใช้พลังจิต สร้าง "เสาเข็มค้ำมหาสมุทร" ขึ้นมาในห้วงสำนึก
ส่วนที่ยาก คือกระบวนการ
หากต้องการบรรลุขั้นสูงสุด เสาเข็มค้ำมหาสมุทรในห้วงสำนึกจะต้อง "เปลี่ยนจากนามธรรมเป็นรูปธรรม" ให้ดูสมจริงราวกับของจริง
มันยังสามารถใช้เป็นวิธีการโจมตีทางจิตรูปแบบหนึ่งได้ด้วย
นั่นหมายความว่า เสาที่สร้างขึ้นในหัว จะต้องมีรูปลักษณ์เหมือนศาสตราเทพของจริงทุกประการ
ความยากระดับนี้ สูงจนน่าตกใจ
โดยเฉพาะสำหรับหวังเซียว ภาพจำของเสาเข็มค้ำมหาสมุทรในใจเขานั้นชัดเจนดี
นั่นคืออาวุธของท่านมหาปราชญ์ (ซุนหงอคง)
หากต้องสร้างตามรูปลักษณ์นั้นจริงๆ ...
ปริมาณงานสร้างมันมหาศาลจนน่าหวาดเสียว
หวังเซียวอดไม่ได้ที่จะนวดขมับ บ่นกับตัวเองเบาๆ : “วิชาลับนี้จะสร้างอะไรก็ไม่สร้าง ดันจะให้สร้างเสาเข็มค้ำมหาสมุทร นี่กะจะให้ฉันเหนื่อยตายเลยหรือไง?”
“กระบองของพี่วานรนั่นหนักตั้งหนึ่งหมื่นสามพันห้าร้อยชั่ง...”
“มีรูปมังกรคะนองน้ำสลักบนทองคำอันแข็งแกร่ง ตรงกลางประดับด้วยหมู่ดาว ทั้งสองหัวหุ้มด้วยแผ่นทองคำ มีลวดลายละเอียดยิบที่เทพผีเห็นยังต้องขวัญผวา ด้านบนสลักลวดลายมังกรและอักขระหงส์”
“หากฉันสร้างมันออกมาได้จริงๆ ห้วงสำนึกของฉันคงไม่ใช่แค่แข็งแกร่งดุจศิลา แต่มันจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรมาสั่นคลอนได้เลย”
“การโจมตีทางจิต คลื่นเสียง หรือภาพลวงตาแบบไหน จะไปสะกิดกระบองนั่นได้แม้แต่นิดเดียว?”
“คนอื่นเห็นกระบองนั่นในหัวฉัน ไม่หัวใจวายตายก็ถือว่าใจกล้ามากแล้ว”
หวังเซียวสูดลมหายใจเข้าลึก แม้จะรู้สึกปวดหัวแต่ก็ไม่มีทางถอย
ภาพลักษณ์ของศาสตราเทพในสมองของเขาถูกกำหนดไว้แล้ว จะให้เขาไปปั้นกระบองเหล็กธรรมดาๆ ขึ้นมาแทน เขาทำไม่ได้จริงๆ
สุดท้ายเขาก็กัดฟันเอ่ยเสียงหนัก: “ฝึกตามมาตรฐานสูงสุดนี่แหละ!”
“รอให้ฉันฝึกสำเร็จเถอะ ฉันอยากจะรู้นักว่าใครจะยังใช้พลังจิตมาสั่นคลอนฉันได้อีก!”
หวังเซียวเริ่มทุ่มสุดตัว
เขาทบทวนขั้นตอนการฝึกวิชาผนึกวิญญาณปักหลักมั่นในสมองอีกครั้ง จากนั้นจึงค่อยๆ หลับตาลง
ถอนจิตกลับสู่ภายใน ปิดประสาทสัมผัสทั้งห้า จมดิ่งเข้าสู่ห้วงสำนึกอย่างสมบูรณ์
เริ่มต้นการฝึกฝนครั้งแรก