- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 791 - สัจธรรมแห่งวิถีปราชญ์
บทที่ 791 - สัจธรรมแห่งวิถีปราชญ์
บทที่ 791 - สัจธรรมแห่งวิถีปราชญ์
บทที่ 791 - สัจธรรมแห่งวิถีปราชญ์
หยางหยาเองก็เห็นได้ชัดว่าตกตะลึงกับความเกรี้ยวกราดของหลิวจิ่นเช่นกัน
ทุกคนกำลังถกเถียงประเด็นวิชาความรู้กันดีๆ เจ้าจะมาปั่นป่วนหาพระแสงอะไร?
หลิวจิ่นแสยะยิ้มเย็นชา กล่าวว่า "ใต้หล้านี้ ก็เพราะมีคนอย่างพวกเจ้ามากเกินไป ถึงได้ปล่อยปละละเลยให้ขุนนางชั่วและคหบดีเลวที่ดุร้ายดั่งเสือสาง รังแกราษฎร มองราษฎรเป็นหมูหมา แล้วยังหน้าด้านไร้ยางอาย มาบอกว่าราษฎรโง่เขลา เป็นพวกหัวหมอ ในโลกนี้ คนที่โง่ที่สุดและหัวหมอที่สุด มิใช่พวกเจ้าที่รู้แต่เขียนบทความแปดบรรทัดหรอกหรือ?"
"เจ้าว่ากระไรนะ?" หยางหยาหน้าตึง ดูเหมือนจะรู้สึกว่าถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรี
หลิวจิ่นขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน "ข้าบอกว่าเจ้ามันยิ่งกว่าสุนัข! ขนาดสุนัข เห็นคนมันยังรู้จักสนิทสนม แยกแยะดีชั่วได้ เจ้าอ้างตัวเป็นขุนนางน้ำดี อ่านตำราปราชญ์ การปกครองด้วยเมตตาธรรมและความรักราษฎรของขงจื๊อ เจ้าลืมไปแล้วรึ? ราษฎรเป็นรากฐานของเมิ่งจื่อ เจ้าก็ลืมไปแล้วรึ? ขงจื๊อก่อตั้งสำนักหรู วิชาของสำนักหรูสืบทอดมาจนปัจจุบัน ไม่ว่าจะจริงใจหรือเสแสร้ง ก็ยังรู้จักคำว่ารักราษฎร เจ้าเอะอะก็บอกว่าราษฎรหัวหมอสมควรตาย คนอย่างเจ้ายังคู่ควรเป็นศิษย์สำนักปราชญ์อยู่อีกรึ?"
"..." หยางหยาหน้าแดงก่ำ กล่าวเสียงเย็นว่า "ข้าไม่เสวนากับคนไร้หัวนอนปลายเท้า"
"ก็เจ้าไง!" หลิวจิ่นโกรธจนระงับไม่อยู่
ความขมขื่นและน้อยเนื้อต่ำใจตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาได้แต่ยิ้มสู้มาตลอด มีข้าวกิน เรื่องก็ผ่านไป
แต่ตอนนี้ เขาโกรธแล้ว
เขายอมไม่ได้ที่มีคน หลังจากที่เขาลิ้มรสความทุกข์ยากสารพัดมาแล้ว ยังมาพูดจาดูแคลนง่ายๆ ว่า 'สมน้ำหน้า'
ข้าหลิวจิ่นสมน้ำหน้าตรงไหน ข้าไปกินข้าวบ้านเจ้าหรือไง?
หลิวจิ่นตวาดลั่น "ข้าขอถามเจ้า เจ้าอ้างตัวเป็นขุนนางน้ำดี กินเบี้ยหวัดราชสำนัก เจ้าทำอะไรเพื่อแผ่นดินบ้าง?"
เสียงของเขาดังกังวานเป็นพิเศษ สะเทือนเลือนลั่นไปถึงกระเบื้องหลังคา
ทำให้ชาวบ้านในที่ดินแถวนั้น ได้ยินเสียงเอะอะ นึกว่าเกิดเรื่องร้ายแรง ต่างพากันแห่มามุงดู
หมิงหลุนถังของวิทยาลัยอักษรศาสตร์แทบจะไม่มีกำแพงกั้น ชั่วพริบตาเดียว นอกหมิงหลุนถัง ก็มีคนมามุงดูไม่น้อย
พอเห็นว่าเป็นแค่ปัญญาชนถกเถียงกัน ก็พากันโล่งอก
ฮ่องเต้หงจื้อจ้องมองหลิวจิ่น รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาคนผู้นี้อยู่บ้าง แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นใคร
จูโฮ่วเจ้าพลันนึกขึ้นได้ ร้องออกมาว่า "อุ๊ยตาย นั่นมัน..."
ฟางจี้ฟานที่อยู่ด้านข้างกระทุ้งเอวจูโฮ่วเจ้า จูโฮ่วเจ้ารีบหุบปาก ทำท่าทางเหมือนคนรอดูเรื่องสนุก แทบอยากจะเดินเข้าไปส่งมีดให้คนละเล่ม ถ้ายังไม่พอ ข้าจูโฮ่วเจ้ายังลากปืนใหญ่มาให้พวกเจ้าคนละกระบอกได้นะ
หยางหยาฟังจบ ก็กล่าวอย่างดูแคลน "ไม่ใช่บอกไปแล้วหรือ ข้าเป็นฮั่นหลิน สร้างชีวิตเพื่อปวงประชา เป็นตัวแทนของนักปราชญ์!"
"ผายลม!" หลิวจิ่นด่ากราดอย่างไม่ไว้หน้า
นี่สร้างความประทับใจที่ไม่ดีให้แก่ทุกคนจริงๆ เพราะหลิวจิ่นดูหยาบคายกว่าหยางหยามาก
"พวกเจ้าสร้างชีวิตบ้าบออะไร เป็นตัวแทนอะไร ข้าถามเจ้า ทางการจัดการกับผู้ลี้ภัยอย่างไร เจ้ารู้ไหม?"
"เรื่องนี้..." ในสมองของหยางหยา เริ่มค้นหากฎหมาย
หลิวจิ่นยิ้มเย็น "ข้าจะบอกเจ้าให้ การเป็นผู้ลี้ภัยคือโทษตาย แต่ระยะหลังนี้ ผู้ลี้ภัยมีมากขึ้นทุกวัน เพราะที่นาของพวกเขา ถูกคนยึดไปหมด ไม่มีที่ทำกิน ไม่มีบ้านคุ้มหัว ไม่มีที่ซุกหัวนอน พวกเขาจำต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย ทางการจะฆ่า ก็ฆ่าไม่หมด ดังนั้น พวกเจ้าหน้าที่จึงฉวยโอกาสนี้ ไล่จับผู้ลี้ภัยไปทั่ว ขอแค่เห็นใครเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเดินผ่าน ก็หนีไม่พ้นต้องถูกพวกมันดูถูกและทุบตี ข้าขอถามเจ้า เจ้ารู้เรื่องพวกนี้ไหม?"
"นี่เป็นเรื่องของขุนนางท้องถิ่น" หยางหยาเริ่มใจไม่ดี
"ดี" หลิวจิ่นหัวเราะเสียงดัง หัวเราะจนน่าขนลุก "งั้นข้าถามเจ้าอีก ที่หนานจื๋อลี่ เอาแค่หนานจื๋อลี่ก็ได้ หนานจื๋อลี่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เจ้ารู้ไหมว่า บนถนนหลวง ตลอดทาง มีคนนอนตายกลางทุ่งกี่คน?"
"นี่..."
"เจ็ดคน!" หลิวจิ่นขบกราม "ในจำนวนนั้นสามคน หิวตาย หิวตายไปเฉยๆ พวกเขาทำบาปกรรมอะไร ไม่เคยลักขโมย ไม่เคยปล้นจี้ ไม่เคยฝ่าฝืนคำสั่งห้ามบ้าบอของพวกเจ้า เจ้ากลับบอกว่าพวกเขาเป็นราษฎรหัวหมอ เป็นคนขี้เกียจ ฮ่าๆ ข้าจะบอกเจ้าให้ อะไรคือขี้เกียจ คนอย่างเจ้า ไปไหนมาไหนต้องนั่งเกี้ยว นี่แหละเรียกว่าขี้เกียจ คนอย่างเจ้า เสื้อผ้ามีคนส่งให้ถึงมือ ข้าวปลาป้อนถึงปาก นี่ถึงเรียกว่าขี้เกียจ คนที่หัวหมอคือเจ้า ไม่ใช่คนที่หิวตายเหล่านั้น"
หยางหยาไม่เคยถูกใครใช้วาจาเช่นนี้มาซักไซ้ไล่เลียง เขาตอบไม่ถูก ทุ่งร้างอะไร ผู้ลี้ภัยอะไร นี่เป็นเรื่องที่มีแต่ในฎีกา... แต่ว่า เรื่องพวกนี้เกี่ยวอะไรกับข้าเล่า?
"คิดว่าชาตินี้เจ้าคงไม่เคยอดอยากสินะ รู้ไหมว่า เวลาท้องมันร้อนผ่าว หิวจนไส้กิ่ว แม้แต่ดินก็ยังอดไม่ได้ต้องขุดขึ้นมากิน พอกินเข้าไป ท้องก็อืดแน่น รู้สึกเหมือนร่างกายกำลังดิ่งลงเหว เจ้าเคยลิ้มรสชาติแบบนี้ไหม?"
หลิวจิ่นร้องไห้ น้ำตาไหลพราก เขาฟูมฟาย ทุบหน้าอกตัวเองอย่างบ้าคลั่ง "พวกเจ้าทำไมถึงได้ไม่มีมโนธรรมขนาดนี้ ทำไมถึงทำเมินเฉยต่อเรื่องน่ากลัวมากมายขนาดนี้ได้ แล้วยังมาลำพองใจ หลงตัวเอง พวกเจ้ากินจนพุงปลิ้น แล้วแกล้งทำเป็นว่าโลกนี้ไม่มีความหิวโหยได้ยังไง พวกเจ้านั่งอยู่ในตึกใหญ่ที่อบอุ่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิ ทำไมถึงคิดว่าโลกนี้ไม่มีคนหนาวตายได้ พวกเจ้าทำแบบนี้ได้ยังไง พวกเจ้าเป็นถึงขุนนางราชสำนัก เป็นพ่อแม่ของราษฎร เป็นฟ้าที่ผู้คนนับไม่ถ้วนหวังพึ่งพิง แต่พวกเจ้าทำอะไร พวกเจ้ากำลังทำบ้าอะไรอยู่?"
น้ำตาของเขา ไหลอาบใบหน้าที่ขรุขระ เจ็บปวดใจจนหายใจไม่ออก กำปั้นยังคงทุบหน้าอกตัวเองอย่างแรง ร้องไห้โฮ
เขาเจ็บปวดใจจริงๆ
ทำไมถึงไม่มีใครสนใจเขา ทำไมตลอดทางที่ผ่านมา เขาเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง อดมื้อกินมื้อ สิ่งที่ได้รับ กลับเป็นความเย็นชาของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์สำนักปราชญ์และรับราชการเหล่านี้ พอไม่มีสถานะขันทีตำหนักบูรพา เขาถึงได้รู้ว่าที่แท้ในโลกนี้ คนคนหนึ่งสามารถโดดเดี่ยวอ้างว้างได้ถึงเพียงนี้ คนคนหนึ่ง สามารถตกอยู่ในความสิ้นหวังได้เพียงไร
"พวกเจ้า ทำไมถึงได้เฉยเมยปานนี้ ทำไมถึงได้ใจดำอำมหิตปานนี้ ปากก็พร่ำบ่นหลักการใหญ่โต แต่กลับมองคนอื่นเป็นหมูหมา ทำไม ทำไมพวกเจ้าถึงเป็นแบบนี้?"
หลิวจิ่นตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า หยางหยาอดไม่ได้ที่ใจจะกระตุก เขาถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เริ่มลนลาน
คนตรงหน้านี้... เหมือนคนบ้า
ฮั่นหลินจำนวนมาก กลับเงียบกริบ
ต้องยอมรับว่า หลายวันมานี้ พวกเขาอยู่ที่ซีซาน ถูกจับมาทำงานใช้แรงงาน ในใจพวกเขาย่อมมีการต่อต้าน แต่พอถูกหลิวจิ่นซักไซ้เช่นนี้ จู่ๆ... พวกเขาก็เกิดความตื่นตระหนกอย่างบอกไม่ถูก
พวกเขาเองก็ถามตัวเองว่า นั่นสิ ทำไม ทำไมตอนตัวเองทำงาน ถึงได้บ่นอุบ แต่กลับรับผลผลิตจากการทำงานหนักของคนอื่นมาเสวยสุขอย่างหน้าชื่นตาบาน สวมเสื้อผ้าไหม กินอาหารดีๆ นั่งรถนั่งม้า สูงส่งเหนือผู้คน?
"เดรฉาน!" หลิวจิ่นชี้หน้าหยางหยา
ฉับพลัน หมิงหลุนถังตกอยู่ในความเงียบสงัดราวกับป่าช้า
นี่ไม่ใช่แค่ด่าหยางหยาคนเดียว นี่คือด่ากราดทุกคน
แม้แต่ฮ่องเต้หงจื้อ ก็ยังหน้าแดง คำว่าเดรฉานนี้ เหมือนจะด่าพระองค์ด้วยไม่ใช่หรือ...
ภายในใจของฮ่องเต้หงจื้อ สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ผู้ลี้ภัยที่หลิวจิ่นพูดถึง คนที่นอนตายข้างถนน ตายอย่างไร้ญาติขาดมิตรในต่างถิ่น ฟังดูไม่เหมือนเรื่องที่แต่งขึ้นมา
หากเป็นเช่นนั้น ตนเองจะสบายใจได้หรือ?
"เจ้าด่าใคร?" หยางหยาเสียหน้า เขาโกรธจนหน้าแดง อยากจะโต้เถียง
"ด่าเจ้านั่นแหละ!" หลิวจิ่นเช็ดน้ำตา ดวงตาแดงฉาน "ด่าเจ้าไอ้สัตว์เดรฉานนั่นแหละ!"
"เจ้า... เจ้าบังอาจนัก..." หยางหยาพยายามใช้อำนาจขุนนาง ข่มหลิวจิ่น อันที่จริง เขาเริ่มกลัวแล้ว
แต่ในขณะนั้นเอง ทันใดนั้น... ด้านนอกหมิงหลุนถัง
กลุ่มชาวบ้านที่เดิมทีมามุงดูเรื่องสนุก จู่ๆ ก็มีคนร้องไห้โฮขึ้นมา "ข้า... ลูกข้า..."
ชาวบ้านผู้นี้ แทบจะเป็นลมล้มพับ เขาตะโกนอย่างเจ็บปวดรวดร้าว "ลูกของข้า ตอนหนีภัยแล้ง ก็ตายกลางทาง เดิมที... เขาน่าจะรอดได้ แต่ถ้าไม่ใช่เพราะป่วยหนัก ถ้าไม่ใช่เพราะหาคนรักษาไม่ได้ จะถึงกับแค่ป่วยครั้งเดียว ก็ตายจากไปเชียวหรือ... ลูกพ่อ..."
ผู้คนนับไม่ถ้วน ขอบตาแดงระเรื่อ
ชาวบ้าน รู้สึกซาบซึ้งที่สุด
พวกเขาก่อนจะมาซีซาน ล้วนมีอดีตที่น่าเวทนา
แม้ว่าพวกเขาจะหลุดพ้นจากความหิวโหยและความยากจนในอดีตมาได้แล้ว แต่ตอนนี้ พอถูกหลิวจิ่นร้องไห้ฟูมฟายกระตุ้นเตือน ความทรงจำอันเจ็บปวดนับไม่ถ้วนก็พรั่งพรูขึ้นมาในหัวใจ
มีคนตะโกนอย่างโกรธแค้น "ขุนนางสุนัข เจ้ายังกล้าเรียกตัวเองว่าบัณฑิต ถ้าไม่ใช่เพราะพวกขุนนางสุนัขอย่างพวกเจ้า ที่นาบ้านข้า จะถูกคหบดีชั่วยึดไปหรือ ไอ้เดรฉาน!"
มีคนตะโกนเสียงกร้าว "สร้างชีวิตเพื่อปวงประชาบ้าบออะไร เป็นตัวแทนนักปราชญ์อะไร ตอนเกิดภัยพิบัติ พวกเจ้ามุดหัวอยู่ในที่ว่าการ กินดื่มกันเหมือนเดิม พวกเราอยู่ไม่ได้ ต้องหนีตายไปทั่ว ตายไปกว่าครึ่งกลางทาง พวกเจ้าทำเมินเฉยแบบนี้ได้ยังไง ถ้าพวกเจ้ายอมทำหน้าที่ของตัวเองสักนิด จะถึงขั้นนี้ไหม?"
ผู้คนนับไม่ถ้วนโกรธแค้นและร้องไห้ ส่งเสียงด่าทอเซ็งแซ่
หยางหยามองฝูงชนที่ฮือกันเข้ามาข้างนอก ตกใจกลัวจนหน้าซีดเผือด แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น เขามองดูหลิวจิ่นที่ร้องไห้จนพูดไม่เป็นคำ มองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความเจ็บปวดแต่ละใบหน้า คนเหล่านี้อยู่ใกล้เขาเหลือเกิน กระทั่ง... ด้านหลังเขา ฮั่นหลินเหล่านั้นที่เคยยืนอยู่กับเขา ก็ค่อยๆ ถอยห่างออกไป ยืนห่างจากเขาไปมากโข
บัณฑิตคนอื่นๆ มองดูเขาอย่างเย็นชา เป็นการเยาะเย้ย สายตาที่เย็นชาเหล่านั้น สื่อถึงความดูถูกเหยียดหยามอย่างเปิดเผย ทำให้หยางหยาที่แม้จะเป็นขุนนางน้ำดี สูงส่งเพียงใด ก็หาความรู้สึกเหนือกว่าไม่เจอเลยแม้แต่น้อย
หยางหยาถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เขาอดไม่ได้ที่จะพูดว่า "เรื่องนี้ไม่ควรมาลงที่ข้า เกี่ยวอะไรกับข้า?"
เสียงร้องไห้และเสียงด่าทอยิ่งดังขึ้น
หลิวจิ่นในเวลานี้ สีหน้าดุร้าย กล่าวว่า "วันนี้ได้ฟังหลักการของท่านอาจารย์หลิว ข้าถึงได้เข้าใจ ที่แท้หนทางแห่งปราชญ์ที่แท้จริง อยู่ที่นี่ วิชาปราชญ์ที่แท้จริง ไม่ใช่การคุยโวโอ้อวดของพวกสุนัขลัทธิขงจื๊ออย่างพวกเจ้า ไม่ใช่บทความสวยหรูไร้สาระของพวกเจ้า วิชาปราชญ์ที่แท้จริง คือคนควรรู้จักเข้าใจความเจ็บปวดของผู้อื่น ควรจะเป็น 'วิถีแห่งปราชญ์ไม่ต่างจากวิถีชีวิตชาวบ้าน' คือ 'การกินการอยู่คือกฎเกณฑ์ธรรมชาติ'! ความเห็นอกเห็นใจนี้ พูดได้ตรงใจข้าเหลือเกิน ตรงใจข้าเหลือเกิน!"
หลิวจิ่นคำรามอย่างโศกเศร้า เขาไม่ลังเล คุกเข่าลงแทบเท้าหลิวเหวินซาน "ท่านอาจารย์หลิว ท่านคือปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ นับจากนี้ไป ไม่ว่าท่านจะดูถูกข้าหรือไม่ ชาตินี้ข้า ได้รับการสั่งสอนจากท่าน ก็จะถือท่านเป็นอาจารย์ วันหน้า รอข้าได้ดี จะบูชาท่านเหมือนพ่อบังเกิดเกล้า ท่านอย่ารังเกียจ รับข้าเป็นศิษย์ รับข้าไว้เถอะ"
(จบแล้ว)