เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 351 - ฟ้าถล่ม

บทที่ 351 - ฟ้าถล่ม

บทที่ 351 - ฟ้าถล่ม


บทที่ 351 - ฟ้าถล่ม

ฮ่องเต้หงจื้อจ้องมองฟางจี้ฟาน นิ่งเงียบอยู่นาน ดูเหมือนอยากจะมองหาอะไรบางอย่างจากใบหน้าของฟางจี้ฟาน

เนิ่นนาน พระองค์ถึงแค่นเสียงเย็นชาว่า "พวกเจ้าสองคนนี่มันศีลเสมอกันจริงๆ (จิ้งจอกในโพรงเดียวกัน)! วันนี้ถึงกับกล้าด่าลามปามมาถึงบนหัวเรา! เราก็อยากจะดูเหมือนกัน ที่พวกเจ้าพร่ำบอกว่ารู้ควบคู่การปฏิบัติ บอกว่าเข้าใจความทุกข์ยากของชาวบ้าน งั้นพวกเจ้าจัดระเบียบผู้ลี้ภัยไปถึงไหนแล้ว เอามาให้เราดูเดี๋ยวนี้"

ครึ่งแรกยังพอทำเนา แต่ตอนนี้... เป็นไปตามคาด ในที่สุดก็ต้องเริ่มตรวจสอบผลงานกันแล้ว

จูโฮ่วเจ้าก็ไม่ได้อยู่เฉย สบตากับฟางจี้ฟานแวบหนึ่ง

จากนั้น ทั้งสองคนต่างล้วงปึกเอกสารออกมาจากแขนเสื้อ

เยอะขนาดนี้...

เนื้อหามากมายก่ายกอง เกรงว่าคงมีเป็นแสนคำกระมัง

โทสะบนพระพักตร์ฮ่องเต้หงจื้อยังไม่จางหาย แต่พอเห็นเอกสารที่ฟางจี้ฟานและจูโฮ่วเจ้าควักออกมา ก็ถึงกับตะลึงงัน

นี่คืออะไรอีก?

"เอามา..." ฮ่องเต้หงจื้อสีหน้าเคร่งขรึม

เมื่อครู่รัชทายาทพูดจาฉะฉาน พูดได้สะใจดีนี่ ในเมื่อพวกเจ้าสะใจแล้ว ก็ดี มาดูซิว่าพวกเจ้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ซีซานกันอย่างไร ถ้างานออกมาไม่ดี แต่ชอบโวยวายตีโพยตีพาย วันนี้ถ้าไม่จัดการพวกเจ้า เราคงกลืนความแค้นนี้ไม่ลง

เวลานี้ จูโฮ่วเจ้ากลับยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า "เสด็จพ่อ แบบนี้ไม่ถูกพะย่ะค่ะ"

ฮ่องเต้หงจื้อเลิกคิ้ว "อะไรไม่ถูก?"

จูโฮ่วเจ้ากล่าวอย่างจริงจังว่า "เมื่อครู่ลูกวิพากษ์วิจารณ์เสด็จพ่อ นั่นเป็นความรู้สึกส่วนตัวของพ่อลูก! แต่เรื่องช่วยเหลือผู้ลี้ภัย เป็นหน้าที่ราชการที่เสด็จพ่อมอบหมายให้ลูก ในเมื่อเป็นราชการ เหตุใดไม่เรียกมหาบัณฑิตคณะเสนาบดีเข้าเฝ้า ร่วมกันหารือเล่าพะย่ะค่ะ?"

"..." ฮ่องเต้หงจื้อ ยอมใจเขาจริงๆ

ฟางจี้ฟานความจริงก็นับถือนิสัยไม่กลัวตายของจูโฮ่วเจ้าอยู่เหมือนกัน เวลานี้ เขาฉีกยิ้มซื่อๆ ให้ฮ่องเต้หงจื้อ หวังจะลดทอนความเกลียดชังลงบ้าง

แต่ดูเหมือนฮ่องเต้หงจื้อจะไม่สนใจเขา

นี่ก็ออกจะน่ากระอักกระอ่วนอยู่บ้าง

ฮ่องเต้หงจื้อถลึงตาใส่จูโฮ่วเจ้า แล้วตรัสว่า "เจ้าไม่กลัวขายหน้า เรายังกลัวขายหน้าเลย เอาล่ะ ตามใจเจ้า เด็กๆ เรียกมหาบัณฑิตคณะเสนาบดีเข้าเฝ้า!"

............

ณ กรมกลาโหม (ปิงปู้)

รายงานด่วนฉบับหนึ่งจากเฉวียนโจว ถูกส่งมาถึงโต๊ะทำงานของหม่าเหวินเซิง เสนาบดีกรมกลาโหม

ช่วงนี้หม่าเหวินเซิงมีความสุขมาก อย่างน้อยเรื่องการเดินเรือลงใต้ (เซี่ยซีหยาง) ก็เคาะกันลงตัวแล้ว และแน่นอนว่าต้องนำโดยกรมกลาโหมแต่เพียงผู้เดียว!

ตอนนี้กองเรือหน้าของกรมกลาโหม ออกทะเลไปได้เดือนกว่าแล้ว รอพวกเขากลับมา ยืนยันตำแหน่งตามแผนที่ทางทะเลว่าถูกต้องไม่มีผิดเพี้ยน จากนั้นก็จะเริ่มต่อเรือรบเพิ่ม ฝึกฝนกะลาสีและคนถือหางเสือเพิ่ม ถึงตอนนั้น จะเป็นการจำลองความรุ่งเรืองในสมัยจักรพรรดิเหวิน (หย่งเล่อ) ขึ้นมาอีกครั้ง!

แค่คิด หม่าเหวินเซิงก็ตื่นเต้นจนเนื้อเต้น

ไม่ว่าจะพูดอย่างไร หากการเดินเรือลงใต้กลายเป็นนโยบายหลักของชาติ สถานะของกรมกลาโหมในหกกรมย่อมสูงขึ้นตามน้ำขึ้นเรือลอย การเดินเรือต้องการเงินและเสบียงมหาศาล เงินทองเหล่านี้ย่อมต้องอยู่ในความดูแลของกรมกลาโหม ยังต้องเกณฑ์แรงงานและช่างฝีมือจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้... ล้วนหมายถึงอำนาจของกรมกลาโหมที่จะขยายใหญ่ขึ้น

ที่สำคัญที่สุดคือ เจ้าปากพระร่วงฟางจี้ฟาน ในที่สุดก็ตามองค์รัชทายาทไปอยู่ที่ซีซาน เงียบหายไปสองเดือนกว่า

ความรู้สึกนี้... ไม่เลวเลย

เมื่อก่อนเจ้านั่นพออ้าปากพูดอะไรทีไร กรมกลาโหมเป็นต้องซวยทุกที ตอนนี้ฟางจี้ฟานสงบปากสงบคำไปได้ นับเป็น... เรื่องที่น่ายินดีจริงๆ

วันนี้ เขามาทำงานตามปกติ ไม่มีอะไรทำ แต่เมื่อเสมียนคนหนึ่งวิ่งหน้าตื่นเอารายงานจากเฉวียนโจวมาส่งที่โต๊ะ...

คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันจนเป็นปม!

เห็นเพียงข้อความที่เขียนว่า "หวังชิง เจ้าเมืองเฉวียนโจวกราบทูล: เร็วๆ นี้ที่น่านน้ำภายนอก ผู้ตรวจการทางทะเลพบกะลาสีลอยคออยู่บนเศษซากเรือสำเภา คนผู้นั้นลอยคออยู่ในทะเลมาหลายวัน ผู้ตรวจการช่วยชีวิตขึ้นฝั่ง จึงทราบว่ากองเรือของกรมกลาโหม ณ ทะเลภายนอกห่างออกไปหลายร้อยลี้..."

กองเรือล่มสลาย!

รอจนหม่าเหวินเซิงอ่านรายงานจบ เขาก็ตัวสั่นเทิ้มทันที

ถึงกับเป็นกองเรือของกรมกลาโหมทั้งกองเรือ ล่มสลายลงโดยสิ้นเชิง!

พวกเขาเดินทางตามเส้นทางเดินเรือที่กำหนดไว้ มุ่งหน้าลงใต้ เดิมทีตั้งใจจะล่องไปตามชายฝั่งอาณาจักรอันหนาน แล้วไปพักที่จั้นเฉิง (จามปา)

ตามคำให้การของลูกเรือที่รอดชีวิต กองเรือของพวกเขาหลังจากออกทะเลได้ไม่กี่วัน ก็เกยตื้น เส้นทางที่ระบุไว้ในแผนที่ทางทะเลฉบับเดิมผิดพลาดโดยสิ้นเชิง เกาะที่ควรจะมีน้ำจืด กลับไม่มีน้ำจืด ทำให้ขาดแคลนน้ำจืด และแนวหินโสโครกที่ไม่ควรมี กลับปรากฏขึ้นมา

ดังนั้น เรือเดินสมุทรจึงถูกหินโสโครกเจาะทะลุ เรือสองลำเสียหายหนัก เรือที่เหลืออีกลำตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก คิดจะมุ่งหน้าไปทางตะวันตก ใช้น้ำจืดที่เหลือเพียงน้อยนิดประทังชีวิตลูกเรือไปให้ถึงเกาะแห่งหนึ่งในอาณาจักรอันหนาน แต่น่าเสียดาย...

เกาะบนแผนที่นั้นกลับไม่มีอยู่จริง ถึงตอนนี้ พวกเขาจำต้องเลือกหันหัวเรือกลับทันที

น่าเสียดาย... เห็นได้ชัดว่าสายเกินไป

ไม่ได้พักผ่อน ไม่มีน้ำจืด เสบียงบนเรือก็กินจนเกลี้ยง ในกองเรือเริ่มเกิดโรคระบาด ลูกเรือกลุ่มหนึ่งที่ไม่พอใจเริ่มก่อจลาจล นายกองพันในกองเรือถูกฆ่า ลูกเรือบางส่วนที่ภักดีต่อนายกองพันรีบหาเศษซากเรือ กระโดดลงทะเล

ลูกเรือที่โชคดีผู้นั้น อาศัยเกาะเศษไม้ลอยคออยู่ในทะเลหลายวัน กว่าผู้ตรวจการทางทะเลจะมาพบที่น่านน้ำใกล้ฝั่ง คนผู้นี้ก็ร่อแร่เต็มทีแล้ว

เจ้าเมืองเฉวียนโจวพอทราบสถานการณ์ ก็รู้ว่าเรื่องนี้ใหญ่หลวงนัก

กองเรือหนึ่งกอง ชีวิตคนหลายร้อย จมหายไปทั้งกองทัพ!

นี่เป็นเรื่องสำคัญเพียงใด

และสาเหตุของการล่มสลาย... กลับเป็นเพียงเพราะความผิดพลาดในแผนที่ทางทะเล

เกาะที่ควรจะจอดพักได้ กลับไม่มีน้ำจืด เกาะที่ควรจะปรากฏ กลับไม่ปรากฏ น่านน้ำที่ไม่น่าจะมีหินโสโครก กลับเต็มไปด้วยหินโสโครก

ท่ามกลางมหาสมุทร บนแผนที่แม้ผิดพลาดเพียงจุดเดียว ก็อาจนำความหายนะมาสู่กองเรือได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำซาก แผนที่แบบนี้ ส่งกองเรือไปตายชัดๆ

ดังนั้น จึงรีบส่งม้าเร็วแปดร้อยลี้ แจ้งข่าวมายังกรมกลาโหม

หม่าเหวินเซิงดูรายงานแล้ว เนิ่นนานยังไม่อาจสงบสติอารมณ์ได้

แผนที่และข้อมูลที่เก็บรักษาไว้ในกรมกลาโหม ถึงกับผิดพลาดเละเทะขนาดนี้

เขาถึงขั้นคิดในใจว่า หากไม่ใช่เพราะครั้งนี้มีกองเรือออกไปสำรวจก่อน เช่นนั้นผู้ที่จะต้องล่มสลายคงไม่ใช่กองเรือเล็กๆ นี้แล้ว แต่เป็น...

เหงื่อเม็ดเท่าถั่วเหลืองผุดขึ้นเต็มหน้าผาก จากนั้นหม่าเหวินเซิงก็คำรามด้วยความโกรธจัด "ตรวจสอบ ตรวจสอบให้ข้าเดี๋ยวนี้ ตอนนั้นใครเป็นคนคัดลอกแผนที่ ขุนนางทุกคนที่คัดลอก ตรวจสอบ เขียน เรียบเรียง ไม่ว่าวันนี้จะดำรงตำแหน่งอะไร หรือเกษียณกลับบ้านไปแล้ว ลากตัวมาสอบสวนให้หมด"

ปัญหาชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว

ขันทีซานเป่า (เจิ้งเหอ) อาศัยการเดินเรือลงใต้ครั้งแล้วครั้งเล่าคลำหาเส้นทาง และแผนที่ที่วาดขึ้นมา ย่อมต้องไม่มีทางผิดพลาด ไม่อย่างนั้น เจ็ดครั้งที่ลงใต้ ทำไมถึงไม่เกิดเรื่อง?

ตอนที่เก็บรักษาปิดผนึก ก็ไม่มีข้อผิดพลาด

เช่นนั้นจุดเดียวที่ผิดพลาด ย่อมต้องอยู่ที่ขั้นตอนการเก็บรักษา ปิดผนึก และคัดลอกใหม่ของกรมกลาโหม การคัดลอกใหม่ในรัชศกเฉิงฮว่า ผิดพลาดร้อยจุด ทำงานลวกๆ ถึงเพียงนี้ ผ่านมือคนตั้งมากมาย กลับไม่มีใครทักท้วงถึงปัญหา จนนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมทางทะเลครั้งใหญ่ในครั้งนี้!

ชีวิตคนหลายร้อยคนนะ แถมยังผลาญเรือเดินสมุทรทั้งหมดที่กรมกลาโหมพอจะหามาได้ไปจนหมด

และที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ ในเมื่อแผนที่และข้อมูลในตอนนี้ล้วนผิดพลาดตกหล่น เช่นนั้น... ทุกอย่างก็ต้องเริ่มคลำหากันใหม่!

แต่การเดินเรือลงใต้กระชั้นเข้ามาแล้ว นี่... ต้องเสียเวลาอีกเท่าไหร่ ต้องเปลืองแรงอีกแค่ไหน ต้องสังเวยกำลังคนและทรัพย์สินอีกเท่าไหร่

"ฟางจี้ฟานนี่มัน... ปากพระร่วงจริงๆ..." หม่าเหวินเซิงกุมหน้าอกตัวเองด่าทอด้วยความโมโห

ทำไมถึงได้พูดถูกอีกแล้วนะ?

เขาทำหน้าถมึงทึงกล่าวว่า "รื้อค้นให้พลิกฟ้า ต่อให้คนที่รับผิดชอบตอนนั้น ตอนนี้จะอยู่ในคณะเสนาบดี ก็ต้องลากตัวออกมา!"

เรื่องราวร้ายแรงถึงเพียงนี้ ความเสียหายหนักหนาสาหัส จะไม่ให้เขาปวดใจได้อย่างไร

ทันใดนั้น เขาก็หยิบรายงานขึ้นมา จ้องมองนิ่งๆ เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เพียงแต่เห็นได้ชัดว่า สีหน้าซีดเผือดอยู่นาน แววตาสับสนวูบไหว ผ่านไปครู่ใหญ่ จู่ๆ ก็กล่าวว่า "ไปคณะเสนาบดี ไปคณะเสนาบดี!"

............

หม่าเหวินเซิงไม่มีหน้าจะนั่งเกี้ยวไปที่ประตูอู่อิดเหมินแล้ว ขายหน้าไม่ไหวจริงๆ แม้คนที่ทำผิด น่าจะเป็นขุนนางกรมกลาโหมในรัชศกเฉิงฮว่า ไม่ได้เกี่ยวกับเขาโดยตรง แต่นี่ก็ถือเป็นความบกพร่องครั้งใหญ่หลวงของกรมกลาโหม

มิน่าล่ะ

มิน่าตอนที่ถกเถียงเรื่องการออกทะเล แม้เสนาบดีกรมกลาโหมคนก่อนจะสนับสนุนเต็มที่ แต่ในกรมกลาโหม กลุ่มขุนนางที่มีหลิวต้าเซี่ยเป็นแกนนำกลับคัดค้านหัวชนฝา ที่แท้...

ในนี้ยังมีเงื่อนงำเช่นนี้อยู่! คิดว่า... ตอนที่คัดลอก คงไม่มีใครเห็นแผนที่และข้อมูลเหล่านี้อยู่ในสายตา ทุกคนต่างคิดว่านโยบายห้ามออกทะเลเป็นนโยบายหลักของชาติ ต้าหมิงไม่มีทางออกทะเลอีกแล้ว ในเมื่อไม่มีทางลงใต้ได้อีก ข้อมูลและแผนที่เหล่านี้ แม้จะต้องคัดลอกและเก็บรักษาตามกฎระเบียบ แต่ก็ไม่มีใครใส่ใจ ทุกคนที่ผ่านมือ ล้วนทำงานแบบขอไปที ทุกคนต่างเห็นว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก

ทุกคนแทบอยากจะรีบๆ คัดลอกให้เสร็จๆ ไป จะได้ไปพักผ่อน

ผลก็คือ ความผิดพลาดต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ นำไปสู่หายนะทางทะเลที่น่าสะพรึงกลัว

ตอนไปถึงคณะเสนาบดี เขาหอบหายใจแฮกๆ

พวกหลิวเจี้ยน ดูเหมือนจะอยู่กันครบ

วันนี้รัชทายาทเข้าวัง พวกเขาหวังให้ฝ่าบาทและรัชทายาทได้อยู่ด้วยกันดีๆ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ขุนนางนอกอย่างพวกเขา ย่อมไม่สะดวกจะไปรบกวนเวลาพ่อลูกของฝ่าบาทและรัชทายาท

พอเห็นหม่าเหวินเซิงวิ่งหน้าตื่นเข้ามา หลิวเจี้ยนก็รู้ทันทีว่าเกิดเรื่องแล้ว

หากเป็นเรื่องทั่วไป แค่ส่งคนมาส่งจดหมายบอกกล่าวก็พอ ไฉนต้องให้หม่าเหวินเซิงมาด้วยตัวเอง

แต่พอเห็นหลิวเจี้ยน หม่าเหวินเซิงกลับทิ้งตัวลงคุกเข่าดังตุ้บ

เขา... น้ำตานองหน้า ร้องไห้โฮ

"ท่านหลิว เกิดเรื่องใหญ่แล้ว ข้าดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหม นับแต่รับตำแหน่งมา กินเงินเดือนเปล่าๆ เหมือนหมาแก่ตัวหนึ่ง รู้แต่หายใจทิ้งไปวันๆ ไม่เพียงไม่ได้ตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณ แต่กลับ... กลับก่อให้เกิดหายนะครั้งใหญ่ นี่เป็นความบกพร่องของข้าเอง..."

หัวใจของหลิวเจี้ยนกระตุกวูบ ต้องเป็นเรื่องคอขาดบาดตายแน่!

แม้แต่เซี่ยเชียนและหลี่ตงหยางที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็รีบออกมาดู เห็นหม่าเหวินเซิงในสภาพดูไม่ได้ ก็ตกใจจนหน้าถอดสี

หลิวเจี้ยนยังพอนิ่งไหว เขาตีหน้าเคร่งขรึมกล่าวว่า "เกิดเรื่องอะไร ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไร ร้องไห้คร่ำครวญจะมีประโยชน์อันใด? เจ้ากราบทูลมาก่อน"

หม่าเหวินเซิงไม่พูดพร่ำทำเพลง ยื่นรายงานขึ้นไป

หลิวเจี้ยนรับมา เปิดออกดู ขุนนางเฒ่าผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายรัชสมัยผู้นี้ สีหน้าเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

จบบทที่ บทที่ 351 - ฟ้าถล่ม

คัดลอกลิงก์แล้ว