- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 341 - กษัตริย์ทุกข์ขุนนางอัปยศ ราษฎร์ยากไร้ขุนนางอับอาย
บทที่ 341 - กษัตริย์ทุกข์ขุนนางอัปยศ ราษฎร์ยากไร้ขุนนางอับอาย
บทที่ 341 - กษัตริย์ทุกข์ขุนนางอัปยศ ราษฎร์ยากไร้ขุนนางอับอาย
บทที่ 341 - กษัตริย์ทุกข์ขุนนางอัปยศ ราษฎร์ยากไร้ขุนนางอับอาย
"..."
เซิ่นเหวินเงียบงัน
เงียบไปนานมาก
เนิ่นนานกว่าเขาจะยอมรับความจริงตรงหน้าได้
เขาพินิจมองดูบุตรชายของตนอย่างละเอียด
ลูกชายคนนี้ที่เขาไม่เคยกล้าเอ่ยถึงต่อหน้าเพื่อนขุนนาง
เวลานี้กลับดูหล่อเหลาองอาจยิ่งนัก
โดยเฉพาะเมื่อใบหน้าไร้ซึ่งความขาวซีดแบบคนขี้โรค และเพิ่มความคมเข้มขึ้นหลายส่วน
ดวงตาคู่นั้น ก็ดูมีประกายสดใสขึ้น
สรุปคือ นี่คือปัญญาชนที่ดูสง่างามและหล่อเหลาคมคายผู้หนึ่ง
ข้อนี้... เหมือนข้า!
ในแววตาของเขา เต็มไปด้วยความปลื้มปิติ!
เขาจ้องมองเซิ่นเอ้าอยู่นาน จากนั้น เขาก็สะอึกสะอื้น
ท้ายที่สุดก็ไม่อาจระงับอารมณ์ไว้ได้
"เจ้า... เจ้าไปอยู่ที่สำนักศึกษา เรียนรู้อะไรมาบ้าง?" เซิ่นเหวินยังคงพยายามปกปิดอารมณ์ที่ควบคุมไม่อยู่ของตนอย่างสุดความสามารถ
แต่อารมณ์ที่หลุดการควบคุม ก็เหมือนน้ำป่าที่ไหลบ่า พูดไปได้เพียงครึ่งเดียว น้ำตาก็ร่วงเผาะลงมา
เซิ่นเอ้าเงียบไปครู่หนึ่ง คิดอยู่พักใหญ่ถึงกล่าวว่า "เรียนรู้มาแค่สิ่งเดียวขอรับ"
สิ่งเดียว?
แต่สำหรับเซิ่นเหวินแล้ว ลูกคนนี้ เรียนรู้มามากกว่าหนึ่งอย่างแน่นอน
เขาพยายามวางมาดเข้มแบบบิดา ยกมือขึ้นลูบเคราโดยสัญชาตญาณ ใครจะรู้ว่า หนวดเครากลับเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาโดยไม่รู้ตัว "คืออะไร?"
เซิ่นเอ้าเอ่ยคำสองคำออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ความอัปยศ!"
"อะไรนะ?" เซิ่นเหวินขมวดคิ้ว คำตอบที่สั้นกระชับนี้ทำให้เขาตกตะลึงไปชั่วขณะ
ความอัปยศ...
ความอัปยศคือสิ่งใด?
มองดูสีหน้าฉงนสนเท่ห์ของบิดา เซิ่นเอ้าจึงกล่าวต่อว่า "กษัตริย์ทุกข์ขุนนางอัปยศ ราษฎร์ยากไร้ขุนนางอับอาย"
"..."
เห็นบิดายังคงไม่เอ่ยปาก เซิ่นเอ้าก็กล่าวอีกว่า "หากองค์เหนือหัวมีเรื่องทุกข์ร้อนพระทัย นั่นเป็นเพราะเหล่าขุนนางไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงรักภักดี ไม่สามารถแบ่งเบาพระราชภาระของกษัตริย์ได้ ดังนั้น นี่คือความอัปยศของขุนนาง"
"ข้อนี้พ่อรู้" เซิ่นเหวินพยักหน้าเห็นด้วย
"และราษฎรทั่วหล้า ผู้ยากไร้เข็ญใจ มีจำนวนนับไม่ถ้วน ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา ทุกข์ยากแสนเข็ญ แม่เฒ่าป่วยหนัก ก็ไม่มีเงินเจียดยามาบรรเทา วันหนึ่งกินข้าวไม่เกินสองมื้อ หิวโหยไส้กิ่ว เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ความเจ็บปวดของพวกเขา ยากจะจินตนาการได้"
"..." หลักการเหล่านี้ เซิ่นเหวินย่อมเข้าใจดี แต่เขานึกไม่ถึงว่า ลูกชายจะพูดวาจาเช่นนี้ออกมาได้
ความจริงแล้ว เซิ่นเอ้าได้รับการกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง
แม้คนที่เขาได้สัมผัส จะเป็นแค่คนอย่างจางซานปา แม้จางซานปาจะได้มาอยู่ที่ซีซาน ซึ่งพอกัดก้อนเกลือกินประทังชีวิตไปได้
แต่แรงสั่นสะเทือนในใจนี้ ไม่ใช่สิ่งที่รายการโทรทัศน์ในยุคหลังจะเปรียบเทียบได้
รายการในยุคหลัง เป็นเพียงความแตกต่างระหว่างคนจนกับคนรวย ความแตกต่างระหว่างคนจนกับคนรวย ก็แค่ชนชั้นกลางไปเยี่ยมบ้านชาวนาผู้ยากไร้เท่านั้น
แต่แรงสั่นสะเทือนที่เซิ่นเอ้าได้รับ เห็นได้ชัดว่ารุนแรงกว่านั้นมาก
เป็นครั้งแรก ที่เขายอมรับว่าจางซานปาเป็นคน พวกเขาไม่ได้โง่เขลา ไม่ได้ป่าเถื่อน และไม่ได้ต่ำต้อย
พวกเขาก็มีรัก โลภ โกรธ หลง พวกเขาก็เหมือนกับตัวเขาเอง
หลังจากได้ใช้ชีวิตคลุกคลีกันทั้งวันทั้งคืน ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจอันมหาศาลและคำถามนับไม่ถ้วนก็ก่อตัวขึ้น
พวกเขาไม่ได้โง่ แต่ทำไมพวกเขาถึงลำบากยากแค้นเพียงนี้?
พวกเขาทำงานหนักทั้งวัน แต่ทำไมยังต้องทนหิว?
ทำไมพวกเขาถึงทนรับสิ่งเหล่านี้ได้?
คนอย่างเซิ่นเอ้า ใช้เงินทองดั่งเบี้ย เพลิดเพลินกับความร่ำรวยที่หาใดเปรียบ เมื่อเขาได้สัมผัสชีวิตของจางซานปา ค่อยๆ ปรับตัว ค่อยๆ เคยชิน นานวันเข้า พอนึกย้อนกลับไปถึงอดีต เขาก็เกิดความรู้สึกร่วมอย่างลึกซึ้ง
ดังนั้นเขาจึงเริ่มสงสัย และในที่สุด เขาก็พบคำตอบ ท่านอาจารย์หวังเป็นคนบอกพวกเขา
เซิ่นเอ้าเงยหน้าขึ้น มองบิดาของตนอย่างลึกซึ้ง กล่าวว่า "พวกเขาหิวโหยหนาวเหน็บถึงเพียงนี้ ยังต้องถูกเกณฑ์แรงงาน ยังต้องรับมือกับการขูดรีดของขุนนางสารพัด เลี้ยงดูอ๋องขุนศึกขุนนางผู้ใหญ่นับไม่ถ้วน บัณฑิตมากมายอาศัยการฝากที่ดิน (เพื่อเลี่ยงภาษี) ก็มีกินมีใช้ไม่กังวลเรื่องปากท้อง เรื่องนี้สมเหตุสมผลหรือขอรับ?"
"..." เซิ่นเหวินตัวสั่น ถึงกับพูดไม่ออกจริงๆ
ตายล่ะวา นี่มันเหมือนจะ... ขุดรากถอนโคนตระกูลเซิ่นเลยไม่ใช่รึ
ตระกูลเซิ่นสืบทอดด้วยตำรา ทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาล ก็พึ่งพา... ที่ดิน...
เขาไม่กล้าคิดลึกไปกว่านี้แล้ว
เสียงของเซิ่นเอ้าค่อยๆ ดังขึ้น "นี่ไม่สมเหตุสมผล! เพราะชาวบ้านที่เสื้อผ้าไม่คุ้มกายเหล่านี้ เลี้ยงดูครอบครัวขุนนางอย่างตระกูลเซิ่นของเรานับไม่ถ้วน แต่พวกเรากลับกินเลือดกินเนื้อราษฎรอย่างสบายใจ เสพสุขอยู่บนกองเงินกองทอง ตระกูลเซิ่นมีกำแพงกั้นเพียงชั้นเดียว อีกด้านคือชาวบ้านที่หิวโหย แต่พวกเราอยู่ที่นี่ กลับใช้เงินพันตำลึงซื้อรอยยิ้ม กินดื่มอย่างสุรุ่ยสุร่ายไร้ขอบเขต"
"นี่คือความอัปยศขอรับ ท่านอาจารย์หวังบอกว่า ปัญญาชนที่แท้จริง จะละอายใจต่อสิ่งนี้ ใต้หล้าต้องการปัญญาชน ปัญญาชนได้รับการเลี้ยงดูจากราษฎร นี่ก็ไม่ผิด สิ่งเดียวที่ไม่สมเหตุสมผล ก็คือในเมื่อปัญญาชนเสพสุขจากเลือดเนื้อของราษฎรแล้ว ก็ต้องแบกรับความรับผิดชอบ!"
"ความรับผิดชอบ?" เซิ่นเหวินอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจโล่งอก!
เขาเกือบจะนึกว่าลูกชายอยากจะเอาทรัพย์สมบัติตระกูลเซิ่นไปแจกจ่ายจนหมดเสียแล้ว ถ้าเป็นแบบนั้นก็เป็นตัวล้างผลาญของแท้เลย
ในเวลานี้ น้ำเสียงของเซิ่นเอ้ากลับอ่อนลงบ้าง "ความรับผิดชอบของพวกเรา คือเรียนรู้วิชาความรู้ให้ดี นำพาชาวบ้าน มุ่งสู่ความเจริญรุ่งเรืองของแผ่นดิน ลงมือทำจริง หากสงครามมาถึง ปัญญาชนควรจับอาวุธ บุกตะลุยอยู่แนวหน้า ต้านทานศัตรู หากเกิดภัยพิบัติ ปัญญาชนควรลงไปตามคันนาท้องทุ่ง นำพาชาวบ้านหาวิธีกู้ภัย ปัญญาชนควรมองการณ์ไกลกว่าผู้อื่น มุมานะศึกษาวิทยาการและความรู้แขนงต่างๆ ในใจธำรงไว้ซึ่งมโนธรรมสำนึก ทุ่มเทปรับปรุงความเป็นอยู่ของราษฎร ปัญญาชนควรมีร่างกายที่แข็งแรง ควรมีความรู้เต็มพุง ต้องขี่ม้าเป็น ยิงธนูได้ เรื่องที่ชาวบ้านไม่เข้าใจ พวกเขาสามารถทำแทนได้ ที่พวกเขาได้เสพสุขจากเลือดเนื้อราษฎร ไม่ใช่เพื่อให้ไปใช้ชีวิตดุจคนเมามายฝันเฟื่อง แต่เพื่อตอบแทนคืนสู่ราษฎร มิฉะนั้น นี่ก็คือความอัปยศ อดีตจวบจนปัจจุบันราชวงศ์ผลัดเปลี่ยนมากี่ครั้ง ผู้คนล้วนบอกว่าเป็นเพราะทรราช แต่ครอบครัวอย่างตระกูลเซิ่น หรือจะไม่มีความรับผิดชอบและส่วนเกี่ยวข้องเลยหรือ? ไม่ ครอบครัวอย่างตระกูลเซิ่น หากฟุ้งเฟ้อไร้ขอบเขต แต่ไม่รู้เรื่องกสิกรรม ไม่รู้เรื่องการทหาร ไม่รู้วิถีแห่งเศรษฐกิจเลยสักอย่าง นี่ต่างหากที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใหญ่หลวง"
"ลูก หนึ่งเดือนมานี้ สัมผัสได้เพียงความอัปยศอย่างลึกซึ้ง ทุกครั้งที่ลูกใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ทุกเศษเสี้ยวเวลาที่เสียเปล่า ล้วนเป็นเลือดและน้ำตาของผู้อื่น คนที่แค่ได้กินมันบดสองมื้อก็พอใจแล้ว สิ่งที่พวกเขาขอ ก็แค่มีคนบอกพวกเขาว่า ควรทำอย่างไร ถึงจะทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นบ้าง ให้ชีวิตของพวกเขาสงบสุขขึ้นบ้าง แต่ทว่านับแต่อดีตมา ขุนนางมีนับไม่ถ้วน กลับหาคนที่จะไปเหลียวแลพวกเขาแทบไม่เจอ พวกเรามองคนเป็นหมูหมา มองคนเป็นผักหญ้า แต่ปากกลับพร่ำบ่นเรื่องรักราษฎร การปกครองด้วยเมตตาธรรม คนอ่านหนังสือที่จอมปลอมที่สุดในใต้หล้า ก็เป็นเช่นนี้เอง"
"เมื่อก่อนลูกทำเรื่องผิดพลาดมามาก เสพสุขกับเรื่องที่สนุกที่สุดในโลก และก็ได้ลิ้มรสความทุกข์ยากของชาวบ้านร้านตลาดมาจนสิ้น บัดนี้ ได้รับการสั่งสอนจากสำนักศึกษา นับจากนี้ไป กลับไม่สามารถหน้าด้านหน้าทนไปเสพสุขได้อีกแล้ว"
พูดถึงตรงนี้ เซิ่นเอ้าเงียบไปครู่หนึ่ง สีหน้าฉายแววละอายใจ ปากก็กล่าวต่อว่า "ตอนไปใหม่ๆ เรื่องเดียวที่ลูกคิดก็คือ เมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน เมื่อไหร่จะไม่ต้องใส่เสื้อผ้าเอง จะได้มีข้าวมารอที่ปาก ได้กินอาหารที่ดีที่สุดในโลก ได้กลับไปใส่เสื้อผ้าหรูหรางดงาม แต่ต่อมา พอลูกคิดถึงเรื่องพวกนี้อีก ในหัวก็ผุดภาพชาวบ้านที่ซีซานมากมายขึ้นมา คนเหล่านี้..."
เซิ่นเอ้ากล่าวอย่างยากลำบาก "พวกเขานับเป็นเพื่อนของลูกแล้ว ลูกกับพวกเขาเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ตอนลูกคิดว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไหร่ แล้วยังคิดว่าจะให้คนมาปรนนิบัติอย่างไร จะฟุ้งเฟ้ออย่างไร ในใจก็นึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมา แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกน่าละอาย"
"ตอนนี้ลูกเป็นบัณฑิตสำนักศาสตร์ใหม่..."
ความจริงนี่เป็นครั้งแรก ที่ลูกชายคนนี้พูดจาเยอะขนาดนี้ และยิ่งเป็นครั้งแรก ที่ลูกชายคนนี้พูดจาดูมีตรรกะเหตุผลถึงเพียงนี้!
ความจริงแล้ว คำพูดหลายประโยค เซิ่นเหวินก็ไม่ค่อยเข้าใจ
แต่ทว่า ในสายตาเขา ดูเหมือนลูกชายจะคิดได้แล้ว อย่างน้อยก็ไม่เหลวไหลเหมือนเมื่อก่อน เขาก็พอใจมากแล้ว!
ไอ้สิ่งที่ลูกพูดมา ตัวเขาไม่ต้องไปเข้าใจหรอก ขอแค่ลูกมีท่าทางแบบนี้ เขาก็พอใจแล้ว
แต่พอเซิ่นเหวินได้ยินคำว่าบัณฑิตสำนักศาสตร์ใหม่ คิ้วของเขาก็กระตุก มองเซิ่นเอ้าด้วยความตกตะลึง
ใบหน้าของเซิ่นเอ้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม กล่าวอย่างจริงจังว่า "ลูกกับเพื่อนร่วมเรียนทุกคนได้สาบานกันเงียบๆ แล้ว ว่าจะใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาจรรโลงแผ่นดิน นี่... คือมโนธรรมสำนึกที่ท่านอาจารย์หวังกล่าวถึง สิ่งที่ลูกพูด สำหรับท่านพ่อแล้ว อาจจะเป็นเรื่องน่าขัน แต่ไม่เป็นไร วันหนึ่ง ท่านพ่อจะเข้าใจ จะเข้าใจว่าบนโลกนี้ บัณฑิตคร่ำครึกลุ่มหนึ่งที่รู้แต่ท่องจำตำรา ค้นคว้าแต่วิถีปราชญ์จอมปลอม จรรโลงแผ่นดินไม่ได้ ผู้ที่จะเปิดศักราชแห่งความเจริญรุ่งเรืองได้ ต้องเป็นพวกเราเท่านั้น"
"..."
มาถึงตอนนี้ เซิ่นเหวินรู้สึกว่าย่อยข้อมูลไม่ทันแล้วจริงๆ
ลูกชายที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนผู้นี้... มีความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
แต่หลังจากนั้น เซิ่นเหวินกลับร้องไห้ออกมา สะอึกสะอื้นว่า "ความจริงแล้ว จะวิชาอะไรก็ช่างเถอะ สิ่งที่พ่อคิด อย่างอื่นไม่สำคัญ ที่สำคัญที่สุด คือเจ้าต่างหาก เจ้าจะเรียนวิชาอะไรก็ไม่สำคัญ แม้กระทั่ง เจ้าจะสอบได้ขุนนางหรือไม่ก็เป็นเรื่องรอง พ่อเห็นเจ้าเป็นแบบนี้ในตอนนี้ ก็พอใจแล้ว ฮ่าๆ... ขอแค่เจ้ายอมตั้งใจทำเรื่องสักเรื่อง ไม่ว่าเรื่องอะไร ขอแค่ไม่เหลวไหล พ่อก็สามารถบอกคนอื่นได้อย่างภาคภูมิใจแล้วว่า พ่อมีลูกชายคนหนึ่ง ชื่อเซิ่นเอ้า"
"ลูกจะสอบได้ขุนนางขอรับ" แววตาของเซิ่นเอ้าฉายแววมุ่งมั่น ใบหน้าจริงจังอย่างยิ่ง กล่าวว่า "ท่านอาจารย์หวังบอกว่า พวกเราทำงาน ต้องมีแบบแผน ต้องเรียนรู้วิถีแห่งเศรษฐกิจ (การบริหารบ้านเมือง) แต่ในเมื่อราชสำนักยังใช้การสอบแบบแปดขาคัดเลือกขุนนาง ตราบใดที่ราชสำนักยังใช้สอบแบบแปดขา เช่นนั้น... บทความแปดขาของพวกเราก็จะทำให้ดีกว่าคนอื่น"
"เพราะคนอื่นสอบแปดขา เพื่อลาภยศของตัวเอง แต่พวกเราสอบแปดขา เป็นเพียงหนทางหนึ่งของ 'รู้ควบคู่การปฏิบัติ' เท่านั้น การปฏิบัติที่ว่า คือการค้นหาวิธีแก้ปัญหาผ่านการลงมือทำ หากการทำบทความแปดขา สามารถแก้ปัญหาเรื่องยศตำแหน่ง ทำให้เราเข้าไปยืนในแถวขุนนาง เพื่อเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของผู้คนได้มากขึ้น ถ้าเช่นนั้น พวกเราก็จะทำบทความแปดขา และต้องทำให้ดีกว่าคนอื่นด้วย"
พูดพลาง เขาก็หยิบบทความฉบับหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ "สิบกว่าวันมานี้ อาจารย์หลายท่านให้หัวข้อสอบแปดขามา ให้พวกเราทำตอนเรียนภาคค่ำ นี่เป็นบทความแปดขาที่ลูกเขียน แน่นอนว่า ตอนนี้เพิ่งเริ่มต้น ยังห่างไกลจากคำว่าดีนัก แต่ว่า... ท่านพ่อลองดูได้ขอรับ"
เซิ่นเหวินมองบทความตรงหน้า ดวงตาเบิกกว้าง เขาใช้มือที่สั่นเทารับบทความมา สิ่งที่เขาแปลกใจที่สุดกลับกลายเป็นว่า ลูกชายถึงกับตั้งใจทำบทความแปดขาแล้ว
ลูกไปเจออะไรมาที่ซีซานกันแน่?
ความจริงสิ่งที่เขานึกไม่ถึงก็คือ สำหรับบัณฑิตนับไม่ถ้วนในซีซาน เรื่องที่มีความสุขที่สุดในโลก กลับกลายเป็นการได้นั่งหลังโต๊ะหนังสือเขียนบทความ เหตุผลไม่มีอะไรมาก เพราะเวลาอื่น ไม่ว่าจะถางหญ้าหรือทำนา หรือขุดคู บุกเบิกที่ดิน ตัดไม้ ล้วนยากลำบากกว่าการเขียนบทความแปดขาสิบเท่า การได้นั่งในห้องเรียนที่อบอุ่นดั่งฤดูใบไม้ผลิ หลังโต๊ะหนังสือ ได้สงบจิตสงบใจ ขบคิดโจทย์สักข้อ ที่ซีซาน ไม่ใช่การเรียนอย่างยากลำบาก แต่เป็นการเสพสุขที่หรูหราต่างหาก