เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 321 - เชิดชูเกียรติภูมิของชาติ

บทที่ 321 - เชิดชูเกียรติภูมิของชาติ

บทที่ 321 - เชิดชูเกียรติภูมิของชาติ


บทที่ 321 - เชิดชูเกียรติภูมิของชาติ

เมื่อเอ่ยถึงคุณชายหลิวผู้นี้ หม่าเหวินเซิงอดรู้สึกเสียดายแทนไม่ได้

ซื่อสัตย์น่ะซื่อสัตย์จริง แต่ทว่า... หากไม่ใช่เพราะโชคไม่ดี ก็คงเพราะสติปัญญาด้อยกว่าคนอื่นมาก สอบตกซ้ำซากไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

ท่านหลิวเจี้ยนสร้างชื่อเสียงเกรียงไกรมาทั้งชีวิต เสียอย่างเดียวที่ลูกชายไม่เอาถ่าน ลูกหลานของเหล่าบัณฑิตและเสนาบดีในคณะเสนาบดีและหกกรม อาศัยบารมีของตระกูล ต่างก็มีคนที่มีอนาคตไกลกันทั้งนั้น

แต่ท่านหลิวมีลูกชายโทนคนเดียว ดันไม่เอาไหนเสียอีก

เขามองเสิ่นเหวิน ราชบัณฑิตฮันหลินแวบหนึ่ง แล้วกล่าวว่า "เรื่องนี้ห้ามพูดให้ท่านหลิวได้ยินเด็ดขาด"

เสิ่นเหวินพยักหน้า "ให้ตีตายข้าก็ไม่กล้าพูด"

พูดจบ หม่าเหวินเซิงก็หัวเราะเยาะ "เสิ่นเหวินหนอเสิ่นเหวิน ท่านนี่มันจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์จริงๆ คนที่กล้าทำร้ายผู้บังคับบัญชาอย่างสวีจิง ตอนนี้กลับถูกถีบส่งมาให้กรมกลาโหมของข้าปวดหัวเล่น เฮอะ"

เสิ่นเหวินลูบเครา ยิ้มแล้วกล่าวว่า "เขาไม่ได้ย้ายไปอยู่กรมกลาโหมสักหน่อย ก็แค่ออกทะเล เป็นซู่จี๋ซื่อของสำนักฮันหลินเราที่ออกทะเล กรมกลาโหมของท่านก็ออกทะเลของท่าน เกี่ยวอะไรกัน? ออกทะเลน่ะดีแล้ว เจ้าเด็กนี่ออกทะเลไป ไปสุดล่าฟ้าเขียว ข้าจะได้ไม่เห็นหน้าอีก ท่านดูสิ นี่เป็นเรื่องน่ายินดีจะตาย ความจริงแล้ว... ลูกศิษย์ของฟางจี้ฟานแต่ละคนล้วนเป็นหัวกะทิ เช่นโอวหยางจื้อ เช่นถังอิน หรืออย่างหวังโส่วเหริน แต่ท่านไม่รู้อะไร ถ้าพวกเขาไม่ใช่ลูกศิษย์ของฟางจี้ฟาน พูดตามตรงนะ คนพวกนี้ต่อให้ไม่มีใครรับ ข้าก็ยังอยากได้ อยากจะเก็บคนหนุ่มมีความสามารถพวกนี้ไว้ข้างกายใจจะขาด แต่ทว่า..."

พูดถึงตรงนี้ เสิ่นเหวินก็อดทำหน้าเบี้ยวเหมือนกินยาขมไม่ได้ "เฮ้อ... ในเมื่อรู้ว่าพวกเขาเป็นลูกศิษย์ของฟางจี้ฟาน พูดตามตรง ข้า... พอเห็นหน้าพวกเขาก็ต้องรีบหลบไปให้ไกล ไม่ใช่แค่ข้า ทั้งสำนักฮันหลิน มีใครบ้างไม่ทำแบบนี้? ไม่ใช่เพราะเรื่องอื่น ไม่ใช่เพราะดูถูกพวกเขา หรือเหตุผลอื่นใด ฟางจี้ฟานผู้นี้นับว่าสร้างความดีความชอบใหญ่หลวงให้ต้าหมิง มันเทศเอย มันฝรั่งเอย เพียงพอที่จะจารึกชื่อในประวัติศาสตร์พันปี แต่ข้ารู้ก็ส่วนรู้ แต่ก็ยังกังวลอยู่ดี! ท่านหม่าย่อมรู้นิสัยข้าดี กระดูกแก่ๆ ของข้า ทนแรงกระแทกกระทั้นไม่ไหวแล้ว ก็แค่อยากอยู่อย่างสงบ ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว แม้ในสายตาของบัณฑิตรุ่นใหม่จะมองว่า... เป็นพวกอยู่ไปวันๆ (โก่วเฉี่ย)"

พูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเสิ่นเหวินก็เจือความเศร้าสร้อย "แต่ใครบ้างไม่ได้มีชีวิตอยู่ไปวันๆ? ใช้ชีวิตมาทั้งชีวิต สมัยหนุ่มยากจนข้นแค้นตั้งใจเรียน พอสอบติดมีชื่อเสียง ก็เคยฮึกเหิมลำพอง คิดว่าตัวเองแน่ คิดจะผดุงความยุติธรรม จะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องไม่เป็นธรรมในใต้หล้า แต่พอหกล้มคลุกคลาน โดนตบหน้าเข้าฉาดใหญ่ ถึงค่อยๆ รู้ซึ้งว่า ในโลกนี้ จะมีขาวมีดำชัดเจนขนาดนั้นได้ที่ไหน เรื่องราวมากมายต้องลิ้มรสทั้งเปรี้ยวหวานมันเค็ม ถึงได้รู้ว่าคนเรามีชีวิตอยู่ ก็ต้องรู้จักเอาตัวรอด ไม่รู้จักเอาตัวรอดจะได้หรือ? เจอคนไร้เหตุผลอย่างฟางจี้ฟาน ท่านไปใช้เหตุผลกับเขา เขาต่อยท่านจะทำยังไง ท่านบอกว่าเขาทำร้ายขุนนางราชสำนักไม่ได้นะ ท่านไปอ้างกฎหมายต้าหมิงกับเขา เขาจะเอามีดพาดคอแม่แก่ของท่านทันที! ตอแยไม่ได้ ตอแยไม่ได้จริงๆ ส่งลูกศิษย์ฟางจี้ฟานไปได้คนหนึ่ง ใจก็โล่งขึ้นเปลาะหนึ่ง ถ้าส่งไปได้หมดทุกคนยิ่งดี ไม่ใช่ข้าอิจฉาริษยาคนเก่ง แต่ข้าแค่อยากจะมีชีวิตสงบสุขต่อไปอีกสักไม่กี่ปี ข้าเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว"

กล่าวจบ ก็ถอนหายใจยาว!

หม่าเหวินเซิงจ้องมองเขาแล้วกล่าวว่า "ท่านเสิ่น ความห้าวหาญของท่านหายไปหมดแล้ว"

เสิ่นเหวินยิ้มอย่างจนใจ ส่ายหน้า

หม่าเหวินเซิงยิ้มขมขื่น "แล้วข้าต่างจากท่านตรงไหน? สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของคนเรา ไม่ใช่การสูญเสียความห้าวหาญ แต่คือคนเรายามเป็นเด็ก ยามวัยรุ่น ยามฉกรรจ์ ยามแก่เฒ่า ความคิดความอ่านล้วนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ความคิดที่ผุดขึ้นในวัยเด็ก พอถึงวัยรุ่นกลับรู้สึกว่าน่าขำ ปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่อยากทำในวัยฉกรรจ์ พอแก่ตัวลง กลับพบว่าความเหนื่อยยากทั้งหมดช่างน่าขัน ตอนนี้ท่านและข้าล้วนไม้ใกล้ฝั่ง พอมองย้อนกลับไป เคยพบไหมว่าตัวเองปล่อยเวลาอันมีค่าให้สูญเปล่าไปกับเรื่องไร้สาระมากมายเพียงใด"

"อย่างเช่นสวีจิง หรือฟางจี้ฟาน สิ่งที่พวกเขาพูดต้องผิดเสมอไปหรือ? ข้าว่าไม่แน่ พวกเขากล้าบอกว่าเส้นทางเดินเรือของซานเป่าไท่เจียนมีปัญหา คิดว่าคงมีหลักฐานอ้างอิง แต่ทว่า... พวกเขามีจุดยืนของพวกเขา ข้าก็ต้องเชื่อมั่นในกรมกลาโหมของข้า นี่ไม่ใช่เรื่องถูกผิด แต่เป็นเพราะข้าคือเสนาบดีกรมกลาโหม ข้าจำเป็นต้องยืนอยู่ตรงนี้ ดังนั้นข้าเข้าใจแล้ว คนเรานะ ก็ต้องดูกันไปทีละก้าว ไอ้เด็กแซ่ฟางนั่น ดูท่าจะเล็งข้าไว้แล้ว คอยจ้องจะเล่นงานข้าทุกทาง! ครั้งนี้ กรมกลาโหมต้องระบายความแค้นออกมาให้ได้ อย่าให้ซู่จี๋ซื่อตัวเล็กๆ มาดูถูกเอาได้เชียว"

ชายชราสองคนเดินเคียงข้างกัน ท่าทางเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและโรยรา ทิ้งรอยเท้าไว้ในวังหลวง

........................

ข่าวที่วังรัชทายาทจะส่งกองเรือออกทะเลในนามของซีซาน แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง

เย็นวันนี้ แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องลงบนพื้น ย้อมทุกอย่างให้เป็นสีแดงฉาน

ฟางจี้ฟานนั่งตัวตรงอยู่ในห้องโถง เขาไม่มีอารมณ์จะชื่นชมแสงยามเย็นที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง แต่กลับจ้องมองคนที่อยู่ตรงหน้าเขม็ง

เห็นเพียงลูกศิษย์ทั้งหกคนยืนเรียงหน้ากระดาน แต่ละคนมองฟางจี้ฟานอย่างเงียบงัน

อาจารย์ไม่ขยับ พวกเขาก็ไม่ขยับ

นี่คือกฎ!

ส่วนฟางจี้ฟาน ความจริงเขากำลังจ้องมองสวีจิงด้วยความซาบซึ้งใจ

ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง...

ในที่สุดฟางจี้ฟานก็เอ่ยปาก "ต้าหมิงไม่ได้ออกทะเลมานานมากแล้ว ในทะเลเต็มไปด้วยโจรสลัด คลื่นลมแรง ฟ้าผ่าพายุฝน หรือแม้แต่โรคระบาด ล้วนพรากชีวิตคนได้ทั้งนั้น"

โอวหยางจื้อ หลิวเหวินซ่าน และเจียงเฉิน สีหน้าเรียบเฉย

ถังอินกลับขอบตาแดงก่ำ เขาเป็นคนอารมณ์อ่อนไหว พอได้ยินข่าว ก็อดเป็นห่วงและอาลัยอาวรณ์ไม่ได้

ส่วนหวังโส่วเหรินมองอาจารย์ด้วยความสงสัย ราวกับพยายามตีความความหมายลึกซึ้งในทุกคำพูดของอาจารย์

สวีจิงก้มกราบลง ความจริงในใจเขารู้สึกสะเทือนใจยิ่งนัก บรรพบุรุษได้รวบรวมข้อมูลไว้มากมายมหาศาล และวันนี้ เมื่อมาถึงรุ่นของเขา ในที่สุดเขาก็มีโอกาสได้ไปเห็นด้วยตาตัวเองเสียที

ฟางจี้ฟานถอนหายใจอีกครั้ง "แต่เกิดมาเป็นคน จะกลัวความยากลำบากได้อย่างไร? ต้าหมิงเราจะสร้างยุคทอง อาศัยแค่ทำนาไม่ได้หรอก การทำนาเลี้ยงคนได้ แต่ความมั่งคั่งต้องไขว่คว้ามาจากเกลียวคลื่นหมื่นลี้ หากทุกคนกลัวคลื่นลม ไม่กล้าก้าวเดิน พวกเราจะไม่กลายเป็นคนบาปหรอกหรือ? ป๋ออัน (หวังโส่วเหริน) เคยพูดประโยคหนึ่งได้ดีมาก ว่าปัญญาชน ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ กินเบี้ยหวัดจากราษฎร หากเอาแต่อ่านตำราตายซาก ไม่ยอมลงมือทำ นี่... คือความอัปยศของปัญญาชน ดังนั้นเหิงฟู่ (สวีจิง) อาจารย์จึงเสนอชื่อเจ้า"

ร่างกายสวีจิงสั่นเทา ดวงตาแดงก่ำ

ตัวเขาอายุยังน้อย ก็ได้รับความไว้วางใจจากอาจารย์มอบหมายภารกิจใหญ่หลวงเช่นนี้... อาจารย์ช่าง...

ฟางจี้ฟานถอนหายใจอีกเฮือก "ในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหมด คนที่อาจารย์รักและห่วงใยที่สุด ก็คือเจ้านะ!"

โอวหยางจื้อ หลิวเหวินซ่าน และคนอื่นๆ ยังคงสีหน้าเรียบเฉย

ถังอินแอบปาดน้ำตา

หวังโส่วเหรินดูเหมือนจะชินชาเสียแล้ว

ฟางจี้ฟานสูดหายใจลึก กล่าวต่อ "ดังนั้นทั้งที่รู้ว่าการออกทะเล มีโอกาสรอดน้อยนิด แต่อาจารย์ก็ยังยืนกรานให้เจ้าไป นี่... ก็เพื่อต้าหมิงของเรา เพื่อราษฎรนับหมื่นนับพัน เพื่อที่ว่าในวันหน้า เมื่ออาลักษณ์บันทึกเหตุการณ์ในวันนี้ พวกเขาจะบอกกับลูกหลานของเราว่า ในขณะที่คนนับหมื่นนับพันใช้ชีวิตไปวันๆ คนนับหมื่นนับพันมัวแต่พูดเรื่องลมเหนือแสงใต้ พูดเรื่องจิตใจ แต่ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่ง พวกเขาฝ่าคลื่นลม ความกล้าหาญและสติปัญญาของพวกเขา จะเปิดโลกใบใหม่..."

สวีจิงได้ยินถึงตรงนี้ ก็ตื่นเต้นจนตัวสั่น

เวลานี้ ฟางจี้ฟานลุกขึ้นยืน เอามือไพล่หลัง กล่าวต่อ "ความจริงอาจารย์ก็อยากจะไปออกทะเลพร้อมกับเจ้า อาจารย์แทบอยากจะไปเห็นโลกภายนอกด้วยตาตัวเองเสียด้วยซ้ำ แต่อาจารย์ก็ยังตัดสินใจให้เจ้าไป..."

ได้ยินถึงตรงนี้ สวีจิงก็พูดขึ้นในที่สุด "อาจารย์... ท่านไม่ต้องพูดแล้ว ศิษย์เข้าใจ อาจารย์ยังมีภารกิจสำคัญกว่า ศิษย์จะ..."

ฟางจี้ฟานมองเขาอย่างแปลกใจ "ความจริงอาจารย์อยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำหรอก อาจารย์เป็นคนพูดตรงไปตรงมา ยึดถือความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง ที่อาจารย์ให้เจ้าไป ก็เพราะอาจารย์... รักตัวกลัวตาย!"

ฟางจี้ฟานไม่ชอบโกหก โดยรวมแล้ว เขาเป็นคนจริงใจ...

"..." บรรยากาศเงียบกริบลงอีกครั้ง!

ฟางจี้ฟานถอนใจ "พออาจารย์นึกถึงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ คลื่นลมโหมกระหน่ำ ก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัว คิดไปคิดมา ให้เจ้าไปน่ะเหมาะสมที่สุดแล้ว..."

"อาจารย์ ท่านอย่าล้อเล่นสิ... ท่านพูดอีก ศิษย์จะร้องไห้แล้วนะขอรับ" สวีจิงเช็ดน้ำตา

ดวงตาของฟางจี้ฟานฉายแววประหลาดใจ มองสวีจิงแวบหนึ่ง ตบไหล่เขา "เจ้าวางใจเถอะ หากเจ้าต้องเป็นอาหารปลา นับจากนี้ไป พ่อแม่ของเจ้าจะมีลูกชายเพิ่มอีกห้าคน ข้าจะให้พวกป๋ออันช่วยเลี้ยงดูส่งเสียยามแก่เฒ่า ให้เจ้าหมดห่วง เจ้าไม่ต้องกลัว แม้คนนับหมื่นขวางหน้า ข้าก็จะไป ต้าหมิงเรามีลูกผู้ชายอกสามศอกที่ไม่กลัวตายมากมายถมเถ เจ้าแค่ต้องรู้ว่า การไปครั้งนี้ เพื่อเชิดชูเกียรติภูมิของชาติเรา!"

สวีจิงอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับสะอื้นจนพูดไม่ออก น้ำตาไหลพราก ในที่สุดก็เค้นเสียงออกมาได้อย่างยากลำบาก "ศิษย์น้อมรับคำสั่งอาจารย์ ย่อมจะละวางความเป็นความตายไว้เบื้องหลัง"

"ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ นับจากนี้ไป อาจารย์จะรักและห่วงใยเจ้าที่สุดจริงๆ แล้วนะ"

............

ฎีกาฉบับหนึ่งถูกวางไว้บนโต๊ะทรงงานของฮ่องเต้หงจื้อ

เป็นฎีกาของฟางจี้ฟาน เหล่าเสนาบดีในคณะเสนาบดีได้อ่านแล้ว แต่ทว่า... ไม่มีการร่างความเห็นแนบท้าย (เพี่ยวหนี่)

สาเหตุที่ไม่มีการร่างความเห็นแนบท้าย ก็เพราะไม่รู้จะเขียนอะไรลงไปดี

ฟางจี้ฟานทูลว่า องค์รัชทายาทได้ปรึกษากับเขา เริ่มคัดเลือกบุคลากร และเกณฑ์เรือของราษฎร เตรียมจะออกทะเลในเร็ววันนี้

เพียงแต่ ในเมื่อจะออกทะเล ก็ควรจะตั้งชื่อกองเรือให้เกริกไกรเสียหน่อย จึงขอให้ฝ่าบาททรงตัดสินพระทัย พระราชทานชื่อเรือ

เซี่ยเชียนเห็นฎีกาฉบับนี้ กวาดตามองแวบเดียว ก็โยนฎีกาทิ้งไปข้างๆ 'ไอ้บ้าเอ๊ย เจ้าจะออกทะเลก็ออกไปสิ เรือผุๆ ไม่กี่ลำ ยังจะให้ฮ่องเต้พระราชทานชื่ออีก? เจ้าฟางจี้ฟานนี่ว่างงานขนาดไหนกันนะ' เขาไม่มีเวลามานั่งร่างความเห็น จึงส่งตรงไปถวายฮ่องเต้เลย

ฮ่องเต้หงจื้อดูฎีกาแล้วทำหน้าประหลาด แล้วมองดูหลิวเจี้ยนที่นั่งคุกเข่าอยู่ด้านหนึ่ง และมองเซี่ยเชียนกับหลี่ตงหยางที่อยู่อีกด้าน "ฟางจี้ฟาน ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ไปหน่อยกระมัง?"

..................

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 321 - เชิดชูเกียรติภูมิของชาติ

คัดลอกลิงก์แล้ว