- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 311 - หอมอร่อยจริงๆ
บทที่ 311 - หอมอร่อยจริงๆ
บทที่ 311 - หอมอร่อยจริงๆ
บทที่ 311 - หอมอร่อยจริงๆ
ตอนที่ฮ่องเต้หงจื้อจะลุกขึ้นยืน พระองค์รู้สึกเหมือนเอวจะขาดออกจากกัน
ตอนก้มหน้าก้มตาเก็บมันฝรั่งยังไม่รู้สึกอะไร แต่พอลุกขึ้นยืน แม้จะมีขันทีคอยประคอง แต่โลกทั้งใบก็หมุนติ้ว เซียวจิ้งตาไวรีบเข้าไปประคองฮ่องเต้หงจื้อไว้ทันที พระองค์ถึงทรงตัวอยู่ได้
ฮ่องเต้หงจื้อหายใจเข้าลึกๆ มองซ้ายมองขวา ตรัสถาม "สามสิบสามตั้น?"
"ขอแสดงความยินดีกับฝ่าบาท สามสิบสามตั้น นี่คือนิมิตหมายอันเป็นมงคลจากสวรรค์ บรรพชนราชวงศ์หมิงทรงเปี่ยมบารมี ราษฎรทั่วหล้าโชคดีแล้วพะยะค่ะ"
เซียวจิ้งคุกเข่าลงบนพื้นโคลน บีบน้ำตาออกมาอย่างสุดความสามารถ
ฮ่องเต้หงจื้อคร้านจะสนใจเขา หันไปมองฟางจี้ฟานด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง "เราไม่หนุ่มแล้วสินะ รู้สึกเหมือนเอวจะหักเสียให้ได้ แต่พอได้ขุดเสบียงมากมายขนาดนี้ออกมาจากดิน ในใจก็รู้สึกปลื้มปิติยิ่งนัก พวกเจ้า... คือเสาหลักของต้าหมิงจริงๆ ของสิ่งนี้กินอย่างไร?"
เหล่าทหารต่างยืดอกอย่างภาคภูมิใจ แต่สายตาก็หันไปมองฟางจี้ฟานเป็นตาเดียว
ฟางจี้ฟานทูล "มิสู้... ลองชิมดูสักหน่อยไหมพะยะค่ะ?"
"แน่นอนว่าต้องชิม!" ฮ่องเต้หงจื้อหัวเราะลั่น
จูโฮ่วเจ้าขยิบตาให้ฟางจี้ฟาน แต่ฟางจี้ฟานแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น
คณะเดินทางรีบกลับมาที่กองพัน ฮ่องเต้หงจื้อประทับนั่ง ตรัสกับทุกคนว่า "นั่งลงเถอะ เราเหนื่อยแล้ว คิดว่าพวกท่านก็คงเหนื่อยเหมือนกัน"
เหล่าขันทีรีบยกเก้าอี้เข้ามา ทุกคนทยอยกันนั่งลง ฮ่องเต้หงจื้อดูสนอกสนใจเป็นอย่างยิ่ง ส่วนมันฝรั่งที่เก็บเกี่ยวมาได้ ก็มีคนนำไปปรุงที่โรงอาหารเรียบร้อยแล้ว
วิธีทำมันบดนั้นง่ายมาก นำไปนึ่งในหม้อให้สุก จากนั้นเหยาะน้ำมันงาและเกลือเล็กน้อย บดให้ละเอียดเข้ากัน ก็เป็นอันเสร็จพิธี
แม้จะเป็นอาหารหลัก แต่ก็ควรมีหน้าตาของอาหารหลัก จูโฮ่วเจ้าดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ ดึงตัวขันทีคนหนึ่งมา กระซิบสั่งความสองสามประโยค ขันทีผู้นั้นก็รีบวิ่งออกไป
ฮ่องเต้หงจื้อไม่ได้สนใจจูโฮ่วเจ้า ความจริงแล้วในใจพระองค์ยังตุ้มๆ ต่อมๆ ผลผลิตสูงขนาดนี้ เทียบกับมันเทศแล้วถือว่าสูสีไม่แพ้กันเลย
แต่ของสิ่งนี้ มันกินได้จริงหรือ?
อร่อยไหม?
ชาวบ้านจะยอมกินหรือเปล่า?
คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในพระทัย
ชั่วขณะนั้น อารมณ์ความรู้สึกช่างซับซ้อนยากบรรยาย
เมื่อทุกคนเห็นฮ่องเต้หงจื้อไม่มีอารมณ์จะตรัสสิ่งใด ย่อมไม่กล้าทำตัวเสียมารยาท ต่างคนต่างจมอยู่ในความคิดของตน เงียบกริบไร้เสียง
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม มันบดจานแล้วจานเล่าก็ถูกยกเข้ามา ทุกคนจ้องมองอาหารในจานตาเป็นมัน... ไอ้เจ้านี่ หน้าตาเหมือนแป้งเปียก...
เซียวจิ้งยกมันบดจานหนึ่งมาถวายด้วยตัวเอง ฮ่องเต้หงจื้อก้มมอง ของสิ่งนี้... กินได้จริงๆ รึ?
พระองค์ลังเล กำลังจะยกตะเกียบขึ้น
ทันใดนั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น "เสด็จพ่อ..."
ฮ่องเต้หงจื้อเงยพระพักตร์ขึ้น
เห็นจูโฮ่วเจ้ากล่าวด้วยรอยยิ้มทะเล้นว่า "ก่อนจะเสวยมันบดจานนี้ ต้องมีโจ๊กเรียกน้ำย่อยก่อนถึงจะดีพะยะค่ะ"
ฮ่องเต้หงจื้ออดขำไม่ได้ "ยังมีพิธีรีตองแบบนี้ด้วยหรือ?"
จูโฮ่วเจ้าตีหน้าขรึม "ลูกกับฟางจี้ฟาน เป็นคนพิถีพิถันพะยะค่ะ"
ฟางจี้ฟานพูดไม่ออก เขาสงสัยว่าจูโฮ่วเจ้ากำลังวางแผนเล่นงานเขาอยู่หรือเปล่า
จากนั้นจูโฮ่วเจ้าก็เดินออกไปนอกห้องโถง หิ้วถังโจ๊กเข้ามาด้วยตัวเอง
โจ๊กถังนี้ คือสิ่งที่พระองค์สั่งให้ขันทีน้อยไปเตรียมมาเมื่อครู่นี้เอง
ต่อมา พระองค์สั่งคนให้นำชามมา ใช้กระบวยไม้ตักโจ๊กทีละชาม แจกจ่ายให้กับกษัตริย์และขุนนางทุกคนที่นั่งอยู่
"นี่คือสิ่งใด?"
มองดู 'โจ๊กข้าวฟ่างเหลือง' ที่แทบจะทนดูไม่ได้นี้ ฮ่องเต้หงจื้อก็งุนงง นี่คือโจ๊กหรือ? ในโจ๊กแทบไม่มีข้าวอยู่เลย แถมส่วนใหญ่ยังเป็นข้าวหักสีเหลืองอ๋อย ไม่มีกลิ่นหอมของข้าว น้ำโจ๊กใสแจ๋ว ด้านบนยังมีสิ่งเจือปนลอยฟ่องอยู่
"เสด็จพ่อ นี่คือโจ๊กข้าวฟ่างเหลืองพะยะค่ะ!" จูโฮ่วเจ้าตอบตามตรง
ฮ่องเต้หงจื้อแค่นเสียง "เจ้าคิดว่าเราไม่เคยเห็นโจ๊กข้าวฟ่างเหลืองหรือไร?"
ใช่สิ ฮ่องเต้หงจื้อเคยสัมผัสชีวิตชาวบ้าน เคยลองชิมโจ๊กข้าวฟ่างเหลืองมาแล้ว รสชาติแม้จะไม่อร่อยล้ำ แต่ก็ไม่ถึงกับกลืนไม่ลง แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไร พระองค์ก็นึกเชื่อมโยงโจ๊กตรงหน้า กับโจ๊กข้าวฟ่างเหลืองที่เคยเสวยในวังไม่ออกเลย
จูโฮ่วเจ้าทำหน้าจริงจัง "เสด็จพ่อย่อมรู้อยู่แล้วว่าโจ๊กข้าวฟ่างเหลืองเป็นอย่างไร แต่ลูกรู้ว่า เสด็จพ่อต้องไม่รู้แน่ว่าโจ๊กข้าวฟ่างเหลืองที่ชาวบ้านตาดำๆ กินกันจริงๆ นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร เสด็จพ่ออยากสัมผัสความทุกข์ยากของชาวบ้านในวัง เพียงแค่มีรับสั่ง ห้องเครื่องย่อมจัดเตรียมมาถวายอย่างสุดความสามารถ แต่พวกเขาจะทำโจ๊กข้าวฟ่างเหลืองอย่างไรล่ะ? คิดดูแล้ว ก็คงคัดเลือกข้าวฟ่างเหลืองที่ดีที่สุด เมล็ดอวบอ้วน ทุกเมล็ดผ่านการคัดสรรอย่างดี จากนั้นก็ซาวข้าวจะสะอาดเอี่ยมอ่อง ล้างสิ่งเจือปนออกจนหมด ใช้ฟืนไฟอ่อนๆ เคี่ยวอยู่นานหลายชั่วยาม เผลอๆ อาจจะเติมน้ำผึ้ง หรือน้ำตาลลงไป ดีไม่ดี อาจจะเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงให้เสด็จพ่ออีกต่างหาก"
จูโฮ่วเจ้ามองฮ่องเต้หงจื้อด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย ก่อนจะกล่าวทิ้งท้าย "เสด็จพ่อ ลูกพูดไม่ผิดใช่ไหมพะยะค่ะ"
"..." ฮ่องเต้หงจื้อรู้สึกเหมือนโดนใครบางคนตบหน้าฉาดใหญ่ หน้าชาและเจ็บแสบ
แต่ทว่า... พระองค์ชำเลืองมองเซียวจิ้ง เซียวจิ้งยืนตัวงอ ก้มหน้าต่ำ
ฮ่องเต้หงจื้อเข้าใจทุกอย่างแล้ว พระองค์เพียงลูบโต๊ะ เงียบกริบไม่ตรัสอันใด
จูโฮ่วเจ้ากล่าวต่อ "เหล่าฟาง... เอ้ย ซินเจี้ยนป๋อฟางจี้ฟาน เคยเล่าเรื่องตลกให้ลูกฟังเรื่องหนึ่ง บอกว่าชาวนาผู้โง่เขลา จินตนาการถึงฮ่องเต้เฒ่าในวังต้องห้าม..."
ฟางจี้ฟานสะดุ้งเฮือก รีบแย้งทันควัน "องค์ชาย อย่าตรัสเหลวไหล กระหม่อมไม่เคยพูดว่าฮ่องเต้เฒ่า กระหม่อมพูดว่า ชาวนาจินตนาการถึงองค์พระจักรพรรดิผู้อริยยศในวังต้องห้าม... คือองค์พระจักรพรรดิ ไม่ใช่ฮ่องเต้เฒ่า!"
จูโฮ่วเจ้าหัวเราะแห้งๆ "ได้ๆๆ เอาเป็นองค์พระจักรพรรดิเฒ่าก็แล้วกัน ชาวนาผู้นั้นคิดว่า องค์พระจักรพรรดิพระองค์ท่านจะทำนาอย่างไรหนอ? เวลาพระองค์ท่านไถนา ต้องใช้หาบทองคำ หรือจอบทองคำแน่ๆ เลย"
สิ้นคำพูดนี้ ฮ่องเต้หงจื้อตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดขำออกมา
หลิวเจี้ยนและคนอื่นๆ ก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย
ชาวนาไม่รู้หนังสือ เรื่องตลกเช่นนี้ ย่อมมีความเป็นไปได้
จูโฮ่วเจ้ากล่าวต่อ "แต่ทว่า... เสด็จพ่อ... ลูกเป็นคนตรงไปตรงมา ขอกราบทูลตามตรง ชาวนาผู้นั้นโง่เขลา เสด็จพ่อมิใช่ก็โง่เขลาด้วยหรือ? ชาวนาไม่รู้ว่าเสด็จพ่ออยู่ในวังไม่ต้องทำนา ส่วนเสด็จพ่ออยู่ในวัง ความทุกข์ยากของราษฎรที่ทรงจินตนาการ ก็คงไม่ต่างกันกระมัง? ยกตัวอย่างโจ๊กข้าวฟ่างเหลืองถ้วยนี้ ลูกขอกราบทูลอย่างไม่เกรงใจ โจ๊กข้าวฟ่างเหลืองที่เสด็จพ่อเสวย กับโจ๊กข้าวฟ่างเหลืองที่ชาวนาซดกัน ชื่อแม้จะเหมือนกัน แต่ความจริงมันคือของสองสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เหมือนกับน้ำแกงโสมในสำนักเครื่องต้นของเสด็จพ่อ กับน้ำแกงโสมที่ชาวบ้านกิน ก็แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว"
"เสด็จพ่อมักจะบอกให้ลูกสัมผัสความทุกข์ยากของชาวบ้าน ให้เข้าใจความขมขื่นของราษฎรไม่ใช่หรือ?" จูโฮ่วเจ้าพูดมาถึงตรงนี้ ก็ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ "ลูกสัมผัสมาแล้ว โจ๊กข้าวฟ่างเหลืองก็ซดมาแล้ว นี่คือโจ๊กข้าวฟ่างเหลืองที่เป็นอาหารประทังชีวิตของชาวบ้านร้านตลาดจริงๆ เสด็จพ่อลองชิมดูบ้างสิพะยะค่ะ"
"..."
ฮ่องเต้หงจื้อไม่ตรัสตอบ พระองค์ปั้นหน้าขรึม ก้มลงมองโจ๊กข้าวฟ่างเหลืองตรงหน้าอย่างตั้งใจ
วาจาของจูโฮ่วเจ้าแม้จะบาดหู แต่เจ้าเด็กคนนี้ ดูเหมือนจะเป็นคนแบบนี้มาตลอด
แต่มาพูดต่อหน้าขุนนางมากมายขนาดนี้ ดูจะเกินไปหน่อย
ทว่า... ฮ่องเต้หงจื้อกลับไม่คิดจะตำหนิเขา เพราะสิ่งที่เจ้าเด็กนี่พูดมา มันมีเหตุผลจริงๆ
ดูท่า... นี่คงเป็นความผิดของเราเอง เราเองก็มีความบกพร่องในการตรวจสอบ
พระองค์ยิ้มบางๆ "ดี งั้นเราจะลองชิมโจ๊กข้าวฟ่างเหลืองของจริงถ้วยนี้ดู"
ตรัสจบ พระองค์ก็ยกชามโจ๊กขึ้น ใช้ช้อนเงินตักขึ้นมาจิบเบาๆ เพียงคำเดียว คิ้วก็ขมวดเข้าหากันทันที
กลิ่นเหม็นบูดพุ่งพล่านไปทั่วต่อมรับรส กระจายไปทั่วปากอย่างรวดเร็ว รสชาตินี้ น้ำใสโจ๋งเจ๋งแบบนี้ อย่าว่าแต่ไม่อร่อยเลย มันกลืนแทบไม่ลงคอ
พระองค์เหลือบตาขึ้นมองเล็กน้อย เห็นจูโฮ่วเจ้าทำหน้าตาคาดหวัง ราวกับรอคอยให้พระองค์ซดโจ๊กถ้วยนี้ให้หมด
นี่...
ฮ่องเต้หงจื้อคิดในใจ มีเหตุผลก็ส่วนมีเหตุผล รัชทายาทดูสุขุมขึ้นกว่าแต่ก่อน เข้าใจความทุกข์ยากของราษฎร ข้อนี้ก็น่าปลื้มใจอยู่หรอก แต่ทำไมต้องทำท่าเหมือนอยากเห็นเราขายหน้าขนาดนั้น? นี่... ไม่ใช่ปัญหาเรื่องเหตุผลแล้ว แต่เป็น... ปัญหาเรื่องทัศนคติ
นี่ยังใช่ลูกไหมเนี่ย?
ข่มกลั้นไฟโกรธในอก ฮ่องเต้หงจื้อยังคงรักษารอยยิ้มไว้! ต้องใจเย็นเข้าไว้ ไม่จำเป็นต้องถือสาหาความกับมัน วันนี้เป็นวันดี ควรจะดีใจสิ
โจ๊กหนึ่งชาม ถูกกระดกจนหมดด้วยท่าทางแทบจะบีบจมูกกิน กลืนยากเหลือเกิน รสชาติแย่กว่ายาต้มเสียอีก
หลิวเจี้ยนและคนอื่นๆ เห็นฝ่าบาทซดโจ๊กข้าวฟ่างเหลืองจนเกลี้ยงชามในรวดเดียว ใครจะกล้าไม่กิน? ต่างคนต่างยกชามโจ๊กขึ้นอย่างว่าง่าย เพียงแต่...
แค่ซดคำแรก ก็อยากจะกลั้นใจตาย
ในบรรดาพวกเขา ต่อให้เป็นคนที่มาจากครอบครัวยากจนที่สุด ก็ยังถือเป็นครอบครัวฐานะปานกลาง ไม่อย่างนั้นคงไม่มีปัญญาส่งเสียให้เรียนหนังสือจนสอบติดจอหงวนได้ ขุนนางหลายคนเคยถวายฎีกา พรรณนาว่าตนเองยากจนข้นแค้น ชาติกำเนิดต้อยต่ำต่างๆ นานา แต่ในความเป็นจริง ชีวิตที่พวกเขาเรียกว่าลำบากแสนเข็ญนั้น ก็ยังมีข้าวขาวกินครบสามมื้อ มีเนื้อสัตว์ให้กินบ้างเป็นครั้งคราว
แต่โจ๊กข้าวฟ่างเหลืองถ้วยนี้ เมื่อเทียบกับอาหารที่จืดชืดที่สุดของพวกเขา มันคืออาหารหมูชัดๆ
เสิ่นเหวินฟื้นขึ้นมานานแล้ว เขาพบว่าชีวิตช่างน่าเศร้า ต้องมาทนทุกข์ทรมานรอบสอง โจ๊กข้าวฟ่างเหลืองถ้วยนี้กินไปได้ครึ่งเดียวก็แทบจะอาเจียนออกมา แต่เขาไหนเลยจะกล้าเสียกิริยาต่อหน้าพระพักตร์ ได้แต่กัดฟันอาศัยพลังใจอันแข็งแกร่งฝืนกลืนลงไป
รสชาติน้ำข้าวบูดตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย... หน้าเขาเขียวคล้ำ ราวกับหลวงจีนวัดเส้าหลินที่กำลังฝึกวิชาระฆังทองคุ้มกาย สองมือกำหมัดแน่น เกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วน ขาดแค่ออกเสียง 'ฮึบ' เพื่อแสดงแสนยานุภาพแห่งกังฟูจีนเท่านั้น!
ความทุกข์ยากของราษฎร วันนี้... ฮ่องเต้หงจื้อได้ประจักษ์แจ้งแก่ใจแล้วจริงๆ แต่ก่อนเห็นพวกหวังเอ้อร์ บ้านช่องว่างเปล่า ก็คิดว่าทุกข์ ต่อมาได้ยินโอวหยางจื้อบอกว่าทหารและราษฎรเหลียวตงทุกข์ ฮ่องเต้หงจื้อก็รู้สึกทุกข์ ราวกับว่าตนเองเข้าใจความรู้สึกนั้นแล้ว
แต่วันนี้ โจ๊กข้าวฟ่างเหลืองถ้วยนี้สิ คือความทุกข์ที่แท้จริง
"เชิญฝ่าบาทเสวยมันฝรั่งพะยะค่ะ"
ฟางจี้ฟานเห็นกษัตริย์และขุนนางหน้าตาบอกบุญไม่รับ ก็รู้สึกผิดในใจ องค์รัชทายาทช่างลึกซึ้งจริงๆ เอาวิธีที่ข้าใช้จัดการพระองค์ มาใช้จัดการพ่อตัวเอง เจ้านี่... ช้าเร็วต้องหาเรื่องตายใส่ตัวสักวัน ฟางจี้ฟานคิดว่าต้องเตือนตัวเองให้รีบขีดเส้นแบ่งเขตแดนกับเจ้าคนชอบรนหาที่ตายคนนี้ให้ชัดเจนจะดีกว่า
เวลานี้ ฮ่องเต้หงจื้อสูดหายใจลึก ใช้ช้อนเงินตักมันบดขึ้นมาคำหนึ่ง
พอมันบดเข้าปาก ฮ่องเต้หงจื้อก็รู้สึกถึงรสชาติบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก
ฮ่องเต้หงจื้อเคี้ยวช้าๆ ละเลียดรสชาติ นี่มันรสชาติอะไรกันนะ?
จะบรรยายออกมาอย่างไรดี?
สุดท้าย ในสมองของพระองค์ก็ผุดความคิดหนึ่งขึ้นมา "หอมอร่อยจริงๆ!" (จบแล้ว)