- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 261 - ราชโองการเรียกตัว
บทที่ 261 - ราชโองการเรียกตัว
บทที่ 261 - ราชโองการเรียกตัว
บทที่ 261 - ราชโองการเรียกตัว
หวัง... โส่ว... เหริน...
สามพยางค์นี้หลุดออกมาจากปากของจูโฮ่วเจาท์
หยางติงเหอมึนงงไปหมด
หวังโส่วเหรินคือใคร?
ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน
แต่ด้านหลังเขา ร่างกายของหวังหัวกลับสั่นเทา
ตอนที่ไล่หวังโส่วเหรินออกจากบ้าน ก็หวังว่าเขาจะสำนึกผิด รู้ตัวว่าทำผิด! แต่หวังหัวก็เป็นพ่อ หวังโส่วเหรินเป็นลูกชาย ไม่ว่าจะอย่างไร หวังโส่วเหรินก็คือแก้วตาดวงใจของเขา
แต่ว่า... ได้ยินว่าเจ้านั่นเก็บข้าวของ แล้ววิ่งแจ้นไปตระกูลฟางเลย
ใจของหวังหัว... เจ็บปวดเหลือเกิน...
เขาย่อมไม่สามารถหน้าด้านไปทวงคนถึงบ้านตระกูลฟาง เรียกหวังโส่วเหรินกลับบ้านได้
เขาจะไปอาละวาดที่บ้านคนอื่นตรงๆ ได้อย่างไร เขาเป็นถึงขุนนางตงฉินในหมู่ตงฉินเชียวนะ!
แต่พอเห็นลูกชายไปมั่วสุมกับฟางจี้ฟาน เขาก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ
แล้วตอนนี้... เมื่อรัชทายาทเอ่ยถึงอาจารย์หวัง แถมยังกระหยิ่มยิ้มย่อง บอกว่าอาจารย์หวังชมเชยรัชทายาทว่าเป็นผู้มีปัญญาเลิศล้ำ บอกว่ารัชทายาทอ่านหนังสือมามากพอแล้ว นี่... นี่มันคืออะไร?
นี่มันคือการชักนำลูกศิษย์ไปในทางที่ผิด ทำร้ายคนชัดๆ นี่มันเดินตามฟางจี้ฟานลงเหวไปจนกู่ไม่กลับแล้ว
หัวใจของหวังหัวเจ็บปวดจนหายใจไม่ออก ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาทั้งสองฉายแววเจ็บปวด ร่างกายโซซัดโซเซ
หยางติงเหอหันกลับมาโดยสัญชาตญาณ สังเกตเห็นความผิดปกติของหวังหัว จึงถามด้วยความเป็นห่วงว่า "เต๋อฮุย เต๋อฮุย เป็นอะไรไป?" (เต๋อฮุย คือนามรองของหวังหัว)
จังหวะที่หวังหัวกำลังจะล้มลง หยางติงเหอก็ตาไวคว้าตัวหวังหัวไว้ได้ทัน แต่จูโฮ่วเจาท์ควบม้าจากไปแล้ว
หยางติงเหอร้อนใจจนกระทืบเท้า คนไหนคืออาจารย์หวัง คนไหนคือหวังโส่วเหริน? ถึงกับกล้าทำลายอนาคตรัชทายาทเช่นนี้ ยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า?
หวังหัวค่อยๆ ได้สติ มองเห็นหยางติงเหอมองตนด้วยความเป็นห่วง เขาปรือตาขึ้นเป็นเส้นเดียว ก็ได้ยินหยางติงเหอกล่าวอย่างเกรี้ยวกราดว่า "หวังโส่วเหรินคือคนชั่วช้า ถึงกับกล้าใช้คำพูดล่อลวงองค์รัชทายาท..."
หวังหัวอยากจะสลบไปอีกรอบให้รู้แล้วรู้รอด
แต่พอนึกถึงลูกชายของตน ที่ก่อเรื่องผิดพลาดมหันต์เช่นนี้ อีกทั้งยังห่วงความปลอดภัยของลูกชาย จึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า "หวังโส่วเหริน... คือลูกข้า... ลูกข้า..."
"อะไรนะ..." หยางติงเหอมองหวังหัวด้วยความตกตะลึง ถึงกับคิดว่าตนเองหูฝาด
หวังหัวแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี แต่จำต้องสูดหายใจลึก รวบรวมเรี่ยวแรงอันน้อยนิด กุมหน้าผากกล่าวว่า "ลูกข้าก็ถูกคนชั่วชักนำไปในทางที่ผิด เขาไม่รู้ไปโดนยาเสน่ห์อะไรมา บอกว่าเรียนรู้วิชาของซินเจี้ยนป๋อ แล้วก็ไปเที่ยวป่าวประกาศ เฮ้อ น่าละอายจริงๆ วิชาความรู้จอมปลอมเหล่านี้ ล้วนเป็นฟางจี้ฟานสั่งสอนมา ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับลูกข้าเลย ลูกข้ากับองค์รัชทายาทเหมือนกัน ล้วนถูกคนชักนำไปในทางที่ผิด"
มาถึงขั้นนี้แล้ว จะให้พูดอะไรได้ จะบอกว่าลูกชายไม่เอาถ่านของตัวเองเป็นคนพาองค์รัชทายาทลงเหวหรือ?
ในฐานะพ่อผู้ยิ่งใหญ่ที่ต้องการปกป้องลูกชาย ในฐานะประมุขของบ้านที่ต้องการรักษาชื่อเสียงตระกูลหวัง ย่อมต้องปฏิเสธหัวชนฝา ไม่ยอมรับว่าวิชานี้เป็นของหวังโส่วเหริน ต้องเป็นของฟางจี้ฟานเท่านั้น
นอกจากเจ้าตัวประหลาดฟางจี้ฟาน ใครจะคิดทฤษฎีบิดเบี้ยววิปริตเช่นนี้ออกมาได้?
หยางติงเหอก็เชื่อจริงๆ
ดูสิว่าหวังหัวเป็นคนเคร่งขรึมเพียงใด ลูกชายที่เขาสอนมา จะไปคิดค้นของพรรค์นี้ได้หรือ? ตระกูลหวังสืบทอดวิชาการมาหลายรุ่น จะนอกคอกขนาดนี้เชียวหรือ?
ย่อมไม่เป็นเช่นนั้น
แต่ตอนนี้ เรื่องเกี่ยวข้องกับองค์รัชทายาท ปัญหาใหญ่หลวงนัก
หยางติงเหอมองหวังหัวอย่างลึกซึ้ง แล้วกล่าวว่า "เต๋อฮุย เรื่องเร่งด่วนแล้ว หากรัชทายาทไม่รักเรียน ก็ยังพอทำเนา แต่หากหลงเชื่อคำลวง นี่เป็นความโชคร้ายครั้งใหญ่ของบ้านเมือง พวกเราถวายงานในวังบูรพา หากรัชทายาทวิชาการไม่แตกฉาน ย่อมเป็นความละเลยของพวกเรา แต่หากองค์รัชทายาทถูกคนชั่วชักจูงจนเสียคน พวกเราสองคน ตายร้อยครั้งก็ชดใช้ไม่หมด เต๋อฮุย พวกเราต้องรีบไปเข้าเฝ้า จะปล่อยไว้ไม่ได้อีกแล้ว"
หวังหัวสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ไม่รู้จะพูดอะไรดี เขาย่อมรู้ถึงความร้ายแรงของปัญหา แต่ก็รู้ว่าเรื่องนี้ไม่มีทางจบลงด้วยดีแน่ ทว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับลูกชายของเขา ทำให้เขาอดลังเลไม่ได้
เห็นหวังหัวลังเล หยางติงเหอกล่าวอย่างโมโหว่า "คำลวงเหล่านี้ ในเมื่อมาจากซินเจี้ยนป๋อ เช่นนั้นองค์รัชทายาทและบุตรชายท่าน ต่างก็เป็นผู้เสียหาย"
หวังหัวสีหน้าเปลี่ยนไปในที่สุด กัดฟันพูดออกมาสองคำ "เข้าเฝ้า!"
อีกด้านหนึ่ง จูโฮ่วเจาท์ควบม้าออกจากวังบูรพา หลิวจิ่นรีบวิ่งตาม พลางกล่าวว่า "องค์ชาย องค์ชาย ทำไมบ่าวรู้สึกตาขวากระตุกชอบกล จะเกิดเรื่องนะพะยะค่ะ"
จูโฮ่วเจาท์นั่งอยู่บนม้าอย่างตื่นเต้น เขาแทบอยากจะติดปีกบินไปเขาซีซาน ได้ยินคำพูดของหลิวจิ่น ก็กล่าวอย่างไม่ยี่หระว่า "ไม่กลัว ไม่กลัว เปิ่นกงไม่เป็นอะไรหรอก"
หลิวจิ่นทำหน้าเหมือนกินแมลงวันเข้าไป กล่าวด้วยความขมขื่นว่า "องค์ชายย่อมไม่กลัว องค์ชายเป็นถึงรัชทายาท เป็นว่าที่กษัตริย์..."
เขาพูดได้ครึ่งเดียว จูโฮ่วเจาท์ก็ขี้เกียจสนใจ ร้อง "ย่าห์" เร่งความเร็วควบม้านำหน้าไปก่อน กลุ่มองครักษ์ในชุดลำลองก็รีบควบม้าตามไปติดๆ
คำพูดของหลิวจิ่นพูดยังไม่ทันจบ มองดูจูโฮ่วเจาท์ที่ไปไกลแล้ว ประโยคครึ่งหลังที่ว่า 'ถึงตอนนั้นบ่าวก็ซวยสิพะยะค่ะ หากเกิดเรื่องขึ้น ห้าท่อนแยกสังขารยังน้อยไป' จำต้องกลืนลงท้องไปอย่างยากลำบาก
............
หวังโส่วเหรินมารอที่เขาซีซานตั้งแต่เช้าตรู่
จูโฮ่วเจาท์เดิมคิดว่าจะต้องขุดเหมือง เหล่าปัญญาชนที่มาที่นี่ก็เริ่มฉลาดขึ้นแล้ว แม้ทุกคนจะโพกศีรษะ แต่ไม่มีใครใส่ชุดบัณฑิตมา เพราะชุดบัณฑิตทำงานไม่สะดวก ต่างแต่งกายด้วยชุดสั้น ท่อนล่างสวมกางเกงม้า
แต่หวังโส่วเหรินจ้องมองทุกคนแล้วกล่าวว่า "แจกจอบ"
มีคนถามขึ้นว่า "ไม่ใช่ว่ามาขุดเหมืองหรือ?"
หวังโส่วเหรินกล่าวอย่างเฉยเมยว่า "ท่านอาจารย์สั่งไว้ อย่าไปเกะกะพวกคนงานเหมือง ที่ดินผืนนี้ต้องพลิกหน้าดินให้เยอะหน่อย"
ความจริงคำพูดยังไม่จบ ยังมีท่อนหลังอีก แต่หวังโส่วเหรินฉลาดพอที่จะไม่พูดออกมา คำพูดเดิมของฟางจี้ฟานคือ 'ไหนๆ ก็แรงงานฟรี ไม่ใช้ก็เสียของเปล่าๆ'
เหล่าปัญญาชนได้ยินดังนั้น ก็เงียบกริบอีกครั้ง
มีแต่จูโฮ่วเจาท์ที่ยิ้มร่า "เพาะปลูกก็ดี วันนี้ข้าจะบุกเบิกให้ได้สามหมู่ ต้องมากกว่าเมื่อวานแน่"
แต่ก็มีคนตั้งข้อสงสัย คนที่ตั้งข้อสงสัยคือหลิวเจี๋ย
หลิวเจี๋ยคารวะหวังโส่วเหรินอย่างเป็นทางการ แล้วกล่าวว่า "ท่านอาจารย์หวังผู้ปรีชา นักเรียนมีข้อสงสัยหนึ่งประการ ขอท่านอาจารย์หวังชี้แนะ"
หวังโส่วเหรินพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
หลิวเจี๋ยกล่าวว่า "เหตุผลของท่านอาจารย์หวัง นักเรียนเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพียงแต่... เหตุผลก็ส่วนเหตุผล แต่ปัจจุบัน ราชสำนักคัดเลือกขุนนางด้วยการเขียนเรียงความแปดส่วน (ปากู่) หากไม่เรียนคัมภีร์ของเฉิงจู แล้วปัญญาชนจะเข้ารับราชการได้อย่างไร?"
คำถามของเขา คือสิ่งที่ทุกคนอยากถาม
เหตุผลของท่านดีมาก ชวนให้ขบคิด ใครๆ ก็อยากเรียน แต่สถานการณ์มันบังคับนี่นา
ลองคิดดู ปัญญาชนอยากเป็นขุนนาง ก็ต้องสอบเคอจู่ และการสอบเคอจู่ ถ้าไม่เรียนเฉิงจู ต่อให้ทุกคนติดตามท่านอาจารย์หวังรู้และปฏิบัติเป็นหนึ่งเดียว ก้มหน้าทำงาน แล้วจะมีประโยชน์อันใด? สุดท้าย ไม่มีตำแหน่งขุนนาง ยังนับเป็นปัญญาชนอยู่หรือ?
คนที่ยืนอยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่เป็นจวี่เหรินและซิ่วไฉ อย่างไรก็ยังห่วงอนาคตของตนเอง
แม้แต่หลิวเจี๋ย ที่สอบตกซ้ำซาก แต่ไหนเลยจะไม่มีใจมุ่งหวังการสอบได้เป็นขุนนาง? เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นคน ย่อมมีความคิดอยากให้วงศ์ตระกูลรุ่งโรจน์
หวังโส่วเหรินยิ้มบางๆ "เจ้าถามได้ดี คำถามนี้ ข้าพเจ้าก็เคยถามท่านอาจารย์มาแล้ว คำตอบของท่านอาจารย์เรียบง่ายมาก ในเมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ นโยบายหลักของราชสำนักมิใช่สิ่งที่เจ้าและข้าพเจ้าจะเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเช่นนั้น ไยไม่ถือว่าการทำ 'ปากู่' เป็นการ 'ไถนา' เล่า?"
"..."
การสอบขุนนาง... ถือเป็นการไถนาได้ด้วยหรือ?
เห็นสีหน้าฉงนสนเท่ห์ของทุกคน หวังโส่วเหรินยิ้มกล่าวว่า "ท่านอาจารย์ของข้าพเจ้าปั้นบัณฑิตจิ้นซื่อมามากมาย วิธีการปั้นของท่านเรียบง่ายมาก นั่นคือมองการเขียนบทความให้เป็น 'งานฝีมือ' มิใช่มองการเขียนบทความว่าเป็นหนทางแสวงหามรรควิถี (เต๋า) ในเมื่อมองเป็นงานฝีมือ ก็เหมือนกับการไถนา จงไปจับเคล็ดลับของการทำปากู่ มองการอ่านตำราเฉิงจูเป็นวิธีการไถนา อ่านด้วยทัศนคติที่มองมันเป็นเครื่องมือ หากพวกท่านได้บทความปากู่ที่ดีมาสักบท ก็จงชำแหละบทความนั้นออกมา ว่าเหตุใดจึงตีโจทย์เช่นนี้ เหตุใดจึงเริ่มเรื่องเช่นนี้ คนอื่นเรียนปากู่ มองเห็นเนื้อหนังของปากู่ แต่พวกท่านอ่านปากู่ สามารถมองข้ามเนื้อหนัง ไม่ต้องไปเจาะลึกว่าในบทความปากู่นั้นมีหลักธรรมอะไร แต่จงมองให้เห็นกระดูก"
"มองให้เห็นกระดูก มองปากู่เป็นการเพาะปลูก เป็นงานฝีมือแขนงหนึ่ง..."
ทุกคนเงียบกริบ ต่างตกอยู่ในห้วงความคิด
แบบนี้ก็ได้เหรอ?
พวกเขาไม่ค่อยแน่ใจนัก
เวลานี้ หวังโส่วเหรินกล่าวอีกว่า "อีกประการ ปัจจุบันการสอบปากู่นั้นยากเย็นแสนเข็ญ โจทย์ประหลาดมีมากเหลือเกิน หากคิดจะโดดเด่นออกมา สิ่งที่ยากที่สุดคือการ 'ขบประเด็น' (พั่วถี - การตีโจทย์ให้แตก) แต่การขังตัวเองอ่านหนังสือตายซากอยู่ในห้องหนังสือ การจะตีโจทย์ให้แตกฉานยิ่งยากแสนเข็ญ ลองออกมาข้างนอกให้มาก เพิ่มพูนประสบการณ์ความรู้ ถึงตอนนั้น ความคิดอาจจะแตกต่างไม่เหมือนใคร การตีโจทย์ อาจจะง่ายขึ้นก็ได้"
"แน่นอน... ว่าด้วยเรื่องการมองปากู่เป็นทักษะฝีมือ ข้าพเจ้าสู้ศิษย์พี่ทั้งสามอย่างโอวหยางจื้อและเจียงเฉินไม่ได้ บางครั้งพวกเขาก็จะมาบรรยายรอบค่ำที่นี่ หากพวกท่านว่าง ก็ลองมาฟังพวกเขาบรรยายได้ สายแล้ว เริ่มเพาะปลูกกันเถอะ"
ทุกคนฟังแล้ว ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
ความหมายของหวังโส่วเหรินสรุปคร่าวๆ ก็คือ เวลาเรียนเรียงความแปดส่วน เรียนปรัชญาเฉิงจู ไม่ต้องไปบูชาว่าเป็นหลักธรรมยิ่งใหญ่อลังการอะไร แต่ให้มองเป็นเทคนิค เรียนรู้ว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนี้ ทำไมบทความปากู่นี้ถึงดีกว่าคนอื่น วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของปากู่ด้วยทัศนคติที่เหนือกว่า ดูเหมือนจะมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่จะได้ผลจริงหรือไม่ ก็มีแต่สวรรค์ที่รู้
หลิวเจี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า "นักเรียนน้อมรับคำสั่งสอน"
เขาสอบตกมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว มีคำกล่าวว่า หนี้เยอะไม่กลุ้ม เหาเยอะไม่คัน
อย่างไรเสียการสอบได้เป็นขุนนาง มันยากแสนยาก ยากเหมือนปีนขึ้นฟ้า ปัญญาชนนับแสนทั่วหล้า แต่ละสามปีคนที่สอบได้ มีไม่ถึงหนึ่งในพัน
หวังโส่วเหรินหยิบจอบ นำหน้าเริ่มเพาะปลูกแล้ว ทุกคนก็ไม่ลังเลอีก เริ่มลงมือเพาะปลูกตาม
เขาซีซานเต็มไปด้วยภาพความวุ่นวาย ขณะที่ราชโองการสองฉบับ ได้ถูกส่งออกมาจากตำหนักหน่วนเก๋อในเวลาเที่ยงของวันนั้น
ขันทีสองคน มุ่งหน้าไปยังทิศทางของเขาซีซานและจวนซินเจี้ยนป๋ออย่างรีบร้อน
ฝ่าบาทมีราชโองการ เรียกตัวซินเจี้ยนป๋อฟางจี้ฟานและรัชทายาทจูโฮ่วเจาท์เข้าเฝ้า
เนื่องจากฝ่าบาทเร่งรัด เหล่าขันทีจึงไม่กล้าชักช้า สีหน้าของพวกเขาดูเขียวคล้ำ ท่าทางหวาดกลัวจนตัวสั่น ดูท่าทาง... ในวังหลวง... ดูเหมือนจะมีคลื่นลมก่อตัวขึ้นแล้ว...
(จบแล้ว)