- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 241 - พิชิตโจร
บทที่ 241 - พิชิตโจร
บทที่ 241 - พิชิตโจร
บทที่ 241 - พิชิตโจร
เหล่าทหารนั่งขัดสมาธิ แต่ละคนดูคึกคักกระปรี้กระเปร่า
พวกเขาหยิบเสบียงกรังและน้ำออกมา เสบียงกรังส่วนใหญ่เป็นข้าวคั่ว หรือไม่ก็ขนมเปี๊ยะนึ่งที่แห้งแข็ง กลืนยากเป็นที่สุด
แต่ทว่า ทุกคนยังคงก้มหน้าก้มตากลืนกิน กินได้เท่าไหร่ก็กินเท่านั้น
ต่อไป จะเป็นศึกหนัก พวกเขาเตรียมพร้อมแล้ว
...
อีกด้านหนึ่ง ฟางจิ่งหลงหลบไปปัสสาวะหลังโคนต้นไม้ เช็ดมือไปมาบนชุดเกราะที่ขาดรุ่งริ่ง เขาเป็นคนรักสะอาดที่หาได้ยากในกองทัพ
นั่งลง เหลาหวังส่งกระบอกไม้ไผ่ให้ ฟางจิ่งหลงเปิดกระบอกไม้ไผ่ ดื่มน้ำอึกหนึ่ง แล้วถ่มน้ำลาย แยกเขี้ยวยิงฟัน
"เดี๋ยวก็ทำตามกฎเดิม"
"เข้าใจแล้ว หากสถานการณ์ไม่ดี ข้าน้อยจะชิ่งก่อน" เหลาหวังพยักหน้าอย่างรู้งาน
"อืม" ฟางจิ่งหลงตบไหล่เขา กล่าวด้วยความสะเทือนใจ "คนตายไปแล้ว ก็ไม่เหลืออะไร ตายเปล่า ดังนั้น หากข้าเป็นอะไรไป เจ้าต้องมีชีวิตรอด ทางที่มาเจ้าจำได้แม่นแล้ว เสบียงกรังตามทางเจ้าก็ซ่อนไว้แล้ว เจ้ากลับไปทางเดิม ข้าตายในที่รบ ตายในที่รบ ก็มีเงินชดเชย ฝ่าบาทจะปูนบำเหน็จให้ตระกูลฟางของเรา พอกลับไปถึงกุ้ยหยาง หรือกลับไปถึงเมืองหลวง ไปถึงกรมกลาโหม คำพูดพวกนั้น เจ้ายังจำได้ไหม?"
"จำได้หมดขอรับ" เหลาหวังชี้ที่หน้าผากตัวเอง พยักหน้าอย่างจริงจัง "บรรพบุรุษทุกรุ่นจำได้ขึ้นใจ"
"เจ้าลองพูดมาซิ" ฟางจิ่งหลงสีหน้าเรียบเฉย
เหลาหวังพูดอย่างคล่องแคล่ว "ท่านป๋อสู้ตายไม่ถอย น่าเสียดายที่กำลังโจรมีมาก ท่านป๋อถูกล้อม ฆ่าโจรไปสิบกว่าคน ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล ท่านป๋อมีม้าอยู่ข้างกาย แต่ท่านป๋อไม่ขี่ม้าหนี กลับยังคงสู้ตาย ปากตะโกนบทกวีประโยคหนึ่ง สุดท้ายถูกกองทัพโจร รุมฟันจนตาย"
"ยอดเยี่ยม!" ฟางจิ่งหลงมองเหลาหวังด้วยความพึงพอใจ "บทกวีเจ้าลองท่องดู กลัวเจ้าลืม"
เหลาหวังพูดตามสัญชาตญาณ "ความจงรักภักดีประจักษ์ชัดดุจตะวัน (จงเฉิงกว้านไป๋รื่อ) จิตใจตรงไปตรงมาดั่งฟ้ากว้าง (จื๋ออี่ผิงชางฮ่าว)..."
"เปลี่ยนใหม่ ครั้งก่อนซิ่นโจวป๋อที่ตายในที่รบที่ต้าถงก็ท่องประโยคนี้ไปแล้ว" ฟางจิ่งหลงส่ายหน้า
เหลาหวังกลับไม่ยอม กล่าวอย่างจริงจัง
"อ้าว ท่านป๋อ ตระกูลฟางสั่งเสียกันมาทุกรุ่นให้ใช้บทนี้ เปลี่ยนบทใหม่ ข้าน้อยกลัวจะจำไม่ได้"
ฟางจิ่งหลงกลอกตามองบน ใส่เขา ครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "ครั้งก่อนได้ยินจี้ฟานท่องมาประโยคหนึ่ง ค่อนข้างแปลกใหม่ เรื่องบทกวีข้าเป็นคนหยาบ ไม่รู้เรื่องหรอก บรรพบุรุษคัดลอกประโยคนี้มา สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น คงกลัวว่าวันหน้าตายในที่รบ พอรายงานราชสำนัก จะดูไม่กล้าหาญพอ ข้อเสียใหญ่สุดของพวกท่านผู้เฒ่า (เก๋อเหล่า) และพวกขุนนางสุนัขในกรมกลาโหม คือชอบความสละสลวย ตอนตาย ถ้าไม่ท่องบทกวีสักบท พวกเขาจะไม่สะเทือนใจ ถึงตอนนั้นระดับเงินชดเชยและตำแหน่งย้อนหลังก็จะเพิ่มไม่ได้ จี้ฟานครั้งก่อนท่องว่าอะไรนะ... อ้อ หากเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง ขอพลีชีพถวาย ไยต้องหลีกหนีเพราะเหตุแห่งเคราะห์กรรม (โก่วลี่กั๋วเจียเซิงสื่ออี่ ฉี่อินฮั่วฝูพี่ชวีจือ) เจ้าจำไว้ ต่อให้ครั้งนี้โชคดีไม่ตาย วันหน้าลูกเจ้า หลานเจ้า ก็ต้องใช้ ถ้าสืบทอดกันไปรุ่นต่อรุ่น บทกวีนี้ฟังดูแปลกใหม่ คิดว่าคนอื่นคงยังไม่เคยใช้"
เหลาหวังรีบท่องทวนหลายรอบ จำได้อย่างทุลักทุเล แล้วถอนหายใจ "ท่านป๋อ ท่านก็ได้เป็นถึงป๋อแล้ว ยังหวังพึ่งเรื่องตายในที่รบขอตำแหน่งย้อนหลังอีกหรือ?"
ฟางจิ่งหลงหน้าบึ้ง "เจ้ารู้อะไร เป็นขุนพล ถ้าไม่คว้าความดีความชอบใหญ่หลวงมา ก็ต้องตาย อย่างแรกคือความชอบ อย่างหลังคือตายในหน้าที่ หากไม่อาศัยสิ่งนี้คุ้มครองลูกหลาน จะให้เป็นทหารหนีทัพรึ? ตระกูลฟางเราทุกรุ่น ไม่มีใครขี้ขลาด ยกเว้นปู่ทวดของเจ้า หรือก็คือพ่อข้า แต่พ่อข้าทำเพื่อช่วยคน แบกพี่น้องเก่าแก่ออกมาจากถูมู่เป่า นี่ทำเพื่อคุณธรรม ไม่น่าอาย"
พูดถึงตรงนี้ เขาก็ถอนหายใจ รู้สึกสะเทือนใจขึ้นมาอีก
"หากข้าหนี หรือเป็นแม่ทัพพ่ายศึก นี่คือความอัปยศ ความอัปยศนี้ จะตกไปอยู่ที่จี้ฟาน ต่อให้ฝ่าบาททรงพระเมตตา ไม่เอาโทษ แต่จี้ฟาน จะเงยหน้าอ้าปากไม่ได้ ตอนนี้เขารู้ความแล้ว และดีขึ้นเรื่อยๆ ข้าที่เป็นพ่อ เห็นแล้วก็ดีใจ..."
ฟางจิ่งหลงพูดพลางน้ำตาก็ไหลออกมาจากหางตา น้ำตาใสๆ ไหลอาบแก้ม ใช้มือหยาบกร้านเช็ดน้ำตาบนหน้า
"ดังนั้น ข้ามีทางเลือกแค่สองทาง ต่อให้ตายที่นี่ ก็ไม่เลว อย่างน้อยฝ่าบาทองค์ปัจจุบันก็เป็นคนมีเมตตา ข้าตาย พระมหากรุณาธิคุณนี้ก็จะตกไปอยู่ที่จี้ฟาน วันหน้าหากจี้ฟานทำอะไรไม่รู้ความ ก่อเรื่องอะไรขึ้นมา ฝ่าบาทก็จะเห็นแก่ตระกูลฟางหลายชั่วคน และเห็นแก่ที่ข้าฟางจิ่งหลงทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ จะทรงเมตตาเป็นพิเศษ"
เหลาหวังพยักหน้าเงียบๆ เห็นด้วยอย่างยิ่ง ครู่ต่อมาเขาก็ถอนหายใจ "จวนหนานเฮ่อป๋อได้รับพระมหากรุณาธิคุณมาหลายชั่วคน ไม่ใช่ไม่มีเหตุผลจริงๆ"
ฟางจิ่งหลงยิ้ม ยิ้มทั้งน้ำตา "พูดจริงๆ นะ ข้าหวังว่าจะรอดชีวิต อยากเห็นจี้ฟานแต่งงานมีลูก อุ้มหลานของตัวเอง ถ้าข้าไม่ได้เห็น เจ้าต้องช่วยดูแทนข้า ถึงตอนนั้น ตอนไปไหว้หลุมศพ อย่าลืมมารายงานด้วย!"
เหลาหวังพยักหน้าหนักแน่น ในดวงตาก็เอ่อล้นด้วยน้ำตา
"เอาล่ะ!" ฟางจิ่งหลงลุกพรวดขึ้น ชุดเกราะเหม็นเน่าบนตัวส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง เขาชักดาบออกมา กล่าวอย่างฮึกเหิม
"รวมพล! ตามข้าฟางจิ่งหลงมาให้หมด ดูให้ดี ข้าจะอยู่ข้างหน้าสุด ข้าเป็นแม่ทัพใหญ่กุ้ยโจว บุกอยู่ข้างหน้า หากข้าลังเลไม่กล้าเดินหน้า พวกเจ้าที่อยู่ข้างหลัง ก็ฆ่าข้าซะ แต่ถ้าพวกเจ้าลังเลไม่กล้าเดินหน้า เช่นนั้น แถวหลังก็ฆ่าแถวหน้า ตอนนี้เสบียงเราหมดแล้ว ถึงคราวหลังชนฝา ไม่ว่าวันหน้าทุกคนจะได้เสพสุขกับข้าฟางจิ่งหลง หรือจะตายอยู่ที่นี่!"
สิ้นเสียงคำสั่ง ค่ายทหารภูเขาทั้งหมด รวมพลทันที แต่ละคนถือดาบ ดุจเสือและหมาป่า
วันนั้น
ค่ายสือเจี้ยนไจ้ถูกโจมตี กองทัพต้าหมิงที่ร่วงลงมาจากฟ้า ในยามพลบค่ำ ดุจพยัคฆ์หิวตะปบแกะ บุกทะลวงเข้าค่าย
กลุ่มทหารทางการเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ถือดาบไล่ฟันอย่างบ้าคลั่ง ทำลายล้างอย่างรวดเร็ว
ชาวเผ่าในค่าย คิดไม่ถึงเลยว่า ที่นี่ จะมีกองทัพต้าหมิงโผล่มา รอจนพวกเขาได้สติ ยังไม่ทันหยิบอาวุธ หมาป่าตาเขียวพวกนี้ ก็มาถึงตรงหน้า ผ่าท้องคว้านไส้แล้ว
ใบหน้าที่บิดเบี้ยวแต่ละใบ ไม่มีวี่แววของความเมตตาปรานี
เพียงสองก้านธูปต่อมา ในบ้านยกพื้นหลังหนึ่ง ฟางจิ่งหลงที่ตัวเปื้อนเลือดโชก ก้าวเท้าอันหนักหน่วง เดินขึ้นบันไดไม้
ที่ชั้นสอง หญิงนางหนึ่งนั่งขัดสมาธิ นายทหารหลายคนถือหอกจ่อที่ตัวนาง
ฟางจิ่งหลงยืนนิ่ง หรี่ตาลง จ้องมองนางเขม็ง
นายทหารคนหนึ่งรายงาน
"ท่านแม่ทัพ คือหญิงคนนี้ ที่นี่ มีองครักษ์เยอะที่สุด คาดว่าจะเป็นหัวหน้าของค่ายนี้"
ฟางจิ่งหลงดีใจแทบคลั่ง
ผู้หญิง... ผู้หญิงเป็นหัวหน้า เช่นนั้น... ผู้หญิงคนนี้คือใคร ผลลัพธ์ย่อมชัดเจนในตัวเอง
ตัวเขาสั่นสะท้าน
คำพูดในจดหมายของลูกชาย ในที่สุดก็ได้รับการพิสูจน์
เจ้าจี้ฟานนี่ คาดการณ์แม่นราวจับวาง วางแผนในกระโจมบัญชาการ ชัยชนะอยู่ไกลพันลี้ คิดว่า... คงเป็นเช่นนี้กระมัง
ฟางจิ่งหลงตื่นเต้นมาก ตะคอกสั่งนายทหารข้างกาย "เอาภาพวาดมา"
นักโทษอาญาแผ่นดินคนใด ราชสำนักย่อมพยายามทุกวิถีทาง วาดภาพรูปพรรณสัณฐาน แจกจ่ายภาพวาดนักโทษไปทั่วกองทัพปราบกบฏ
ดังนั้นเหลาหวังจึงไม่ลังเล ล้วงห่อกระดาษน้ำมันออกมาจากอกเสื้อ เปิดออกทีละชั้น สุดท้าย ก็สะบัดภาพวาดแผ่นหนึ่งออกมา
ฟางจิ่งหลงเพ่งมอง แล้วเริ่มใจฝ่อ
คนในภาพวาด ชัดเจนว่าเป็นหญิงแก่ ตาเป็นรูปสามเหลี่ยม จมูกยุบ ฟันเหยิน คิ้วหนาเหมือนเทพทวารบาล...
หันกลับมามองหญิงสาวที่นั่งขัดสมาธิอยู่ เห็นชัดว่ายังดูงดงาม เป็นแม่ลูกอ่อนที่ดูแลตัวเองอย่างดี
นี่...
เขากะพริบตา ครุ่นคิดในสมอง
หรือว่า... ผิดตัว?
"คือข้าเอง!" หญิงนางนั้นกลับมองฟางจิ่งหลงอย่างสงบนิ่ง เอ่ยปากอย่างเยือกเย็น "พวกเจ้าไม่ต้องยืนยันแล้ว ข้า... แพ้แล้ว"
เฮ้อ...
ฟางจิ่งหลงโล่งอก
เขาตะโกนสั่ง "มัดตัวไว้ ที่นี่เป็นที่อันตราย ทหารทั้งหลายพักผ่อนในค่ายหนึ่งคืน ฆ่าวัวควายในค่ายนี้ให้หมด กินให้อิ่มนอนให้หลับ เตรียมเสบียงแห้ง พรุ่งนี้ออกเดินทาง!"
เขาเก็บดาบเข้าฝัก อารมณ์ตื่นเต้น กบฏที่ยืดเยื้อในราชสำนักต้าหมิงมาสองปี นักโทษอาญาแผ่นดินที่น่ารังเกียจที่ฮ่องเต้และขุนนางทั้งราชสำนักอยากจะสับเป็นหมื่นชิ้น ในที่สุดก็จับตัวได้ กุ้ยโจว... จะสงบลงในเร็ววัน
เขาพูดกับเหลาหวังข้างกาย
"ส่งคนไปกุ้ยหยาง แจ้งความดีความชอบ! บอกทุกคนว่า ข้าฟางจิ่งหลงพูดคำไหนคำนั้น ลูกๆ ของพวกเจ้า วันหน้า มีนมกินแล้ว!"
ดูเหมือน... จะกลัวว่าตัวเองสัญญาไว้ใหญ่เกินไป จนทำตามไม่ได้ จะตกอยู่ในสถานการณ์กระอักกระอ่วน "ฟังให้ดี เป็นนมแพะนะ!"
...
อาจารย์หวังร้องไห้
ตอนสอนหนังสือในสถานศึกษา อาจารย์ประหลาดท่านนี้มาตอนเย็น เริ่มอธิบายให้เด็กๆ ฟังว่าคัมภีร์หลุนอวี่คืออะไร ทำไมขงจื๊อถึงแต่งคัมภีร์หลุนอวี่ พูดไปพูดมา ตาแดงก่ำ จากนั้น ก็ร้องไห้โฮออกมา
เด็กๆ เดิมทีไม่กล้าส่งเสียง ตั้งใจฟัง กลับเกิดความโกลาหล ต่างพากันหัวเราะ บ้างโยนหนังสือขึ้นฟ้า บ้างกระโดดขึ้นโต๊ะเรียน
"อาจารย์ร้องไห้แล้ว ต้องเป็นฝีมือสวี่เจี๋ยแน่ๆ"
"เหลวไหล ตีเจ้าให้ตาย จางเสี่ยวหู่ต่างหาก หน้าตาน่าเกลียดจนอาจารย์ร้องไห้"
หวังโส่วเหรินเจ็บปวดใจจนหายใจไม่ออก รอจนถังอินรีบมาถึง ระงับเหตุวุ่นวายของเด็กๆ พยุงหวังโส่วเหรินออกจากโถงหมิงหลุน ก็ได้ยินหวังโส่วเหรินกล่าวว่า "ท่านอาจารย์... ท่านอาจารย์... ศิษย์เข้าใจแล้ว ศิษย์เข้าใจความตั้งใจอันลึกซึ้งของท่านอาจารย์แล้ว ท่านอาจารย์... ช่างเป็นผู้มีปัญญาเลิศล้ำ..."
ถังอินตาแทบถลนออกมา หา? ท่านอาจารย์ยังแอบสอนวิชาให้ศิษย์น้องเป็นพิเศษอีกหรือ?
กว่าจะปลอบใจหวังโส่วเหรินได้ ฟางจี้ฟานได้รับข่าว ก็รีบบึ่งมา
หวังโส่วเหรินร้องไห้?
เขาไม่เชื่อเด็ดขาด นี่คือปราชญ์นะ คือยอดคนที่มีวรยุทธ์สูงส่ง บุ๋นบู๊เป็นเลิศเชียวนะ
แต่พอฟางจี้ฟานเห็นหวังโส่วเหรินขอบตาแดงก่ำ ถึงรู้ว่าความจริงอยู่ตรงหน้า
พอเห็นฟางจี้ฟานมาถึง หวังโส่วเหรินรีบลุกขึ้น คารวะฟางจี้ฟานอย่างนอบน้อม "ศิษย์คารวะท่านอาจารย์"
"เกิดเรื่องอะไรขึ้น?" ฟางจี้ฟานไพล่มือไว้ด้านหลัง แม้ในใจจะเป็นห่วง แต่ก็ยังไพล่มือ เชิดคางขึ้นเล็กน้อย รักษามาดความเป็นพ่อ (อาจารย์) ไว้
"คำสั่งสอนของท่านอาจารย์... ศิษย์เข้าใจแล้ว ท่านอาจารย์ปัญญาเลิศล้ำ พระคุณที่สั่งสอน ศิษย์ซาบซึ้งจนน้ำตาไหล"
"..."
หา? ฟางจี้ฟานงงเต็ก นัยน์ตาฉายแววไม่เข้าใจ ช่วงนี้ข้าสอนอะไรเจ้าด้วยรึ?
(จบแล้ว)