- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 231 - ความดีความชอบใหญ่หลวงต่อราชสำนัก
บทที่ 231 - ความดีความชอบใหญ่หลวงต่อราชสำนัก
บทที่ 231 - ความดีความชอบใหญ่หลวงต่อราชสำนัก
บทที่ 231 - ความดีความชอบใหญ่หลวงต่อราชสำนัก
ฮ่องเต้หงจื้อเป็นคนที่ใส่ใจราษฎรทั่วหล้าอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับเสบียงอาหารมาก
ตอนนี้มันเทศปรากฏขึ้น และสามารถสร้างประโยชน์ได้มหาศาลขนาดนี้ พระองค์จะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร?
เห็นเพียงพระองค์หัวเราะลั่น พระเกษมสำราญยิ่งนัก!
มีมันเทศนี้แล้ว ก็ไม่ต้องกลัวภัยพิบัติอีกต่อไป ภัยพิบัติมาแล้วจะทำไม ผลผลิตธัญพืชเพิ่มขึ้นตั้ง ต่อให้ไม่ใช่สามสิบเท่า อย่างน้อยก็สิบเท่า
ยิ่งเมื่อฟางจี้ฟานทูลว่า จริงๆ แล้วมันเทศนี้แม้แต่ในป่าเขาก็สามารถบุกเบิกเพาะปลูกได้ ยิ่งทำให้ฮ่องเต้หงจื้อตาลุกวาว
ถ้าเช่นนั้น พื้นที่ที่ควรปลูกข้าวก็ปลูกข้าวต่อไป ส่วนที่ดินที่ไม่สามารถปลูกข้าวได้แต่ก่อน หรือที่ดินเลว ก็สามารถนำมาปลูกมันเทศนี้ได้
ไม่มีใครรู้ซึ้งถึงคุณค่าของสิ่งนี้ดีไปกว่าฮ่องเต้หงจื้ออีกแล้ว
ใบมันเทศทำอาหารกินได้ หัวมันกินแก้หิวได้ แถมยังเลี้ยงสัตว์ได้อีก ปกติชาวบ้านตาดำๆ ที่ไหนจะกล้าเลี้ยงสัตว์ สัตว์ตัวหนึ่งกินจุเท่ากับคนหลายคนรวมกันเสียอีก
ทันใดนั้น ปัญหาที่ฮ่องเต้และขุนนางถกเถียงกันหน้าดำคร่ำเครียดเมื่อครู่ ก็เหมือนจะมลายหายไปจนหมดสิ้น
กรมกลาโหมและกรมการคลังทะเลาะกันเรื่องเสบียง มณฑลต่างๆ จะเร่งส่งเสบียงเข้าเมืองหลวงอย่างไร เรื่องเหล่านี้เดิมทีเป็นเรื่องใหญ่เทียมฟ้า แต่เพราะมันเทศเล็กๆ นี้ อย่างน้อยในชั่วคราวที่ประชากรยังไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกอย่าง... ก็กลายเป็นเรื่องเล็กขี้ปะติ๋วไปเลย
เวลานี้ ฮ่องเต้หงจื้อสีหน้าเคร่งขรึม ชี้ไปที่มันเทศ ตรัสอย่างเด็ดขาดว่า "ถ่ายทอดราชโองการ ให้มันเทศเป็นเครื่องบรรณาการ ให้ซีซานส่งเข้าวังปีละห้าพันจิน"
เฮ้อ...
เหล่าขุนนางฮือฮา
ท่าทีของฝ่าบาทชัดเจนยิ่งนัก มันเทศนี้ รสชาติต้องไม่เลวแน่ๆ ฝ่าบาทโปรดปรานมาก
"ของสิ่งนี้... สามารถส่งเสริมให้แพร่หลายได้หรือไม่?" ฮ่องเต้หงจื้อจ้องฟางจี้ฟานเขม็ง
ฟางจี้ฟานตอบอย่างเด็ดขาด "เดิมที... ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ..."
ประโยคนี้ทำให้ฮ่องเต้หงจื้ออยากจะตีคน พูดครึ่งๆ กลางๆ รนหาที่ตายหรือ?
ฟางจี้ฟานกล่าวต่อ "อย่างน้อยเดิมทีก็ยากมากพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมคาดการณ์ว่า หากไม่มีเวลาสักสิบปี ยี่สิบปี คงยากที่จะส่งเสริมให้แพร่หลาย แต่ว่า... ภายใต้ความพยายามของรองนายกองจางซิ่น นายกองธงหยางต๋า จางเปียว รวมถึงนายหมู่จูเจิ้ง เจิงเจี้ยน เฉินซิน และเหล่านายทหารหวังเยี่ยน เติ้งเจี๋ย... พลทหารเฉินเทา โจวอู่..."
ฟางจี้ฟานเอ่ยชื่อทีละคนอย่างไม่รีบร้อน กองร้อยมีทั้งหมดเจ็ดสิบสามคน เขาจำได้ทุกชื่อ อาศัยความจำดีเยี่ยม แทบไม่ตกหล่นแม้แต่คนเดียว "ภายใต้ความร่วมแรงร่วมใจของพวกเขา กระหม่อมกล้ารับประกันได้แล้วว่า ไม่มีปัญหาแน่นอน กองร้อยทหารนาจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือทางการท้องถิ่น ในการส่งเสริมและทดลองปลูกพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้หงจื้อตั้งใจฟังอย่างอดทน ใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับจดจำชื่อเหล่านี้ไว้ในใจเงียบๆ
เงยหน้าขึ้น มองดูพวกจางซิ่นที่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง
พวกจางซิ่นมีหรือจะไม่เข้าใจ นี่คือนายกองฟางจงใจขอความดีความชอบให้พวกตนนั่นเอง? หากนายกองฟางต้องการเหมาความดีความชอบไว้คนเดียว จริงๆ แล้วก็ไม่มีใครว่าอะไรได้ ระบบราชการต้าหมิง ก็เป็นกฎเกณฑ์แบบนี้ไม่ใช่หรือ? ต่อให้เจ้าจะหลั่งเลือดหลั่งเหงื่อ เอาชีวิตเข้าแลกแค่ไหน ความดีความชอบก็ไม่ใช่ของเจ้าอยู่ดี ผู้บังคับบัญชาแบ่งเศษเนื้อจากซอกเล็บให้หน่อย ก็ถือว่ามีมโนธรรมแล้ว
แต่ฟางจี้ฟานกลับเอ่ยชื่อพวกเขาต่อหน้าพระพักตร์ทีละคน นี่ชัดเจนว่าท่านนายกองจงใจขอความชอบให้พวกเขาต่อหน้าฝ่าบาท
อะไรคือไม่มีพวกเขา สิบปียี่สิบปีก็เผยแพร่ไม่ได้ คนอื่นไม่รู้ แต่คนในกองร้อยทหารนารู้ดีแก่ใจ ไม่มีพวกเขา คนอื่นก็ทำได้ พวกเขาแค่โชคดีที่ได้ติดตามท่านนายกองเท่านั้นเอง
เห็นฮ่องเต้หงจื้อทอดพระเนตรมา พวกจางซิ่นตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก รีบคุกเข่าลง "ฝ่าบาท นี่ล้วนเป็นความดีความชอบของนายกองฟาง พวกกระหม่อม มิกล้ารับความชอบพ่ะย่ะค่ะ"
หลิวเจี้ยนยืนอยู่ข้างๆ ในใจตกตะลึง เขาจ้องมองฟางจี้ฟาน เวลานี้ เขาเริ่มไม่เข้าใจแล้ว เจ้าหมอนี่... นิสัยก็ไม่เลวนี่นา เมื่อก่อนใครๆ ก็บอกว่ามันขาดคุณธรรมไม่ใช่หรือ?
อิงกั๋วกงจางเม่ามองดูฉากนี้ ในใจปั่นป่วนดุจคลื่นยักษ์ เขาจ้องมองฟางจี้ฟานอย่างลึกซึ้ง เห็นฟางจี้ฟานยังคงทำหน้าตากวนโอ๊ย น่ากระทืบ! เพียงแต่ แม้จะทำหน้าตาแบบเดิม แต่จางเม่ากลับรู้สึกรางๆ ว่า บนหัวฟางจี้ฟานมีวงแสงศักดิ์สิทธิ์เปล่งประกาย
ใจกว้าง!
ฮ่องเต้หงจื้อดีใจจนเนื้อเต้น พูดตามตรง ตอนนี้ต่อให้พระองค์จะลุกขึ้นมาเต้นระบำ ก็ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ!
พยายามข่มความตื่นเต้นในใจ ฮ่องเต้หงจื้อกลับมองฟางจี้ฟานอย่างมีความหมายลึกซึ้ง ตรัสว่า "เช่นนี้แสดงว่า พวกเขาต่างหากคือผู้มีความชอบอันดับหนึ่ง?"
"กระหม่อมเป็นคนซื่อสัตย์ ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นผู้มีความชอบอันดับหนึ่งจริงๆ ส่วนกระหม่อม ในกระบวนการปลูกและเพาะพันธุ์มันเทศนี้ จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ลงแรงอะไรมากพ่ะย่ะค่ะ"
หากเป็นคนอื่น ย่อมรีบร้อนอยากจะโอ้อวดความดีความชอบของตนต่อฮ่องเต้ แต่ฟางจี้ฟานรู้ดี ความชอบครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เพียงพอจะให้ทุกคนได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้แสดงเสน่ห์ของนายน้อยอย่างข้าเสียหน่อย
แน่นอน คำพูดของฟางจี้ฟาน ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลเสียทีเดียว หากไม่มีพวกจางซิ่นลงแรง วันนี้ก็คงไม่มีมันเทศมาถวายจริงๆ
"เฮ้อ..." ฮ่องเต้หงจื้อลุกขึ้นยืน ไพล่มือไว้ด้านหลัง เดินวนไปวนมา ทันใดนั้นก็ตรัสอย่างตื่นเต้นว่า "บรรพบุรุษคุ้มครอง"
"..."
"ถ่ายทอดราชโองการ!" หลังจากบรรพบุรุษคุ้มครอง ฮ่องเต้หงจื้อก็ตรัสอย่างเด็ดขาด "กองร้อยทหารนาองครักษ์อวี่หลินเว่ย เลื่อนขั้นเป็นกองพันทหารนา ฟางจี้ฟานเป็นผู้บังคับการกองพัน (เชียนฮู่) จางซิ่นเป็นรอง คนอื่นๆ เลื่อนขั้นเป็นกรณีพิเศษคนละหนึ่งขั้น จางซิ่นช่วยเหลอฟางจี้ฟานมีความชอบใหญ่หลวง ความชอบนี้ไม่ด้อยไปกว่าการฆ่าข้าศึก แต่งตั้งเป็นเฟิงเฉิงป๋อ นายกองธงหยางต๋า จางเปียว แต่งตั้งเป็นนายกองพันสืบทอดตำแหน่ง คนอื่นๆ ก็ให้ปูนบำเหน็จตามสมควร ในบรรดาคนเหล่านี้ ใครมีภรรยา ก็ให้แต่งตั้งเป็นฮูหยินตราตั้ง (เก้า มิ่ง) นอกจากนี้ ให้สร้างซุ้มประตูหินที่ซีซาน จารึกความดีความชอบของพวกเขา!"
จางซิ่นตะลึง
แม้แต่เขาเองก็คิดไม่ถึงว่า ตัวเองจะได้เป็นป๋อ (เอิร์ล) ง่ายๆ แบบนี้
นี่คือบรรดาศักดิ์สืบทอดเชียวนะ สามารถส่งต่อให้ลูกหลานเหลนโหลนสืบไปชั่วกัลปาวสาน เขาเป็นลูกคนเล็กของอิงกั๋วกง ตามหลักแล้ว สืบทอดบรรดาศักดิ์ไม่ได้ แม้จะอาศัยบารมีพ่อได้เป็นขุนนาง แต่ผ่านไปไม่กี่รุ่น ก็คงไม่เหลืออะไรแล้ว
ปลูกนา... ถึงกับปลูกจนได้เป็นป๋อ หากเป็นเมื่อก่อน พูดให้ตายก็คงไม่มีใครเชื่อใช่ไหม?
จางซิ่นตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก ความขมขื่นในใจดูเหมือนจะได้รับผลตอบแทนในคราวเดียว เขาหมอบกราบ สะอื้นไห้ "กระหม่อม... ขอบพระทัยฝ่าบาท"
คนอื่นๆ ก็พากันหมอบกราบ บ้างก็ร้องไห้โฮออกมาเลย ช่วงที่ผ่านมา กินลำบากนอนลำบาก นึกว่าถูกเนรเทศมาซีซาน ซวยซ้ำซวยซ้อน ใครจะรู้ว่าพริบตาเดียว ได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งกันถ้วนหน้า แถมยังส่งผลถึงลูกหลานในวันหน้าอีกด้วย
จางเม่ายิ่งดีใจจนแทบคลั่ง ที่บ้านมีป๋อเพิ่มขึ้นอีกคนแล้ว ตระกูลจาง... มีวาสนาจริงๆ ราวกับว่าโรคเรื้อรังที่กดทับจิตใจมานานหลายปี มลายหายไปในพริบตา
เขามองฟางจี้ฟานด้วยความซาบซึ้งใจ ถึงตอนนี้เขาจะไม่เข้าใจได้อย่างไร? ถ้าไม่มีฟางจี้ฟาน ลูกชายของเขาชาตินี้คงไม่มีวันได้ดี
เวลานี้ ฮ่องเต้หงจื้อหันมามองฟางจี้ฟาน "ฟางจี้ฟาน เจ้าอยากได้รางวัลอะไร ว่ามาได้เลย เราไม่มีทางปฏิเสธ"
"..." ข้าอยากได้อะไร?
ข้าอยากเป็นอ๋อง แต่ข้าไม่กล้าพูด...
ฟางจี้ฟานเก็บความในใจไว้อย่างอึดอัด กระแอมไอทีหนึ่ง แล้วทูลว่า "ฝ่าบาท ตระกูลกระหม่อมได้รับพระมหากรุณาธิคุณมาหลายชั่วคน ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บังคับการกองพัน ก็ซาบซึ้งใจยิ่งนักแล้ว พระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ไหนเลยจะกล้าขอรางวัลอีกพ่ะย่ะค่ะ"
คำพูดนี้ขัดกับใจจริง ดังนั้น หัวใจ... จึงเจ็บปวดนิดๆ...
"อ้อ" เห็นเพียงฮ่องเต้หงจื้อไพล่มือตรัสว่า "ในเมื่อเจ้ามีคุณธรรมสูงส่งเพียงนี้ เช่นนั้นก็ถ่ายทอดราชโองการของเรา ให้สร้างซุ้มประตูหินให้ฟางจี้ฟานด้วย เพื่อสรรเสริญคุณงามความดี ให้ชื่อเสียงระบือไกลสืบไปชั่วลูกชั่วหลาน"
"..."
ซุ้ม... ซุ้มประตูหิน
ฟางจี้ฟานอยากจะร้องไห้
สิ่งที่เรียกว่าซุ้มประตูหิน (สือฟาง) จริงๆ แล้วก็คล้ายกับซุ้มประตูสดุดีวีรชน หญิงม่ายทั่วไป หากรักนวลสงวนตัว ชื่อเสียงขจรขจาย ราชสำนักหรือทางการมักจะมีคำสั่งให้สร้างซุ้มประตูเพื่อยกย่องเชิดชู ซุ้มประตูนี้สวยงามโอ่อ่า ตั้งตระหง่านอยู่หน้าบ้านในจุดที่สะดุดตาที่สุด บนนั้นสลักเรื่องราวการรักษาพรหมจรรย์ของหญิงผู้นั้น เพื่อเป็นแบบอย่างให้ทุกคน
ส่วนซุ้มประตูหิน (สำหรับผู้ชาย) ก็เหมือนกัน เช่นคนอย่างฟางจี้ฟาน ราชสำนักจะมอบหมายให้บัณฑิตฮั่นหลินเขียนบทความยกย่องเชิดชู แล้วสร้างป้ายใหญ่โตหน้าบ้านตระกูลฟาง ย่อมต้องงดงามตระการตา ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาอดไม่ได้ที่จะชื่นชม
ฟางจี้ฟานนึกภาพชาวบ้านร้านตลาดวิจารณ์กันออกเลย "นี่ไง ไอ้โง่ที่ไม่เอารางวัล มีคุณธรรมสูงส่ง ราชสำนักเลยสร้างซุ้มประตูเชิดชูเกียรติให้เป็นพิเศษ"
ฟางจี้ฟานเงยหน้าขึ้น มองฮ่องเต้หงจื้อด้วยสายตาตัดพ้อ
ฮ่องเต้หงจื้อทำท่าทางมีความหมายลึกซึ้ง แล้วตรัสว่า "เรื่องของเจ้าพักไว้ก่อน เราจะปล่อยให้เจ้าเสียเปรียบได้อย่างไร?"
ฟางจี้ฟานถึงค่อยโล่งอก ฝ่าบาทท่านต้องใจกว้างนะ
ทันใดนั้นเอง มีคนพูดขึ้นว่า "กระหม่อม... ขอแสดงความยินดีกับฝ่าบาท ขอแสดงความยินดีกับฝ่าบาท กระหม่อมยิ่งต้องขอแสดงความยินดีกับราษฎรนับหมื่นนับแสนทั่วหล้า มีมันเทศนี้ ทหารและราษฎรทั่วหล้า มีวาสนาแล้ว..."
พูดจบ... ก็ร้องไห้โฮออกมา
ทุกคนหันไปมอง
นั่นไม่ใช่หลิวต้าเซี่ยที่เพิ่งตำหนิอิงกั๋วกงจางเม่าเมื่อครู่หรอกหรือ?
หลิวต้าเซี่ยเป็นสุภาพชน ดังนั้นจึงแสดงความยินดีก่อน จากนั้นก็กล่าวถึงราษฎร ตามด้วยการร้องไห้โฮ น้ำตาไหลพรากออกมาจริงๆ ทันใดนั้น... ทุกคนก็เกิดความเคารพเลื่อมใส!
หลิวต้าเซี่ยแม้จะเป็นเพียงเจ้ากรมกองราชการทหาร แต่คุณธรรมอันสูงส่ง ความรักใคร่ห่วงใยราษฎรในใจ ช่างเหนือกว่าคนทั่วไปจริงๆ
สมเป็นสุภาพชนโดยแท้
เพียงแต่เขาร้องไห้แบบนี้ ฟางจี้ฟานรู้สึกสะอิดสะเอียนนิดๆ
จะว่าไงดีล่ะ สร้างภาพก็ไม่ว่าหรอก แต่เอะอะก็ลากชาวบ้านตาดำๆ ออกมาอ้าง แล้วก็ร้องห่มร้องไห้ ชาวบ้านน่าสงสารจะตาย เดิมทีก็จนอยู่แล้ว ไอ้ขุนนางอย่างเจ้า ชาวบ้านก็ไม่ได้กินข้าวบ้านเจ้าสักเม็ด แต่ดันเอาเขามาแขวนไว้ที่ปากทุกวี่ทุกวัน นี่มันมีใจรักราษฎรตรงไหน นี่มันขุดศพชาวบ้านขึ้นมาเฆี่ยนโชว์ชัดๆ
พี่น้องกองร้อยทหารนา เพื่อมันเทศ ทุกคนตื่นเช้านอนดึก เหนื่อยสายตัวแทบขาด พวกเขายังไม่เห็นต้องมาสร้างภาพแบบนี้ทุกวันเลย
สุภาพชน... ถุย!
ฟางจี้ฟานหรี่ตา ในใจแค่นหัวเราะ...
วันนี้ถ้าข้าไม่เล่นงานเจ้าจอมปลอมนี่ให้ตาย ข้าไม่ขอแซ่ฟางแล้ว
(จบแล้ว)