- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 181 - มุ่งมั่นตั้งใจ
บทที่ 181 - มุ่งมั่นตั้งใจ
บทที่ 181 - มุ่งมั่นตั้งใจ
บทที่ 181 - มุ่งมั่นตั้งใจ
ฟางจี้ฝานกลับมาถึงจวนด้วยสีหน้ามืดครึ้ม คนเฝ้าประตูเห็นนายน้อยกลับมาเพียงลำพัง ไม่รู้ว่าพวกถังหยินหายไปไหนกันหมด ก็อดสงสัยไม่ได้
เพียงแต่เห็นนายน้อยหน้าเขียวคล้ำ ดูท่าทางอารมณ์ไม่ดี คนเฝ้าประตูจึงไม่กล้าถามมาก ได้แต่กระซิบเสียงเบาว่า "นายน้อย มีนักพรตมาขอพบขอรับ"
"อ้อ" ฟางจี้ฝานวางมาดเข้ม ราวกับว่ามีใครไปแหย่ให้เขาโกรธมา
ความจริงมีเพียงฟางจี้ฝานที่รู้ดีว่า ในใจเขานั้นเบิกบานจนดอกไม้บานสะพรั่ง!
จิ้นซื่อห้าคนเชียวนะ แถมยังกวาดสามอันดับแรกของบัณฑิตเอก (อี้เจี่ย) ไปจนเกลี้ยง วันหน้าลูกศิษย์ทั้งห้าคนนี้ได้เป็นขุนนาง ข้าฟางจี้ฝานจะไม่สบายไปทั้งชาติเลยหรือ?
แน่นอน ตอนนี้จะแสดงท่าทีดีใจออกมาไม่ได้เด็ดขาด
อืม ต้องทำท่าเจ็บปวดรวดร้าวเข้าไว้
ต้องอาศัยโอกาสอันดีนี้ สั่งสอนเจ้าห้าคนนั้นให้เข็ดหลาบ!
มีบทเรียนจากสวีจิงเป็นตัวอย่างแล้ว ต้องทำให้พวกเขาเข้าใจว่า คำพูดของอาจารย์นั้นต้องฟัง เรื่องแบบนี้มีหนึ่งย่อมมีสอง ต้องกำจัดความคิดชั่วร้ายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นในใจพวกเขาให้สิ้นซากตั้งแต่ยังเป็นต้นกล้า
ทว่า... มีนักพรตมาหา?
ฟางจี้ฝานจึงถามว่า "คนอยู่ที่ไหน?"
สังเกตสีหน้าของฟางจี้ฝาน คนเฝ้าประตูคิดว่าครั้งนี้บรรดาลูกศิษย์ของนายน้อยคงสอบได้ไม่ดี จึงตอบอย่างกล้าๆ กลัวๆ เกรงว่าจะทำให้นายน้อยกริ้ว "อยู่ในโถงรับรองขอรับ เขาบอกว่านายน้อยเป็นศิษย์อาของเขา"
ดวงตาของฟางจี้ฝานฉายประกายวูบหนึ่ง เขารู้แล้วว่าเป็นใคร พยักหน้า แล้วรีบเดินเข้าไปในจวน
พอเข้าสู่โถงหลัก ก็เห็นหลี่เชาเหวินที่สวมหมวกและชุดนักพรต กำลังทำหน้าอมทุกข์ นั่งไม่ติดที่ ส่ายหน้าถอนหายใจอยู่
ทันทีที่หลี่เชาเหวินเห็นฟางจี้ฝาน ดวงตาแดงก่ำก็พร่ามัวไปด้วยน้ำตา ราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ได้ เขาคุกเข่าลงแทบเท้าฟางจี้ฝานทันที ร้องคร่ำครวญว่า "ศิษย์อาช่วยข้าด้วย ศิษย์อาช่วยข้าด้วยขอรับ"
"..."
ไอ้สวะ!
ฟางจี้ฝานด่าในใจ ดูสภาพไร้กระดูกสันหลังและไร้อนาคตนี่สิ
"เป็นอะไรไป?" ฟางจี้ฝานนั่งลงไขว่ห้าง
น้ำตาของหลี่เชาเหวินไหลพราก กล่าวไปพลางร้องไห้ไปพลาง "นับตั้งแต่ศิษย์หลานได้ดูแลโรงเจ ศิษย์พี่ก็คอยหาเรื่องกลั่นแกล้งข้าทุกวิถีทาง เมื่อไม่กี่วันก่อน มีคนใส่ร้ายว่าศิษย์หลานยักยอกเงินทองและสิ่งของในโรงเจ พวกเขาสร้างหลักฐานเท็จชัดๆ ไม่รู้ทำไมในห้องนอนของศิษย์หลาน ถึงถูกพวกเขาค้นเจอแก้วแหวนเงินทองมากมาย แต่ศิษย์หลานอยู่ที่โรงเจ ทำงานตัวลีบด้วยความระมัดระวังทุกวัน จะกล้ายักยอกทรัพย์สินได้อย่างไร? ตอนนี้ศิษย์พี่ใหญ่ได้รายงานเจ้าอาวาสแล้ว บอกว่าจะขับไล่ศิษย์หลานออกจากสำนัก... ศิษย์อา... ข้าบวชเป็นนักพรตมาตั้งแต่เด็ก ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน หากถูกไล่ออกจากอารามหลงเฉวียน จะให้ข้าไปอยู่ที่ไหน..."
ฟางจี้ฝานฟังแล้ว ก็ไม่รู้สึกแปลกใจ แต่ก็รู้สึกแปลกใจ...
ที่ไม่แปลกใจคือ จางเชาเซียนผู้นั้นไม่ใช่ตะเกียงขาดน้ำมัน (ไม่ใช่คนธรรมดา) เขาต้องหาทางจัดการหลี่เชาเหวินแน่ๆ ที่แปลกใจคือ หลี่เชาเหวิน มารดาเถอะ เจ้าไม่มีลูกไม้สักนิดเลยหรือ? เจ้าไม่รู้จักดึงดูดรวบรวมศิษย์พี่ศิษย์น้อง ไม่รู้จักโต้กลับบ้างเลยหรือไง?
เจ้านี่ มันขยะชัดๆ
"ศิษย์อา ข้าน้อยจบเห่แล้ว จบเห่โดยสมบูรณ์ ศิษย์พี่ใหญ่ไม่มีทางปล่อยข้าแน่ ศิษย์อา ตอนนี้ควรทำอย่างไรดี ควรทำอย่างไรดีขอรับ"
ฟางจี้ฝานทำหน้านิ่ง มองดูหลี่เชาเหวินที่ดูขี้ขลาดตาขาวอย่างที่สุด
เฮ้อ... จะหวังพึ่งสติปัญญาของหลี่เชาเหวินไปเอาชนะจางเชาเซียน เห็นชัดว่าเป็นไปไม่ได้ เจ้านี่ไม่มีสมองเลยสักนิด
แต่ว่า... จะทิ้งหลี่เชาเหวินไปดื้อๆ แบบนี้หรือ?
ทิ้งเขาไป ก็หมายความว่าที่ดินของอารามหลงเฉวียนจะหลุดลอยไป แม้ตนจะมีศักดิ์เป็นศิษย์อาอาวุโส แต่ก็ไม่ใช่นักพรตอาชีพ กิจการภายในของอารามหลงเฉวียน เขาเข้าไปยุ่งไม่ได้
ที่ดินเชียวนะ ที่ดินผืนใหญ่ขนาดนั้น ต้องเอามาอยู่ในมือให้ได้
แต่... จะแก้อย่างไรดี?
ฟางจี้ฝานหรี่ตา ทันใดนั้นก็ถามว่า "เจ้ามีความสามารถพิเศษอะไรไหม?"
ความ... ความสามารถพิเศษ?
ฟางจี้ฝานถามกะทันหัน หลี่เชาเหวินตะลึงงัน ก้มหน้าต่ำ ตอบไม่ได้
ฟางจี้ฝานมองเขาด้วยสายตาเย็นชา กล่าวต่อว่า "ในเมื่อเจ้าเป็นนักพรต น่าจะขอฝนเป็นกระมัง?"
"ขอ... ขอฝน... ม... ไม่เป็นขอรับ" หลี่เชาเหวินหน้าซีดเผือด กลัวจนหน้าเขียว "ศิษย์อา การขอฝน ใครจะไปทำได้ หากขอฝนได้จริง เมืองหลวงแห้งแล้งมานานขนาดนี้ ราชสำนักคงมีราชโองการให้ขอฝนไปนานแล้ว ศิษย์อาอย่าล้อเล่นเลย การขอฝน... เป็นเรื่องเหลวไหล ถือเป็นจริงเป็นจังไม่ได้"
ฟางจี้ฝานซาบซึ้งใจนัก นานๆ ทีจะเจอนักพรตที่มาอธิบายให้ฟังว่าการขอฝนคือเรื่องหลอกลวง ทำให้ฟางจี้ฝานตระหนักว่า ศาสนาเต๋าแบบดั้งเดิมนี่ช่างซื่อสัตย์จริงๆ
แต่ว่า...
ฟางจี้ฝานกลับตีหน้าเคร่งขรึมมองเขาแล้วกล่าวว่า "แกล้งทำเป็นพิธีก็ไม่เป็นหรือ?"
"อันนี้ เป็น... เป็นขอรับ..."
ฟางจี้ฝานจึงแค่นหัวเราะ "งั้นก็ขอฝน หากฝนตกลงมา ใครจะกล้าไล่เจ้าออกจากอารามหลงเฉวียน? ถึงเวลานั้น ในอารามหลงเฉวียน ก็จะไม่มีที่ยืนให้ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าอีกแล้ว ตอนนี้แล้งมาหลายเดือน ตั้งแต่ในวังจนถึงชาวบ้านร้านตลาด ไม่มีใครไม่โหยหาสายฝน หากเจ้าขอลงมาได้ ก็จะเป็นความชอบเทียมฟ้า"
หลี่เชาเหวินชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ทำหน้าเศร้า "ศิษย์อา ถึงเวลานี้แล้ว ท่านอย่าล้อเล่นเลย เรื่องพวกนี้ล้วนเป็นกลลวงทั้งนั้น สวรรค์เบื้องบน... สวรรค์เบื้องบนก็หลอกคน ต่อให้เป็นเทพยดาบนฟ้า หรือภูตผีปีศาจ... ล้วน... ล้วนแต่เป็นเรื่องเหลวไหล ไร้สาระทั้งเพ ศิษย์หลานอยู่ในอารามมาหลายสิบปี จะไม่เข้าใจได้อย่างไร? ในโลกนี้ไม่มีพญามังกร ไม่มีพญามังกร แล้วจะไปขอฝนกับใคร..."
ฟางจี้ฝานแยกเขี้ยว แน่นอนเขารู้ว่าโลกนี้ไม่มีพญามังกร หรือว่าข้าฟางจี้ฝานจะเข้าใจวิทยาศาสตร์น้อยกว่านักพรตหัวขนชี้จากศตวรรษที่สิบหกอย่างเจ้า?
เพียงแต่... ฟางจี้ฝานดูเหมือนจะจำได้ลางๆ ว่า ในบันทึกท้องถิ่นของเป่ยจื๋อลี่เคยบันทึกไว้ว่า หลังภัยแล้งครั้งใหญ่ในปีหงจื้อที่สิบสอง จะมีฝนตกหนัก เวลาคร่าวๆ น่าจะอีกประมาณสิบวันหลังจากนี้ แน่นอนว่าฝนจะตกจริงหรือไม่ หรือจะตกเวลาไหนเป๊ะๆ ฟางจี้ฝานก็ไม่รู้แน่ชัด
การขอฝน ก็ต้องเสี่ยงกันหน่อย ขอได้ ก็เป็นความชอบใหญ่ ถึงตอนนั้น...
ถ้าขอไม่ได้ ยังไงเจ้าหลี่เชาเหวินก็ต้องจบเห่อยู่แล้ว ก็รักษาแบบม้าตายเป็นม้าเป็นไปเถอะ
ฟางจี้ฝานจึงตัดสินใจ กล่าวว่า "เรื่องนี้ตกลงตามนี้ อีกสิบวัน ขอฝน ถึงเวลาองค์รัชทายาทจะเสด็จเป็นประธาน ข้าฟางจี้ฝานเป็นคนซื่อสัตย์ ดังนั้นจะพูดกับเจ้าตรงๆ หากฝนตกลงมา ข้าและองค์รัชทายาทจะได้ความชอบใหญ่ เจ้าเองก็ย่อมมีความชอบด้วย แต่ถ้าขอฝนไม่สำเร็จ ก็คือองค์รัชทายาทถูกนักพรตชั่วอย่างเจ้าหลอกลวง เจ้าสมควรตายหมื่นครั้ง แต่อย่าได้ซัดทอดมาถึงรัชทายาทเด็ดขาด การซัดทอดรัชทายาทมีจุดจบอย่างไร เจ้าคงรู้นะ รีบกลับไปเตรียมตัวเสีย อันที่จริงการขอฝนง่ายมาก เป่าไฟ เผากระดาษ สวดมนต์ ก็ตกลงตามนี้!"
"ศิษย์อา..." หลี่เชาเหวินร้องโหยหวน!
ฟ้านี่ไม่ตกมาหลายเดือนแล้ว อีกหลายเดือนข้างหน้า ก็คงไม่มีทางตก นี่... นี่ไม่ใช่ให้เขาไปตายหรือ? ฟ้าแบบนี้ จะให้ขอฝนบ้าบออะไรได้
เขาจึงน้ำตาไหลพราก "ศิษย์อา... ข้าทำอะไรไม่เป็นเลย ศิษย์อาไว้ชีวิตด้วย"
ฟางจี้ฝานแค่นเสียงฮึ "อีกสิบวัน ฝนต้องตกแน่ จะพูดมากทำไม หรือต้องให้ศิษย์อาตีเจ้าให้ตายถึงจะพอใจ? หุบปาก ตอนนี้ไสหัวกลับไปรอฟังข่าว"
"..."
รับมือกับคนไม่มีความคิดเป็นของตัวเองอย่างหลี่เชาเหวิน ฟางจี้ฝานย่อมไม่ต้องเกรงใจมากนัก ยิ่งเกรงใจ ยิ่งทำให้เขาคิดว่ามีช่องว่างให้ต่อรอง เรื่องบังคับให้ไปขอฝนก็จะล่มเอาได้
ตอนนี้การปลูกมันเทศขนานใหญ่เป็นเรื่องเร่งด่วนจ่อคอหอย สำหรับที่ดินนับหมื่นหมู่ของอารามหลงเฉวียน ฟางจี้ฝานมุ่งมั่นต้องเอามาให้ได้ เขาตรรอไม่ไหวแล้ว
เพื่อช่วยเหลือผู้หิวโหยนับไม่ถ้วนที่กำลังจะเกิดขึ้น เจ้าหลี่เชาเหวินนับเป็นตัวอะไร ตายก็ตายไป
นี่คือการฆ่าหนึ่งคนช่วยคนนับสิบล้าน ชั่วพริบตา ฟางจี้ฝานก็พบว่า จิตวิญญาณของตนยกระดับขึ้นอีกแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ตนเองก็ค่อนข้างมั่นใจเรื่องขอฝน เจ้าหลี่เชาเหวินอาจจะไม่ตายก็ได้
เมื่อเห็นฟางจี้ฝานมีสีหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง หลี่เชาเหวินก็สิ้นหวังทันที!
เห็นได้ชัดว่าเขาถูกรัศมีของฟางจี้ฝานข่มขวัญ โดยเฉพาะท่าทางอำมหิตของศิษย์อา ทำให้เขาตกใจ เขาอยู่บนเขาเป็นนักพรตมาทั้งชีวิต ถูกศิษย์พี่กดขี่มาตลอด เดิมทีก็เป็นคนไม่มีความคิดเป็นของตัวเองอยู่แล้ว จะไปมีความกล้าต่อรองอะไรได้อีก? ได้แต่ตัวสั่นงันงก โศกเศร้าเสียใจ สวรรค์... ศิษย์อาท่านนี้ ทำข้าตายทั้งเป็นแล้วจริงๆ
นี่มันเวรกรรมอะไรกัน!
ทันใดนั้น คนเฝ้าประตูก็รีบวิ่งเข้ามา "นายน้อย นายน้อย คนในวังมาขอรับ ถ่ายทอดพระราชดำรัสรับสั่งให้นายน้อยเข้าเฝ้าด่วน ได้ยินว่า... ในวังยังส่งคนไปตามองค์รัชทายาทและนายท่านด้วย"
หายใจหอบเล็กน้อย คนเฝ้าประตูกล่าวต่อ "นายน้อย ต้องรีบหน่อย บอกว่าเป็นเรื่องด่วนที่สุด ฝ่าบาททรงรออยู่ที่ตำหนักน่วนเก๋อแล้ว นายน้อยห้ามชักช้า"
นี่... มันสถานการณ์อะไรอีก
ฟางจี้ฝานเริ่มงง
ช่วงนี้ตนทำอะไรผิดไปหรือเปล่า?
ดูเหมือนจะไม่มี
งั้นก็ดี งั้นก็ดี
แต่ว่า... ฟางจี้ฝานยังคงกระวนกระวายใจอยู่บ้าง เพราะจู่ๆ ฮ่องเต้ก็นึกถึงเขาขึ้นมา มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
เขาไม่สนใจหลี่เชาเหวินอีก สั่งให้รีบกลับไปเตรียมการ ส่วนตัวเองก็รีบลุกขึ้น ขี่ม้าบึ่งไปที่ประตูอู่เหมินอย่างรวดเร็ว
เพิ่งลงจากหลังม้า ฟางจี้ฝานก็เห็นรถม้าของจูโฮ่วเจาทรงมาถึงพอดี
จูโฮ่วเจาลงจากรถม้า พอเห็นฟางจี้ฝาน ก็เดินหน้าบานเข้ามาหา "เหล่าฟาง (ฟางแก่) ยินดีด้วยจริงๆ ได้ยินว่าลูกศิษย์เจ้าสอบได้จอหงวนเชียวนะ"
ทั้งสองไม่ได้เจอกันพักใหญ่ กลับดูสนิทสนมกันเป็นพิเศษ
วันนี้ จูโฮ่วเจาก็ส่งคนไปดูประกาศที่ลานสอบ พอได้ข่าว ก็ตกใจกับผลสอบนี้จริงๆ โหดเกินไปแล้ว
ไม่ใช่แค่นั้น...
จูโฮ่วเจามองฟางจี้ฝานด้วยความชื่นชมระคนขบขัน "ยังมีเรื่องดีอีกเรื่องหนึ่งนะ ฮิๆ เจ้าได้ข่าวอะไรบ้างหรือเปล่า?"
ฟางจี้ฝานส่ายหน้าอย่างงุนงง
"ชัยชนะครั้งใหญ่!" จูโฮ่วเจาแทบจะก้มกราบฟางจี้ฝานอยู่แล้ว กล่าวด้วยสีหน้าเบิกบานว่า "กุ้ยโจว... ชนะศึกครั้งใหญ่แล้ว! ตอนนี้ข่าวยังไม่ออกมา เปิ่นกง (ตัวข้า-คำเรียกแทนตัวของรัชทายาท) ได้ยินว่าเสด็จพ่อสั่งให้ห้องอาลักษณ์ร่างฎีกาแล้ว เจ้าต้องรู้นะ ว่านี่เป็นชัยชนะแบบไหน?"
ได้ยินว่าชัยชนะครั้งใหญ่ ฟางจี้ฝานก็โล่งอก นี่เป็นเรื่องดี อย่างน้อยก็แบ่งเบาภาระราชสำนักไปได้บ้าง เพียงแต่... ชัยชนะครั้งใหญ่นี้ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกับเขาเลยนี่นา เกี่ยวอะไรกับข้าด้วยวะ!
(จบแล้ว)