- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 121 - สมบัติล้ำค่าจากฟ้าดิน
บทที่ 121 - สมบัติล้ำค่าจากฟ้าดิน
บทที่ 121 - สมบัติล้ำค่าจากฟ้าดิน
บทที่ 121 - สมบัติล้ำค่าจากฟ้าดิน
จูโฮ่วเจ้าพาแตงโมมาที่นี่เพื่อขายเอาเงิน แต่เห็นชัดๆ ว่าฟางจี้ฟานกลับให้จางเฮ่อหลิงกินฟรี เขาจะไม่โมโหได้อย่างไร?
ฟางจี้ฟานกระตุกแขนเสื้อจูโฮ่วเจ้าเบาๆ ส่งสัญญาณให้เขาหุบปาก
เวลานี้ ย่อมต้องมีคนมาชิมเพื่อพิสูจน์สินค้า ไม่อย่างนั้นจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าแตงโมของพวกเขาเป็นแตงดี
ให้โซ่วหนิงโหวมาชิมถือว่าเหมาะที่สุด เพราะฟางจี้ฟานกับสองพี่น้องตระกูลจางมีความบาดหมางกันมาก่อน เวรระงับด้วยการไม่จองเวรนะ
จางเฮ่อหลิงได้ยินว่าฟรี ก็หูผึ่งทันที "ไม่คิดเงินรึ?"
"ไม่คิดเงิน!" ฟางจี้ฟานวางท่าใจป้ำ "หลานเคารพเลื่อมใสท่านลุงมานาน เดี๋ยวจะเฉือนให้ชิมสักชิ้น"
จางเฮ่อหลิงตาโต มีของฟรีไม่เอา ก็เสียชื่อบรรพบุรุษแย่
จางเหยียนหลิงรีบเสนอหน้าเข้ามา ทำหน้าตะกละ "ข้ากินด้วย ข้าหิว"
"ได้ ได้ ได้" ฟางจี้ฟานตั้งใจจริงที่จะผ่อนคลายความตึงเครียดกับพี่น้องตระกูลจาง ถูกสองพี่น้องจอมวายร้ายจ้องเล่นงานอยู่ทุกวัน บางทีมันก็นอนไม่หลับเหมือนกันนะ!
เขาหยิบมีดตัดแตงโม เลือกมาลูกหนึ่ง แล้วผ่าครึ่งท่ามกลางสายตาของฝูงชน
น้ำแตงโมไหลทะลักออกมาทันที ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊ต่างเบิกตากว้าง ได้กลิ่นหอมของแตงโชยมา และเห็นน้ำฉ่ำๆ ที่ไหลออกมานั้น
เป็นแตงโมจริงๆ...
เป็นแตงโม... ของจริง...
คราวนี้ หลายคนนอกจากจะตกตะลึงแล้ว ยังอดน้ำลายสอไม่ได้
เพราะไม่ได้กินแตงโมมานานกว่าครึ่งค่อนปีแล้ว มาเห็นคนผ่าแตงสดๆ ต่อหน้าแบบนี้ มัน... ช่างเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริงๆ
ฟางจี้ฟานหั่นแตงโมครึ่งลูกเป็นชิ้นๆ อย่างชำนาญ "ลองชิมดู"
จางเฮ่อหลิงไม่เกรงใจ เลือกชิ้นที่ใหญ่ที่สุด จางเหยียนหลิงก็รีบคว้าชิ้นที่ใหญ่รองลงมาอย่างไม่รอช้า
สองพี่น้องใช้สองมือประคองแตงโม ก้มหน้าก้มตากินอย่างตะกละตะกลาม
รสชาติหวานฉ่ำเข้าปาก จางเฮ่อหลิงกินไปก็เดาะลิ้นชมไป "อร่อย อร่อย ไม่ได้กินของอร่อยแบบนี้มานานแล้ว"
"อือ อือ อร่อย..." จางเหยียนหลิงเคี้ยวจนไม่ยอมคายเมล็ด
ภาพสองคนก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อย กระตุ้นความอยากอาหารของผู้คนรอบข้างได้ดีนัก
จางเฮ่อหลิงกินอย่างมีความสุข ในใจก็แอบหัวเราะเยาะ แตงโมลูกละสิบตำลึง วันนี้ได้กินฟรีลาภปากจริงๆ เจ้าโง่ฟางจี้ฟาน คิดว่าจะใช้แตงชิ้นเดียวมาประจบเอาใจข้าได้รึ ฝันไปเถอะ กินเสร็จข้าก็ยังเกลียดเจ้าเหมือนเดิม
แต่ทว่า... ความรู้สึกได้เปรียบชาวบ้านแบบนี้ ทำให้จางเฮ่อหลิงสุขกายสบายใจบอกไม่ถูก สะใจจริงๆ ได้กินแตงของศัตรู แถมยังได้เปรียบมันอีก ชีวิตช่างมีความสุขแท้!
คราวนี้ ทุกคนมั่นใจแล้วว่า นี่คือแตงโมจริงๆ
แตงโมที่ออกผลในหน้าหนาวอันหนาวเหน็บ
ฤดูหนาวของเมืองหลวงยาวนานเกินไป จนทำให้ผักผลไม้ในเมืองหลวงขาดแคลนและซ้ำซากจำเจ แม้แต่ขุนนางใหญ่โตก็ยังหากินยาก
แม้จะกินหูฉลามรังนกมาเยอะ แต่พอเห็นแตงโมสดๆ อยู่ตรงหน้า ก็ยังอดหวั่นไหวไม่ได้
ติดอยู่แค่ว่า... แพงเกินไป
สิบตำลึง ไปปล้นเอายังง่ายเสียกว่า อีกอย่าง รออีกไม่กี่เดือนแตงโมก็ออกแล้ว ถึงตอนนั้นกลัวจะกินไม่ทันด้วยซ้ำ
แต่พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า แตงโมนี่มาจากไหน?
มีคนกระแอมไอ เดินออกมาถาม "ฟางจี้ฟาน..."
ฟางจี้ฟานยิ้มแย้มดุจสายลมฤดูใบไม้ผลิ "ใต้เท้ามีคำชี้แนะอันใดขอรับ"
คนผู้นั้นถาม "แตงนี้ได้แต่ใดมา?"
"เป็นของที่เปิ่นกงปลูกในสำนัก..." จูโฮ่วเจ้าทำหน้าภูมิใจ อยากจะอวดเต็มแก่
ฟางจี้ฟานรีบดึงแขนเสื้อเขาไว้
จะบอกว่าปลูกในสำนักจั้นซื่อไม่ได้เด็ดขาด
แตงโมลูกละสิบตำลึง แพงไหม? แพงระยับ นี่เท่ากับค่าใช้จ่ายของชาวบ้านทั่วไปหลายปี
แม้แต่เชื้อพระวงศ์ขุนนางผู้ใหญ่หลายคน ก็ยังต้องคิดหนัก
ดังนั้น แตงโมที่ปลูกได้ในหน้าหนาว แม้จะหายาก ช่วยให้หายอยากได้ แต่จะให้คนยอมควักเงินจ่ายทันที ก็ยังยากอยู่
ปีหน้า พอที่ซีซานขยายการเพาะปลูก ราคาแตงโมต้องร่วงกราวรูดแน่ แต่ในแผนของฟางจี้ฟาน การตั้งราคายังไงก็ต้องให้อยู่ในเกณฑ์สินค้าฟุ่มเฟือย
แต่จะให้คนยอมจ่ายซื้อของฟุ่มเฟือยแบบนี้ ต้องใส่ 'เรื่องราว' เข้าไปให้มันดูพิเศษ
โชคดีที่เรื่องจูโฮ่วเจ้าปลูกแตง ฝ่าบาททรงกลัวขายหน้า เลยสั่งปิดข่าวในสำนักจั้นซื่อ คนที่รู้เรื่องมีน้อยมาก ต่อให้รู้ก็ไม่กล้าพูด
ฟางจี้ฟานวางมีดตัดแตง กระแอมไอปรับเสียง แล้วกล่าวว่า "แตงนี้ปลูกที่ซีซาน"
พี่น้องตระกูลจางที่กำลังแทะเปลือกแตง (เสียดายของ) พอได้ยินคำว่าซีซาน ก็ชะงักกึก
"หือ? ซีซาน?" ขุนนางทั้งหลายทำหน้าแปลกใจ หันมองหน้ากัน ลูบเคราครุ่นคิด ยิ่งรู้สึกพิกล "ซีซานปลูกแตงได้ในหน้าหนาวเยี่ยงนี้หรือ?"
"ทำไมจะไม่ได้?" ฟางจี้ฟานพูดฉอดๆ "ท่านดูสิ ซีซานยังผลิตถ่านหินออกมาได้เลย แถมเป็นถ่านหินที่จุดไฟติดด้วย"
จางเฮ่อหลิงรู้สึกเจ็บจี๊ดที่หัวใจขึ้นมาทันที แต่... แตงในมือยังทิ้งไม่ได้ ก้มหน้าแทะเปลือกต่อไป
"แต่ว่า... มันเกี่ยวอะไรกับการปลูกแตงในหน้าหนาวเล่า?"
ฟางจี้ฟานยิ้ม "เพราะซีซาน เป็นดินแดนแห่ง 'สมบัติล้ำค่าจากฟ้าดิน' ไงเล่า เป็นที่รวมพลังปราณฟ้าดิน ในเมื่อให้กำเนิดถ่านหินไร้ควันได้ ก็ย่อมให้กำเนิดแตงวิเศษนี้ได้ แตงนี้เกิดจากผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ ดูดซับสารอาหารจากซีซาน ดังนั้นแตงนี้ ไม่เพียงหอมหวาน แต่ยังมีสรรพคุณบำรุงร่างกาย บำรุงไต ชะลอวัย และอื่นๆ อีกสารพัด นี่คือการกลั่นตัวของปราณฟ้าดิน ข้าฟางจี้ฟานขอเอาเกียรติเป็นประกัน แตงนี้คือแตงบำรุงสุขภาพ ไม่ธรรมดาแน่นอน"
ขุนนางทั้งหลายจ้องมองแตงโมตาเป็นมัน พยักหน้าตามโดยไม่รู้ตัว
ยุคสมัยนี้ ผู้คนเชื่อถือเรื่องฮวงจุ้ยมาก พอฟางจี้ฟานโม้แบบนี้ ก็เริ่มฟังดูมีเหตุผล ที่ซีซานนั่นแปลกประหลาดจริงๆ ถ่านหินที่ขุดได้ก็ไม่มีควัน ในเมื่อแตงนี้ปลูกที่ซีซาน หน้าหนาวแบบนี้จะมีแตงได้ไง ถ้าไม่ใช่เหตุผลนี้ ก็ไม่มีคำอธิบายอื่นแล้ว
ถ้าเป็นอย่างนั้น สรรพคุณของแตงนี้ ก็เทียบเท่าโสมพันปีได้เลยสิ?
หลายคนตาลุกวาวทันที
ขุนนางในราชสำนัก ส่วนใหญ่สุขภาพไม่ค่อยดี โดยเฉพาะร่างกายที่ใช้งานหนักเกินไป พวกเขาชอบบำรุงไต... เอ้ย บำรุงสุขภาพกันทั้งนั้น...
มีคนเริ่มเปิดปากขอซื้อ แม้จะยังมีคนเสียดายเงิน แต่ก็มีคนอยากลองของ
เพราะ... นี่คือแตงที่งอกออกมาในหน้าหนาวเชียวนะ เหลือเชื่อเกินไปแล้ว ตอนนี้มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้
อีกอย่าง ขุนนางหลายคนรวยจะตาย อย่าเห็นว่าปกติทำตัวจนๆ รับเบี้ยหวัดน้อยนิด แต่ต่อให้ไม่โกงกิน คนที่เรียนหนังสือมาเป็นขุนนางได้ (ยกเว้นพวกแปลกแยกอย่างโอวหยางจื้อทั้งสาม) ส่วนใหญ่บ้านเดิมก็มีที่นาเป็นหมื่นเป็นแสนไร่ มีร้านค้าเป็นแถบๆ ในเมืองทั้งนั้น
"ข้าเอาลูกนึง"
คนส่วนใหญ่ซื้อเพราะอยากรู้อยากเห็น บำรุงสุขภาพได้จริงหรือ? แตงที่เกิดหน้าหนาวหน้าตาเป็นยังไง?
ความสงสัยในใจมากมาย ใช้เงินแค่สิบตำลึงก็ไขปริศนาได้ ไม่ขาดทุนหรอก ไม่โดนหลอกหรอกน่า
เพียงแต่...
ไม่มีใครสังเกตเห็นว่า จางเฮ่อหลิงที่เมื่อครู่ยังแทะแตงอย่างเมามัน ตอนนี้ตัวแข็งทื่อไปแล้ว แตงในปากยังไม่ทันได้กลืน เคี้ยวยังไม่ทันละเอียด
แม้แต่น้องชาย จางเหยียนหลิง จะยังคงกินอย่างมูมมาม แทบจะกลืนเปลือกแตงลงไปด้วยก็ตาม
แต่ทว่า...
ไอคิวของจางเฮ่อหลิง ย่อมเหนือกว่าน้องชาย คำพูดของฟางจี้ฟานเมื่อครู่ ดังก้องอยู่ในหัวเขาซ้ำไปซ้ำมา
ที่ดินซีซาน... ปราณฟ้าดินจันทราตะวัน... ผลิตถ่านหินไร้ควันได้ ยังปลูกแตงหน้าหนาวได้อีก... บำรุงร่างกาย บำรุงไต...
ซีซาน... นั่นมันที่ดินของตระกูลจางเราไม่ใช่เหรอ?
งั้นแตงนี่... ก็ควรเป็นของตระกูลจางเราสิ แตงลูกละสิบตำลึง... นี่มันแตงที่ปลูกได้ในหน้าหนาว ขายได้ลูกละสิบตำลึงเชียวนะ...
เขาเหมือนถูกสาปให้เป็นหิน
จางเหยียนหลิงที่อยู่ข้างๆ กินจนน้ำแตงเลอะเต็มหนวดเครา ปากก็พร่ำบอกอย่างมีความสุขว่า "พี่ อร่อย บำรุงไตด้วย..."
อุว้าก!
จู่ๆ จางเฮ่อหลิงก็ปล่อยโฮออกมาดังลั่น คายเนื้อแตงในปากทิ้ง ขว้างเปลือกแตงลงพื้น มือขยุ้มเสื้อหน้าอกตัวเองแน่น แล้วทุบหน้าอกตัวเองรัวๆ...
ปึก... ปึก... ปึก...
หมัดทุบลงบนอก ดังเหมือนตีกลอง
เขาอ้าปากกว้าง ส่งเสียงร้องโหยหวนในลำคอ แต่ปากสั่นระริก เหมือนโกรธจนเลือดขึ้นหน้า จนเสียงไม่ออกมาจากคอ
ที่ดินตระกูลจาง นั่นมันที่ดินตระกูลจาง เป็นที่ดินที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ เตรียมไว้เป็นมรดกตกทอดสู่ลูกหลาน
มันคือแดนสวรรค์ที่ผลิตถ่านหินไร้ควัน และปลูกแตงอายุวัฒนะได้เชียวนะ
จางเฮ่อหลิงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว เขาอยากทุบตัวเองให้ตาย ตายไปซะให้พ้นๆ น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มเป็นทางยาว
นี่มันแตงของข้า
ถ่านหินของข้า
ที่ดินของข้า!
จางเหยียนหลิงตกใจแทบสิ้นสติ รีบเข้าไปห้ามพี่ชายทำร้ายตัวเอง กอดพี่ชายไว้แน่น ร้องว่า "พี่ ท่านทำลายข้าวของเกินไปแล้ว เปลือกแตงดีๆ ทิ้งทำไม พี่ อย่าร้องสิ เป็นอะไรไป..."
จางเฮ่อหลิงไม่ตอบ ได้แต่ร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนา จางเหยียนหลิงจำต้องเรียกองครักษ์มาช่วยหามจางเฮ่อหลิงออกไป
เหล่าขุนนางมองดูจางเฮ่อหลิงที่แสดงอาการเกินเหตุด้วยความงุนงง โซ่วหนิงโหวผู้นี้ ปกติก็ประหลาดๆ เลอะเลือนอยู่แล้ว วันนี้ยิ่งหนักข้อเข้าไปใหญ่
ฟางจี้ฟานกลับยิ้มอย่างภาคภูมิใจ "โซ่วหนิงโหวได้กินแตงของพวกเรา ถึงกับซาบซึ้งใจจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ชาตินี้เขาคงไม่เคยกินแตงดีๆ แบบนี้มาก่อนกระมัง"
"..." ขุนนางทั้งหลายตาเป็นประกายทันที
วิเศษขนาดนั้นเชียว...
แน่นอน ย่อมมีพวกผู้ผดุงความยุติธรรมออกมาพูดจาขวางโลก "การขายแตงเป็นการกระทำของพ่อค้าหน้าเลือด องค์รัชทายาททรงเป็นถึงว่าที่กษัตริย์ ไยจึงทำเรื่องเช่นนี้"
ฟางจี้ฟานตอบ "องค์รัชทายาททรงเห็นใจผู้ลี้ภัยที่ซีซาน เพื่อปรับปรุงความเป็นอยู่ของพวกเขา จึงมาขายแตง เจตนาเพื่อช่วยผู้ลี้ภัย ข้าขอประกาศตรงนี้ เงินที่ได้จากการขายแตงวันนี้ จะนำไปแจกจ่ายให้ผู้ลี้ภัยที่ซีซานทั้งหมด!"
"..."
นี่มันเล่นลิ้นชัดๆ ผู้ลี้ภัยที่ซีซาน ตอนนี้กลายเป็นคนงานเหมืองหมดแล้ว เป็นคนที่ฟางจี้ฟานเลี้ยงดูอยู่แล้ว การจ่ายเงินค่าจ้างมันเป็นหน้าที่อยู่แล้ว ที่บอกว่าเอาเงินขายแตงไปแจกผู้ลี้ภัย ก็แค่เอาเงินกระเป๋าซ้ายเข้ากระเป๋าขวา
แต่ว่า... ก็ทำอะไรเขาไม่ได้
"ข้าขอลองสักลูก"
"ข้าก็เอาด้วย..."
(จบแล้ว)