เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 101 - เกียรติยศแห่งวงศ์ตระกูล

บทที่ 101 - เกียรติยศแห่งวงศ์ตระกูล

บทที่ 101 - เกียรติยศแห่งวงศ์ตระกูล


บทที่ 101 - เกียรติยศแห่งวงศ์ตระกูล

ในพระทัยของฮ่องเต้หงจื้อ เหมือนมีม้านับหมื่นตัววิ่งควบผ่านด้วยความโกลาหล

ต้องเข้าใจว่า ผู้ที่สอบได้อันดับแปด ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ นี่คือหัวกะทิในหมู่หัวกะทิ บัณฑิตทั่วหล้า คัดเลือกกันมาเป็นชั้นๆ บัณฑิตนับล้าน เริ่มจากสอบเป็นซิ่วไฉ จากนั้นสอบเป็นจูเหริน สุดท้ายเข้าสอบฮุ่ยซื่อ แค่สอบผ่านฮุ่ยซื่อ ก็ถือว่าเป็นยอดคนในหมู่บัณฑิตทั่วหล้าแล้ว นี่สอบได้ถึงที่แปด เพียงพอจะเย้ยหยันบัณฑิตจำนวนนับไม่ถ้วนได้แล้ว

แต่ทว่า...

คนเลว... ขายขี้หน้า... น่าละอาย... ไปตายซะ...

คำพูดเหล่านี้ กลับมาเกี่ยวข้องกับคนที่สอบได้ที่แปด

สีพระพักตร์ของฮ่องเต้หงจื้อดูพิลึกพิลั่นอย่างยิ่ง

หวังเอ๋ายิ้มถาม "ฝ่าบาท เป็นอะไรไปหรือพ่ะย่ะค่ะ..."

ฮ่องเต้หงจื้อสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงที่บอกไม่ถูกว่าขำหรือเศร้าดี "เจียงเฉิน สอบฮุ่ยซื่อครั้งนี้ ได้อันดับที่แปด!"

"..."

รอยยิ้มของหวังเอ๋า แข็งค้างไปในทันที

ความรู้สึกนี้มันเหมือนกับอะไรนะ เหมือนกับถูกชายฉกรรจ์หลายสิบคนรุมล้อม แล้วยัดแมลงวันเข้าปากจนเต็ม จากนั้นภาพลักษณ์อันน่าหมั่นไส้ของฟางจี้ฟานก็ลอยขึ้นมาตรงหน้า แล้วถามอย่างเป็นกันเองว่า อร่อยไหม?

ในตำหนักอุ่น เงียบกริบ

พวกเขาไม่รู้สึกแปลกใจที่ลูกศิษย์สองคนของฟางจี้ฟานสอบได้ที่หนึ่งที่สองอีกแล้ว

แต่กลับเป็น... เจียงเฉินคนนี้ ที่ถูกโยงเข้ากับคำว่า น่าละอาย ขยะ ไปตายซะ ขายหน้า

หน้าแก่ๆ ของหวังเอ๋ากระตุกยิกๆ ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าจะได้สติ พอลองไตร่ตรองดูดีๆ หลานชายของตัวเอง หลานชายที่สอบได้ที่ห้าสิบสองคนนั้น... ยังจะมีความภูมิใจของการมีชื่อติดประกาศเหลืออยู่อีกหรือ ในเมื่อคนสอบได้ที่แปดยังโดนด่าจนเสียผู้เสียคน งั้นหวังเต้าเหอ ไม่กลายเป็นเศษสวะในหมู่เศษสวะไปแล้วหรือ

เสียแรงที่เมื่อครู่ยังดีใจจนเนื้อเต้น ลืมตัวไปหน่อย ตอนนี้พอนึกขึ้นได้... กลับรู้สึกอัปยศอดสู ขายหน้า ขายหน้าจริงๆ ตัวล้างผลาญอย่างฟางจี้ฟาน ยังด่าลูกศิษย์ที่สอบได้ที่แปดจนเละเทะ ตัวเขาที่เป็นถึงอาจารย์ฮ่องเต้ เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ กลับดีใจจนตัวลอยที่ลูกหลานสอบติดอันดับสองอย่างเฉียดฉิว

นี่มันการบดขยี้กันชัดๆ นี่มันถูกนิ้วจิ้มหัวกดลงกับพื้น แล้วถูไถไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า พอถูเสร็จ ก็จับแขวนขึ้นมา แล้วตบหน้าซ้ายขวา ผัวะๆๆๆๆๆ...

เอ่อ...

สีหน้าของหวังเอ๋าแข็งทื่อ เปลี่ยนเป็นท่าทางเหมือนพ่อแม่ตายทันที

ขืนยังทำหน้าดีใจอยู่ เดี๋ยวได้โดนคนเขาหัวเราะเยาะเอา

ฮ่องเต้หงจื้อเองก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก...

เฮ้อ...

ฮ่องเต้หงจื้อดูเหมือนอยากจะแก้สถานการณ์ให้หวังเอ๋า "เจ้าฟางจี้ฟานนี่ ช่างก่อเรื่องวุ่นวายจริงๆ คราวหน้า... ต้องตำหนิสักหน่อย"

ในตำหนักอุ่นยังคงเงียบกริบ ดูเหมือนคำปลอบใจของฮ่องเต้หงจื้อ จะไม่ได้ช่วยบรรเทาความกระอักกระอ่วนลงได้เลย

ดังนั้นในตำหนักอุ่น จึงยังคงเงียบจนน่ากลัว

โดยเฉพาะหวังเอ๋า ที่รู้สึกอึดอัดจนถึงขีดสุด

เขาอับอายขายหน้า อยากจะหาธรณีสูบแล้วมุดหนีลงไป เขาถึงขั้น... อยากตาย!

หวังเอ๋าเป็นคนรักศักดิ์ศรี เป็นถึงเจ้ากระทรวงมหาดไทย ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาอยากตายจริงๆ

"ท่านอาจารย์หวัง..." ฮ่องเต้หงจื้อสังเกตเห็นความผิดปกติ ในใจก็นึกเคืองฟางจี้ฟานขึ้นมาบ้าง เจ้านี่มันจริงๆ เลย...

พระองค์อยากจะใช้คำว่า 'ได้ทีขี่แพะไล่' มาบรรยายฟางจี้ฟาน แต่ฟางจี้ฟานไม่ได้ขี่แพะไล่ใคร หมอนั่นถ่อมตัวจนเกินเหตุ พอเจ้านี่ถ่อมตัว ผลก็คือคนทั้งโลกต้องทำหน้าเหมือนพ่อแม่ตาย นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน...

หน้าของหวังเอ๋าแข็งเกร็ง ผ่านไปเนิ่นนาน กว่าจะเอ่ยออกมาได้อย่างยากลำบากว่า "กระหม่อม... กระหม่อม... ละอายใจพ่ะย่ะค่ะ!"

"..."

เงียบอีกครั้ง

เพราะเหล่าขุนนางและฮ่องเต้ในตำหนักอุ่น ไม่รู้จะปลอบใจอย่างไรดี แต่ความรู้สึกของหวังเอ๋า ทุกคนต่างเข้าใจได้ดี

ฮ่องเต้หงจื้อส่ายพระพักตร์ ยิ้มขื่น "พวกท่าน... กลับไปเถอะ"

การประกาศผลสอบฮุ่ยซื่อปีหงจื้อที่สิบสอง จัดได้ว่าเป็นครั้งที่น่าอึดอัดที่สุดในประวัติศาสตร์

คนที่สอบติด ไม่มีใครกล้าจุดประทัดฉลอง แม้แต่คนส่งข่าวดี ก็พลอยซวยไปด้วย ไม่ว่าจะตีฆ้องร้องป่าวไปถึงโรงเตี๊ยมหรือจวนไหน ผลคือโดนปิดประตูใส่หน้า เงินถุงแดงรางวัล? ขอโทษที ไม่มี! ทำไมน่ะรึ? ขายหน้าสิ สอบได้ไม่ดี ได้แค่ที่เจ็ดสิบกว่า เป็นความอัปยศของวงศ์ตระกูล นี่มันเรื่องน่ายินดีตรงไหน? ยินดีกะผีสิ? ตอนนี้ปิดประตูปรับปรุงตัวยังไม่ทัน ยังจะให้เที่ยวตีฆ้องร้องป่าวบอกชาวบ้านอีกว่า ตัวเองสอบติดแล้วนะ มีชื่อบนบอร์ดทองแล้วนะ สุดยอดไปเลยนะ เอ่อ... พวกเจ้าไม่กลัวหน้าแตก ข้ายังกลัวคนเขาหัวเราะเยาะเลย? ดังนั้น... ลาก่อน

คนส่งข่าวดี เดินด่าแม่ไปตลอดทาง ไปที่ไหน ก็ไม่คึกคักเหมือนเมื่อสามปีก่อน อย่าว่าแต่เงินรางวัลเลย ไม่โดนคนเขาไล่ตะเพิด หรือแค่มีคนให้เศษเงินแล้วบอกว่าเสียใจด้วยนะ ก็บุญโขแล้ว

ความจริงแล้วบัณฑิตเป็นพวกห่วงภาพลักษณ์ที่สุด และให้ความสำคัญกับชื่อเสียงที่สุด ตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องถ่อมตัวแล้ว แต่ความกระโตกกระตากแม้เพียงนิดเดียว ก็อาจนำมาซึ่งคำครหา บัณฑิตอาศัยสี่ตำราห้าคัมภีร์แสวงหาความก้าวหน้า นี่เป็นตัวกำหนดว่า พวกเขาต้องขาวสะอาดไร้มลทิน เป็นมนุษย์ผู้สมบูรณ์แบบทางศีลธรรม ต่อให้ในใจจะมีความคิดสกปรก หรือดีใจจนคลุ้มคลั่งที่สอบติด เพราะได้เป็นก้งซื่อ ก็จะมีโอกาสสอบเตี้ยนซื่อ แล้วได้เป็นขุนนาง แต่ในเวลาเช่นนี้ ต่อให้ดีใจแค่ไหน ก็ต้องกลั้นไว้ ต้องหุบหางทำตัวสงบเสงี่ยม

...

จวนตระกูลหวัง

ราชบัณฑิตสำนักจั่วชุนฟาง หวังหัว ตอนนี้อารมณ์ดีเป็นพิเศษ ประกาศผลสอบออกมาแล้ว ลูกชายของเขา หวังโส่วเหริน สอบได้อันดับสี่ ผลการสอบนี้ ทำให้เขารู้สึกเสียดายนิดหน่อย เพราะหวังหัวนั้นสอบได้จ้วงหยวน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งราชบัณฑิตประจำสำนักฮันหลิน ควบตำแหน่งราชบัณฑิตสำนักจั่วชุนฟางในสำนักจั้นซื่อ

ตามหลักแล้ว พ่อเป็นวีรบุรุษ ลูกย่อมต้องเป็นยอดชาย ตัวเองเป็นจ้วงหยวน ลูกชายอย่างน้อยก็น่าจะได้ฮุ่ยหยวน

แต่ว่า... อย่างไรเสีย นี่ก็เป็นเรื่องน่ายินดี

วันนี้เขาจงใจลางาน ไม่ไปเข้าเวร ความจริงการเข้าเวรที่สำนักจั้นซื่อ ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ หน้าที่ของหวังหัวคือช่วยหยางติงเหออบรมสั่งสอนองค์รัชทายาท แต่น่าเสียดาย ที่องค์รัชทายาทไม่มีกะจิตกะใจจะเรียนหนังสือเลย

เขาเป็นคนปล่อยวางได้ง่าย ไม่เหมือนหยางติงเหอ ที่ร้อนรุ่มกลุ้มใจเพราะรัชทายาทไม่ยอมอ่านตำรา เพราะ... ลูกชายของเขา หวังโส่วเหริน ความจริงแล้วก็เป็น 'ตัวประหลาด' คนหนึ่งเหมือนกัน

"นายน้อยกลับมาแล้ว กลับมาแล้วขอรับ"

ข้างนอกมีเสียงเอะอะโวยวาย

หวังหัวได้ยินดังนั้น ก็นั่งตัวตรงอยู่ในห้องโถง

สักพัก ก็เห็นชายหนุ่มวัยยี่สิบแปดปีเดินทอดน่องเข้ามาในโถง แล้วคารวะหวังหัว "คารวะท่านพ่อ"

หวังหัวลูบเครา ยิ้มกล่าวว่า "พ่อได้ยินข่าวดีแล้ว ภูมิใจในตัวเจ้านัก เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล ทำไมเจ้าถึงดูไม่ดีใจเลยล่ะ?"

หวังโส่วเหรินคิดอยู่นาน แล้วตอบว่า "ท่านพ่อ ตอนลูกไปดูประกาศ เห็นทั่วทุกทิศมีแต่เสียงร้องไห้ระงม เลยไม่ดีใจขอรับ"

หวังหัวขมวดคิ้ว "คนเขาสอบตก จะร้องไห้ไม่ได้เชียวรึ?"

หวังโส่วเหรินคิดอีกที "พวกเขาถือว่าการสอบไม่ติดเป็นเรื่องน่าละอาย แต่ลูกกลับถือว่า การสอบไม่ติดแล้วมานั่งเสียใจ เป็นเรื่องน่าละอาย..."

เอ่อ... ประโยคนี้ทำเอาพูดไม่ออก

แต่ถึงอย่างไรหวังหัวก็เป็นจ้วงหยวน และลูกชายคนนี้ ปกตินิสัยก็แปลกประหลาด มักมีคำพูดชวนตกตะลึงออกมาเสมอ เลยชินเสียแล้ว

ความหมายของประโยคนี้คือ คนที่สอบตก เสียใจฟูมฟายเพราะสอบไม่ติด แต่ในมุมมองของหวังโส่วเหริน สอบไม่ติดก็คือสอบไม่ติด จะร้องไห้หาพระแสงอะไร น่าละอาย

หวังหัวยิ้ม "เจ้าสอบติดแล้ว ย่อมพูดได้สิ"

หวังโส่วเหรินไม่เถียงพ่อ แต่กลับพูดว่า "วันนี้ลูกเจอคนคนหนึ่ง ชื่อฟางจี้ฟาน"

หวังหัวได้ยินชื่อฟางจี้ฟาน หัวใจก็กระตุกวูบ เขารู้นิสัยลูกชายดีเกินไป คนที่ทำให้ลูกชายสนใจได้มีไม่มาก แต่ถ้าสนใจขึ้นมาเมื่อไหร่

สีหน้าหวังหัวเปลี่ยนไป พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "เป็นอย่างไร?"

หวังโส่วเหรินนิ่งคิดครู่หนึ่ง "เขาด่าเจียงเฉินลูกศิษย์ของเขาที่หน้าป้ายประกาศอย่างสาดเสียเทเสีย สะใจจริงๆ ด่ากราดบัณฑิตทั่วหล้าจนหมดสิ้น"

"..."

หวังหัวพูดไม่ออก ไอ้ลูกโง่คนนี้

หวังหัวทำหน้าขรึม "เจ้าเองก็เป็นบัณฑิต"

หวังโส่วเหรินตอบ "ลูกอยากจะกระโดดออกจากกรอบของบัณฑิตมาตลอด กอดตำราเรียนรู้ความจริงไม่ได้หรอกขอรับ ลูก..."

เอาอีกแล้ว

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 101 - เกียรติยศแห่งวงศ์ตระกูล

คัดลอกลิงก์แล้ว