- หน้าแรก
- ระบบจอมโจรผู้ปล้นชิง
- ตอนที่ 100 ล้อมสังหารเฉินหยาง
ตอนที่ 100 ล้อมสังหารเฉินหยาง
ตอนที่ 100 ล้อมสังหารเฉินหยาง
ตอนที่ 100 ล้อมสังหารเฉินหยาง
การตายของไป๋เจวียนดึงดูดความสนใจจากทุกคนในสนามรบทันที หลายคนมองไปด้วยความตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างราวกับจะหลุดออกมา
ผู้ฝึกตนในขอบเขตแก่นทองคำสามารถสังหารผู้แข็งแกร่งในขอบเขตปฐมวิญญาณได้ เรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว
หลี่เหลียง ไป๋สุ่ยเต๋อ เฉินลี่ซิน และคนอื่น ๆ ที่คุ้นเคยกับโจวหยวนต่างมองด้วยสายตาอึ้งจนพูดไม่ออก ในแววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง
“ศิษย์พี่โจวทรงพลังยิ่งนัก!”
เสียงตะโกนดังขึ้นจากใครบางคนในกลุ่ม จากนั้นศิษย์สำนักมารสวรรค์ทั้งหมดก็ตะโกนขึ้นพร้อมกัน เสียงนั้นช่วยปลุกขวัญกำลังใจขึ้นมาอย่างมหาศาล
“ฆ่าพวกมัน!”
ศิษย์สำนักมารสวรรค์เปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร พุ่งเข้าสังหารคนจากสามขุมอำนาจใหญ่ พลังการต่อสู้ของพวกเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน
“อ๊า! ข้าจะฆ่าเจ้า!”
เฉินหยางคำรามเสียงดังก้อง คล้ายสัตว์ป่าที่บ้าคลั่ง เขาโจมตีถังจิ้งอย่างดุดัน หวังจะบังคับให้นางหลบออกไปเพื่อที่จะพุ่งไปสังหารโจวหยวน
ไป๋เจวียนคือคู่ชีวิตของเขา เขาไม่อาจทนเห็นนางถูกฆ่าได้ตั้งแต่เพิ่งมาถึงสนามรบ ถังจิ้งเองก็ตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อสายตา หากไม่ได้เห็นกับตา นางคงไม่อาจเชื่อว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นความจริง
ถังจิ้งจำเรื่องของโจวหยวนได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ครั้งหนึ่งบนเรือเหาะ ศิษย์ตระกูลซูผู้หนึ่งกล้าท้าทายโจวหยวน และถูกเขาฆ่าทันที จากนั้นเผาร่างทำลายจิตวิญญาณ และกระจายเถ้าถ่านไปในอากาศ
ตั้งแต่ตอนนั้น ความเด็ดขาดและไร้ปรานีของโจวหยวนก็ถูกจดจำในใจถังจิ้งเสมอมา
นางไม่มีทางปล่อยให้เฉินหยางทำสำเร็จ ดาบในมือของนางฟาดลงมา ก่อเกิดปราณดาบนับพันสายพุ่งเข้าหาเฉินหยางด้วยจิตสังหาร
ในขณะนั้นเอง ร่างของโจวหยวนพุ่งเข้าสู่บริเวณที่ถังจิ้งและเฉินหยางกำลังต่อสู้
“ดัชนีไม้สะบั้นวิญญาณ!”
โจวหยวนเปล่งเสียงเย็นชา เขาเผาอายุขัยของตนเองไปหนึ่งร้อยห้าสิบปี และปลดปล่อยดัชนีไม้สะบั้นวิญญาณออกไป
โจวหยวนพบว่ายิ่งใช้วิชานี้ก็ยิ่งเชี่ยวชาญ และมันเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสังหารศัตรูที่แข็งแกร่ง
แม้ว่าวิชานี้จะต้องแลกเปลี่ยนอายุขัยแบบหนึ่งต่อหนึ่ง แต่ก็ไม่มีผลข้างเคียงหรือข้อจำกัดด้านเวลา หากพลังวิญญาณในร่างของเขายังเพียงพอ เขาก็สามารถใช้ดัชนีไม้สะบั้นวิญญาณได้เรื่อย ๆ
เฉินหยางที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร ไม่ตระหนักถึงความน่ากลัวของวิชานี้ ดาบในมือของเขาปลดปล่อยคลื่นดาบพุ่งออกไป กวาดปะทะกับปราณดาบของถังจิ้งจนทั้งสองพลังดับสลายไปพร้อมกัน
“จันทราสลาย!”
เฉินหยางตะโกนลั่น ก่อนชี้นิ้วไปที่โจวหยวน ทันใดนั้นร่างของโจวหยวนปรากฏเงาของพระจันทร์เสี้ยวล้อมรอบ
ทันทีที่พระจันทร์เสี้ยวปรากฏ ร่างกายของโจวหยวนก็ไม่สามารถควบคุมได้ เขาร่วงลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว พร้อมกับความกดดันอันมหาศาลที่ถาโถมเข้าใส่
ทันทีที่เฉินหยางสะบัดมือ โล่หนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเขาเพื่อรับพลังจากดัชนีไม้สะบั้นวิญญาณของโจวหยวน
“อ๊าก!”
เสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากปากของเฉินหยาง ร่างกายของเขาเริ่มเหี่ยวย่นลงอย่างรวดเร็วจนเห็นได้ชัด
ขณะที่โล่ปะทะกับดัชนีไม้สะบั้นวิญญาณ พลังปราณสีเทาแทรกผ่านโล่เข้าสู่ร่างของเฉินหยางในทันที
เพียงไม่นาน ร่างของเฉินหยางดูแก่ลงไปถึงยี่สิบปีจนถังจิ้งที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ถึงกับตื่นตกใจ
“สลายไปซะ!”
เสียงตะโกนดังขึ้นจากด้านล่าง แสงจันทร์ที่ล้อมรอบโจวหยวนแตกกระจายออก ร่างของเขาที่กำลังร่วงหล่นพลันหยุดกลางอากาศ เหงื่อเย็นปรากฏบนหน้าผาก
กระบวนท่านี้ของเฉินหยางช่างแปลกประหลาด คล้ายกับมันสามารถผนึกจิตวิญญาณของเขาได้
หากไม่ใช่เพราะโจวหยวนใช้ดัชนีไม้สะบั้นวิญญาณโจมตีจนเฉินหยางได้รับบาดเจ็บทางจิตใจ เขาคงต้องสัมผัสพื้นดินในฐานะศพไปแล้ว
ดวงตาของโจวหยวนเต็มไปด้วยจิตสังหาร เขาพุ่งตรงไปยังเฉินหยางทันที
แม้ถังจิ้งจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเฉินหยาง แต่นางที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์การต่อสู้ก็ไม่รอช้า พลังปราณในตัวนางพุ่งสูงขึ้น
“กระบวนท่าดาบมาร ดาบพิรุน!”
ถังจิ้งร่ายอักขระด้วยมือทั้งสอง ก่อนชี้ไปยังฟากฟ้า
ฝนที่โปรยปรายราวกับหยุดนิ่ง ก่อนหยดน้ำจะควบแน่นกลายเป็นดาบเล็กนับไม่ถ้วนที่ลอยอยู่กลางอากาศ ดาบเหล่านั้นพุ่งตรงเข้าหาเฉินหยางราวกับมรสุม
ดาบฝนแต่ละเล่มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร สะท้อนพลังที่น่าสะพรึงกลัว
กระบวนท่านี้คือท่าที่ร้ายกาจที่สุดของถังจิ้ง ด้วยฝนที่ตกลงมาช่วยเสริมพลังโจมตีให้เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง นางได้เปรียบในสถานการณ์นี้อย่างมาก
เฉินหยางที่เคยมีใบหน้าหล่อเหลา บัดนี้เต็มไปด้วยริ้วรอย เขารู้สึกว่าพลังในร่างกายของเขาหายไปจำนวนมากโดยไร้ที่มา
ความกลัวแวบขึ้นในใจของเฉินหยาง ขณะที่ถังจิ้งพุ่งเข้ามา เขาชี้นิ้วพร้อมตะโกน
“จันทราสลาย!”
แสงจันทร์เสี้ยวปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของถังจิ้ง ร่างของนางไม่สามารถควบคุมได้และตกลงสู่พื้น
เฉินหยางอาศัยโอกาสนี้สะบัดฝ่ามือ ฟาดดาบฝนที่เข้ามาใกล้จนแตกกระจาย ก่อนจะเร่งร่างกายพุ่งหนีออกไปไกล
การที่เฉินหยางเลือกจะหนีสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนที่เฝ้าดู
“วิชาระเบิดหกวัฏจักร!”
ในขณะนั้นเอง เสียงอันเย็นชาดังขึ้นข้างหูของเฉินหยาง โจวหยวนยืนมองเขาด้วยสายตาไร้ปรานี ดาบยาวในมือของเขาถูกยกขึ้น และฟาดลงมาด้วยพลังมหาศาล!
ปราณดาบพุ่งมาถึงเฉินหยางในพริบตา เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารอันน่าสะพรึงจนใบหน้าของเฉินหยางเปลี่ยนสี
เฉินหยางรีบสะบัดดาบสองครั้งเพื่อรับมือกับปราณดาบอันน่าสะพรึงของโจวหยวน
“เคร้ง!”
ปราณดาบทั้งสามปะทะกันกลางอากาศ ก่อเกิดพลังปราณดาบระเบิดออกไปทุกทิศทาง
ผู้ที่อยู่ใกล้เกินไปถูกพลังดาบพุ่งใส่จนร่างพรุนเป็นรูกลวง เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉินหยางเองก็ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด รอยแผลยาวปรากฏขึ้นบนหน้าอกของเขา เลือดพุ่งกระเซ็นออกมาราวกับน้ำตก
“กระบวนท่าดาบมาร ดาบพิรุน!”
เสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวดังมาจากถังจิ้ง นางรวมฝนหยดเล็ก ๆ จนกลายเป็นดาบฝนนับไม่ถ้วน ก่อนจะพุ่งเข้าหาเฉินหยางอย่างบ้าคลั่ง
ถังจิ้งโกรธจนถึงขีดสุด หลังจากที่นางเกือบจะถูกเฉินหยางเหวี่ยงลงกระแทกพื้นดิน หากไม่มีโจวหยวนคอยช่วยเหลือ ผลลัพธ์อาจเลวร้ายยิ่งนัก
ดวงตาของเฉินหยางเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาตบมือเบา ๆ เรียกโล่สามชิ้นออกมา โล่ทั้งสามหมุนวนอย่างรวดเร็ว ก่อตัวเป็นเกราะป้องกันราวกับระฆังทองคำขนาดใหญ่ ล้อมรอบตัวเขาเอาไว้
ดาบฝนจำนวนมากพุ่งเข้าปะทะเกราะนั้น แต่กลับถูกแรงสะท้อนจนแตกกระจาย
โจวหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย เฉินหยางช่างรับมือยากยิ่งนัก ต่างจากไป๋เจวียนโดยสิ้นเชิง แม้ทั้งสองจะมีพลังอยู่ในขอบเขตปฐมวิญญาณขั้นต้น แต่เฉินหยางกลับแข็งแกร่งกว่าไป๋เจวียนถึงสองเท่า
แต่ไม่ว่าอย่างไร วันนี้เฉินหยางต้องตาย!
“ดัชนีไม้สะบั้นวิญญาณ!”
โดยไม่ลังเล โจวหยวนเผาอายุขัยของตนเองอีกห้าสิบปี เขาชี้นิ้วไปยังโล่ของเฉินหยาง
แม้โล่จะสามารถป้องกันการโจมตีที่จับต้องได้ แต่กลับไม่สามารถต้านทานพลังแห่งกาลเวลาได้
“อ๊าก!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าของเฉินหยางเหี่ยวย่นลงอย่างรวดเร็ว โล่ทั้งสามที่หมุนวนอยู่หยุดลงทันที
ก่อนที่เฉินหยางจะตอบสนองได้ ดาบเล็กสองเล่มพุ่งทะลุหน้าผากของเขา
ดวงจิตของเฉินหยางหลบหนีออกจากร่างด้วยความหวาดกลัว แต่เสียงร้องสุดท้ายของเขาดังก้องขึ้นอีกครั้งเมื่อดาบสองเล่มพุ่งทะลวงผ่านดวงจิตของเขา
เฉินหยางสิ้นใจ ดวงจิตถูกทำลายจนไม่เหลือแม้เศษเสี้ยว
ถังจิ้งที่เตรียมจะลงมือเพิ่มถึงกับชะงักไปด้วยความตกตะลึง นางยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น ไม่อาจกล่าวคำใดออกมาได้