- หน้าแรก
- ปลูกผักเล่น ๆ ในเกมแต่กลับเอามาขายจนรวยในความเป็นจริง
- บทที่ 654: การดึงหัวไชเท้าในเทพนิยาย ! ชุดรบพิเศษ !
บทที่ 654: การดึงหัวไชเท้าในเทพนิยาย ! ชุดรบพิเศษ !
บทที่ 654: การดึงหัวไชเท้าในเทพนิยาย ! ชุดรบพิเศษ !
โลกออนไลน์
ข้าวชิงหลินได้รับความนิยมสูงสุดมานานแล้ว และผู้ที่เคยกินข้าวชิงหลินต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าข้าวชิงหลินดีกว่าข้าวธรรมดาอย่างแน่นอน
เรื่องนี้ก็ทำให้หลาย ๆ คนวิตกกังวลและหลายทำแบบเดียวกับหลี่เหอ
คนเหล่านี้ล้วนประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับข้าวทั้งสิ้น
หลังจากที่ข้าวชิงหลินปรากฏตัวขึ้นคนเหล่านี้ทั้งหมดก็เริ่มวิตกกังวล ส่วนผู้ที่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลก็รีบโทรศัพท์และดำเนินการทันที
แต่คนเหล่านี้ไม่รู้ว่านี่เป็นเพียงกลวิธีการตกปลาของห้องทดลองชิงหลินเท่านั้น
คฤหาสน์ชิงหลิน
เช้านี้เฉิ่นลี่พบกับฉินหลินและยื่นเอกสารใบคำร้องหลายฉบับให้เขา “เถ้าแก่ครับ บริษัทปลูกข้าวและบริษัทจัดการข้าวในประเทศส่วนใหญ่ได้ส่งใบคำร้องมาแล้ว อย่างที่ผมเดาไว้ เมื่อไหร่ที่ข้าวชิงหลินออกสู่ตลาดบริษัทเหล่านั้นก็จะมาหาเรา ซึ่งที่ให้ดูนี้เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงดีที่สุดที่ผมคัดเลือกมาเป็นพิเศษแล้วครับ”
ฉินหลินพยักหน้าแล้วหยิบเอกสารขึ้นมาอ่าน
ถึงแม้จะเป็นทั้งฐานการเพาะปลูกข้าวและบริษัทจัดการข้าว แต่ข้าวเกรดเดียวกันที่ขายก็แตกต่างกันอย่างแน่นอน
ข้าวที่ราคาเท่ากัน บางยี่ห้ออร่อยกว่า บางยี่ห้ออร่อยน้อยกว่า
ถามว่าเป็นข้าวพันธุ์ที่ด้อยกว่าหรือไม่ คำตอบคือไม่จำเป็น
ลองพิจารณาดูดี ๆ หากห้องทดลองชิงหลินต้องการส่งเสริมข้าวชิงหลินล่ะก็ แน่นอนว่าไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้นคือการพึ่งพาที่ดินในอำเภอโหยวเฉิงเพียงอย่างเดียวก็ยังเป็นไปไม่ได้ การทำสัญญาซื้อหรือเช่าที่ดินทั่วประเทศมีค่าใช้จ่ายสูงและยุ่งยากเกินไป
ประเด็นสำคัญคือข้าวเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปต้องใช้ในชีวิตประจำวันและมีระยะเวลาจัดเก็บที่จำกัด
ประกอบกับการที่ข้าวชิงหลินจะพึ่งจะออกมาและมีจำหน่ายเฉพาะที่ห้องทดลองชิงหลินเท่านั้น ทำให้กว่าจะมีวางขายทั่วทั้งประเทศได้แล้วก็ต้องใช้เวลาอีกเป็นปี ๆ
ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องทำให้มันเป็นงานใหญ่และยุ่งยากปานนั้น
ห้องทดลองชิงหลินแค่คัดเลือกบริษัทสหกรณ์ตั้งแต่แรกให้มาช่วยส่งเสริมข้าวชิงหลินร่วมกัน การทำเช่นนี้จะช่วยให้ ‘ฝันหนึ่งคือได้นั่งตากลมเย็นใต้ต้นข้าว’ เป็นจริงโดยเร็วที่สุด และยังช่วยควบคุมราคาของข้าวชิงหลินได้อีกด้วย
ห้องทดลองชิงหลินมีข้าวหลวงชิงหลินแล้วและสามารถทำเงินจากมันได้มาก ไม่มีใครพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะพวกเขาทำเงินจากคนรวย
อย่างมากคนอื่น ๆ ก็จะบอกว่าคนรวยคนนี้มีเงินมากเกินความจำเป็นและไม่มีที่ให้ใช้
ดังนั้นเมื่อจะขายข้าวชิงหลินธรรมดานี้ให้กับคนทั่วไปจึงไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงการทำเงิน เพราะจะขายเองเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีนี้เท่านั้น ดังนั้นจะดีกว่าหากใจกว้างขึ้นหน่อยโดยขายในราคาที่ถูกลง
ฉินหลินพูด “คุณเฉิ่น ในเมื่อคุณเลือกมาแล้วงั้นคุณก็จัดการเอาได้เลย เพียงแต่ผมมีข้อแม้เพียงข้อเดียว เราไม่เน้นที่จะทำเงินจากข้าวชิงหลินได้เท่าไหร่ แต่จะเน้นที่การทำ ‘ฝันหนึ่งคือได้นั่งตากลมเย็นใต้ต้นข้าว’ ให้เป็นจริงได้โดยเร็วที่สุด !”
เฉิ่นลี่พยักหน้า “เข้าใจแล้วครับ !”
อันที่จริงแล้วเขารู้เรื่องนี้ดีกว่าเถ้าแก่เสียอีก แม้ว่าห้องทดลองชิงหลินจะยังไม่ได้รับการพัฒนามาเป็นเวลานานแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเป็นหนึ่งในห้องทดลองในประเทศที่ดีที่สุดในแง่ของเข้มแข็งและแน่นอนว่ามีชื่อเสียงที่มากสุด
ดังนั้นบางครั้งจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ไม่จำเป็นมากจนเกินไป การสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองย่อมดีกว่า
หลังจากที่เฉิ่นลี่ออกไปแล้วฉินหลินก็สวมหน้ากากกับหมวกแล้วออกจากคฤหาสน์ชิงหลิน โดยเขากะว่าจะไปเที่ยวชมในสถานที่ท่องเที่ยวดูซักหน่อย
แม้ว่าเขาจะไม่ได้รับผิดชอบอะไรเลยก็ตาม แต่บางครั้งเขาก็ยังรู้สึกถึงความสำเร็จเมื่อได้มองดูสถานที่ท่องเที่ยวที่ตัวเองสร้างขึ้นมานี้
หลังจากออกจากคฤหาสน์แล้วเขาก็ตรงไปยังโซนพืชผลขนาดยักษ์ก่อน
ปัจจุบันโซนพืชผลขนาดยักษ์ในสถานที่ท่องเที่ยวชิงหลินเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม และนักท่องเที่ยวเกือบทั้งหมดล้วนอยากถ่ายรูปกับพืชขนาดยักษ์เหล่านี้
ปัจจุบันมีคำกล่าวกันว่า ⌈ หากเราไปที่สถานที่ท่องเที่ยวชิงหลินแล้วไม่ถ่ายรูปพืชผลขนาดยักษ์เหล่านั้นล่ะก็แสดงว่าเราไปไม่ถึง ⌋
เมื่อฉินหลินเดินผ่านไปเขาก็พบว่ามีเสียงตะโกนดังขึ้นจากทิศทางของพืชผลขนาดยักษ์และมีผู้คนยืนล้อมรอบมันอยู่
เจ้าหน้าที่ของโครงการพืชผลขนาดยักษ์กำลังสั่งการกลุ่มสองกลุ่มซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเด็ก ๆ โดยมีผู้ปกครองของเด็กเหล่านั้นคอยส่งเสียงเชียร์
ข้าง ๆ มีป้ายเขียนว่า ⌈ ลูกกระต่ายน้อยแข่งขันดึงหัวไชเท้า ทีมที่ชนะจะได้รับตุ๊กตากระต่ายเป็นรางวัล ! ⌋
แต่ละทีมมีเด็กอยู่ประมาณเจ็ดแปดคน ซึ่งเด็ก ๆ เหล่านี้ยังช่วยกันจับหัวไชเท้าใบใหญ่และดึงมันขึ้นมาราวกับเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่
จะเห็นได้ว่าเด็ก ๆ เหล่านี้ใช้แรงทั้งหมดที่มี แต่หัวไชเท้าที่ยาวเกือบ 2 เมตรนั้นก็เห็นได้ชัดเช่นกันว่าดึงออกมาได้ยากยิ่งนัก
พ่อแม่ที่อยู่แถวนั้นต่างเฝ้าดูเหตุการณ์นี้ด้วยความลุ้นระทึกใจอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันก็ทำให้เด็ก ๆ มีความสุขอย่างยิ่ง พร้อมยังทำให้พ่อแม่หวนนึกถึงเรื่องราวอะไรบางอย่าง
“ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าไอ้ที่เคยเห็นในแต่ในนิทานมันจะเป็นจริงได้”
“จริง เคยเห็นแต่ในนิทานกระต่ายน้อยดึงหัวไชเท้าในหนังสือเรียนป. สี่ แล้วคิดว่าเป็นแค่นิทานหลอกเด็กมาโดยตลอด”
“ฉันก็คิดงั้นเหมือนกัน เมื่อก่อนฉันเคยถูกหลอก มาตอนนี้ลูก ๆ ฉันก็ถูกหลอกเหมือนกันอีก”
“ตอนแรกมันก็เรื่องหลอกเด็กจริง ๆ นั่นแหละ ถ้าเสี่ยวฉินไม่ได้ค้นคว้าพืชผลขนาดยักษ์นี้ล่ะก็หัวไชเท้าที่ใหญ่ขนาดนั้นจะไปมีได้ยังไงกัน”
“…”
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นกิจกรรมของโครงการที่น่าดึงดูดและน่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง
แต่สิ่งนี้เหมาะสำหรับให้เด็ก ๆ เล่นเท่านั้น และหัวไชเท้าเหล่านี้สามารถใช้ให้เด็ก ๆ ดึงได้อีกนาน
ฉินหลินเห็นว่ามันน่าสนใจดีเหมือนกัน และโดยไม่รู้ตัวเขาได้หยิบมือถือออกมาถ่ายคลิปวิดีโอสั้นแชร์ให้จ้าวโม่ชิงได้ดู
จากนั้นเขาก็เดินไปดูที่ฟาร์มต่อ
ในทุ่งหญ้ามีช้างตัวเตี้ยหลายตัวที่หูเหมือนพัดขนาดใหญ่เดินไปมาอย่างสนุกสนาน เมื่อนักท่องเที่ยวเดินผ่านพวกมันจะทำตัวน่ารักบ้องแบ๊วให้บรรดานักท่องเที่ยวหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
ตอนแรกช้างสุขสันต์เหล่านี้ถูกเลี้ยงไว้ในคอก แต่หลังจากสังเกตดูอยู่นานจะพบว่าช้างสุขสันต์เหล่านี้มีนิสัยอ่อนโยนมากและไม่ทำร้ายคน ดังนั้นจึงไม่ได้ขังอยู่ในคอกแล้วและปล่อยให้พวกมันเดินเตร่ไปมาอย่างอิสระได้
แน่นอนว่าการตรวจสอบนี้ดำเนินการโดยองค์กรมืออาชีพ
แล้วฉินหลินที่สวมหมวกกับหน้ากากก็เดินผ่านไป ซึ่งนักท่องเที่ยวจำเขาไม่ได้ ทว่าเจ้าพวกช้างสุขสันต์กลับเหมือนจะจำเขาได้ พวกมันได้ปรี่เข้ามาพัวพันอยู่รอบตัวเขาพลางทำตัวน่ารักบ้องแบ๊วใส่
ฉินหลินยิ้มและแตะหัวช้างสุขสันต์เหล่านี้พลางเล่นกับพวกมันก่อนพักหนึ่ง
แต่ขณะนั้นเองจู่ ๆ รัฐมนตรีหลู่ก็โทรเข้ามา
การที่อีกฝ่ายโทรมานั้นย่อมมีเรื่องสำคัญอะไรบางอย่างแน่
หลังจากกดรับสายแล้วเสียงปลายสายของรัฐมนตรีหลู่ก็ดังขึ้น “เถ้าแก่ฉิน ตอนนี้ผมอยู่คฤหาสน์ของคุณแล้ว แล้วก็มีของมาเซอร์ไพรส์คุณด้วย”
ฉินหลินประหลาดในนิดหน่อยที่ชายคนนี้ย่องมาหาที่คฤหาสน์เงียบ ๆ
แล้วการที่อีกฝ่ายบอกว่ามีเซอร์ไพรส์แปลว่าก็ต้องมีเซอร์ไพรส์จริง ๆ แน่ ๆ จริงมั้ย
เขากลับไปที่คฤหาสน์ชิงหลินทันที และทันทีที่มาถึงห้องโถงก็เห็นรัฐมนตรีหลู่กำลังคุยอะไรกันอยู่กับฟางหยวนชื่อ
โดยมีคนอีกคนหนึ่งตามหลังซึ่งที่เท้ามีกล่องอยู่ใบหนึ่ง
เมื่อเห็นว่าฉินหลินมาแล้วรัฐมนตรีหลู่ก็รีบพูดขึ้นว่า “เถ้าแก่ฉินมานี่เร็ว ผมมีของดีจะโชว์ให้ดู”
ขณะที่พูดก็ส่งซิกให้คนข้าง ๆ หยิบกล่องที่อยู่บนพื้นขึ้นมา ส่วนตัวเองก็ดึงฉินหลินไปที่ห้องพักของฟางหยวนชื่อที่ชั้นบน
เมื่อพวกเขามาถึงห้องพักของฟางหยวนชื่อแล้ว รัฐมนตรีหลู่ก็ให้คนคนนั้นเปิดกล่องและเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นเสื้อผ้าสองชุด
ฉินหลินดูเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างออกเมื่อเขาเห็นเสื้อผ้าสองชุดนี้ ว่านี่น่าจะเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีไฟเบอร์ของถุงมือโนมกระมัง
รัฐมนตรีหลู่ก็ให้คำยืนยันทันทีว่า “เถ้าแก่ฉิน เสื้อผ้าทั้งสองชุดนี้เป็นชุดรบที่ทำจากเทคโนโลยีเส้นใยพิเศษที่ศาสตราจารย์หวางค้นคว้า ผสมผสานกับเทคโนโลยีกันกระสุนพิเศษ คุณนึกไม่ถึงแน่ว่าชุดรบนี้มีประสิทธิภาพขนาดไหนเมื่อนำไปใช้กับทหารที่ใช้น้ำยาเสริมสร้างร่างกาย”
ขณะที่พูดมือก็ไม่อยู่เฉย รีบหยิบมือถือออกมาเปิดคลิปวิดีโอที่เคยถ่ายไว้ให้ฉินหลินดู
ฉินหลินดูคลิปวิดีโอแล้วก็ตกใจ เขาเห็นทหารที่สวมชุดรบเหมือกับที่อยู่ในกล่องยืนรับลูกกระสุนไปหลายนัดติดต่อกัน แต่สุดท้ายแล้วก็แค่ล้มเฉย ๆ ส่วนสภาพนั้นอย่างกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
แม้ว่าทหารคนนี้จะกินน้ำยาเสริมสร้างร่างกายก็ตาม แต่ก็ต้องบอกได้แค่คำเดียวนี้เลยว่า ‘สุดยอดจริง ๆ’
ยิ่งหากเป็นตัวฉินหลินเองที่สวมชุดรบนี้นั้นยิ่งไม่มีใครทำอะไรเขาได้เลย เว้นเสียแต่ว่าจะโดนตีหัว ทว่าเขาก็ยังมีบ่อน้ำพุร้อนในเกมที่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้อย่างรวดเร็วอยู่
หากเสียท่าก็แค่ซ่อนตัวในเกมแช่บ่อน้ำพุร้อนไปยาว ๆ ก่อนก็พอ
รัฐมนตรีหลู่พูดต่อ “เถ้าแก่ฉิน ไม่ทราบจวงหลงกับหลี่เสียงอยู่ไหนเหรอครับ ชุดรบทั้งสองนี้จะมีประสิทธิภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อสองคนนั้นเป็นคนใส่ อีกทั้งมันยังมีคุณสมบัติพิเศษติดตัวมาด้วย”
จวงหลงกับหลี่เสียงคือนักรบพิเศษสองคนที่ได้กินน้ำยาเสริมสร้างร่างกายและถูกรัฐมนตรีหลู่ส่งมาประจำการที่คฤหาสน์ชิงหลิน
ทันทีที่ทั้งสองมาถึงพวกเขาก็ได้จับตัวยามาโมโตะคาซูโอะ มือสังหารหมายเลขหนึ่งของประเทศพลาสเตอร์ได้
หลังจากนั้นพวกเขาทั้งสองก็ลงทะเบียนทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่คฤหาสน์ชิงหลินโดยคอยปฏิบัติตามคำสั่งของหม่าหง
ไม่นานจวงหลงกับหลี่เสียงก็ถูกเรียกตัวมา ทันทีที่พวกเขามาถึงรัฐมนตรีหลู่ก็บอกว่า “ลองใส่ชุดรบพวกนี้ดูซิ”
จวงหลงกับหลี่เสียงต้องรู้ฐานะของรัฐมนตรีหลู่อยู่แล้ว พวกเขาพยักหน้าและให้ความร่วมมือสวมชุดรบเหล่านี้ทันที
ชุดรบตัดมาพอดีตัวทั้งคู่อย่างยิ่ง แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ประหลาดใจคือมันมาพร้อมฮู้ดด้วย
ฮู้ดตัวนี้ดูแล้วไม่ดีเลย เวลาใส่แล้วดูเหมือนโจร
อย่างไรก็ตามชายทั้งสองก็ยังคงปฏิบัติตามคำสั่งสวมฮู้ดไป
และหลังจากที่ทั้งสองสวมชุดรบเสร็จแล้ว คนที่อยู่ข้างรัฐมนตรีหลู่ก็รัดเข็มขัดชุดของพวกเขา
แล้วในทันใดนั้นเองฉินหลินก็เห็นว่าชุดรบของจวงหลงและหลี่เสียงเริ่มเปลี่ยนสีและค่อย ๆ ผสานเข้ากับสีของพื้นที่โดยรอบ
แม้ว่าตอนอยู่ใกล้ ๆ จะมองเห็นได้อยู่ก็ตาม แต่เมื่อถอยห่างแล้วจะไม่รู้เลยว่ามีคนสองคนยืนอยู่ตรงนั้นซึ่งทำให้อาจเมินไปได้ง่าย ๆ
ยิ่งไปกว่านั้นหากสภาพแวดล้อมมีความซับซ้อนมากกว่านี้ การจะมองให้เห็นจะยิ่งยากขึ้นอีก
แล้วตอนนี้รัฐมนตรีหลู่ได้บอกว่า “นี่แหละครับเถ้าแก่ฉิน ผลของของฟังก์ชันเปลี่ยนสีของต้นไม้เปลี่ยนสีที่ศาสตราจารย์หลี่ไข่เพาะพันธุ์ได้ เราได้เอามาติดตั้งในชุดรบนี้แล้ว”
“แต่ถึงเราจะเอามาทำเป็นชุดรบแล้วก็ตาม ทว่ามันก็ไม่ใช่จะมองไม่เห็นได้โดยสมบูรณ์ การติดกล้องก็ยังทำได้ยากด้วย แต่ที่แน่นอนคือถ้าใช้ในกรณีซุ่มโจมตีในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยล่ะก็ จะไม่มีใครรู้ตัวเลยเชียวล่ะครับ”
จวงหลงกับหลี่เสียงมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจและเคลื่อนไหวโดยไม่รู้ตัว แต่การเคลื่อนไหวนี้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสีบนร่างกายของพวกเขาด้วย
เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวทำให้สีเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง
เรียกได้ว่าชุดรบนี้สามารถเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วในทุกสภาพแวดล้อม
รัฐมนตรีหลู่พูดด้วยความภาคภูมิใจว่า “เถ้าแก่ฉิน ลองนึกดูสิครับว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากกลุ่มทหารที่กินน้ำยาเสริมสร้างร่างกายมาบวกเข้ากับออปติมัสกับเมกาทรอนแล้วถูกส่งไปที่สนามรบ”
ฉินหลินได้ยินก็อึ้งเลย แล้วความคิดอะไรบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในใจทันที หากไม่ใช้อาวุธยุทธศาสตร์เข้าต่อต้านล่ะก็ นี่จะไม่ใช่การรังแกกันเหรอ
รัฐมนตรีหลู่ถอนหายใจอีกครั้ง “เถ้าแก่ฉิน ทั้งหมดนี้เป็นผลงานของห้องทดลองชิงหลินของคุณ ถ้าไม่มีห้องทดลองชิงหลินก็คงไม่มีความสำเร็จทางเทคโนโลยีเช่นนี้ ชุดรบทั้งสองชุดนี้ก็เป็นแค่ชุดแรกที่ผลิตขึ้นซึ่งมีแค่สองชุดเท่านั้น และพวกมันก็จะถูกส่งมอบให้กับจวงหลงกับหลี่เสียงใช้ในอนาคต”
นี่เป็นวิธีแสดงความจริงใจของรัฐมนตรีหลู่เช่นกัน
ท้ายที่สุดแล้ว สำหรับเทคโนโลยีประเภทนี้ ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกกับชิ้นที่สองมักจะไม่มอบให้กับบุคคลทั่วไป แต่จะมอบให้กับบุคลากรภายในเพื่อทำการทดสอบก่อน
ตอนนี้รัฐมนตรีหลู่ได้มอบพวกมันนี้ให้กับฉินหลินก่อน แน่นอนว่าเขาต้องการแบ่งปันผลลัพธ์นี้กับฉินหลินด้วย
ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะถึงยังไงเขาได้รับสิ่งของและเทคโนโลยีวิเศษมากมายจากเถ้าแก่ฉินจริง ๆ และความรู้สึกซาบซึ้งนั้นก็แสนยากที่จะอธิบาย
ฉินหลินมองดูชุดรบทั้งสองแล้วคิดอยู่อย่างหนึ่ง
นั่นคือเขาสามารถสร้างชุดรบดังกล่าวได้ด้วยตัวเองเหมือนกัน เพราะท้ายที่สุดแล้วเขาก็มีองค์ประกอบที่เปลี่ยนสีได้อยู่เหมือนกัน เพราะว่าเขาเคยเก็บเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้เปลี่ยนสีได้นั้นเอาไว้
ตราบใดที่ปลูกต้นไม้นั้นในเกม เก็บเกี่ยว และสกัดองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านั้นออกมา อีกทั้งยังมีเครื่องแปรรูปเส้นใยในโถงประสบการณ์ที่เมืองแร่ดิบ เมื่อเอาองค์ประกอบเปลี่ยนสีมาบวกกับเครื่องแปรรูปดังกล่าวแล้ว เราก็จะสามารถทำผ้าที่เปลี่ยนสีได้ออกมาได้เหมือนกัน
จะเกิดอะไรขึ้นหากมีการเพิ่มโบนัสคุณสมบัติจากเกมเข้าไปอีก ? มันจะยิ่งยอดเยี่ยมขึ้นไปอีกใช่มั้ยล่ะ ?
ส่วนจะยอดเยี่ยมขนาดไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าผลิตภัณฑ์นั้นทำขึ้นมาเป็นยังไง
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้แล้วฉินหลินจึงรีบโทรไปที่ห้องทดลองชิงหลินสั่งให้พวกนักวิจัยทำเส้นในพิเศษจำนวนหนึ่งแล้วส่งมายังคฤหาสน์ชิงหลินให้
ปล. มีนิยายแปลใหม่เป็นเรื่องเกี่ยวกับร้านอาหาร + ต่างโลก (แบบหลาย ๆ โลก) ลองไปอ่านดูได้ที่นี่ กดเข้ากลุ่มแล้วอ่านได้เลย