เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 585: นี่มันหมวกนิรภัยกับชุดป้องกันใช่มั้ย ?

บทที่ 585: นี่มันหมวกนิรภัยกับชุดป้องกันใช่มั้ย ?

บทที่ 585: นี่มันหมวกนิรภัยกับชุดป้องกันใช่มั้ย ?


รัฐมนตรีหลู่ตกใจมาก  เขาแช่อยู่ใต้น้ำต่อไปอีกพักหนึ่ง  จนในที่สุดก็ทนไม่ไหวต้องรีบกระโจนขึ้นมาจากน้ำ

หลังจากปีนขึ้นจากสระว่ายน้ำแล้วเขาก็รอแทบไม่ไหวรีบถอดฟองออกจากหัวแล้วถามฉินหลิน “เถ้าแก่ฉิน  ฟองนี่เหมือนจะสามารถจ่ายออกซิเจนได้อย่างต่อเนื่องใช่มั้ยครับ !”

ฉินหลินอธิบายด้วยรอยยิ้ม “มหัศจรรย์ดีมั้ยล่ะครับ  นี่เป็นผลงานของผลึกที่เกิดขึ้นมาในฟอง  ผลึกนั่นจะดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากลมหายใจออกของเราแล้วทำปฏิกิริยาผลิตออกซิเจนให้”

“ที่สำคัญที่สุดคือผมได้ทดสอบดูแล้วพบว่ามันยังช่วยกรองก๊าซที่เป็นอันตรายได้ด้วย  ไอ้นี่แหละที่เจ๋งที่สุด”

“กรองก๊าซที่เป็นอันตรายได้ด้วยงั้นเหรอ...” รัฐมนตรีหลู่พึมพำ  แล้วก็ตาลุกวาว  นอกจากจะให้ออกซิเจนได้อย่างต่อเนื่องแล้วมันยังกรองก๊าซที่เป็นอันตรายได้อีก

จากนั้นเขาก็รีบถามต่อ “แล้วฟองนี่จ่ายออกซิเจนได้นานแค่ไหนเหรอครับ”

ฉินหลินอธิบาย “ผมเอาผลึกไปวิเคราะห์ดูแล้ว  คนคนหนึ่งจะใช้งานฟองนี่ได้หนึ่งวัน”

“หนะ...  หนึ่งวัน !” รัฐมนตรีหลู่ตกใจ

นี่ออกจะเวอร์ไปซักหน่อย

ยกตัวอย่างเช่น

เจ้าหน้าที่นักดับเพลิง

หลายครั้งที่ต้องพกถังออกซิเจนไปด้วยเวลาไปดับเพลิงในเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่  หากต้องผจญเพลิงอยู่เป็นเวลานานแล้วล่ะก็  ปริมาณออกซิเจนในถังออกซิเจนแม้จะประคองทรงอยู่ได้ถึง 10 ชั่วโมงก็ตามก็ยังคงไม่พออยู่ดีและจำเป็นต้องเปลี่ยนถังใหม่

อีกทั้งถังดับเพลิงที่นักดับเพลิงใช้ก็ยังหนักอีกด้วย  น้ำหนักหลายสิบกิโลกรัมกันเลยทีเดียว

เวลาไปทำงานแบบนั้นการแบกน้ำหนักดังกล่าวไปด้วยถือเป็นภาระที่หนักมาก

แต่ถ้าหากมีฟองอากาศนี่อยู่ล่ะก็  มันจะเท่ากับว่ามีเครื่องจ่ายออกซิเจนอย่างต่อเนื่อง 1 วันเต็ม ๆ โดยกำจัดภาระเป็นสิบ ๆ กิโลออกจากตัวไปได้พร้อมกันนั่นเอง !

ที่สำคัญกว่านั้นคือฟองนี้ยังสามารถกรองสารอันตรายซึ่งเป็นอาวุธที่ดีเยี่ยมในการผจญเพลิง

เมื่อเทียบกับต้นไม้เปลี่ยนสีแล้ว  หญ้าฟองนี้กลับให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในระดับหนึ่ง

เราสามารถส่งเสริมเจ้าสิ่งนี้ในสเกลใหญ่เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ได้

เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน  แค่ทุกครอบครัวมีหญ้าฟองนี่สำรองไว้ครอบครัวละสองสามต้น  เวลาเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้ขึ้นมาก็สามารถเด็ดเอามาใช้ได้ทันที

รวมถึงหลาย ๆ บ้านที่มีเด็กน้อยที่ชอบเล่นน้ำ  การให้เด็กน้อยใส่เจ้าสิ่งนี้ไว้ก็ช่วยหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมได้อีก

ยิ่งเป็นสถานที่ขนาดใหญ่หลาย ๆ แห่ง  สถานที่เหล่านั้นควรมีมาตรการป้องกันอัคคีภัยด้วยการปลูกหญ้าฟองสำรองเอาไว้

อีกอย่างคือกรมโรคติดต่อและเวชศาสตร์ระบบทางเดินหายใจ  เจ้าสิ่งนี้สามารถทดแทนเครื่องมือราคาแพงแบบเดิม ๆ ที่ใช้อยู่ได้อย่างแน่นอน

เรียกได้ว่าสามารถเอาไปใช้ได้ในทุก ๆ ด้านของสังคมเลย

ในที่สุดรัฐมนตรีหลู่ก็ถามว่า “แล้วเรื่องความแข็งแรงล่ะครับเป็นยังไง”

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ  มันแข็งแรงสุด ๆ ไปเลยล่ะ” ฉินหลินยิ้มตอบ  แม้ว่าเขาจะไม่ได้ทดลองในแง่นี้ก็ตาม  แต่เขารู้ว่ามันมีโบนัสคุณสมบัติทนทาน +2 ซึ่งไม่จำเป็นต้องทดสอบเลย

หลังจากทราบความสามารถของฟองอากาศนี้แล้วรัฐมนตรีหลู่ก็อดพูดกับฉินหลินไม่ได้ “เถ้าแก่ฉิน  พืชอวกาศที่คุณปลูกเองก็มหัศจรรย์มากเหมือนกันนะครับ”

รัฐมนตรีหลู่ออกไปหยิบมือถือด้วยความตื่นเต้นและกดเบอร์ของท่านผู้นำ  เขาอยากรีบรายงานข่าวดีนี้โดยเร็วที่สุด

ทันทีที่รับสายเสียงปลายสายก็ดังขึ้นมา “เสี่ยวหลู่  หยางหยวนชื่อได้ทดสอบวัสดุเปลี่ยนสีอีกครั้งแล้วนะ  ข้อสรุปคือถ้าหากมีวัสดุเพียงพอก็สามารถปรับแต่งความสามารถในการเปลี่ยนสีให้ดีขึ้นได้อีก”

“เพื่อเป็นการรักษาความลับเธอควรจะรีบเอาต้นไม้เปลี่ยนสีกลับมาโดยเร็วที่สุด  เราต้องปกป้องมันอย่างใกล้ชิด”

“ท่านครับ  อีกไม่นานผมจะเอาต้นไม้เปลี่ยนสีกลับไปเองครับ”

รัฐมนตรีหลู่ตอบแล้วรายงาน “แล้วก็ยังมีอีกอย่างที่ผมอยากจะรายงานด้วย  พืชอวกาศอีกสามต้นที่เถ้าแก่ฉินปลูกตอนนี้เรารู้ถึงความพิเศษของพวกมันแล้วครับ  เราได้ยืนยันความสามารถของมันแล้วว่ามันเองก็มหัศจรรย์มากเหมือนกัน”

“ความสามารถอะไร” ผู้นำสนใจจึงถามทันที

มีเมล็ดพันธุ์จากอวกาศอยู่ 2 ชนิด  ชนิดแรกเป็นต้นไม้เปลี่ยนสีซึ่งสร้างสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นได้  ดังนั้นจึงยากนักที่จะไม่คาดหวังกับอีกชนิดหนึ่ง

รัฐมนตรีหลู่รายงาน “ท่านต้องไม่เชื่อแน่ ๆ เพราะต้นไม้ชนิดนี้มันมีฟองอากาศงอกขึ้นมาได้  แล้วฟองอากาศนั้นสามารถจ่ายออกซิเจนให้เราได้หนึ่งวันเต็ม ๆ และยังสามารถกรองสารที่เป็นอันตรายได้ด้วยครับ”

“ผมลองกับตัวเองมาแล้วครับ  ผมสวมฟองอากาศนั่นแล้วลงไปดำอยู่ในน้ำนานมาก  แต่กลับยังหายใจได้คล่องอย่างกับอยู่บนบกเลย”

“อะไรนะ ? ฟองอากาศ ?” เห็นได้ชัดว่าผู้นำสับสนกับสิ่งที่รัฐมนตรีหลู่รายงาน

แค่ฟังคำอธิบายทางโทรศัพท์ก็ยากที่จะจินตนาการได้ว่ามันคืออะไร

รัฐมนตรีหลู่ก็เข้าใจดีดังนั้นจึงตอบไปว่า “เดี๋ยวผมเอากลับไปให้ดูเดี๋ยวนี้แหละครับ  แล้วจะรู้เองว่ามันอะไรยังไง”

หลังจากวางสายแล้วรัฐมนตรีหลู่ก็หันมาพูดกับฉินหลิน “เถ้าแก่ฉิน  ท่านผู้นำสั่งให้ผมเอาต้นไม้เปลี่ยนสีกลับเมืองหลวงเพื่อจะได้คุ้มครองมันได้  แล้วผมก็กะจะเอาฟองอากาศทั้งหมดกลับไปด้วยครับ”

“ส่วนหญ้าฟองกับเมล็ดพันธุ์ของมันก็เอาไว้ที่คฤหาสน์ชิงหลินนี่แหละครับ  เดี๋ยวผมจะส่งคำร้องกับทางเบื้องบนให้เพื่อจะแบ่งปันเทคโนโลยีนี้กับห้องทดลองชิงหลิน”

นี่ถือได้ว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณ

ถ้าไม่ใช่เพราะสองคนนี้จากห้องทดลองชิงหลินล่ะก็  พืชอวกาศอันมหัศจรรย์ทั้งสองชนิดนี้ก็คงไม่ได้เกิด

และเนื่องจากหญ้าฟองนี้สามารถส่งเสริมการปลูกในวงกว้างได้  ดังนั้นจึงสามารถแบ่งปันเทคโนโลยีนี้กับห้องทดลองชิงหลินได้  และถือว่าเรื่องนี้เป็นรางวัลตอบแทนที่ตนมาขอความช่วยเหลือ

แน่นอนว่าฉินหลินไม่ได้คัดค้านอะไร

พูดตรง ๆ คือเขาที่มีเกมอยู่  การจะมีอะไรเพิ่มขึ้นหรือน้อยลงนั้นไม่ได้มีความแตกต่าง

ตอนนี้เงินเขาก็มีเกินพอแล้ว  ดังนั้นต่อให้มีเยอะขึ้นแค่ไหนมันก็เป็นแค่ตัวเลขเท่านั้น

เขาจึงไม่ได้สนใจทรัพย์สิน 10% ที่คนเหล่านั้นบริจาคซึ่งเป็นเงินจำนวนมากเพื่อทดลองใช้ชารักษามะเร็ง  และได้บริจาคมันให้กับการจัดตั้งกองทุนสงคราม

หลังจากที่รัฐมนตรีหลู่พูดคุยกับฉินหลินเสร็จแล้วก็ช่วยกันเด็ดฟองอากาศจากทั้งสามต้น

อีกทั้งยังสั่งให้หม่าหงช่วยจัดการเรื่องเตรียมคนมารับกลับพร้อมกับขอให้ทางห้องทดลองชิงหลินช่วยจัดรถคุ้มกันให้ด้วย

ในไม่ช้ารัฐมนตรีหลู่ก็กลับเมืองหลวงไปพร้อมกับของ

เขาส่งต้นไม้เปลี่ยนสีไปให้ทีมของหยางหยวนชื่อทันที

ในเวลาเดียวกันเขาก็ไปพบกับผู้นำพร้อมฟองอากาศ

“ท่านครับ  นี่ครับฟองอากาศที่ได้จากพืชอวกาศ” ทันทีที่พบกับผู้นำรัฐมนตรีหลู่ก็เริ่มรายงานและมอบฟองอากาศนั้นให้ดู

เมื่อผู้นำเห็นฟองอากาศแล้วก็ตกใจมากพลางปะติดปะต่อเข้ากับรายงานของรัฐมนตรีหลู่

ต้องรู้ก่อนว่าหากต้องการใช้อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์สร้างเกราะป้องกันด้วยฟังก์ชันดังกล่าวมันจะต้องเสียเงินก้อนโตแน่ ๆ ซึ่งสำหรับคนทั่วไปแล้วแค่คำว่าแพงยังน้อยไปด้วยซ้ำ

เพราะงั้นมันน่าทึ่งขนาดไหนที่ต้นไม้สามารถทำให้เกิดฟองอากาศที่มีฟังก์ชันดังกล่าวได้

ผู้นำคร่ำครวญว่า “เป็นไปไม่ได้เลยที่ต้นไม้จะผลิตอะไรแบบนี้ได้โดยที่ไม่มีการแทรกแทรงจากน้ำมือคน...  เดี๋ยวนะ...  การแทรกแซงจากน้ำมือคน...”

แล้วผู้นำก็ขมวดคิ้วสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดและถามรัฐมนตรีหลู่ “เสี่ยวหลู่  เธอดูฟองนี่แล้วก็นึกถึงต้นไม้เปลี่ยนสีซิ  ถ้าเอาสองอย่างนี่มารวมกันล่ะเธอคิดว่าไง”

เมื่อรัฐมนตรีหลู่ได้ยินก็ตะลึง “หมวกนิรภัยกับชุดป้องกัน !”

“ใช่ !” ผู้นำพยักหน้า

ก็มันจริงมั้ยล่ะ  ด้วยความสามารถของต้นไม้เปลี่ยนสี  ทันทีที่พวกเขาได้มันมาก็คิดที่จะใช้มันกับผ้าเพื่อทำวัสดุเปลี่ยนสีได้แล้ว

แถมผลลัพธ์ที่ได้ยังชัดเจนมากด้วย  การเปลี่ยนสีนั่นแทบจะเป็นการล่องหนไปเลยด้วยซ้ำ

หากใช้ต้นไม้เปลี่ยนสีกับชุดป้องกัน  แล้วฟองอากาศล่ะ ?  เป็นหมวกนิรภัยไม่ใช่รึไง ?

นี่ดูเหมือนจะเป็นชุดวัสดุพิเศษที่สามารถใช้สร้างอะไรบางอย่างได้

หากเป็นเพียงเรื่องบังเอิญก็อาจพูดได้ง่ายว่าเกิดจากความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่รังสรรของสองสิ่งนี้ขึ้นมา

แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องบังเอิญล่ะ  หากมีอะไรหรือใครเข้ามาแทรกแซงและทำมันขึ้นมาเพื่อการใช้งานอะไรบางอย่างล่ะ  แบบนั้นสถานการณ์จะเปลี่ยนเป็นร้ายแรงขึ้นมาทันที

นี่ดูเหมือนจะกำลังบ่งบอกถึงอะไรบางอย่างอยู่

แต่พวกรัฐมนตรีหลู่ไม่รู้เลยว่าเจ้าสองสิ่งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลยซักนิดเดียว  ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอะไรเลยด้วยซ้ำ  ความจริงเป็นเพียงแค่ฉินหลินแค่เอาอย่างหนึ่งมาแทนอีกอย่างก็เท่านั้นเอง

ฉินหลินคงไม่คิดว่าการเล่นตุกติกกับเมล็ดพันธุ์อีกชนิดของตนนั้นจะส่งผลให้พวกรัฐมนตรีหลู่คาดเดากันไปแบบโกโซบิ๊กเช่นนี้แน่

“ไม่ว่ายังไงก็ตามเราก็ต้องทดสอบผลการใช้งานของฟองนี่กันก่อนล่ะนะ  และส่งมันไปที่หน่วยดับเพลิงปักกิ่งก่อนเลย !” ในที่สุดผู้นำก็สั่งการ

รัฐมนตรีหลู่พยักหน้า

ไม่ว่าการคาดเดาดังกล่าวจะจริงไม่จริงยังไงก็ตาม  แต่ตอนนี้ก็ไม่มีทางพิสูจน์หรือยืนยันอะไรได้

ที่ทำได้ในตอนนี้ก็แค่ทดสอบการใช้งานฟองอากาศนี้ดูก่อนเท่านั้น  และนี่ก็คือสิ่งที่สำคัญที่สุด

............................................................................................

หน่วยดับเพลิงถือเป็นหน่วยงานที่สำคัญที่สุดในมหานครปักกิ่งมาโดยตลอด

ในมหานครเช่นนี้ยามเกิดเพลิงไหม้ขึ้นมาครั้งหนึ่งก็เทียบได้กับหายนะครั้งใหญ่ชัด ๆ

ดังนั้นการป้องกันอัคคีภัยจึงมีความสำคัญมาเป็นอันดับแรก  และอุปกรณ์ของสถานีดับเพลิงแต่ละแห่งก็มีความครบถ้วนที่สุด

ในสถานีดับเพลิงกลาง  แผนกอุปกรณ์ได้รับอุปกรณ์ชุดใหม่  จางเค่อจากแผนกอุปกรณ์ได้เรียกนักดับเพลิงสองสามคนมาทดสอบอุปกรณ์ใหม่ในวันนี้

นักดับเพลิงหยิบอุปกรณ์มาสวมใส่  เอาจริง ๆ มันก็คือชุดป้องกันกับถังออกซิเจนนั่นแหละ

นักดับเพลิงเหล่านี้หยิบถังออกซิเจนขึ้นมา  ชั่งน้ำหนัก  และบ่นอุบอิบ

“แม่งเอ๊ย ~ เมื่อไหร่ไอ้พวกถังออกซิเจนนี่มันจะพัฒนากันซักทีวะ”

“เออ  แม่งดับไฟไปแบกของหนักเป็นร้อยโลไปกูนี่หลังจะหักให้ได้”

“เวร  นี่กูชั่งผิดป๊ะเนี่ย  ทำไมถังออกซิเจนนี่มันหนักกว่าอันก่อนอีกวะ”

“...”

จางเค่อแจกจ่ายอุปกรณ์ให้กับนักดับเพลิงทั้งหลายและพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้หลังจากได้ยินคำร้องเรียนเหล่านี้  แต่ก็ไม่มีอะไรที่เขาสามารถทำได้  เนื่องจากผู้สั่งซื้ออุปกรณ์เหล่านี้ให้คือทางเบื้องบน

แล้วในตอนนี้เอง

เขาเห็นว่าจู่ ๆ ผู้อำนวยการก็เดินเข้ามาพร้อมกับคนถือกล่องดูจะลึกลับมาก

ทันทีที่ผู้อำนวยการมาถึงก็กวักมือเรียกจางเค่อ “จางเค่อมานี่หน่อยซิ  หาคนมาทดลองใช้ของในกล่องนี่ให้ด้วย”

“นี่อะไรล่ะครับท่าน ?” จางเค่อเดินไปถามอย่างสงสัย

ผู้อำนวยการอธิบายว่า “ไม่รู้เหมือนกัน  เจ้าหน้าที่จากสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติส่งมาให้เราทดลองใช้  พวกเค้าบอกว่ามันเป็นฟองอากาศแล้วก็มีคำแนะนำวิธีใช้อยู่ข้างในแล้ว”

จางเค่อพยักหน้าและเปิดกล่องดู  เผยให้เห็นฟองอากาศแปลก ๆ มากมายอยู่ข้างใน

เมื่อมองแวบแรกก็คิดว่าไอ้นี่น่าจะเอาไว้สวมหัวแหละ

จากเค่อหยิบฟองอากาศขึ้นมาดู  แต่ดูแล้วก็อดงงไม่ได้  เพราะดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ทำจากวัสดุไฮเทค  แต่กลับดูเหมือนต้นไม้หรืออะไรบางอย่างมากกว่า  สาเหตุที่คิดแบบนั้นก็เพราะมันมีกลิ่นของพืชติดอยู่

นี่มันแปลกเกินไปหน่อยมั้ย

จากนั้นจางเค่อก็หยิบคู่มือการใช้งานขึ้นมาอ่าน

เมื่ออ่านเนื้อหาในคู่มือเสร็จจางเค่อก็ตกตะลึงด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

ไอ้นี่มันเกิดมาจากพืชงั้นเหรอเนี่ย ?

ประเด็นก็คือมันเหลือจะเชื่อจริง ๆ ที่ของที่เกิดมาจากพืชจะสามารถใช้ทำอะไรที่มหัศจรรย์ขนาดนี้ได้

แต่ถ้าเจ้าสิ่งนี้มันมหัศจรรย์ขนาดนั้นจริงล่ะก็แม่งบ้าไปแล้วโลกนี้

เมื่อกี๊นักดับเพลิงพวกนั้นเห็นบ่นว่าถังออกซิเจนมันหนักด้วยหนิ  งั้นนี่ก็เป็นการแก้ปัญหาที่สมบูรณ์แบบเลยน่ะสิ

ยิ่งไปกว่านั้นคือเมื่อนักดับเพลิงไม่ต้องแบกถังออกซิเจน  ประสิทธิภาพในการดับเพลิงก็จะสูงขึ้น  พวกเขาสามารถทำอะไรได้มากขึ้นและยังมีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย

ท้ายที่สุดแล้วการแบกถังออกซิเจนไว้ที่หลังแบบนั้นน้ำหนักของมันย่อมส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวมากเกินไป

เมื่อคิดอะไรได้แล้วจางเค่อก็ถือมันไปให้นักดับเพลิง “วางถังออกซิเจนลงแล้วลองใช้ไอ้นี่ดู”

นักดับเพลิงทั้งหลายตอนนี้ก็แบกถังออกซิเจนกันอยู่  แต่ละคนต่างสับสนกับสิ่งที่ได้ยิน  แต่สุดท้ายก็ยอมวางถังออกซิเจนลงตามคำสั่ง  จากนั้นก็เดินไปดูฟองอากาศที่อยู่ในกล่องกันแบบงง ๆ

“อะไรอีกล่ะเนี่ย”

“เหมือนจะเอาไว่ใส่หัว”

“แล้วมันใช้ทำไรได้อะ”

“...”

แต่ละคนต่างก็สงสัย

จางเค่อหยิบมันขึ้นมาและอธิบายว่า “รูตรงนี้เราสามารถถ่างมันออกได้  แล้วก็เอาหัวสวมเข้าไป  เจ้าสิ่งนี้จะใช้แทนถังออกซิเจนได้  เป็นสิ่งใหม่ที่ทางสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติพัฒนาขึ้นมาใหม่”

นักดับเพลิงดีใจมากเมื่อได้ยินว่าเจ้าสิ่งนี้สามารถเอามาใช้แทนที่ถังออกซิเจนได้  เมื่อประกอบกับชื่อเสียงของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติพวกเขาก็กระตือรือร้นอยากที่จะลองใช้

ในไม่ช้าฟองอากาศในกล่องก็ถูกเหล่านักดับเพลิงเอาไปใส่

จางเค่อก็มองดูภาพตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ  รูที่ฟองนั้นรัดแน่นพอดีกับคอของนักดับเพลิงเลย  เพียงแต่ฟองกับชุดป้องกันมันไม่ได้แนบสนิทติดกันเลย

แต่นี่ก็ไม่ใช่ปัญหา  เพราะถ้าหากฟองอากาศนี้มันสามารถทำได้ตามที่ระบุไว้ในคู่มือจริง ๆ ล่ะก็  เดี๋ยวหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยออกแบบชุดป้องกันใหม่ที่สามารถใช้ร่วมกับฟองนี่ได้ให้เอง

หลังจากที่เหล่านักดับเพลิงใส่ฟองอากาศเสร็จแล้วแต่ละคนก็เริ่มมีสีหน้าทึ่ง ๆ กับอะไรบางอย่าง  เนื่องจากคนเหล่านี้เคยชินกับอุปกรณ์ฝึกอย่างมาก  ดังนั้นจึงสามารถรับรู้ถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจนเป็นธรรมดา

แม้ว่าจะใช้ถังออกซิเจนก็ตามก็ยังไม่เข้ากันกับจังหวะการหายใจตามปกติ  การหายใจออกยังทำให้ก๊าซคาบอนไดออกไซด์เข้าไปปนกันในระดับหนึ่งด้วย

ตอนนี้พอสวมฟองนี่แล้วมันกลับแตกต่าง  เพราะมันไม่มีความรู้สึกดังกล่าวเลย  แถมการหายใจก็ยังราบรื่นคล่องปรื๋อมาก

ยิ่งเวลาผ่านไปพวกเขาก็มั่นใจอย่างยิ่งว่าเจ้าสิ่งนี้สามารถจ่ายออกซิเจนให้ได้

“เป็นไง ?” จางเค่อยังถามด้วยความสงสัย

นักดับเพลิงตอบว่า “สบายกว่าถังออกซิเจนอีกครับ !”

นักดับเพลิงคนอื่น ๆ เองก็พยักหน้าเห็นด้วย

นี่ยิ่งทำให้จางเค่อยิ่งประหลาดใจกว่าเดิม  เขาได้สั่งให้คนไปเปิดสนามฝึกและให้นักดับเพลิงที่สวมฟองอากาศอยู่เข้าไปฝึกปฏิบัติการ

สนามฝึกเป็นสถานที่ที่จำลองเหตุการณ์เพลิงไหม้  มีสิ่งกีดขวาง  มีควันหนาทึบ  และมีหุ่นจำลอง  ซึ่งนักผจญเพลิงจะต้องสวมอุปกรณ์ดับเพลิงทั้งหมดแล้วฝ่าอุปสรรคเข้าไปนำหุ่นจำลองนั่นออกมา

แล้วสนามฝึกก็เริ่มขึ้น  นักดับเพลิงก็รีบเข้าไปในสนามฝึกพร้อมกับเครื่องจับเวลาที่เริ่มทำงาน

จางเค่อกับผู้อำนวยการก็รอดูอยู่ข้างนอก  เมื่อเวลาผ่านไปนักดับเพลิงที่รีบเข้าไปในสนามฝึกซ้อมก็รีบขนหุ่นกลับออกมาทีละตัว ๆ จนการฝึกเสร็จสิ้น

ทันทีที่ออกมาทุกคนก็ต่างก็พากันสรรเสริญ

“ไอ้นี่สุดยอดไปเลย”

“จริง  นี่ใส่ครั้งแรกก็เล่นเอาการฝึกง่ายขนาดนี้แล้ว”

“...”

ผู้อำนวยการก็รีบถามทันที “ผลเป็นไงบ้าง !”

คนจับเวลาก็รีบรายงาน “ใช้เวลาน้อยลงเกือบสองในสามครับ !”

ซึ่งผลลัพธ์นี้ทำให้ทั้งผู้อำนวยการทั้งจางเค่อต้องตกใจ

นี่มันประหยัดเวลาไปได้มากเกินไป  และพวกเขาก็รู้ว่านี่มันหมายความว่าอะไร !

จบบทที่ บทที่ 585: นี่มันหมวกนิรภัยกับชุดป้องกันใช่มั้ย ?

คัดลอกลิงก์แล้ว