เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 567: เรื่องราววิทยาศาสตร์อันมหัศจรรย์ของโหยวเฉิง ! หม้อใบใหญ่ที่ตกจากฟ้าของหลี่ไข่ !

บทที่ 567: เรื่องราววิทยาศาสตร์อันมหัศจรรย์ของโหยวเฉิง ! หม้อใบใหญ่ที่ตกจากฟ้าของหลี่ไข่ !

บทที่ 567: เรื่องราววิทยาศาสตร์อันมหัศจรรย์ของโหยวเฉิง ! หม้อใบใหญ่ที่ตกจากฟ้าของหลี่ไข่ !


ห้องทำงาน

ฉินหลินพึ่งเสร็จกิจวัตรประจำวันในเกมซึ่งหลี่ไข่ก็มาหาพอดี  และทันทีที่เข้ามาก็พูดว่า “น้องฉิน  วันนี้พวกฉีไคโหย่วกับผู้เชี่ยวชาญจะจัดงานประชุมสาธารณะใช่ป่าว”

“ครับ !” ฉินหลินยิ้มตอบ

พวกฉีไคโหย่วได้ตรวจสอบทุกอย่างและพิสูจน์ชัดเจนหมดแล้ว  อีกทั้งยังมีการออกประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรในเบื้องต้นด้วย

ตอนนี้การเปลี่ยนแปลงในอำเภอโหยวเฉิงโดยพื้นฐานแล้วไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขา

นี่คือผลลัพธ์ที่เขาต้องการเห็น

ส่วนงานประชุมอะไรนั่นก็ถือเป็นกระบวนการปกติหลังจากพิสูจน์อะไรต่าง ๆ เสร็จสิ้นแล้ว

ในอนาคตฉีไคโหย่วกับเหล่าผู้เชี่ยวชาญจะประจำการอยู่ที่โหยวเฉิงเพื่อศึกษาไป๋สุนและโลมาครีบขาว  ดังนั้นการประชุมก็จะจัดขึ้นที่โหยวเฉิงเช่นกัน

............................................................................................

ที่ว่าการอำเภอโหยวเฉิง

เฉินหลี่มาพบนายอำเภอซุนที่ห้องทำงาน

นายอำเภอกับรองต่างรอใครบางคนด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยดี

อีกฝ่ายคือผู้รับผิดชอบด้านการอนุรักษ์น้ำของอำเภอโหยวเฉิง

ในขั้นตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือเขตอนุรักษ์ธรรมชาติและมัจฉาสมบัติชาติโหยวเฉิง  และพวกเขาได้ทุ่มเทความพยายามเรื่องนี้กันอย่างมาก

เมื่อมีการค้นพบแม่น้ำใต้ดินและการปรากฏตัวของไป๋สุนและโลมาครีบขาวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เขตอนุรักษ์ธรรมชาตินี้จะต้องส่งผลกระทบต่ออำเภอมากยิ่งขึ้นแน่ ๆ โดยนำผลประโยชน์มาสู่อำเภอมากขึ้นเรื่อย ๆ

ดังที่เห็นได้จากสถานะในปัจจุบันของทางหลวงเส้นเลียบแม่น้ำหมิ่นสาขาย่อยโหยวเฉิง

อย่างน้อยตอนนี้นอกจากบ้านไร่และฟาร์มชิงหลิน  แล้วอำเภอโหยวเฉิงก็ได้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่คลาสสิกและมีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นอีกแห่งอย่างเป็นทางการ

แต่หลังจากที่พวกฉีไคโหย่วได้ทำการค้นหาแม่น้ำใต้ดินหลายครั้ง  ข้อมูลที่ทางนั้นมอบให้พร้อมกับคำอธิบายทำให้พวกเขาไม่มีความสุขอย่างยิ่ง  และทำให้พวกเขารู้สึกอับอายขายหน้าไม่น้อย

เวลาผ่านไป

ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาพร้อมท่าทีหดหู่ “ท่านนายอำเภอ  ท่านรอง !”

เขาเป็นผู้รับผิดชอบการอนุรักษ์น้ำของอำเภอโหยวเฉิง

เขาไม่เคยคิดเลยว่าจู่ ๆ ปัญหาใหญ่จะเกิดขึ้นกับตัวเองอย่างกะทันหัน  มาแบบไม่ทันตั้งตัวเลย

ประเด็นสำคัญคือเขาพึ่งเข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบแผนกอนุรักษ์น้ำในปีนี้เอง  ส่วนคนเดิมนั้นได้เกษียณไปแล้วเรียบร้อย  และเหตุการณ์ก่อนหน้านี้คือแทบไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลย

โคตรเจ็บเลยทีนี้

ราวกับว่าตัวเองโดนคนจับหัวไปโหม่งใส่หม้อ

เฉินหลี่ถามว่า “คุณรู้มั้ยว่ามันเกิดอะไรขึ้น  ผ่านมากี่ปีแล้ว  เครือข่ายแม่น้ำใต้ดินใหญ่ขนาดนี้ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำธรรมดาหรือแม่น้ำหมิ่นสาขาย่อยก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาแท้ ๆ แต่ทำไมแผนกอนุรักษ์น้ำถึงไม่พบอะไรเลยล่ะ”

ชายวัยกลางคนที่สีหน้าไม่สู้ดีตอบ “ผมได้เช็กดูบันทึกเก่า ๆ แล้วครับ  แผนกอนุรักษ์น้ำได้ทำการตรวจสอบในพื้นที่นี้หมดแล้ว  แต่เมื่อดูจากบันทึกแล้วคือไม่พบอะไรเลย  นี่มันผิดปกติมากครับ”

นายอำเภอซุนตะคอก “ผิดปกติมากห่าไรอีก ! หรือพวกมึงแผนกอนุรักษ์น้ำแค่มาทำงานเลี้ยงปากท้องตัวเองอย่างเดียว ? หา ! หรือพวกมันไม่ได้ทำห่าไรเลย ! หรือวัน ๆ แค่เขียนบันทึกหลอกลวงไปงั้น ๆ !”

“พวกผู้เชี่ยวชาญนั่นมาอยู่แค่ไม่นานก็หาเจอแล้ว  แต่พวกมึงล่ะ  แม่งอยู่มานานขนาดนี้แต่ไม่เคยสังเกตเห็นเลยทั้ง ๆ ที่อยู่ในบ้านตัวเองเนี่ยนะ !”

“แค่พวกมึงขยับตูดทำงานนิดเดียวอำเภอเราก็อาจจะหาแม่น้ำใต้ดินนั่นเจอไปตั้งกะปีมะโว้แล้ว ! เผลอ ๆ อาจเป็นคนเจอปลาสูญพันธุ์ที่เป็นสมบัติชาติพวกนั้นเองก็ได้ด้วยซ้ำ !”

เฉินหลี่เห็นด้วยเลย

หากเราพบมันก่อนหน้านี้  พวกเขาคงจะมีไป๋สุนกับโลมาครีบขาวซึ่งเป็นสมบัติชาติที่สูญพันธุ์ไปแล้วเป็นผลงานของตน

และอำเภอโหยวเฉิงคงจะได้รับการพัฒนาตั้งแต่ก่อนหน้านี้  และพอมาประกอบกับการเกิดขึ้นของเถ้าแก่ฉิน  สถานการณ์จะต้องดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้อย่างแน่นอน

ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็  การก่อสร้างในทุก ๆ ด้านของอำเภอโหยวเฉิงจะได้รับการปรับปรุงในระดับที่สูงขึ้นยิ่งกว่านี้อีก

แต่ประเด็นสำคัญคือไอ้พวกแผนกอนุรักษ์น้ำกลับไม่ทำหน้าที่ที่มนุษย์ควรทำ  แต่ไอ้พวกนี้มันทำห่าไรกันอยู่  เดินเที่ยวเล่นไปวัน ๆ เหรอ

เฉินหลี่คิดเสร็จก็พูดกับชายวัยกลางคน “ตอนนี้เขตอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งนี้คือสิ่งสำคัญอันดับแรกของอำเภอเรา  กลับไปแล้วก็รีบแก้ไขซะ  ถ้ายังเอาแต่เดินเล่นไม่มีผลงานอยู่เหมือนเดิมอีกล่ะก็  แผนกนี้คงต้องถูกบิ๊กคลีนนิ่งแล้วล่ะ  แล้วถ้าครั้งนี้ยังมีเรื่องผิดพลาดอีกล่ะก็พวกเราคงไม่เหลือหน้าให้เสียอีกต่อไปแล้ว !”

เมื่อเผชิญกับความโกรธของเจ้านายทั้งสอง  ชายวัยกลางคนจึงไม่กล้าเถียงอะไรและรีบจากไป

เขาต้องรับผิดแทนคนเก่าซึ่งไม่เพียงแต่ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่งเท่านั้น  แต่ไม่นึกว่าดูแล้วตัวเองจะต้องรับผิดแทนพวกลูกน้องด้วยอีก

เขาพึ่งจะได้ไปทำงานที่แผนกอนุรักษ์น้ำ  แต่คนอื่น ๆ คือผู้ที่อยู่ที่นั่นมาโดยตลอด  แปลว่าเขาคนเดียวรับผิดแทนทุกคนทั้งหมด

หากเจ้านายบอกว่าแก้ไขก็ต้องกับไปแก้ไขซะ

หลังจากที่ชายวัยกลางคนจากไป  นายอำเภอซุนก็หันมาพูดด้วย “การบรรยายสรุปของผู้เชี่ยวชาญกำลังจะเริ่มแล้ว  เราไปกันเถอะ !”

“ครับ !” เฉินหลี่พยักหน้า

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในโหยวเฉิง  การปรากฏตัวอีกครั้งของโลมาครีบขาวและไป๋สุน  รวมไปถึงการค้นพบแม่น้ำใต้ดิน  เรื่องราวนี้มันช่างน่าทึ่งสุด ๆ และเป็นธรรมดาที่จะต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ

หนึ่งคือเป็นการบอกความจริงกับทุกคน  สองคือถึงเวลาแล้วที่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะแสดงข้อดีและความสามารถของตนให้โลกภายนอกได้เห็น

พวกฉีไคโหย่วได้เผยแพร่ผลลัพธ์คำอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษรในเบื้องต้นทางออนไลน์แล้ว

เพียงแต่คำอธิบายดังกล่าวนั้นมีความเป็นทางการน้อยกว่าการถ่ายทอดสดบรรยายสรุปต่อสาธารณะ  นอกจากนี้คำอธิบายเบื้องต้นเป็นเพียงเนื้อหาโดยคร่าว ๆ เท่านั้น  ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด

งานประชุมประชาสัมพันธ์นี้จัดขึ้นในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมจงหมิน  และการตกแต่งก็เป็นทางอำเภอรับผิดชอบเอง

นอกจากจะไลฟ์สดในช่องทางการของอำเภอโหยวเฉิงแล้ว  ยังมีการไลฟ์สดในช่องทางการของบ้านไร่ชิงหลินด้วย

เมื่อฉีไคโหย่วมาติดต่อที่บ้านไร่ชิงหลิน  หลินหลานจื่อก็เอาเรื่องนี้มาถามฉินหลิน

แน่นอนว่าฉินหลินยินยอมโดยไม่มีข้อแม้

มีคนช่วยเขาแบกรับโดยสมบูรณ์แบบแบบนี้มีเหตุผลอะไรที่เขาจะไม่ยินยอมล่ะ

มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะปฏิเสธ !

ในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมจงหมินตอนนี้มีคนเข้างานมาเป็นจำนวนมาก  ไม่เพียงแต่บล็อกเกอร์สื่อส่วนตัวเท่านั้น  แต่ยังรวมถึงผู้สื่อข่าวของสื่ออย่างเป็นทางการจริง ๆ ด้วย

พวกเขาทั้งหมดมาที่นี่เพื่อติดตามผลการตรวจสอบของฉีไคโหย่ว

ลองดูชื่องานประชุมนี่สิ [งานประชุมสาธารณะ ‘เมืองมหัศจรรย์’]

ถูกต้องมันคือปาฏิหาริย์ของอำเภอโหยวเฉิง

เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโหยวเฉิงพูดได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์ก็ไม่ผิด

หากปาฏิหาริย์แบบนี้มีอยู่ในสมัยโบราณก็อาจถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์เทพเซียนอะไรประมาณนั้น  เพราะมันเป็นถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสมบัติชาติที่สูญพันธุ์ไปแล้ว

แต่พวกเขารู้ว่าเรื่องพวกนี้มันต้องมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับอยู่แน่ ๆ

หลังจากที่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ได้เข้ามาทำการตรวจสอบและวิจัยเสร็จแล้ว  พวกเขาก็สามารถหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายให้เราฟังได้ว่าทำไมถึงได้เป็นอย่างนี้

และแล้วการไลฟ์สดก็เริ่มต้นขึ้น  ก่อนที่พวกฉีไคโหย่วจะออกมา  จำนวนผู้ชมที่มารอในไลฟ์ตามช่องสื่อต่าง ๆ นั้นมีเยอะมาก

ในที่สุดฉีไคโหย่วที่แต่งกายด้วยชุดที่ดูเป็นทางการ  และผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนก็ได้เดินออกมาด้วยความภาคภูมิใจ

เป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาที่จะไม่มีความสุขเมื่อการตรวจสอบของตนทำให้เกิดการค้นพบครั้งสำคัญเช่นนี้

การเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์ในโหยวเฉิงซีรีส์นี้จะถูกเขียนลงในหนังสือหลายเล่มที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ  การอนุรักษ์น้ำ  ชีวิตใต้น้ำ  ปลาสูญพันธุ์  ฯลฯ  ในอนาคต

และบันทึกของความสัมพันธ์ประเภทนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผู้ที่ทำการสืบหาความจริงเช่นพวกตนได้เลย

หากเป็นในสมัยโบราณ  นี่จะเป็นชื่อที่จะคงอยู่ต่อไปในประวัติศาสตร์

ฉีไคโหย่วเป็นผู้รับผิดชอบและเป็นผู้รายงานผลต่อสาธารณะในครั้งนี้

เขาเดินไปที่โต๊ะรายงานอย่างเคร่งขรึม  มองกล้องแล้วพูดว่า “ผมต้องขอขอบคุณทุกท่านที่เข้าร่วมงานประชุมสาธารณะในวันนี้  ทุกท่านคงสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงในอำเภอโหยวเฉิงหลาย ๆ อย่างในช่วงนี้”

“คนส่วนใหญ่จะรู้แค่ว่าการเปลี่ยนแปลงในอำเภอโหยวเฉิงดูเหมือนจะเกิดขึ้นได้เฉพาะในหนังหรือนิยายไซไฟเท่านั้น  เพราะมันไซไฟเกินไป  และวันนี้เราจะใช้วิทยาศาสตร์อธิบายเหตุผลให้ทุกคนฟังว่า ‘ทำไม ?’”

“ก่อนอื่นเลยเรามาพูดถึงไป๋สุนกับโลมาครีบขาวกันก่อน  เดิมทีปลาเหล่านี้ไม่เคยถูกบันทึกไว้ว่าเคยมีอยู่ในบริเวณแม่น้ำหมิ่น  แต่ปลาสูญพันธุ์เหล่านี้ก็มีนิสัยในการอพยพย้ายถิ่นอยู่เหมือนกัน

จากการคำนวณในปัจจุบัน  ปลาเหล่านี้ได้มาอาศัยอยู่ในลุ่มน้ำหมิ่นในช่วงที่วิทยาศาสตร์บ้านเรายังด้อยพัฒนา  ต่อมาเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมพวกมันจึงได้อพยพย้ายถิ่นหนีลงไปยังแม่น้ำใต้ดินในอำเภอโหยวเฉิงเพื่อความอยู่รอด  ซึ่งนั่นเองที่ทำให้พวกมันสามารถอยู่รอดต่อมาได้จนถึงทุกวันนี้

ต่อมาในยุคที่วิทยาศาสตร์มีระดับสูงขึ้นจึงได้ตรวจพบว่าปลาเหล่านี้ไม่เคยมีอยู่ในแม่น้ำหมิ่น”

ฉีไคโหย่วหยุดแป๊บหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ตอนนี้ทุกท่านน่าจะสงสัยแล้วสินะครับว่าปลาเหล่านี้ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในอำเภอโหยวเฉิงนี่มันยังไงกันแน่  ต้องบอกเลยว่านี่เป็นเรื่องราวแบบนิยายวิทยาศาสตร์จริง ๆ และเป็นยังเรื่องราวนิยายวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเวลา  บุคคล  และสถานที่”

“จุดเริ่มต้นก็คือเมื่อนานมาแล้ว  อุกกาบาตได้ตกใส่อำเภอโหยวเฉิง

อุกกาบาตที่ตกลงมาจากอวกาศต้องผ่านชั้นบรรยากาศก่อนถึงค่อยตกลงสู่พื้นดิน  กระบวนการนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสถานที่นั้น ๆ”

“บางคนก็คงอยากถามว่าแล้วอุกกาบาตที่ตกมาตั้งนานแล้วมันมาเกี่ยวอะไรกับปัจจุบันนี้ใช่มั้ยครับ ? นั่นสินะครับ  ผลกระทบนั้นย่อมเกิดขึ้นในขณะนั้น  และสภาพอากาศในอำเภอโหยวเฉิงตอนนั้นก็คงไม่แช่อยู่ยาว ๆ แบบนั้นมาจนถึงตอนนี้”

อันที่จริงหลังจากได้ยินคำพูดของฉีไคโหย่ว  ไม่เพียงแต่คนในห้องจัดงานเท่านั้นที่สับสน  คนดูไลฟ์ผ่านหน้าจอเองก็งงไม่น้อย

ผู้เชี่ยวชาญคนที่ชื่อฉีไคโหย่วนี้กำลังจะบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอำเภอโหยวเฉิงมันเกี่ยวข้องกับอุกกาบาตลูกนั้น

แต่ก็อย่างที่อีกฝ่ายบอกว่านั่นมันตั้งนานมาแล้ว  แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้...

ฉีไคโหย่วเล่าต่อ “เหตุผลนั้นง่ายมาก  อุกกาบาตที่ตกมานั้นเป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้วก็จริง  ทว่าอย่างไรก็ตามการที่อุกกาบาตตกมันก็ไม่จำเป็นต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  หรือแค่ส่งผลกระทบนิดหน่อยไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง  โดยการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยดังกล่าวนั้นมันยังไม่มากขนาดถึงจุดวิกฤติที่จะพลิกผันสภาพอากาศอย่างใหญ่หลวง  ดังนั้นสภาพอากาศของอำเภอโหยวเฉิงจึงเป็นอย่างเมื่อก่อน !”

“บรรยากาศ  สิ่งแวดล้อม  และสภาพอากาศของโหยวเฉิงล้วนได้รับผลกระทบจากอุกกาบาต  จากการตรวจสอบทำให้เราพบว่าคุณภาพและสภาพอากาศของอำเภอโหยวเฉิงนั้นดีมากมาโดยตลอด  โดยอย่างน้อย ๆ หากเทียบกันกับมณฑลฝูเจี้ยนและเขตเมืองหมิงแล้วก็ดีกว่ามาก”

“นี่คือเรื่องราววิทยาศาสตร์”

“ต่อไปเรามาพูดถึงความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในเรื่องราววิทยาศาสตร์เรื่องนี้กันดีกว่าครับ  โดยข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์นี้ก็คือแม่น้ำใต้ดิน  อย่างที่บอกไปแล้วว่าเพราะแม่น้ำใต้ดินนี้เองทื่ทำให้ไป๋สุนกับโลมาครีบขาวสามารถดำรงอยู่จนมาถึงวันนี้ได้  และเป็นแม่น้ำใต้ดินสายนี้ที่เลี้ยงดูเหล่าปลาสมบัติชาติที่สูญพันธุ์ไปแล้วของเราเอาไว้”

“หลังจากได้ยินเรื่องนี้ทุกท่านคงจะยิ่งสับสนมากขึ้นไปอีกสินะครับ  อุกกาบาต  แม่น้ำใต้ดิน  สมบัติชาติที่สูญพันธุ์ไปแล้ว  และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอำเภอโหยวเฉิงจะเชื่อมโยงเข้าด้วยกันได้อย่างไร”

นี่เป็นอีกคำถามหนึ่ง

จะเห็นได้ว่าฉีไคโหย่วเก่งมากในด้านการพูดในที่สาธารณะ  การเดี๋ยวพูดเดี๋ยวหยุดในจังหวะที่ใช่แบบนี้ได้กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของทุกคนได้ในทันที

ผู้ชมในห้องจัดงานต่างอดบ่นไม่ได้

อะไรคือความแตกต่างระหว่างเรื่องนี้กับผู้แต่งนิยายไร้ยางอายและละครโทรทัศน์บางเรื่องที่ปิดท้ายด้วยคำว่า ‘พบกันใหม่สัปดาห์หน้า’ ?

ก็รู้อยู่แล้วว่าทุกคนกำลังสับสนและสงสัย  แล้วทำไมไม่รีบบอกมาเร็ว ๆ เล่า  อยากรู้จะตายอยู่แล้วเห็นมั้นเนี่ย !

หลังจากที่ฉีไคโหย่วกระตุ้นความอยากอาหารของทุกคนสำเร็จแล้วเขาจึงยิ้มและเล่าต่อ “เหตุผลที่มาเชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันนั้นก็ง่ายมาก  นั่นคือความสามัคคี”

“ทุกท่านรู้ดีว่าในอำเภอโหยวเฉิงมีห้องทดลองชิงหลินและห้องทดลองชิงหลินก็มีศาสตราจารย์หลี่ไข่  บุคคลที่ทุกท่านเรียกขานว่าคุณชายของตระกูลขุนนางที่แท้ทรู  และเป็นบุคคลที่ทุกท่านถือเป็นไอดอล

แม้แต่ความหลงใหลในการค้นคว้าข้อมูลยารักษาโรคเอสเอ็มเอให้กับลูกสาวของหญิงสาวที่รักก็ยังเคยทำให้ผู้หญิงนับไม่ถ้วนต้องหลงใหลจนถูกเรียกว่าเป็นสามีแห่งชาติในอุดมคติ

และเมื่อไม่นานมานี้ศาสตราจารย์หลี่ไข่ก็ยังพัฒนาข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อข้าวชิงหลินอีกด้วย”

“ถูกต้องแล้วครับ  บุคคลที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าอัศจรรย์ในอำเภอโหยวเฉิงก็คือศาสตราจารย์หลี่ไข่นี่เอง  แล้ว...  ทำไมผมถึงพูดแบบนี้ ? คำตอบก็คือหญ้าบริสุทธิ์ที่ท่านพัฒนาขึ้น”

“ทุกท่านแน่นอนว่าต้องรู้เรื่องหญ้าบริสุทธิ์  และผมก็รู้ด้วยว่ามีหลายท่านที่ซื้อหญ้าบริสุทธิ์ไปลองดูแล้วและได้สัมผัสกับความมหัศจรรย์ของมัน  ผมเชื่อว่าหากเราส่งเสริมต่อไปล่ะก็หญ้าบริสุทธิ์จะกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับมนุษย์ทุกคน”

“และอำเภอโหยวเฉิงก็เป็นเมืองแห่งแรกที่ได้ใช้หญ้าบริสุทธิ์ในปริมาณมากมาปรับปรุงเมือง  ซึ่งทุกท่านก็สัมผัสกับอากาศของอำเภอโหยวเฉิงที่เปลี่ยนคุณภาพใหม่ด้วยตัวเองกันแล้ว”

“เป็นเพราะหญ้าบริสุทธิ์นี้ทำให้อากาศบริสุทธิ์และเพิ่มปริมาณออกซิเจนในอากาศซึ่งผลที่ได้คือการกระตุ้นสภาพอากาศที่ได้รับผลกระทบจากอุกกาบาต  ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปสภาพภูมิอากาศของอำเภอโหยวเฉิงจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงและกลายเป็นสภาพอากาศของอำเภอโหยวเฉิงในปัจจุบัน”

“และเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอำเภอโหยวเฉิงนั่นเอง  เหล่าปลาสมบัติชาติที่สูญพันธุ์ไปแล้วอย่างไป๋สุนและโลมาครีบขาวที่แต่เดิมอาศัยอยู่ในแม่น้ำใต้ดินรับรู้ถึงมันได้จึงพากันอพยพย้ายถิ่นออกมาปรากฏตัวต่อโลกนี้อีกครั้ง  ดังนั้นแม่น้ำหมิ่นสาขาย่อยโหยวเฉิงจึงเปลี่ยนแปลงไปจนมีสภาพดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้  ถือเป็นปาฏิหาริย์ของอำเภอโหยวเฉิง”

“คนที่เราควรให้ความสำคัญก็คือศาสตราจารย์หลี่ไข่  หากไม่มีท่าน  ปาฏิหาริย์ของอำเภอโหยวเฉิงก็ไม่เกิด  อย่างที่ผมบอกมั้ยล่ะครับ  มันเป็นอิทธิพลที่ผสมผสานระหว่างเวลา  บุคคล  และสถานที่ที่มาบรรจบกันอย่างพอดิบพอดี”

คราวนี้เมื่อได้ข้อสรุปออกมาทุกคนก็เข้าใจ

อาจบอกว่าปาฏิหาริย์ของอำเภอโหยวเฉิงเกิดจากความบังเอิญมากมาย

ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังได้ยินมาว่าเป็นศาสตราจารย์หลี่ไข่ที่เป็นคนเร่งเรื่องทั้งหมดนี้ให้เกิดเร็วขึ้น

ชาวเน็ตเริ่มพูดคุยกันอย่างดุเดือดทันที

“อย่างนี้นี่เอง  ไม่นึกเลยว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในโหยวเฉิงจะเกิดจากศาสตราจารย์หลี่ไข่เลยนะเนี่ย”

“นี่แปลว่าถ้าไม่มีศาสตราจารย์หลี่ไข่  ก็จะไม่มีโหยวเฉิงในวันนี้ ?”

“เอาตรง ๆ นะเกิดมาชั้นก็ไม่เคยรู้สึกประทับใจใครเลยแม้แต่วิเดียว  แต่ตอนนี้กลับโคตรประทับใจศาสตราจารย์หลี่ไข่เลยอะแกร”

“คิดว่าศาสตราจารย์หลี่ไข่แกน่าจะรู้เรื่องนี้มานานแล้ว  เพราะงั้นก็เลยทำหญ้าบริสุทธิ์ขึ้นมาเป็นพิเศษ  มิฉะนั้นมันจะมีเรื่องบังเอิญขนาดนี้ได้ไง”

“เม้นบนนี่มโนเก่งเกิ๊น  แต่ทำไมกูเห็นด้วยวะงงชิบ”

“...”

ดูเหมือนว่าศาสตราจารย์หลี่ไข่จะรู้ทุกอย่างมานานแล้ว  ดังนั้นจึงทำหญ้าบริสุทธิ์ขึ้นมาเป็นพิเศษ  และมีทฤษฎีต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ว่ามันได้ก่อให้เกิดทุกสิ่งในอำเภอโหยวเฉิง

ผู้คนมักจะชอบพูดคุยถึงคนเจ๋ง ๆ ที่เผยแพร่สิ่งมหัศจรรย์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นคนที่พวกเขาทั้งชื่นชอบและชื่นชม

นี่อาจดูเหมือนเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของศาสตราจารย์หลี่ไข่ไปแล้วมากกว่า

............................................................................................

คฤหาสน์ชิงหลิน

ฉินหลินกับหลี่ไข่นั่งดื่มชากันที่โต๊ะน้ำชาในห้องทำงาน  ซึ่งพวกเขาก็ดูไลฟ์สดของฉีไคโหย่วไปด้วย

หลี่ไข่นั้นแค่อยากจะรู้สาเหตุที่เป็นรายละเอียดเท่านั้น

ส่วนฉินหลินซึ่งคือผู้ที่รู้...  ไม่สิ...  ซึ่งคือผู้ที่เป็นสาเหตุของเรื่องทุกอย่างนั้นเพียงแค่อยากเห็นว่าพวกฉีไคโหย่วจะแบกรับแทนตนเองด้วยกระบวนท่าแบบไหน

แต่เมื่อเขาเห็นว่าปาฏิหาริย์ของอำเภอโหยวเฉิงนี้ในท้ายที่สุดแล้วดันมาเกี่ยวข้องกับพี่หลี่  แม้แต่ตัวเองก็ยังอดประหลาดใจไม่ได้เลย

เขาหันมองหลี่ไข่อย่างว่างเปล่าและสงสัยว่าพี่หลี่คอยแบกให้หลายครั้งเกินไปจนได้สกิลติตัว ‘ดูดหม้อ’ มารึเปล่านิ ?

ก็คือสาเหตุส่วนใหญ่กลายเป็นไปตกใส่หัวแกง่าย ๆ แบบนี้เลย ?

ในฐานะคนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทุกอย่างแล้วแน่นอนล่ะว่าฉินหลินไม่รู้จะค้นคำอะไรมาพูดดีเลย

หลี่ไข่ลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจและโกรธมาก “ไอ่บ้า ! เรื่องนี้เกี่ยวเชี่ยไรกะกูอี๊ก  ทำไมกูกลายเป็นต้นเหตุได้วะ ! พวกมึงนี่มีเหตุผลกันเป็นมั้ยวะเหตุผลอะ !”

เขาไม่เคยคิดเลยว่าเมื่อตัวเองให้ความสนใจเรื่องนี้  ความสนใจเรื่องนี้จะมุ่งมายังตัวเองด้วย

แบบนี้เรียกว่าอะไร ?

จะนั่งกินแตงโมแต่กลับไม่ต่างจากนั่งกินตัวเองใช่มั้ย ?

จบบทที่ บทที่ 567: เรื่องราววิทยาศาสตร์อันมหัศจรรย์ของโหยวเฉิง ! หม้อใบใหญ่ที่ตกจากฟ้าของหลี่ไข่ !

คัดลอกลิงก์แล้ว