- หน้าแรก
- ปลูกผักเล่น ๆ ในเกมแต่กลับเอามาขายจนรวยในความเป็นจริง
- บทที่ 559: ข่าวนี้เป็นเรื่องจริง ! พวกนี้ล้วนแต่เป็นแกะอ้วนที่รอโดนเชือด !
บทที่ 559: ข่าวนี้เป็นเรื่องจริง ! พวกนี้ล้วนแต่เป็นแกะอ้วนที่รอโดนเชือด !
บทที่ 559: ข่าวนี้เป็นเรื่องจริง ! พวกนี้ล้วนแต่เป็นแกะอ้วนที่รอโดนเชือด !
คำพูดของฟิวรี่ทำให้พ่อค้าชาจากนานาประเทศใจเย็นลงได้เล็กน้อย
เป็นไปได้ !
“แน่นอนว่าสิ่งที่คุณฟิวรี่พูดมาก็มีโอกาสเป็นไปได้มาก ผมว่าเราควรเชื่อการตัดสินใจของคุณฟิวรี่” จู่ ๆ ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็พูดขึ้น
ชื่อของเจ้าหมอนี่คือฮอบส์ และเจ้าตัวยังเป็นหนึ่งในพ่อค้าชาที่มีมูลค่าการผลิตชามากที่สุดรายหนึ่งของโลก
ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะเชื่อในตัวฟิวรี่จึงได้แสดงออกว่าสนับสนุนฟิวรี่เป็นอย่างยิ่ง
ทว่า... ปากก็ว่าไปนั่น แต่มือนี่อยู่ไม่เป็นสุขรีบเอามือถือขึ้นมาพิมพ์สั่งเลขาของตัวเองว่า ‘รีบไปยืนยันว่าข่าวที่บอกว่าชาจากประเทศตงฟางรักษามะเร็งได้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ แล้วก็เชิญพ่อค้าชาจากประเทศนั้นในนามของฉันโดยเร็วที่สุด บอกว่าขอเชิญเข้าร่วมเทศกาลวัฒนธรรมชานานาชาติและบอกไปด้วยว่าฉันเคารพวัฒนธรรมชาของพวกนั้นมาก’
หลังจากส่งข้อความเสร็จก็วางมือถือลงและทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนจะหันไปคุยกับคนอื่น ๆ “ในเมื่อเรามารวมตัวกันที่นี่เพราะเชื่อในตัวคุณฟิวรี่ งั้นเราก็ควรจะเชื่อมั่นให้ถึงที่สุดสิ”
จะเห็นได้ว่าไอ้ฮอบส์ผู้นี้ก็ช่างมีชื่อเสียงในหมู่พ่อค้าชาระดับนานาชาติซะจริงเชียว เพราะพ่อค้าชาคนอื่น ๆ ต่างก็แสดงท่าทีคล้อยตามกันหมดเลยทันที
“จริงด้วย ข่าวของพวกมันก็มีแนวโน้มที่จะเฟกนิวส์ด้วยสิ”
“เราไม่ควรจะวุ่นวายกับเรื่องแค่นี้ ต้องเชื่อใจคุณฟิวรี่แหละถูกต้องแล้ว”
“เห็นด้วย เชื่อใจคุณฟิวรี่”
คนเหล่านี้ได้รับกำลังใจจากฮอบส์และแสดงออกว่าเชื่อใจในตัวโรเบิร์ตฟิวรี่ ซึ่งนี่ทำให้ตัวฟิวรี่เองเกิดความมั่นใจขึ้นมาในทันทีและเอ่ยปากพูดกับคนอื่น ๆ ว่า “ถ้างั้นเราก็มาหารือถึงแผนการในเทศกาลวัฒนธรรมชานานาชาติกันต่อเถอะ”
“เธอไปคอยเช็กข่าวต่อซะไป” ฟิวรี่สั่งเลขาฯสาวผมบลอนด์ จากนั้นก็นั่งลงอีกครั้ง แต่ว่าไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้ฮอบส์มันจะหยิบมือถือออกมาถ่ายคลิปวิดีโอทำไม
............................................................................................
อินเทอร์เน็ตในประเทศนั้นเหมือนระเบิดลูกใหญ่ตกใส่
มะเร็งเป็นโรคที่ทำให้ผู้คนพูดถึงด้วยความสิ้นหวังมาโดยตลอด ยิ่งกว่านั้นมะเร็งไม่เพียงแต่นำความฉิบหายทางการเงินและความเจ็บปวดมาสู่ครอบครัวเท่านั้น แต่ยังนำพาความล่มสลายมาสู่ครอบครัวด้วย
มะเร็งเป็นอะไรที่ทรมานผู้ป่วยเป็นอย่างมาก และความเจ็บปวดจากมะเร็งนั้นรุนแรงมากจริง ๆ บางทีแค่ความเจ็บเพียงอย่างเดียวก็เล่นเอาผู้ป่วยแทบจะตายทั้งเป็นแล้ว ถ้าอาการน้อยหน่อยก็ทำให้ต้องรู้สึกกระสับกระสายรำคาญจนไม่สามารถพักผ่อนได้ซึ่งส่งผลต่อการนอนหลับอย่างรุนแรง
เพื่อไม่ให้ความเจ็บปวดรุนแรงขึ้นผู้ป่วยบางรายจำเป็นต้องอยู่นิ่ง ๆ ไม่กระดุกกระดิกไปไหน
ความเจ็บปวดจากมะเร็งในระยะยาวสามารถนำไปสู่การคิดฆ่าตัวตายได้เลยทีเดียว
ดังนั้นการมียารักษามะเร็งจึงเป็นข่าวดีสำหรับมวลมนุษยชาติอย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจแล้วที่มีผงฉางเต้ากุ้ยหยวนที่ใช้รักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถูกปล่อยออกมา
ซึ่งก็หมายความว่ามะเร็งอย่างน้อยหนึ่งชนิดได้ถูกกำจัดออกไปแล้วนั่นเอง
แล้วจู่ ๆ ยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ดันมีคลิปวิดีโอบนอินเทอร์เน็ตที่บอกว่าผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายรักษาหายจากการดื่มน้ำชาซะงั้น
ในตอนแรกทุกคนที่ดูคลิปวิดีโอนี้ล้วนคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ
หากการดื่มน้ำชามันสามารถรักษามะเร็งระยะสุดท้ายได้จริงล่ะก็ โรคมะเร็งนี่มันจะยังคงเป็นโรคแห่งความสิ้นหวังอยู่มั้ยล่ะ ยังต้องขายบ้านขายรถเพื่อหาเงินมารักษามั้ย
แต่ประเด็นสำคัญคือจำนวนคนที่โพสต์เรื่องนี้ ไม่ใช่แค่คนเดียวที่บอกว่าการดื่มชาสามารถรักษามะเร็งได้ แต่ยังมีอีกหลายคน
นี่คือสิ่งที่เค้าเรียกว่าการเลียนแบบเพื่อสร้างกระแสนิยมใช่มั้ย
เพื่อให้ได้รับความนิยมเพียงเล็กน้อยบางครั้งคนเราก็ยอมเสี่ยงทำทุกอย่างจริง ๆ
แต่ในไม่ช้าทุกคนกลับพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เพราะคลิปวิดีโอเหล่านั้นที่บอกว่าการดื่มน้ำชาสามารถรักษาโรคมะเร็งระยะสุดท้ายให้หายได้นั้นกลับเกี่ยวข้องกับห้องทดลองของชิงหลิน
ว่ากันว่าชาที่ใช้นั้นได้รับการพัฒนาโดยห้องทดลองชิงหลิน
และทันทีที่คำว่า ‘ห้องทดลองชิงหลิน’ หลุดออกมาผู้คนก็ต้องให้ความสนใจ พวกเขาเริ่มเปลี่ยนจากตัดสินว่าเป็นเรื่องมั่วซั่วแน่นอนกลายเป็นความสงสัยว่าตกลงแล้วเป็นเรื่องจริงรึเปล่า
ขณะนี้ห้องทดลองชิงหลินมีศักดิ์ศรีและชื่อเสียงมากถึงขั้นนั้น
หากเป็นสิ่งที่คนอื่นพูดก็อาจจะไม่เชื่อ แต่หากเป็นจากห้องทดลองชิงหลินแล้วล่ะก็มันจะกลายเป็นคนละเรื่องกันเลย
ถึงยังไงที่นั่นก็มีทั้งศาสตราจารย์หลี่ไข่และเสี่ยวฉินอยู่เชียวนะ
ในด้านการวิจัยพันธุ์พืชแล้วสองคนข้างต้นล้วนไม่ต้องบอกว่าเป็นยังไง ผู้เชี่ยวชาญนับไม่ถ้วนต่างระบุเป็นเสียงเดียวกันว่าศาสตราจารย์หลี่ไข่เป็นบุคคลชั้นนำในย่านนี้
ประหนึ่งเอากระบี่สองเล่มมาหลอมรวมกัน บางคนเชื่อจริง ๆ ไปแล้วว่าชาของห้องทดลองชิงหลินสามารถรักษามะเร็งได้แน่นอน
ขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงและสับสนอยู่นั้น ทางบ้านไร่และห้องทดลองชิงหลินก็ออกข่าวประกาศร่วมกันเพื่ออธิบายเรื่องนี้ และนั่นเองที่ทำให้เกิดคลื่นลมปั่นป่วนไปทั่วทั้งโลกไซเบอร์
“…มะเร็ง เป็นโรคร้ายสำหรับเรามาโดยตลอด แต่ตอนนี้เรามีข่าวดีมาบอกแก่ทุก ๆ ท่าน เสี่ยวฉินจากห้องทดลองชิงหลินเราได้ทำการวิจัยและพัฒนาต้นชาสายพันธุ์ที่ใบของมันสามารถชงดื่มเพื่อรักษามะเร็งได้
ท่านได้ยินถูกแล้ว มันคือการรักษาโรคมะเร็งจริง ๆ และประสิทธิภาพก็สูงถึงขนาดรักษาโรคมะเร็งได้ทุกชนิด ทางเราได้สรรหาผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายมาทดลองการรักษาทางคลินิกจำนวนห้าราย
และในปัจจุบันผู้ป่วยทั้งห้ารายได้หายดีแล้ว และได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในของชาที่เสี่ยวฉินได้พัฒนาขึ้นมา และในขณะนี้ทางห้องทดลองชิงหลินก็กำลังขยายพันธุ์ต้นชาดังกล่าวอยู่
เมื่อใดที่ต้นชาที่ห้องทดลองชิงหลินขยายพันธุ์เติบโต พวกเราก็อาจจะสามารถปลูกชารักษามะเร็งนี้ได้ในวงกว้าง...”
ประกาศจากห้องทดลองและบ้านไร่ชิงหลินเป็นการยืนยันกับทุกคนว่าเนื้อหาในคลิปวิดีโอก่อนหน้านี้เป็นเรื่องจริง
ผู้ที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายได้รับการรักษาจนหายดีโดยเพียงแค่ดื่มน้ำชาที่ชงจากใบชาที่วิจัยโดยห้องทดลองชิงหลิน
ช็อตแบบนี้มันแรงไม่ด้อยไปกว่าแผ่นดินไหวเลย
มะเร็งเป็นโรคร้ายที่คุกคามชีวิตมนุษย์ทุกคน แม้ว่าวิทยาการทางการแพทย์จะมีการพัฒนาไปยังไงก็แล้วแต่ แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถทำอะไรโรคร้ายนี้ได้แม้แต่น้อย
โรคร้ายนี้ยังคงคุกคามทุกคนทั้งกลางวันกลางคืน
จำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ทั่วโลกกำลังเข้าใกล้ 20 ล้านรายทุกปี ๆ
นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเกือบ 15 ล้านคน โดยในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งในประเทศนี้ก็ปาเข้าไปเกิน 5 ล้านคนแล้ว
อย่างไรก็ตาม มันมีมะเร็งอยู่หลายประเภท และปัจจุบันมนุษย์สามารถแก้ปัญหาได้จริงเพียงแค่ไม่กี่ชนิดเท่านั้น แถมยังไม่มั่นใจนักด้วย และที่สำคัญคือไม่สามารถต่อสู้กับมะเร็งโดยส่วนใหญ่ได้
ขณะนี้ด้วยประกาศจากห้องทดลองชิงหลินได้แปลว่ามนุษย์สามารถฆ่าโรคนี้ได้เด็ดขาดแน่แล้วใช่หรือไม่ ?
ยิ่งกว่านั้นหากดื่มชาชนิดนั้นทุกวันล่ะก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถปิดตายโรคนั้นทำให้มันไม่อาจออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันได้อีกเลยตลอดกาลหรอกเหรอ
มันช่างน่าตกใจอะไรอย่างนี้
ทั้งโลกไซเบอร์ตอนนี้คือวุ่นวายกันยกใหญ่
“เหลือจะเชื่อ เสี่ยวฉินเยี่ยวโคตรรรรรรรรรรร แล็บชิงหลินแล็บโคตรเยี่ยวเลยค้าบบบบบบบบบ ! ! !”
“สาดเอ๊ย ไอ้กูก็นึกว่าตื่นแล้ว แต่ที่ไหนได้ยังฝันอยู่ซะงั้น ไม่งั้นจะได้เจอข่าวที่เหลือจะเชื่อแบบนี้ได้ไง”
“โอเคซึ้ง ตัดสินใจละว่าตั้งแต่นี้ต่อไปจะเปลี่ยนมาดื่มชาแทน แต่มีข้อแม้คือต้องเป็นชาของเสี่ยวฉินเท่านั้น”
“ถึงเราจะไม่ได้เป็นคนวิจัยชานี้ขึ้นมาเองก็เถอะ แต่มันอดรู้สึกเป็นเกียรติไม่ได้เลย ก็แหม เสี่ยวฉินเป็นเพื่อนร่วมชาติเรานี่นาเนอะ รู้สึกเหมือนผลงานเค้าก็เหมือนผลงานเราเลยอะ”
“เม้นบน +1 บอกเลยว่าเข้าใจมาก ๆ เสี่ยวฉินกะเราคือเพื่อนร่วมชาติดกันคับ !”
“...”
เมื่อข้อมูลแพร่หลายออกไปในอินเทอร์เน็ต ที่สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ พวกรัฐมนตรีหลู่ก็ได้ดูข่าวกันแล้วเช่นกัน
จุดประสงค์ที่พวกพ่อค้าชาชาวต่างชาติกับตระกูลโรเบิร์ตทำนั้นทั้งเบื้องบนและรัฐมนตรีหลู่ต่างก็ดูออกกันทั้งนั้นแหละ
จริง ๆ แล้วพวกเขามีวิธีอื่นในการจัดการกับคนเหล่านี้ แต่การทดลองรักษาทางคลินิกด้วยชารักษามะเร็งของเถ้าแก่ฉินบังเอิญเสร็จสมบูรณ์พอดี ดังนั้นจึงถือเอาโอกาสนี้ให้เถ้าแก่ฉินลงมือจัดการไปพร้อมกันเลย
จะว่าไปแล้วหากว่าพวกเขาไปจัดการกับไอ้พ่อค้าชาเหล่านั้นด้วยตัวเองมันจะไม่ต่างจากเอาลูกปืนใหญ่ไปยิงยุง
เรื่องนี้ให้เถ้าแก่ฉินจัดการนั่นแหละเหมาะสมแล้ว และยังสามารถทำให้พวกมันต้องขายขี้หน้าได้เต็ม ๆ
ผู้ช่วยพูด “ท่านครับ ห้องแล็บชิงหลินได้ประกาศข่าวออกมาแล้ว ตอนนี้น่าจะพอแล้วใช่มั้ยครับ ถึงยังไงไอ้พวกนั้นมันก็คงจะรู้ข่าวกันแล้ว หลังจากนี้ก็ไม่น่าจะมีใครกล้าวางแผนในงานเทศกาลวัฒนธรรมชานานาชาติแล้วนะครับ”
ทว่ารัฐมนตรีหลู่กลับส่ายหน้าไม่เห็นด้วย “แค่นี้น่ะมันไม่พอหรอก ฉันกลัวว่าพวกตะวันตกนั่นจะไม่เชื่อเพราะอคติแล้วก็ยังเลือกปฏิบัติกะเราเหมือนเดิมนั่นแหละ”
............................................................................................
คฤหาสน์ชิงหลิน
ฉินหลินกำลังดื่มชาอยู่กับหยวนช่านในห้องทำงานของตน
ก่อนหน้านี้ที่คฤหาสน์แห่งนี้ยังมีชีวิตชีวามากแท้ ๆ เนื่องจากมีหยวนชื่อหลายคนรวมถึงพวกหลินหลิ่วกับลูก ๆ มาเข้าพัก
แต่ตอนนี้พวกหลินหลิ่วได้กลับเขตเมืองหมิงกันไปแล้ว ถึงยังไงพวกเธอก็ต้องกลับไปอยู่กับสามีที่เขตเมืองหมิงใช่มั้ยล่ะ
ถ้าไม่ไปจะไม่เหงาหรอกเหรอ
หลังจากที่พวกหลี่หยวนชื่อไปแล้วก็เหลือเพียงหยวนหยวนชื่อหรือก็คือหยวนช่านเท่านั้นที่ยังพักอยู่ที่คฤหาสน์นี้
แล้วในตอนนี้การทดลองทางคลินิกของชารักษามะเร็งก็ประสบความสำเร็จไปเรียบร้อยแล้ว หยวนชื่ออาวุโสท่านนี้อีกไม่นานก็คงได้เวลากลับแล้วเช่นกัน
“เถ้าแก่ฉิน ชาของคุณไม่เพียงแต่จะใช้รักษามะเร็งได้เท่านั้น มันยังอร่อยอีกด้วย อย่างน้อยก็ดีกว่าชาพิเศษเบอร์ต้น ๆ แน่นอน” หยวนช่านอารมณ์ดียิ่ง ขณะดื่มชาก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยปากชม
เนื่องจากห้องทดลองชิงหลินพึ่งจะออกข่าวประกาศเรื่องชาและผลการรักษาทางคลินิก ซึ่งตัวเขามีหน้าที่รับผิดชอบในการทดลองการรักษาทางคลินิกดังกล่าว
เขารู้ว่าชานี้จะนำอะไรมาสู่ประเทศและโลกใบนี้ และเขาก็ภูมิใจกับมันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
“ถ้าผู้อาวุโสหยวนชอบเดี๋ยวผมเตรียมให้ส่วนหนึ่งแล้วกันครับ” ฉินหลินพูดพร้อมรอยยิ้ม
“ขอบคุณเถ้าแก่ฉินมากครับ” หยวนช่านขอบคุณอย่างมีความสุข
ชานี้เป็นของดี ดีถึงขนาดเมื่อเอากลับไปบ้านแล้วยังลังเลที่จะเอาออกมาดื่ม
จากนั้นเขาก็ถาม “ว่าแต่เถ้าแก่ฉิน ผมเคยได้ยินอะไรบางอย่างเหมือนจะเป็นเรื่องพ่อค้าชาชาวต่างชาติ เห็นพวกมันบอกว่าแค่ประกาศจากห้องแล็บชิงหลินอย่างเดียวไม่น่าเชื่อถือพอด้วยหนิ ใช่มั้ย”
“ก็ไม่พออย่างที่พวกมันว่านั่นแหละครับ” ฉินหลินตอบยิ้ม ๆ
ผู้อาวุโสหยวนช่านเข้าใจปัญหานี้ และแน่นอนว่าเขาเองก็เข้าใจปัญหานี้เช่นกัน
เพราะเขาเข้าใจถึงความดื้อรั้นและการเลือกปฏิบัติของชาวตะวันตกพวกนั้นดี
บางครั้งต่อให้เราเอาข้อเท็จจริงไปวางไว้ตรงหน้าพวกมัน แต่พวกมันก็ยังคงดื้อดึงที่จะปฏิเสธไม่ยอมเชื่ออยู่ดี
หยวนช่านพยักหน้า “แสดงว่าเถ้าแก่ฉินคงเตรียมตัวรับมือพร้อมแล้วสินะ”
ฉินหลินตอบ “การเตรียมพร้อมก็เหมือนกับการบีบให้พวกมันต้องกลายเป็นเต๋าที่ต้องเข้าไปอยู่ในไห ซึ่งพวกมันต้องยอมเข้าไปแน่ ๆ เว้นแต่จะไม่กลัวตายจริง ๆ”
ในขณะที่ฉินหลินกำลังพูดคุยอยู่กับหยวนช่าน ทางด้านห้องทดลองชิงหลินก็ได้ออกประกาศในออนไลน์อีกครั้ง
“การทดลองรักษาทางคลินิกเฟสแรกของห้องทดลองชิงหลินเรากับการรักษามะเร็งด้วยชาประสบความสำเร็งด้วยดี ต่อไปทางเราจะดำเนินการทดลองรักษาทางคลินิกในเฟสที่สอง
โดยการทดลองรักษาทางคลินิกครั้งนี้เราจะรับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายจำนวนสามสิบราย นอกจากนี้เพื่อให้เกิดความหลากหลาย ผู้ป่วยยี่สิบรายจะเป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายในประเทศ และอีกสิบรายที่เหลือจะเป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายชาวต่างชาติ ซึ่งผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายสิบรายที่เป็นชาวต่างชาติน้นสามารถสมัครเข้ารับการทดลองรักษาผ่านทางสถานทูตของประเทศนั้น ๆ
ทว่าการทดลองรักษาทางคลินิกนี้เป็นการทดลองแบบเสียค่าใช้จ่าย ผู้ป่วยในประเทศจะได้รับการรักษาพยาบาลผ่านสวัสดิการของรัฐ ส่วนผู้ป่วยชาวต่างชาติที่ไม่มีประกันสุขภาพจะต้องชำระค่ารักษาเอง”
ทันทีที่ประกาศนี้ออกไป อินเทอร์เน็ตก็กลับมาคึกคักกันอีกรอบ
โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งบางรายเริ่มที่ตั้งคำถามอย่างวิตกกังวลหลังจากได้เห็นประกาศนี้ ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่มีอำนาจและเงินทองได้สั่งให้สมาชิกในครอบครัวใช้คอนเนกชันและเงินอย่างเต็มเหนี่ยวเพื่อคว้าเอาโควต้านี้มาให้ได้
แต่ก็น่าเสียดายที่คนเหล่านี้ไม่รู้เลยว่าห้องทดลองชิงหลินได้ตัดสินใจล็อกผลเรื่องนี้ไปเรียบร้อยแล้ว นั่นคือคนที่ใช้เงินกับคอนเนกชันพวกนั้นจะไม่ได้รับโควต้าแน่นอน
เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้นั้นทางห้องทดลองชิงหลินจะคัดเลือกเอาเฉพาะผู้ที่ได้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม หรือไม่ก็เป็นสมาชิกในครอบครัวของผู้ที่ช่วยเหลือสังคมเท่านั้น
นอกจากนี้การประกาศของห้องทดลองชิงหลินยังดึงดูดสื่อในประเทศบางส่วนซึ่งมีภูมิหลังอยู่ในต่างประเทศด้วย
เห็นได้ชัดว่าการประกาศนี้กำลังเผชิญกับประชาคมระหว่างประเทศ
ดังนั้นข่าวจึงแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
ท้ายที่สุดแล้วหัวข้อและเนื้อหาของข่าวประเภทนี้จะเป็นประเด็นร้อนในทุกประเทศ
เหตุผลนั้นง่ายมาก ทุกคนกลัวโรคมะเร็ง และที่กลัวยิ่งกว่าคือการที่จะต้องทนทุกข์ทรมานจากการเป็นมะเร็ง
............................................................................................
อิงเกอร์แลน
ในปราสาทของตระกูลโรเบิร์ด โรเบิร์ดฟิวรี่ยังคงดูรายละเอียดของเทศกาลวัฒนธรรมชานานาชาติกับเหล่าพ่อค้าชาจากหลายประเทศ
แน่นอนว่าคนเหล่านี้ตั้งธงเอาไว้อย่างเข้มงวดอยู่แล้ว
“ทุกคนต้องจำไว้ว่าความไร้ความสามารถของประเทศนั้นเองนั่นแหละที่เป็นตัวทำลายชา และเป็นบรรพบุรุษของเรานี่เองที่ช่วยอนุรักษ์ต้นชาเอาไว้จนสืบสานมาจนถึงพวกเราในปัจจุบัน”
“ถูกต้อง ในตอนนั้นประเทศนั้นมันไร้ความสามารถเอง ของดีอย่างชาก็เกือบจะถูกทำลายลงในมือของพวกมันแล้ว โชคยังดีที่พวกเราช่วยกันรักษาเอาไว้ได้ทัน”
“พวกมันควรจะขอบคุณบรรพบุรุษของเรา ไม่งั้นชาก็คงจะหายไปจากโลกนี้แล้ว”
“...”
แต่งเรื่องเก่ง เออออห่อหมกตามกันหมด หรือก็คือพยายามที่จะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่กันเอาเอง
ฟิวรี่พูดยิ้ม ๆ “เราควรหาคนเขียนบทเพิ่มอีกสักสองสามคนมาช่วยทำให้เรื่องราวสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จริง ๆ แล้วบรรพบุรุษของเราก็มีส่วนช่วยในการอนุรักษ์ชาเหล่านี้อย่างมาก และยังช่วยทำให้ชามีรสชาติที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกด้วย”
ขณะที่ฟิวรี่พูดด้วยอารมณ์ที่กำลังดีดอยู่นั้นเอง เลขาฯสาวผมบลอนด์คนเดิมก็เข้ามาขัดจังหวะอีกครั้ง “ท่านคะ ที่ประเทศนั้นมีข่าวใหม่ออกมาอีกแล้วค่ะ ห้องแล็บชิงหลินไม่ใช่แค่ประกาศถึงชาที่รักษามะเร็งได้เท่านั้น แต่ยังเปิดรับการทดลองรักษาเฟสสองโดยรับผู้ป่วยจากต่างประเทศด้วยค่ะ”
“ฉันทราบมาว่ามิสเตอร์คาร์ลตันที่เป็นมหาเศรษฐีจากประเทศสวยงามเมื่อได้ทราบข่าวก็ทำการติดต่อกับทางสถานทูตทันทีโดยตั้งใจจะคว้าโควต้าการเข้ารับการรักษาเอาไว้ให้ได้ค่ะ !”
“ว้อด !” คราวนี้ฟิวรี่ลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าปั้นหน้ากันไม่ถูกเลยทีเดียว
พวกพ่อค้าชาจากนานาประเทศก็ส่งเสียฮือฮาและลุกขึ้นยืนแทบจะพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ถ้าแค่การประกาศอธิบายเฉย ๆ ก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะคิดว่าพวกมันคงกำลังเล่นกลอยู่ซึ่งไม่มีใครหลงกลให้โง่
แต่พอมาบอกว่ากำลังรับสมัครผู้ป่วยจากทั่วโลกเข้ารับการทดลองรักษาเฟสสองแบบนี้มันไม่ใช่แล้ว !
ถ้าพวกมันมั่นใจมากถึงขนาดนี้ก็อาจแปลว่าไม่ได้เล่นกลอย่างที่คิดน่ะสิ
เรื่องบ้าบอแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไงกัน !
ฮอบส์ขมวดคิ้วเมื่อเขาได้ยินรายงาน
จริง ๆ แล้วเจ้าตัวไม่ได้ตกใจหรือส่งเสียงดังเหมือนกับพวกฟิวรี่ แต่กลับแอบหยิบมือถือขึ้นมาเงียบ ๆ และดูผลงานคลิปที่ตัวเองถ่ายเอาไว้ แน่นอนว่าถ่ายฉากที่ฟิวรี่กับพรรคพวกได้วางแผนเล่นงานประเทศตงฟางเมื่อกี๊นี้เอาไว้หมดแล้ว
ซึ่งตลอดกระบวนการในการประชุมนี้ฮอบส์ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย
จากนั้นก็ส่งคลิปวิดีโอดังกล่าวให้เลขาฯของตนทันทีตามด้วยข้อความสั่งว่า “รีบส่งให้ทางตงฟางซะ แค่บอกไปว่าเราไม่ได้เข้าร่วมเทศกาลวัฒนธรรมชานานาชาตินี้เลย แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรเลยด้วย อย่าลืมบอกว่าฉันตั้งตารอที่จะได้จัดงานเทศกาลวัฒนธรรมชานานาชาติกับชาวตงฟางอยู่ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะได้ร่วมมือกัน”
ส่งข้อความเสร็จแล้วก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ฟิวรี่ส่ายหัวเหมือนคนบ้าก่อนจะตวาดใส่เลขาฯ “ไม่จริงงงงงงงง มันไม่ควรจะเป็นความจริงเซ่ ! กลับไปตามเรื่องนี้ต่อเด๋วนิ !”
ประกาศใหม่ที่ห้องทดลองชิงหลินออกได้แพร่กระจายไปทั่วโลกด้วยความเร็วสูงสุด เหล่าผู้ป่วยโรคมะเร็งทั่วโลกที่มีความรู้ดี มีฐานะร่ำรวย และมีอำนาจมากมายได้เริ่มเคลื่อนไหวกันแล้ว
ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน
เติ้งกวงได้นำข้อมูลจำนวนมากไปที่ห้องทำงานของฉินหลิน
ข้อมูลเหล่านี้เป็นของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่สมัครเข้ารับการรักษาทางคลินิกจากต่างประเทศ
แน่นอนว่าผู้ที่สามารถให้ข้อมูลเคสแก่สถานทูตและส่งข้อมูลไปยังห้องทดลองชิงหลินได้อย่างรวดเร็วย่อมต้องเป็นคนที่ร่ำรวยสุด ๆ อยู่แล้ว
มันจะเป็นคนธรรมดาได้ยังไงกันเล่า คนธรรมดาน่ะไม่มีปัญญาทำแบบนี้ได้หรอก
ดังนั้นเมื่อฉินหลินเห็นกองข้อมูลแล้วแววตาก็ลุกวาวแปลก ๆ นี่มันผู้ป่วยมะเร็งที่ไหนกัน ก็เห็นกันชัด ๆ อยู่ว่าไอ้พวกนี้คือแกะอ้วนที่รอโดนเชือด