เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 523: การตอบโต้สุดชีวิตของของวากิว! ฆ่าเนื้อชิงหลินเหรอ?

บทที่ 523: การตอบโต้สุดชีวิตของของวากิว! ฆ่าเนื้อชิงหลินเหรอ?

บทที่ 523: การตอบโต้สุดชีวิตของของวากิว! ฆ่าเนื้อชิงหลินเหรอ?


ประเทศพลาสเตอร์

ฟาร์มยานางิยามะ

ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยอารมณ์โดดเดี่ยว

หลังจากที่ยานางิยามะยาชิโระฆ่าตัวตายไปแล้วนั้นฟาร์มวากิวของเจ้าตัวก็ซบเซาลงไปเลย  วากิวที่นี่เกือบจะตายเพราะโรคเลือดแข็งตัวที่อุณหภูมิสูง

ยิ่งกว่านั้นคือยานางิยามะยาชิโระได้เอาทรัพย์สินทั้งหมดของตนไปจ้างนักฆ่า  ทำให้ฟาร์มล้มละลายลงไปโดยสิ้นเชิง  พนักงานทั้งหมดก็หนีไปแล้วซึ่งจะเหลือก็แต่ผู้ช่วยเดิมเท่านั้นที่จะช่วยยานางิยามะยาชิโระจัดการเรื่องติดตามผล

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ฟาร์มของยานางิยามะยาชิโระจะเปิดให้บริการ

ผู้ช่วยเห็นชายวัยกลางคนจึงเดินเข้าไปทัก “สวัสดีครับคุณไฮบาระ”

ไฮบาระยามาชิตะ  ชายคนนี้เป็นหนึ่งในนักชิมที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศพลาสเตอร์แห่งนี้  ซึ่งถือครองอุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่ในประเทศนี้อยู่

อีกฝ่ายมีอิทธิพลในการส่งเสริมเนื้อวากิวของประเทศนี้เป็นอย่างมาก  และยังเป็นเพื่อนสนิทกับเถ้าแก่ผู้ล่วงลับอย่างยานางิยามะยาชิโระด้วย

ไฮบาระยามาชิตะมองดูผู้ช่วยก่อนจะพยักหน้าแล้วถอนหายใจ “เฮ่อ~  ฟาร์มของเพื่อนเก่ากะลังจะปิดฉันก็ต้องมาดูล่ะนะ  น่าเศร้าจริง ๆ”

ผู้ช่วยพูดด้วยความโมโห “ทั้งหมดเป็นเพราะไอ้ประเทศตงฟางนั่น  พวกมันไม่ยอมสนับสนุนด้านยารักษาให้เรา  ถ้าพวกมันยอมสนัมสนุนล่ะก็ทั้งเราทั้งอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของประเทศเราจะไม่เป็นแบบนี้แน่”

“ที่เลวที่สุดคือพอพวกมันรู้ว่าวากิวชุดสุดท้ายของเราติดเชื้อ  พวกมันก็สั่งลดการผลิตยารักษาทันที  ทำให้ตอนนี้เราไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากซื้อต่อยาจากประเทศอื่นมาใช้”

เมื่อไฮบาระยามาชิตะได้ยินดังนั้นก็โมโห “เออ  พวกแม่งสมควรตายจริง ๆ ไอ้พวกสัตว์นรกที่ไม่เหลือความเป็นคน”

ไฮบาระนั้นกังวลในเรื่องของอุตสาหกรรมวากิวอย่างมาก

เจ้าตัวได้เข้าร่วมงานเทศกาลอาหารนานาชาติและได้ช่วยโปรโมตเนื้อวากิวของประเทศตนมาตั้งแต่เด็กแล้ว

หลังจากเผยแพร่มานานกว่า 30 ปีในที่สุดเนื้อวากิวก็กลายเป็นความภาคภูมิใจของบรรดานักชิมทั้งหลายในประเทศของตน

เมื่อใดก็ตามที่พูดคุยกันถึงเรื่องวากิว  นักชิมเหล่านี้ก็จะกลายเป็นจุดสนใจในเทศกาลอาหารนานาชาติระดับไฮเอนด์

แต่ตอนนี้ทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะกลายเป็นแค่อดีตไปแล้ว

ตอนนี้เองได้มีผู้หญิงรูปร่างดีคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามา  ตอนวิ่งนั้นหน้าอกตู้ม ๆ ก็เด้งขึ้นเด้งลงอย่างแรงไปด้วย  เมื่อมาหยุดตรงหน้าไฮบาระเธอก็ได้รายงานว่า “คุณไฮบาระคะ  แย่แล้วค่ะ  มีคนส่งคำเชิญให้คุณไปเข้าร่วมเทศกาลอาหาร”

ไฮบาระขมวดคิ้วมุ่น “แล้วมันแย่ตรงไหนกะอีแค่ไปร่วมงานเทศกาลอาหาร  หรือว่าฉันได้รับบัตรเชิญน้อยไปรึไง”

ผู้หญิงหุ่นดีตอบด้วยน้ำเสียงกังวล “แต่มันเป็นจดหมายเชิญจากประเทศตงฟางนั่นน่ะสิคะ  พวกมันบอกจะเปลี่ยนชื่อวากิวเป็นชิงหลินหนิว  เห็นว่าเพราะเนื้อชิงหลินอร่อยกว่าวากิว  แถมยังเชิญนักชิมจากประเทศอื่น ๆ นอกจะคุณด้วยค่ะ”

“หน่านี้!” สีหน้าของไฮบาระจากที่โมโหอยู่แล้วตอนนี้เปลี่ยนเป็นเคียดแค้น

ไอ้ประเทศตงฟางเชี่ยนี่นอกจากไม่ยอมให้ยารักษาแล้วยังไม่พอ  หลังจากที่วากิวของตนติดโรคระบาดไอ้บ้านไร่ชิงหลินนั่นมันยังมาทำแบบนี้อีกเนี่ยนะ

ต้องถามให้โง่มั้ยเนี่ยว่าพวกมันเล็งอะไรเอาไว้

ไม่บอกก็รู้ว่าพวกมันต้องเล็งตำแหน่งสถานะเนื้อวัวระดับไฮเอนด์ของโลกของประเทศตนอยู่

อย่างที่บอกว่ากว่าวากิวจะได้สถานะนี้มานั้นต้องผ่านความพยายามอย่างหนักมากว่า 30 ปี

แล้วตอนนี้ไอ้พวกเวรนั่นคือกะจะเหยียบหัววากิวขึ้นไปแทนที่ซะงั้น

“จะปล่อยให้พวกแม่งทำสำเร็จไม่ได้”

ไฮบาระตะคอก “พวกมันอยากพิสูจน์ว่าวากิวของตัวเองดีกว่าในเทศกาลอาหารนั่นใช่มั้ย  งั้นกูจะเอาอันที่ดีกว่าไปตบหน้าพวกมันแบบเจ็บ ๆ ให้เลย”

ผู้ช่วยของยานางิยามะยาชิโระก็เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น  แต่หลังจากที่ได้ยินแบบนั้นก็รีพูดเตือน “แต่ว่านะครับคุณไฮบาระ  ไอ้บ้านไร่ชิงหลินนั่นก่อนหน้านี้มันได้เอาเนื้อที่คุณภาพดีกว่าของเราออกมาด้วย  แถมตอนนี้เราก็ไม่มีเนื้อวากิวที่จะเอาออกไปแข่งกับพวกมันนะครับ”

ไฮบาระบาระตอบเสียงเย็น “พวกมันไม่มีทางมีวากิวหินอ่อนที่ดีกว่าของเราหรอก  การที่พวกมันกล้าทำแบบนี้ก็เพราะรู้ว่าเราไม่มีเนื้อวากิวในตอนนี้  แล้วขนาดเราเองยังไม่มีแล้วพวกมันจะไปมีได้ยังไง”

“แต่พวกมันเหมือนจะลืมไปแล้วล่ะมั้งว่าในโลกนี้ไม่ใช่แค่ประเทศเราเท่านั้นที่มีเนื้อวากิว  แต่ยังมีอัสเตเลีย (ไม่ใช่ออสเตรเลียนะ  จริงจี๊ง~) ด้วย  เนื้อวากิวของพวกนั้นโดยทั่วไปก็คล้าย ๆ กับของเรา  แถมยังมีวากิวกลายพันธุ์อีกต่างหาก”

“ใช่วากิวของตระกูลริสต์รึเปล่าครับ” ผู้ช่วยของยานางิยามะยาชิโระถาม

หากพูดถึงประวัติศาสตร์ความอร่อยของเนื้อวากิวแล้ว  ประเทศไหนที่ผลิตเนื้อวากิวที่อร่อยที่สุดในประวัติศาสตร์นั้น  ประเทศพลาสเตอร์ของตนก็ไม่กล้าบอกเหมือนกันว่าเนื้อวากิวหินอ่อนของตนเป็นนัมเบอร์วัน

เนื่องจากเนื้อวากิวหินอ่อนของอัสเตเลียไม่ได้ด้อยไปกว่าเนื้อของพวกตนเลย  เพียงแต่ทางอัสเตเลียพึ่งจะนำเสนอวากิวของประเทศตัวเองได้ไม่นาน  อีกทั้งผลผลินเมื่อเทียบกับของพวกตนแล้วยังห่างไกลกันนักก็เท่านั้น  ก็เลยไม่สามารถสั่นคลอนชื่อเสียงของเนื้อวากิวของประเทศพลาสเตอร์ขอตนได้

อย่างไรก็ตาม  ตระกูลริสต์ของอัสเตเลียยังมีวากิวกลายพันธุ์อยู่อีก 2 ตัว

โดยเจ้า 2 ตัวนี้จู่ ๆ ก็กลายพันธุ์ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ  หนึ่งในนั้นโดนเชือดไปแล้วซึ่งผลคือคุณภาพของเนื้อออกมาดีกว่าเนื้อวากิวเกรดที่ยอดเยี่ยมที่สุดก่อนหน้านั้นซะอีก

เพียงแต่ว่าวากิวกลายพันธุ์ดังกล่าวกลับไม่สามารถขยายพันธุ์ได้เลย  ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นหมัน  แต่เป็นเพราะรุ่นลูกหลานที่เกิดมากลับเป็นแค่วากิวธรรมดาเท่านั้น

ไม่อย่างนั้นล่ะก็เนื้อวากิวของอัสเตเลียคงเข้ามาแทนที่วากิวของประเทศพลาสเตอร์ไปนานแล้ว

“อืม  นั่นแหละ” ไฮบาระพยักหน้า  ตราบใดที่สามารถได้เนื้อวากิวกลายพันธุ์จากตระกูลริสต์มาล่ะก็  รับรองว่ามันจะทำให้บ้านไร่ชิงหลินหงายเงิบไปเลยอย่างแน่นอน

ผู้ช่วยของยานางิยามะยาชิโระขมวดคิ้วแน่น “ว่าแต่ตระกูลริสต์จะยอมเหรอครับ”

“ไม่เกี่ยวกับว่ายอมหรือไม่ยอม  มันเกี่ยวกับว่าเงินเยอพอหรือไม่พอต่างหาก”

ไฮบาระพูดอย่างเย็นชาแล้วสั่งเลขาสาวสวยหุ่นดีว่า “จองตั๋วเครื่องบินไปอัสเตเลียให้หน่อย”

เลขาสาวพยักหน้าทันที

แววตาของไฮบาระยามาชิตะเต็มไปด้วยความแน่วแน่  ต่อให้ตนจะต้องยอมเสียทรัพย์สินบางส่วนของตระกูลให้แก่ตระกูลริสต์ก็ตาม  แต่ขอแค่ได้เนื้อวากิวกลายพันธุ์นั่นมาก็ถือว่าคุ้ม

เพราะอุตสาหกรรมเนื้อวากิวนี้มีความหมายพิเศษต่อชีวิตของตนนั่นเอง

ในขณะเดียวกันนักชิมคนอื่น ๆ ต่างก็ได้รับคำเชิญดังกล่าวนี้แล้วเช่นกัน

เนื้อวากิวเป็นวัตถุดิบสำคัญในอาหารเลิศรสแน่ ๆ อยู่แล้ว  ดังนั้นหลังจากที่ทราบรายละเอียดของสถานการณ์แล้วเหล่านักชิมทั้งหลายจึงให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก

ทุกคนต่างก็สงสัยว่าเนื้อชิงหลินจากบ้านไร่ชิงหลินนั้นดีกว่าเนื้อวากิวจริง ๆ รึเปล่า

ยิ่งไปกว่านั้นคือทุกคนเคยกินเนื้อวากิวกันมาแล้ว  ดังนั้นขอเพียงได้กินเนื้อชิงหลินดูล่ะก็รับรองว่าสามารถบอกได้ทันทีเลยว่าอันไหนอร่อยกว่ากัน

ถ้าห่วยกว่าล่ะก็รับรองเลยว่าจะประกาศให้ทั้งโลกได้รู้  ซึ่งทุกคนต่างก็เข้มงวดกันเรื่องอาหารเป็นอย่างยิ่ง  ดังนั้นจะไม่ยอมให้มีการโกงเกิดขึ้นเด็ดขาด

............................................................................................

ฉินหลินที่อยู่ที่คฤหาสน์ชิงหลินนั้นไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย  สี่วันต่อมาเขาได้ไปที่ฟาร์มชิงหลินเพราะคืนต่อมาจะเป็นค่ำคืนแห่งอาหารเลิศรสแล้ว

ตอนนี้ตัวแทนจากบ้านไร่ชิงหลินและอำเภอโหยวเฉิงกำลังจัดการเรื่องพ่อครัวและนักท่องเที่ยวที่ได้เข้าร่วมในค่ำคืนแห่งอาหารเลิศรส

ซึ่งต้องจัดเตรียมหลังจากเทศกาลอาหารสิ้นสุดในวันพรุ่งนี้แล้วรอค่ำคืนแห่งอาหารเลิศรส

เมื่อฉินหลินมาถึงฟาร์มชิงหลินวากิวก็ถูกเชือดไปแล้ว

เนื้อวากิวถูกตัดออกมาทั้งหมด  อวัยวะภายในถูกชำแหละเรียบร้อย

เห็นได้ว่าทักษะของคนขายเนื้อนั้นดีมาก

เนื้อวากิวทั้งหมดได้รับการจัดการอย่างประณีต

ท้ายที่สุดแล้วนี่เป็นเนื้อวากิวชุดแรกที่ถูกเชือด  และคนที่ได้รับการว่าจ้างมาก็เป็นคนขายเนื้อที่เก่งที่สุดในอำเภอโหยวเฉิง

เนื้อวากิวนี้ได้มาจากเกม  ดังนั้นส่วนหนึ่งของเนื้อจึงเป็นเนื้อวากิวหินอ่อนเลเวล 2

โดยเนื้อส่วนนี้จะใช้สำหรับค่ำคืนแห่งอาหารเลิศรส

“สวัสดีครับเถ้าแก่” หยางตงเห็นฉินหลินมาหาก็เดินเข้ามาทัก

วากิวบรีดเดอร์ทั้งหลายที่เห็นเองก็เข้ามาทักด้วยเช่นกัน

แม้ว่าฉินหลินจะรู้ถึงคุณภาพของเนื้อวากิวจากเกมอยู่แล้วก็ตาม  แต่เขาก็ยังคงถามอยู่ว่า “คุณภาพเนื้อเป็นไงมั่ง”

หนึ่งในบรีดเดอร์รีบตอบ “ครับ  เราบอกได้เลยว่าในวัวตัวนี้มีเนื้อตรงไหนบ้างที่ดีกว่าตรงอื่น  อย่างตรงนี้เป็นลายหินอ่อนอยู่ถัดจากเส้นเอ็นซึ่งตรงอื่นสู้ไม่ได้”

พูดไปพลางชี้จุดที่ว่าไปพลาง

ฉินหลินพยักหน้า  ด้วยทักษะการทำอาหารจากเนื้อวัวที่มีอยู่ทำให้ตัวเขาเองมีความสามารถสูงมากพอที่จะแยกแยะเนื้อเลเวล 1 กับเลเวล 2 ออกได้เพียงแค่จับ ๆ กด ๆ ดูเท่านั้น

หลังจากที่เช็กเนื้อเสร็จแล้วฉินหลินก็ได้กลับไปที่คฤหาสน์

วันรุ่งขึ้นเป็นวันของเทศกาลอาหารวันสุดท้าย

ในวันนี้ยังมีโควต้าให้เข้าสู่ค่ำคืนแห่งอาหารเลิศรสเหลืออีกมากมาย

แน่นอนว่าบ้านไร่ชิงหลินได้ควบคุมจำนวนดังกล่าวเอาไว้ด้วยความจงใจ  เหตุก็เพื่อป้องกันไม่ให้โควต้าทั้งหมดโดนเอาไปหมดตั้งแต่วันแรก ๆ ไม่อย่างนั้นมันจะทำให้ในช่วงหลัง ๆ ของงานสูญเสียคุณค่าไป

จึงทำให้แม้จะถึงวันสุดท้ายแล้วก็ตามโควต้าก็ยังไม่เต็ม

การดำเนินการแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติ  พูดได้ว่าไม่ว่าจะกิจกรรมใด ๆ ไม่ว่าจะส่วนตัวหรือทางการก็ตาม  แต่ถ้าหากเป็นการดำเนินกิจกรรมประเภทนี้แล้วล่ะก็การดำเนินการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้โดยไม่มีข้อยกเว้น

ซึ่งการดำเนินการนี้ไม่ได้ถือว่าขัดต่อหลักการของความเป็นธรรม  เพียงแต่เป็นการควบคุมกระบวนการโดยรวมไว้ในระดับหนึ่งเท่านั้น

ในอำเภอ  หน้าร้านกวงปิ่งแห่งหนึ่ง  เฉิ่นตงกำลังวิดพื้นเหงื่อซกโดยที่ยังมีกวงปิ่งชิ้นหนึ่งคาบคาปากอยู่

กวงปิ่งเป็นขนมกินเล่นของอำเภอโหยวเฉิง  รสชาติและเนื้อสัมผัสค่อนข้างดี

แต่เขาไม่รู้ว่าทำไมเถ้าแก่ถึงอยากให้คนอื่นคาบกวงปิ่งวิดพื้นนักหนา

เอาตรง ๆ คือการวิดพื้นนั้นไม่ยาก  แต่การวิดพื้นโดยที่คาบอะไรบางอย่างไว้ในปากนั้นยากกว่าปกติ

เพราะเมื่อทำแบบนี้แล้วจะไม่สามารถหายใจทางปากได้  ทำได้เพียงแค่หายใจทางจมูกเท่านั้น

ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อคนเราเหนื่อยล้าก็จะอาศัยการหายใจทางปากกันทั้งนั้น  เป็นเหมือนจิตใต้สำนึก

ดังนั้นผู้ที่ทำภารกิจนี้จึงมักจะทำกวงปิ่งหล่นโดยไม่รู้ตัวทำให้ทำภารกิจไม่สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม  สำหรับเฉิ่นตงแล้วงานนี้แม้จะยากแต่ก็ดีกว่าต้องทำภารกิจอื่นเช่นจูบกับแฟน  อุ้มแฟน  หรือให้แฟนขี่หลัง

สำหรับเขาแล้วภารกิจเหล่านั้นยากกว่าเยอะและยังเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้เลยด้วย

ในที่สุดเฉิ่นตงก็วิดพื้นได้มากพอที่จะเคลียร์ภารกิจนี้

เขาหยิบมือถือออกมาสแกนสุ่มตั๋วทันที

แล้วก็มีข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมา [ขอแสดงความยินดี  คุณได้รับเศษตั๋วเข้างานค่ำคืนแห่งอาหารเลิศรสส่วนที่ 3]

เมื่อเฉิ่นตงเห็นข้อความแจ้งเตือนนี้เข้าก็ตาลุกวาว  เพราะเขาได้ใช้เงินไปกับงานเทศกาลนี้ทุกวันเรียกได้ว่าหมดไปหลายพัน

ซึ่งสิ่งที่เขาขาดคือตั๋วส่วนที่ 3 พอดีเลย  ส่วนอื่น ๆ นั้นเขาได้ซ้ำมาเยอะแล้ว

ที่สำคัญคือมีคนอยากจะซื้อต่อหรือแลกส่วนที่ตัวเองขาด  แต่ก็ต้องช้ำใจเมื่อพบว่าไม่มีวิธีในการแลกเปลี่ยนซื้อขายดังกล่าวอยู่

ผู้ที่ได้ชิ้นซ้ำ ๆ กันโดยไม่ครบซักทีก็คือเสียเปล่าไปเลย

ตอนนี้เขาแค่ต้องกดรวมตั๋วทั้ง 5 ส่วนในมือถือเข้าด้วยกันเพื่อกลายเป็นคิวอาร์โคดเข้าสู่ค่ำคืนแห่งอาหารเลิศรส

เมื่อถึงเวลานั้นแค่นำคิวอาร์โคดดังกล่าวไปสแกนที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่ทางเข้างานก็สามารถเข้างานได้

ซึ่งการรวมตั๋วครั้งนี้จึงเป็นที่น่าตื่นเต้นต่อเฉิ่นตง

ทว่าวินาทีต่อมากลับมีแจ้งเตือนเด้งว่า [ขออภัย  สิทธิ์เข้าสู่ค่ำคืนแห่งอาหารเลิศรสเต็มแล้ว]

“???” ความตื่นเต้นบนใบหน้าของเฉิ่นตงกลายเป็นความหมองคล้ำไปเลยทันที

เขารีบตรวจสอบทันทีและพบว่าตั๋วใบสุดท้ายมีคนเอาไปเมื่อ 2 วินาทีก่อน

ก็คือเขาช้ากว่าคนอื่น 2 วินาที

“เวรเอ๊ยยยยยยย...” เฉิ่นตงเกาหัวด้วยความโมโห

เชี่ยอะไรวะเนี่ยยยยยยยยย...

แล้วในที่สุดเขาก็ตกผลึกว่าครั้งต่อไปที่จะมางานเทศกาลอาหารของบ้านไร่ชิงหลินก่อนอื่นเลยคือต้องมีแฟนก่อน  เพราะงานนี้มันเป็นศัตรูกับคนโสดมากเกินไปแล้ว

ถ้าไม่ใช่เพราะภารกิจที่ต้องมีแฟนก่อนถึงจะทำสำเร็จมันเยอะเกินไปล่ะก็  ป่านนี้เขาคงได้ตั๋วเข้าสู่ค่ำคืนแห่งอาหารเลิศรสได้สำเร็จไปแล้ว

เมื่อสิทธิ์เข้างานค่ำคืนแห่งอาหารเลิศรสเต็มแล้วก็แปลว่างานเทศกาลอาหารได้สิ้นสุดลงแล้ว

พรุ่งนี้ถนนส่วนพิเศษจะเริ่มทำความสะอาด  กุ๊กหรือเชฟจากภายนอกจะไม่ได้รับอนุญาตให้ตั้งแผงต่อ

เพราะถนนสายนี้จำเป็นต้องเปิดให้รถวิ่งสัญจรต่อ

หลังจากที่ตัวแทนจากบ้านไร่ชิงหลินและอำเภอโหยวเฉิงนับจำนวนกุ๊กกับนักท่องเที่ยวที่มีสิทธิ์เข้างานค่ำคืนแห่งอาหารเลิศรสเสร็จแล้วก็ได้ทำการเตรียมการอื่น ๆ ต่อเช่นกัน

............................................................................................

บ้านไร่ชิงหลิน

หลินหลานจื่อจัดเตรียมทุกอย่างและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องลงในเอกสารแล้วส่งไปที่ห้องทำงานของฉินหลิน “นี่เป็นการเตรียมการของค่ำคืนแห่งอาหารเลิศรสค่ะ  เนื่องจากมีการเชิญนักชิมเพิ่มเติมเข้ามาเราจึงต้องมีการเตรียมคณะกรรมกาตัดสินพิเศษ”

“พื้นที่ที่ผู้ตัดสินอยู่จะแตกต่างจากพื้นที่ที่เชฟกับนักท่องเที่ยวอยู่  มีการแบ่งแยกอย่างชัดเจน  นอกจากการทำอาหารเลิศรสให้นักท่องเที่ยวได้ชิมและให้นักท่องเที่ยวให้คะแนนแล้ว  ทางเชฟยังต้องเตรียมอาหารเลิศรสให้นักชิมเหล่านี้เป็นพิเศษและให้เหล่านักชิมเป็นผู้ให้คะแนนด้วยค่ะ!”

“คลที่ได้รับคะแนนสูงสุดจากทั้งนักชิมและนักท่องเที่ยวจะได้อันดับหนึ่งและไล่เรียงกันลงไป”

“อืม!” ฉินหลินพยักหน้า

การเชิญนักชิมเหล่านี้เป็นการตัดสินใจอย่างกะทันหันอันเนื่องมาจากมีข่าวว่าวากิวที่ประเทศพลาสเตอร์กำลังจะสูญพันธุ์  อย่างไรก็ตาม  นี่ก็ทำให้มูลค่าของสามอันดับแรกในค่ำคืนแห่งอาหารเลิศรสเพิ่มขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

หลังจากที่ฉินหลินอ่านเสร็จเขาก็เซ็นชื่อลงในเอกสารแผน

ขณะที่ทางบ้านไร่ชิงหลินกำลังจัดเตรียมงานค่ำคืนแห่งอาหารเลิศรสอยู่นั้น  เหล่าบรรดานักชิมทั้งหลายที่ได้รับเชิญต่างก็มาถึงอำเภอโหยวเฉิงกันหมดแล้ว

เนื่องจากพวกเขาได้รับเชิญมาดังนั้นเหล่านักชิมเหล่านี้จึงถูกจัดให้พักอยู่ที่ห้องบ่าวสาวของบ้านไร่ชิงหลินไปเลย

ห้องบ่าวสาวเบอร์ 1-10 ที่กันไว้ยามฉุกเฉินมาโดยตลอดได้ถูกนำมาใช้จนหมด

นอกจากนี้ก็ยังมีห้องบ่าวสาวห้องอื่น ๆ ที่ถูกกันไว้เพิ่ม

ไฮบาระยามาชิตะก็เป็นหนึ่งในผู้ได้รับเชิญ  เมื่อเจ้าตัวมาถึงเขตเมืองหมิงแล้วก็รีบออกเดินทางพร้อมกันกับนักชิมจากประเทศพลาสเตอร์เหมือนกันอีกคนที่ชื่ออิโนะชิตะทาโร่

สีหน้าของไฮบาระนั้นมืดหม่นอยู่ตลอดเวลาเพราะได้รู้จากอิโนะชิตะว่านักชิมของประเทศพลาสเตอร์คนอื่น ๆ เองก็ได้รับเชิญมาเหมือนกัน

อีกฝ่ายมันช่างใจบาปหยาบช้าหาที่เปรียบมิได้เลยจริง ๆ

“เฮ่อ~”

อิโนชิตะถอนหายใจ “คุณไฮบาระ  คราวนี้จุดประสงค์ของทางนั้นก็เห็นชัด ๆ นะ  ถ้าไม่อยากยืนยันคุณภาพเนื้อที่ว่านั่นล่ะก็ผมเองก็ไม่อยากมาทำเรื่องน่าลำบากใจแบบนี้หรอกครับ”

เห็นได้ชัดว่าทุกคนต่างรู้แผนของสุมาเจียวอย่างบ้านไร่ชิงหลิน  แล้วมีหรือที่พวกตนจะไม่รู้

ไฮบาระมองไปที่กล่องแช่แข็งพิเศษที่เท้าของตนก่อนจะพูดอย่างเย็นชา “อืม  ทุกคนต่างก็มองแผนของพวกมันออก  แต่พวกมันคิดจริง ๆ เหรอว่าวากิวของเราเป็นแค่ลูกแกะรอเชือด  พวกมันน่าคิดผิดไปไกลแล้ว”

“คราวนี้ฉันจะทำให้พวกมันได้รู้ว่าการตอบโต้อย่างสุดกำลังของวากิวมันเป็นยังไง  พวกมันจะต้องเจอกับบิ๊กเซอร์ไพรส์ที่จินตนาการไม่ออกแน่”

ต่อให้วากิวของประเทศเราสูญพันธุ์ก็ไม่เป็นไร  ขอเพียงชื่อเสียงยังอยู่ล่ะก็เราสามารถนำวากิวจากอัสเตเลียมาเพาะพันธุ์ใหม่ได้  และจะมีโอกาสฟื้นฟูความรุ่งโรจน์อย่างในอดีตเมื่อไหร่ก็ได้

ทว่าหากคราวนี้พวกมันแย่งเกียรติและสถานะของวากิวไปได้ล่ะก็  ที่ทำมาทั้งหมดจะกลายเป็นเพียงผายลม

เพื่อที่จะได้เนื้อวากิวในกล่องนี้มาถึงกับต้องมอบทรัพย์สินส่วนใหญ่ของตระกูลให้กับตระกูลริสต์กันเลยทีเดียว

อุตส่าห์จ่ายราคาแพงถึงเพียงนี้แล้วย่อมต้องไม่ยอมให้พวกมันทำสำเร็จได้เด็ดขาด

การตอบโต้อย่างสุดชีวิตนี้จะทำให้พวกมันต้องหงายเงิบ

จบบทที่ บทที่ 523: การตอบโต้สุดชีวิตของของวากิว! ฆ่าเนื้อชิงหลินเหรอ?

คัดลอกลิงก์แล้ว