เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 424: ห้องสมุดเปิดแล้ว! นี่มันดูหมิ่นผู้เล่นใช่มั้ย?

บทที่ 424: ห้องสมุดเปิดแล้ว! นี่มันดูหมิ่นผู้เล่นใช่มั้ย?

บทที่ 424: ห้องสมุดเปิดแล้ว! นี่มันดูหมิ่นผู้เล่นใช่มั้ย?


“ผมขอพบศาสตราจารย์หลี่ไข่ก่อนได้มั้ยครับเถ้าแก่ฉิน” ศาสตราจารย์ฟู่สุภาพกับฉินหลินมาก  และยังเป็นมิตรมากอีกด้วย

ตอนเดินทางมานี่เขาได้รู้เรื่องของฉินหลินจากรัฐมนตรีหลู่แล้ว  แถมยังอ่านข่าวของบริษัทชิงหลินทางอินเทอร์เน็ตมาแล้วไม่น้อย

โดยเฉพาะสินค้าที่บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรประเทศตะวันตก  นี่เห็นแล้วบอกเลยว่าโล่งใจเป็นที่สุด

แม้แต่ตัวเขาเองยังต้องชื่นชมผู้ประกอบการประเภทนี้จากใจจริง

ที่สำคัญอีกฝ่ายยังอายุน้อยและเป็นหนุ่มหล่อที่คนชื่นชมมากซะด้วย

“เดี๋ยวผมโทรเรียกให้ครับ” ฉินหลินหยิบมือถือออกมากดโทรหาหลี่ไข่

หลี่ไข่เมื่อฉินหลินเรียกก็รีบบึ่งมาอย่างไว  และเมื่อเห็นรัฐมนตรีหลู่ก็ประหลาดใจ “ท่านรัฐมนตรีหลู่มาหา  น้องฉินโทรเรียก  แสดงว่ามีธุระกับผมสินะครับ”

รัฐมนตรีหลู่ยิ้มและบอกว่า “มีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาอยากขอความช่วยเหลือจากศาสตราจารย์หลี่ไข่น่ะสิครับ”

พูดพลางแนะนำศาสตราจารย์ฟู่ “คนนี้คือศาสตราจารย์ฟู่  ตอนนี้มีหน้าที่แก้ไขหนังสือเรียนชุดใหม่  เราต้องการข้อมูลรายละเอียดของคุณแล้วใส่ไว้ในแบบเรียนป.ห้า”

“หา!” หลี่ไข่ตกใจทันทีที่ได้ยิน

นี่เป็นเรื่องที่ไม่คิดเลยว่าจะต้องเจอ

จู่ ๆ มาได้ยินว่าตัวเองจะไปอยู่ในหนังสือเรียนแบบนี้ก็เล่นเอาหลี่ไข่ทำอะไรไม่ถูกไปครู่ใหญ่

จากนั้นเมื่อได้สติก็รีบบอกว่า “ศาสตราจารย์ฟู่ครับ  อย่างผมจะไปมีคุณสมบัติอยู่ในหนังสือเรียนได้ไงกันล่ะครับ  นี่คงไม่ได้ล้อผมเล่นหรอกนะ”

ศาสตราจารย์ฟู่เองก็รีบตอบ “ศาสตราจารย์หลี่ไข่  เราต้องเพิ่มบุคคลสำคัญในยุคใหม่ลงไปเพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้  ถ้าคุณไม่มีคุณสมบัติแล้วจะบอกว่าพวกดาราหรือเน็ตไอดอลมีเหรอครับ”

พูดพลางหันมองรัฐมนตรีหลู่  เห็นได้ชัดว่าส่งซิกขอให้ช่วยโนมน้าวให้หน่อย

รัฐมนตรีหลู่รีบโน้มน้าว “การเลือกคุณมาใส่ไว้ในหนังสือเรียนนี้ผ่านการหารือในที่ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว  คุณน่าจะรู้แล้วนะว่าเหตุการณ์เรื่องตำราเรียนนี้มันหนักหนาสาหัสแค่ไหน  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วก่อนที่จะตัดสินใจเลือกคุณ”

“คุณคงรู้นะว่าหลังจากที่กระแสของห้องแล็บชิงหลินลดลงเมื่อไหร่  กระแสต่อมาคือเรื่องหนังสือเรียนบัดซบพวกนั้น  ถึงตอนนั้นจะเกิดอะไรบ้างก็ไม่รู้”

“บางคนจริงจังกับปัญหาหนังสือเรียน  แต่บางคนกลับอยากได้รับความนิยมเลยก่อเรื่องก่อปัญหา  แต่ถ้าคุณให้ความร่วมมือกับศาสตราจารย์ฟู่ล่ะก็  ศาสตราจารย์ฟู่ก็จะสามารถทำงานให้เสร็จล่วงหน้าได้  เพื่อให้เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ในสิ่งใหม่และมีสุขภาพจิตดีขึ้น”

“พี่หลี่  ทั้งสองท่านพูดถูกแล้ว  นอกจากเป็นประโยชน์แล้วมันยังช่วยแก้ไขปัญหานี้ที่กำลังจะเกิดในโลกออนไลน์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ได้ด้วย” ฉินหลินเองก็ช่วยโน้มน้าวด้วย

เป็นความจริงที่ว่าหนังสือเรียนในปัจจุบันมีปัญหา  และก็เป็นความจริงที่ว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าไปอยู่ในหนังสือเรียนได้

เป็นเรื่องจริงที่ว่ามีชาวเน็ตมากมายพยายามเล่นเรื่องปัญหาหนังสือเรียน  แต่ส่วนใหญ่กลับทำไปเพื่อพยายามเกาะกระแสถึงขนาดตีความเกินจริงเพื่อเรียกร้องความนิยม

นี่คือความสับสนวุ่นวาย

หนังสือเรียนมีบางอย่างผิดปกติจริง  แต่ก็ไม่ได้ผิดไปซะทุกจุดแน่ ๆ

มีคลิปวิดีโอแสดงความคิดเห็นจำนวนมากที่มีปัญหากับประชาชนอย่างชัดเจน  ไม่ใช่กับเนื้อหาของตำราเรียน

ตัวอย่างเช่น  ผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมได้โพสต์บทกวี “หย่งเอ๋อ” (ห่านร้องเพลง) โดยมีประโยคหนึ่งว่า “ขนขาวลอยอยู่บนน้ำเขียว  หน้าวัวกวนคลื่นใส!”

ผู้หญิงคนนี้อุ้มเด็กไว้ในอ้อมแขนและพูดคุยเกี่ยวกับปัญหา ‘น้ำเขียว’ อย่างจริงจังและสอนเด็กคนนั้นว่าไม่มีน้ำเขียว

อิหยังวะ?

พูดเพื่อ?

แม้ว่าน้ำเขียวจะหมายถึงสภาพของน้ำในขณะนั้นก็ตาม  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตัวน้ำนั้นต้องเป็นสีเขียว

ยิ่งกว่านั้นบทกวีนี้ไม่มีอะไรผิดรวมถึงคำว่า ‘น้ำเขียว’ ด้วย

ถ้าเลเวลแค่นี้ยังได้รับความนิยมอีกล่ะก็ไม่วุ่นวายสิแปลก

ดังนั้นจึงไม่แปลกในที่ฉินหลินอยากให้พี่หลี่เข้าไปอยู่ในหนังสือเรียน  และจุดประสงค์อีกอย่างคือให้พี่หลี่เป็นแพะที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น

การเป็นส่วนหนึ่งในหนังสือเรียนจึงเป็นสิ่งที่ทำให้บรรลุเป้าหมายทุกอย่าง

“ถ้างั้นก็...  โอเค!” เมื่อเห็นฉินหลินพูดแบบนั้นหลี่ไข่ก็พยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้

วันต่อมา

มีผู้คนอีกเพียบได้มาที่คฤหาสน์ชิงหลิน  โดยทั้งหมดเป็นผู้ช่วยของศาสตราจารย์ฟู่

บางคนคอยถ่ายรูปให้หลี่ไข่  บางคนรวบรวมข้อมูลชีวประวัติกับหลี่ไข่  และบางคนคอยฟังคำอธิบายของหลี่ไข่เกี่ยวกับกระบวนการการทดลอง

จากนั้นพวกเขาจะสรุปสิ่งเหล่านี้และเขียนบทความสำหรับสำหรับนักเรียนป.5 เสร็จแล้วค่อยส่งให้ศาสตราจารย์ฟู่พิจารณาอีกครั้ง

เดิมทีฉินหลินคิดว่าการเขียนบทความไม่ใช่เรื่องยาก  เพราะถึงยังไงคนอย่างเขาแค่เรียงความง่าย ๆ ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงก็เสร็จ

แต่สิ่งต่าง ๆ ดูเหมือนจะไม่เหมือนอย่างที่เขาคิด  เพราะต้องใช้เวลาไปทั้งวันที่คนเหล่านั้นได้รวบรวมเนื้อหาต่าง ๆ ได้หลายหน้าหลายรอบกว่าที่ศาสตราจารย์ฟู่จะอนุมัติ

วันรุ่งขึ้น  บทความเกี่ยวกับศาสตราจารย์หลี่ไข่ก็ถือกำเนิดขึ้น

ฉินหลินกับหลี่ไข่เองก็ได้อ่านแล้วเหมือนกัน

ตรงกลางของบทความมีรูปภาพประกอบ  เป็นภาพที่หลี่ไข่กำลังคุกเข่าอยู่ในโคลนเพื่อศึกษาพืชผล

สำหรับฉินหลินแล้วภาพนี้ดูคุ้น ๆ

มันภาพตอนโรค SMA ก่อนหน้านี้ไม่ใช่เหรอ  เป็นตอนที่รัฐมนตรีหลู่พาคนมาตรวจสอบหญ้าอโดนาซีและแอบถ่ายภาพพี่หลี่ตอนกำลังสังเกตหญ้าอโดนาซีอยู่

ไม่นึกเลยว่าจะใช้รูปนี้นะเนี่ย

“ศาสตราจารย์หลี่ไข่เกิดในเขตเมืองหมิง  เขามีความสนใจในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และพืชผลอย่างมากตั้งแต่เด็ก  แม้ว่าเขาจะเห็นหญ้าที่บันไดขึ้นห้องเรียนเขาก็ยังสงสัยว่าหญ้านี้เติบโตได้อย่างไร...  ศาสตราจารย์หลี่ไข่เป็นตัวอย่างที่ดีที่เราควรเรียนรู้และปฏิบัติตาม”

ฉินหลินอ่านไปตกตะลึงไป  ทำไมบทความเกี่ยวกับคนดังถึงต้องเริ่มต้นด้วยชีวิตวัยเด็กด้วยน่ะเนี่ย

หลี่ไข่หน้าแดงเล็กน้อย

เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างในบทความนี้ที่ไม่จริงและสวยงามเกินไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บอกว่าควรเรียนรู้และปฏิบัติตาม

จะมาเรียนรู้อะไรกะกู?  เรียน@#@!$$เหรอ?

“ชอบบทความนี้มัยครับศาสตราจารย์หลี่” ศาสตราจารย์ฟู่ถามด้วยรอยยิ้ม

หลี่ไข่เริ่มอยู่ไม่เป็นสุข “เอ่อ...  ผมจะไปเก่งขนาดนี้ได้ยังไงครับศาสตราจารย์ฟู่  ตอนผมยังเด็กจะไปคิดเรื่องแบบนี้ออกได้ยังไงก่อน  ตอนนั้นผมยังวิ่งเล่นกับเพื่อนที่สนามหญ้าแถมยังโดดเรียนอย่างหนักอีกตะหาก”

ศาสตราจารย์ฟู่จึงถามว่า “ถ้าเราเขียนไปแบบนั้นมันจะดีเหรอครับ  เด็กนักเรียนที่เห็นคุณเป็นไอดอลมาอ่านเข้าไม่คิดว่างั้นเราก็ไม่ต้องเรียนหนังสือ  แค่โดดเรียนไปวิ่งเล่นก็ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์เก่ง ๆ อย่างศาสตราจารย์หลี่ไข่ได้แล้วหรอกเหรอครับ”

“เพราะงั้นบทความจึงไม่ควรเป็นแบบนั้น  แต่สวยงามแบบนี้  หลังจากที่นักเรียนได้อ่านแล้วถึงจะได้เรียนรู้ว่าการรักการคิด  การเรียนรู้  และการศึกษาให้ดีตั้งแต่ตอนนี้เท่านั้นถึงจะทำให้พวกเขาค่อย ๆ โตไปเป็นนักวิทยาศาสตร์เหมือนกับคุณได้”

“เพราะคุณก็รู้ดีว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความสามารถเหมือนคุณนะศาสตราจารย์หลี่  ที่ถึงแม้จะโดดเรียนไปวิ่งเล่นก็ยังโตมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งกาจได้  เด็กส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงคนธรรมดาซึ่งต้องเรียนหนักตั้งแต่เด็กเพื่อไขว่คว้าอนาคต”

นี่เป็นคำอธิบายที่หลี่ไข่ไม่สามารถค้านได้เลย

ฉินหลินเองก็ยังคล้อยตามคิดว่ามันสมเหตุสมผล

แต่อันที่จริงแล้วตราบใดที่เราประสบความสำเร็จในท้ายที่สุดและสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้นักเรียนได้เรียนรู้ได้ล่ะก็  มันไม่สำคัญว่าสมัยเด็กเราจะทำอะไรและบทความนั้น ๆ จะเขียนว่าอย่างไร

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการให้นักเรียนได้รู้ว่าเพียงทำตามข้อความที่กล่าวไว้และเล่าเรียนให้หนักเท่านั้นพวกเขาถึงจะสามารถเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกคนเก่ง ๆ ในหนังสือเรียนถึงได้เขียนประวัติกันตั้งแต่สมัยเด็กเลย

ไม่สำคัญว่าคนเหล่านั้นสมัยเด็กจะอะไรยังไง  สำคัญตรงที่ความสำเร็จของคนเหล่านั้นมีจริง  และสามารถใช้ความจริงเพียงบางส่วนมาสอนเด็กได้

นี่คือความหมายของการศึกษาและเป็นความหมายในเชิงบวกด้วย

จนสุดท้ายหลี่ไข่ก็ต้องยอมรับบทความนี้

“ยินดีด้วยนะพี่หลี่  อีกไม่นานก็จะได้เป็นตัวละครในหนังสือเรียนละ” ฉินหลินยิ้มและแสดงความยินดีกับหลี่ไข่  แต่ในใจก็คิดว่าในอนาคตเมื่อนักเรียนได้อ่านบทความเกี่ยวกับพี่หลี่แล้วตัวพี่หลี่จะมีสกิน  เพียบขนาดไหน

ปัจจุบันไม่ใช่แค่ตัวละครในเกมเท่านั้นที่มีสกินมากมาย  ในปัจจุบันคนที่มีสกินมากที่สุดคือคนในหนังสืออย่างหลี่ไป๋  ตู้ฝู่  ฯลฯ

หนังสือของใครก็ตามที่ไม่มีสกินของคนเหล่านี้แสดงว่าสมัยเรียนคนพวกนี้มีข้อบกพร่อง

อย่างเช่นดีเจหลี่ไป๋  มือกระบี่หลี่ไป๋  สิงห์มอไซหลี่ไป๋...

หรือตู้ฝู่แว่นดำ  ตู้ฝู่ดูหรี่  ตู้ฝู่เล่นกีตาร์...

เขาเองก็รอคอยสกินพี่หลี่ในอนาคตอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน

ขณะที่ฉินหลินกำลังคิดเรื่องนี้อยู่นั้นเองจู่ ๆ ศาสตราจารย์ฟู่ก็พูดขึ้นซะเฉย ๆ เลย “แล้วเถ้าแก่ฉินล่ะครับ  เมื่อไหร่คุณจะมารวมอยู่ในหมวดคนดังยุคใหม่  คุณเองก็เป็นทั้งบุ๋นทั้งบู๊  มีส่วนสนับสนุนประเทศชาติมากมาย  บริษัทชิงหลินที่คุณก่อตั้งขึ้นก็ทำให้ประเทศเราเป็นนัมเบอร์วันอีกครั้ง  และยังเป็นครั้งแรกเลยที่ได้ระบายความโกรธแค้นที่มีต่อไอ้พวกต่างชาติ  คุณเลือกวิชาที่จะลงก่อนเลยน่าจะดีนะ”

“อย่าเลยครับ  ผมไม่ได้ต้องการให้โลกภายนอกรับรู้ถึงตัวตนของผม” ฉินหลินรีบตอบด้วยความตกใจ

จะบ้าเหรอ  ถ้าเข้าไปอยู่ในตำราเรียนล่ะก็ไม่เท่ากับว่าอยากแข่งกับพี่หลี่ว่าใครมีสกินมากกว่ากันน่ะสิ

รัฐมนตรีหลู่ยิ้มและช่วยพูด “ผมว่าคุณกะลังทำให้เถ้าแก่ฉินกลัวอยู่นะศาสตราจารย์ฟู่”

ศาสตราจารย์ฟู่ได้ยินก็หัวเราะเบา ๆ

เขารู้สึกว่าเถ้าแก่ฉินเหมาะสมที่จะเป็นตัวละครในบทความคนดังยุคใหม่  แต่รัฐมนตรีหลู่ได้บอกกับทางเบื้องบนของตนไว้ก่อนแล้วว่าเถ้าแก่ฉินเป็นพวกชอบเก็บเนื้อเก็บตัวจึงไม่เหมาะที่จะนำมาเข้าร่วมด้วย

หากอยากได้จริง ๆ ก็มีแต่ต้องรอให้สถานะของอีกฝ่ายถูกเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชนก่อน

เชื่อว่าถึงตอนนั้นใคร ๆ ก็ต้องตกใจ  เพราะนี่คงเป็นชายหนุ่มที่แซงหน้าบิ๊กบอสไม่ว่าจะแซ่หม่า  เหริน  หลิว...  ไปแล้ว

หลังจากยืนยันบทความของหลี่ไข่เสร็จแล้วศาสตราจารย์ฟู่ก็รีบนำหมู่คณะจากไปทันทีไม่ได้รีรอ

เนื่องจากไม่ได้มีเพียงศาสตราจารย์หลี่ไข่เท่านั้นที่เขาต้องทำบทความ  แต่ยังมีของคนอื่น ๆ อีกหลายคนด้วย

รัฐมนตรีหลู่เองก็กลับเมืองหลวงเช่นกัน  ช่วงนี้เขางานยุ่งสุด ๆ

ในครั้งนี้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตให้แก่เมล็ดพันธุ์ของห้องทดลองชิงหลินไม่เพียงทำให้แผนการคว่ำบาตรของฝ่ายตรงข้ามสูญเปล่าเท่านั้น  แต่ยังเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่างในภาคเกษตรกรรมภายในประเทศด้วย

ยังมีอีกหลายอย่างที่สามารถทำได้และต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่น ๆ ในการทำสิ่งเหล่านั้น

บ้านไร่ชิงหลินกลับมาสงบอีกครั้ง  ส่วนเรื่องของเทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตก็กลายเป็นหน้าที่ของห้องทดลองชิงหลินไป  ส่วนตัวฉินหลินนั้นก็ได้มีเวลาว่าง ๆ เป็นการชั่วคราว

สำหรับการแปรรูปเมล็ดพันธุ์ใหม่นั้นเขายังไม่รีบ  เพราะว่ายังมีเมล็ดพันธุ์แปรรูปที่ปลูกไปแล้วแต่ยังไม่โตเต็มที่เหลืออยู่อีกเยอะ

หลังจากที่พืชผลจากเมล็ดพันธุ์เหล่านี้เติบโตเต็มที่และได้รับการโปรโมตโดยบริษัทเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นอย่างประสบความสำเร็จแล้วเขาถึงค่อยหาข้ออ้างถึงเรื่องเมล็ดพันธุ์แปรรูปชุดใหม่

และแล้วก็ผ่านไปอีกวัน

ฉินหลินตื่นแต่เช้า  หาอะไรกิน  และกำลังจะออกไปข้างนอก  ทว่าจู่ ๆ ก็เห็นว่าเกมมีอะไรผิดปกติ

นายกเทศมนตรีโทมัสมาหาอีกครั้ง

เขาเห็นปุ๊บก็รู้เลยว่าต้องมาเรื่องห้องสมุด  เขาเลยให้ตัวละครเข้าไปกดคุยด้วยและบทสนทนาก็เด้งดังที

[นายอยู่ฟาร์มพอดีเลย  ฉันมาแจ้งให้ทราบว่าห้องสมุดเปิดแล้ว  ในฐานะผู้บริจาคนายต้องเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยนะ  จะมีเกมทายผลที่สนุกมาก!]

โทมัสพูดจบก็รีบวิ่งหายไปเลย

ฉินหลินไม่รอช้ารีบไปที่ห้องสมุดทันที

ตำแหน่งของห้องสมุดแต่เดิมเป็นอาคารที่ปิดไว้  แต่ตอนนี้ประตูของอาคารได้เปิดออกแล้วโดยมีคำว่าห้องสมุดเมืองแร่ดิบเขียนบอกไว้อยู่

เมื่อตัวละครเข้าไปในห้องสมุดก็เห็นว่ามี NPC มากมายจากเมืองมารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองการเปิดห้องสมุด

ฉินหลินให้ตัวละครไปเดินดูรอบ ๆ และแน่นอนว่าได้เห็น NPC แมรี่  เด็กสาวขี้อายสวมแว่นตา

แมรี่เวอร์ชันใหม่สวยและเงียบขรึมกว่าโมเดลตัวละครแมรี่เวอร์ชันเก่า  แต่คนที่เห็นยังไงก็จำได้

ก็นะ  สุดท้ายแล้วเกมฮาร์เวสต์มูนเวอร์ชันเก่าเมียคนแรกของเขาก็คือแมรี่นี่แหละ

เขาให้ตัวละครไปกดคุยกับแมรี่  จากนั้นบทสนทนาก็เด้งขึ้นมา

[ฉันเป็นผู้ดูแลห้องสมุดเมืองแร่ดิบ  วันนี้มีเกมทายผลให้เล่นด้วย  คุณจะเล่นไหม?  หากชนะจะได้รับของรางวัลพิเศษด้วย!]

ฉินหลินกด [เล่น] อยู่แล้ว

เมื่อพูดถึงเกมทายผล  จริง ๆ แล้วมันเป็นคำถามทดสอบความรู้แบบปรนัย  หนึ่งคำถามสี่คำตอบ

แล้วบทสนทนาของแมรี่ก็เด้งอีกรอบ

[จริงเหรอ?  ถ้างั้นก็ตอบให้ได้แล้วเอาของรางวัลไป  มาเริ่มกันเลย!]

[คำถามที่ 1: โทษทีนะ 1 + 1 = ?]

[ก:1, ข:2, ค:3, ง:4!]

“?????” ฉินหลินอ่านคำถามและตัวเลือกแล้วก็ไม่มีคำอื่นจะพูดนอกจาก ‘MMP’ ในใจ  เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรจะจริงจังดีมั้ย

คำถามในเควสต์ของเกมหมานี่มันจะดูถูกสติปัญญาของผู้เล่นเกินไปแล้ว

จบบทที่ บทที่ 424: ห้องสมุดเปิดแล้ว! นี่มันดูหมิ่นผู้เล่นใช่มั้ย?

คัดลอกลิงก์แล้ว