เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 330: บริษัทเครื่องดื่มมากมายมารวมตัวกันเหรอ? บอสใหญ่เบื้องหลังบริษัทชิงหลิน!

บทที่ 330: บริษัทเครื่องดื่มมากมายมารวมตัวกันเหรอ? บอสใหญ่เบื้องหลังบริษัทชิงหลิน!

บทที่ 330: บริษัทเครื่องดื่มมากมายมารวมตัวกันเหรอ? บอสใหญ่เบื้องหลังบริษัทชิงหลิน!


เมื่อดูข้อมูลทั้งสองวิธีแล้วฉินหลินก็ถามเฉิ่นลี่ “คุณเฉิ่น  ถ้าเป็นคุณจะเลือกวิธีไหน”

เฉิ่นลี่ไม่ได้ตอบตรง ๆ แต่ใช้วิธีวิเคราะห์ให้ฟังแทน “จากมุมมองของนักธุรกิจ  คนส่วนใหญ่จะเลือกตัวเลือกแรก  เพราะถ้าหากทำสำเร็จล่ะก็จะได้ผลประโยชน์มหาศาล  ซึ่งถ้ามีเงินทุนจากบริษัทชิงหลินฟู้ดช่วยด้วยแล้วความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จมีมากแน่นอนครับ”

“แต่ถ้ามองจากมุมมองของเหตุและผลล่ะก็ควรเลือกตัวเลือกที่สอง  เพราะจะช่วยลดวิกฤติที่ต้องแบกรับได้  ถึงยังไงยักษ์ใหญ่ทั้งสองนั่นมันก็ไม่มีจรรยาบรรณในการต่อสู้อยู่แล้ว”

“แต่ถ้าบริษัทอื่น ๆ เป็นผู้นำเราสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตัวแทนจำหน่ายตามสัดส่วนของผลกำไร  แม้ว่ากำไรที่เราจะได้จะน้อยกว่าวิธีแรกมากแต่ก็สามารถทำกำไรได้อย่างมั่นคงครับ”

ฉินหลินพยักหน้าหลังจากได้ฟังการวิเคราะห์ของเฉิ่นลี่และบอกไปว่า “งั้นคุณก็ไปเลือกบริษัทเครื่องดื่มที่เหมาะสมมาเถอะ  เราจะใช้วิธีการที่สองกัน”

ในท้ายที่สุดแล้วฉินหลินก็ไม่ได้เลือกวิธีแรกที่เป็นการผูกขาดผลประโยชน์  เพราะนั่นคือเส้นทางของผู้มีอำนาจ

ความจริงอันเป็นนิรันดร์ก็คือนักรบที่สังหารมังกรได้นั้นจะกลายเป็นมังกรชั่วร้ายในที่สุด

หากมังกรไม่ใช่ภัยคุกคามอีกต่อไปแล้วล่ะก็นักรบกนั่นแหละที่จะกลายเป็นภัยคุกคาม

เขามีชายามว่างชิงหลินอยู่แล้วซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่บดขยี้เครื่องดื่มชูกำลังทั้งหมด  อีกทั้งยังมีน้ำสมุนไพรชิงหลินและแม้แต่สูตรซุปสิ่งเฉินที่ยังไม่ได้เปิดตัว

แค่นี้มันก็เพียงพอให้เขาครอบครองเค้กชิ้นใหญ่ที่สุดในตลาดเครื่องดื่มในอนาคตได้แล้ว

และหากต่อไปเขายังเข้าไปครองตลาดโคล่าอีกล่ะก็  ไม่ใช่แค่เขาจะกลายเป็นหนามที่ทิ่มแทงบริษัทโคล่ายักษ์ใหญ่ทั้งคู่นั่นเท่านั้น  แต่หลังจากที่ยักษ์ใหญ่ทั้งสองนั่นพ่ายแพ้เขายังจะกลายเป็นเป้าหมายที่คนในชาติควรจัดการทิ้งในที่สุดด้วย

ที่ทันทีที่จำหน่ายผลโคล่าออกสู่ตลาดและแข่งขันกันกับบริษัทโคล่าทั้งสองจะมีคนที่อิจฉาริษยาที่อาจแทงข้างหลังเพื่อพยายามแย่งผลโคล่าจะยิ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

และเป็นไปได้ที่คนเหล่านั้นจะร่วมมือกับบริษัทโคล่ายักษ์ใหญ่ด้วยซ้ำ

หากจะส่งเสริมผลโคล่าจำเป็นต้องปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่อย่างแน่นอน  ซึ่งการป้องกันจะเป็นเรื่องยากที่ยากมาก

ที่สำคัญคือตอนนี้เขาไม่ได้ขาดเงิน

บ้านไร่ชิงหลิน, ห้องแล็บชิงหลิน  และบริษัทชิงหลินฟู้ดกำลังทำเงินได้มากมายในทุก ๆ วัน  จนเงินกลายเป็นเพียงแค่ตัวเลขสำหรับเขาไปแล้วจริง ๆ

ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เส้นทางของผู้มีอำนาจเลย  อีกทั้งยังเป็นการดีกว่าที่จะลดภัยคุกคามของตัวเองไปตั้งแต่ต้น  และรวมพลังที่สามารถรวมเข้าด้วยกันเพื่อจัดการกับบริษัทโคล่ายักษ์ใหญ่ทั้งสองตั้งแต่ต้นด้วย

ถึงยังไงเมื่อตอนที่ได้ผลโคล่ามาครั้งแรก  จุดประสงค์แรกเริ่มของเขาคือการจัดการกับบริษัทโคล่าทั้งสองแห่งนี้เท่านั้น  ไม่ใช่การเป็นศัตรูกับคนในชาติ

“ครับคุณฉิน” เฉินหลี่พยักหน้า

เขาเดาได้แต่แรกแล้วว่าคุณฉินจะต้องเลือกวิธีที่สองแน่ ๆ เพราะว่าเถ้าแก่เป็นคนแบบนั้น

ยังสามารถเดาได้จากเหตุการณ์การบริจาคก่อนหน้านี้

บางทีเถ้าแก่อาจเป็นผู้ประกอบการในความหมายดั้งเดิม  ไม่ใช่นักธุรกิจหรือนายทุน

นี่อาจเป็นสิ่งที่เขาชื่นชมมากที่สุดในตัวของเถ้าแก่

ถ้าเป็นตนเองเลือกล่ะก็ระหว่างผลกำไรมหาศาลกับที่เถ้าแก่เลือกนั้นถือว่ายากมาก  เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าบริษัทโคล่าทั้งสองนั้นทำกำไรได้มากขนาดไหนในแต่ละปี  ซึ่งเป็นตัวเลขที่โหดมาก

แต่พอเห็นเถ้าแก่เลือกตัวเลือกที่สองด้วยหน้านิ่ง ๆ ไม่มีลังเลแล้วเขาก็ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอีกฝ่ายยังเป็นแค่ชายหนุ่มในวัยยี่สิบ

หลังจากที่เฉิ่นลี่กลับไปที่ห้องแล็บแล้วเขาก็สั่งให้ลูกน้องดำเนินการตามแผนที่สองทันที

เถ้าแก่ได้เลือกวิธีที่สองแล้ว  ดังนั้นการคัดเลือกบริษัทเครื่องดื่มเหล่านั้นจึงจำเป็นต้องทำอย่างรอบคอบด้วย  เป็นไปไม่ได้ที่จะเรียกมาทุกบริษัท

ภายในสองวันเฉิ่นลี่ก็ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทเครื่องดื่มในประเทศทั้งหมดมาไว้ในมือ  ไม่ว่าจะเป็นสถานะของบริษัท  บุคคลที่รับผิดชอบ  และข้อมูลติดต่อของคนพวกนั้น

เขาต้องคัดกรองบริษัทเหล่านี้ก่อน

บริษัทเครื่องดื่มบางแห่งที่ครองตลาดดีอยู่แล้วมักจะไม่เลือกเข้าร่วมตลาดนี้

บริษัทเหล่านี้ย่อมต้องการผลประโยชน์สูงมาก  แต่ความตั้งใจที่จะร่วมมือกลับไม่กระตือรือร้นมากนัก

บริษัทแรก ๆ ที่เข้าตาของเฉิ่นลี่ได้แก่เท่อต้าจิ้น, เล่อหู่, เจินชิงฉ่วง...  ประมาณ 7 บริษัท

เหตุผลที่เขามอง 7 บริษัทนี้เป็นอันดับแรกก็เพราะว่าเดิมทีอีกฝ่ายเน้นไปที่เครื่องดื่มชูกำลง

แม้ว่าแบรนด์ใหญ่ ๆ เช่นกระทิงแดงกับม่ายตงจะเคยครองตลาดเครื่องดื่มชูกำลงมาก่อนก็ตาม  แต่เครื่องดื่มชูกำลงเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของตลาดเช่นกัน

หลังจากที่ชายามว่างชิงหลินเข้าสู่ตลาดแล้วแม้แต่เครื่องดื่มชูกำลังของทั้งสองบริษัทนี้ก็ยังต้องสูญเสียพื้นที่และส่วนแบ่งการตลาดไป

ร่วมมือกับทั้งสองบริษัทนี้คงยิ่งยากเข้าไปใหญ่

ในเวลานี้หากห้องแล็บชิงหลินเสนอน้ำให้แก่คนที่กำลังกระหายเพื่อเสนอผลกำไรล่ะก็  คนเหล่านั้นย่อมยินดีที่จะลงทุนแน่นอน

จากนั้นเฉิ่นลี่ก็เลือกบริษัทเครื่องดื่มอื่น ๆ อย่างเช่นเทียนฝู่โคล่า, เหลาซานโคล่า, เส้าหลินโคล่า...  อะไรพวกนี้

เนื่องจากว่าบริษัทโคล่าเหล่านี้ได้ครองตลาด 15% แม้จะยังห่างจากบริษัทโคล่ายักษ์ใหญ่ทั้งสองก็ตามแต่ก็มีส่วนสำคัญอยู่

เฉิ่นลี่เลือกบริษัทเหล่านี้ด้วยตัวเองเลย  พวกนี้อาจไม่ได้มีพาวเวอร์อะไรนักก็จริง  แต่ถ้าเอามารวม ๆ กันแล้วล่ะก็พาวเวอร์ก็ไม่น้อย

ขอเพียงวางแผนให้ดี ๆ ก็สามารถเซอร์ไพรส์บริษัทโคล่ายักษ์ใหญ่ทั้งสองได้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้บริษัทโคล่ายักษ์ใหญ่ทั้งสองยังสามารถสร้างรายได้ในประเทศนี้กว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐทุกปี  ด้วยผลกำไรที่มหาศาลเช่นนี้เขาย่อมเชื่อสนิทใจเลยว่าว่าบริษัทเล็ก ๆ เหล่านี้ต้องยินดีที่จะร่วมมือกับห้องแล็บชิงหลินชัวร์

หลังจากที่เฉิ่นลี่เลือกบริษัทเสร็จแล้วก็เริ่มให้คนติดต่อกับเถ้าแก่ของบริษัทเหล่านี้ทีละแห่ง ๆ

............................................................................................

บริษัทเท่อต้าจินเบเวอเรจที่ตงกวง

ตงกวงยังเป็นนครใหญ่ที่มีบรรยากาศทางธุรกิจที่แข็งแกร่งมาก  แม้ว่าสถานะของมันจะไม่สูงเท่าสถานที่อย่างเมืองแห่งเวทมนตร์อย่างเซี่ยไฮ้ก็ตาม  แต่ตงกวงก็ยังเป็นสถานที่ที่อยู่คู่ประวัติศาสตร์ธุรกิจมาอย่างยาวนานกว่าสองพันปีโดยเฉพาะที่โจวกวง

ที่ตงกวงแห่งนี้แค่ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพียงอย่างเดียวก็มีมากมายหลายอย่างแล้ว

เท่อต้าจินนี้เองก็เป็นหนึ่งในนั้น  เป็นผลิตภัณฑ์ที่บริษัทต้าจินฟู้ดโปรโมตในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา  เดิมทีเท่อต้าจินนี้ยังครองตลาดเครื่องดื่มชูกำลงด้วยและมีแนวโน้มว่าจะไปได้สวย

แต่ด้วยการปรากฏตัวอย่างกะทันหันชายามว่างชิงหลินทำให้ตลาดที่เท่อต้าจินครอบครองอยู่เดิมนั้นไม่อาจรักษาไว้ได้อีกต่อไป  และส่วนแบ่งที่ได้ก็น้อยลงเรื่อย ๆ

มันทำให้เท่อต้าจินประสบปัญหาเล็กน้อยอย่างปัจจุบันทันด่วน

ในห้องทำงานของเถ้าแก่ของบริษัทเท่อต้าจิน  เหยียนหลินกำลังนั่งดูสถานะส่วนแบ่งการตลาดล่าสุดของบริษัทเท่อต้าจินเบเวอเรจด้วยสีหน้าที่น่าเกลียดมาก

ในช่วงเวลาสั้น ๆ แบบนี้มันลดลงอีกแล้ว

ทว่าก็ไม่มีอะไรที่สามารถทำได้เลย

ถึงตอนนี้เหตุผลที่เท่อต้าจินสามารถครอบครองตลาดในบางแห่งได้ไม่ใช่เพราะเครื่องดื่มของที่นี่ดี  แต่เพราะชายามว่างชิงหลินยังไม่ได้ขยายตลาดเข้ามาที่นี่  ซึ่งชายามว่าชิงหลินยังไม่มีการวางจำหน่ายในหลาย ๆ เมืองระดับนครใหญ่ ๆ

หากบริษัทชิงหลินฟู้ดมีเงินทุนมากพอ  มีการบูรณาการ  และซื้อโรงงานเครื่องดื่มอื่น ๆ เพื่อขยายขนาดการผลิตและกระจายตลาดอย่างมหาศาลล่ะก็  เกรงว่าพวกตนต้องสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดนี้ไปโดยสมบูรณ์เลย

ดูท่าว่าคงจะต้องถอนตัวออกจากตลาดเร็ว ๆ นี้แล้ว  เพราะแม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่างกระทิงแดงกับม่ายตงก็ยังไม่อาจหยุดยั้งชายามว่างชิงหลินได้เลยนี่นา

นอกจากนี้ตัวเองก็ยังเคยใช้ชายามว่างชิงหลินมาแล้ว  แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายทุบตีอย่างหนักแต่ก็ต้องยอมรับเลยว่าอีกฝ่ายมันแกร่งจริง ๆ

เขาไปหาความสำเริงสำราญนอกบ้านบ้างเป็นครั้งคราวและต้องดื่มชายามว่าชิงหลินขวดหนึ่งก่อนกลับบ้านเพื่อไปจัดการกับเมียที่บ้านต่อ

ขณะที่เหยียนหลินกำลังคิดอยู่นั้นจู่ ๆ มือถือก็ดัง  ซึ่งพอเอามาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ไม่คุ้น

แล้วก็กดรับสายด้วยความงุนงง

แม้จะมีแนวโน้มมากที่สุดที่คนโทรมาจะเป็นพวกขายประกันก็ตาม  แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่าเป็นลูกค้าได้มาหาถึงหน้าประตูบ้านแล้ว

ทันทีที่รับสายเหยียนหลินก็ได้ยินเสียงจากปลายสายอีกฝั่ง “สวัสดีครับคุณเหยียน  ผมหลินตงเป็นซูเปอร์ไวเซอร์ของห้องทดลองชิงหลินนะครับ  ห้องแล็บของเรามีความร่วมมือที่อยากจะหารือกับคุณไม่ทราบว่า...”

เหยียนหลินตัดสายทิ้งทันทีที่ได้ยินแบบนั้น  ไอ้นี่ไม่ใช่คนขายประกันแต่เป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซะงั้น

‘คนจากห้องแล็บชิงหลินมีความร่วมมืออยากจะหารืองั้นเรอะ  มึงไม่รู้เลยเหรอวะว่าชายามว่างชิงหลินกับเท่อต้าจินของพวกกูเป็นศัตรูกันน่ะหา!’

‘ไอ้แก๊งคอลเซนเตอร์นี่มันโง่แท้วะ  แกล้งเป็นใครไม่เป็นดันมาเป็นคนจากห้องแล็บชิงหลินซะงั้น’

ทว่าในใจจะคิดแบบนั้นอยู่ก็ตาม  แต่ก็เปิดหน้าเว็บทางการของห้องแล็บชิงหลินในมือโดยไม่รู้ตัวและหาดูเบอร์ติดต่อของห้องแล็บชิงหลิน

ถ้าเกิดว่าเป็นเบอร์ของห้องแล็บชิงหลินจริง ๆ ล่ะ?

และเหยียนหลินต้องอึ้งไปเลยก็คือเบอร์ที่โทรมากับเบอร์ที่ประกาศไว้หน้าเว็บกลับตรงกันซะงั้น

หรือก็คือไอ้คนที่ชื่อหลินตงเมื่อกี๊เป็นซูเปอร์ไวเซอร์ของห้องแล็บชิงหลินจริง ๆ น่ะสิ  ใช่มั้ย?

คิดได้ดังนั้นเขาก็รีบโทรกลับอย่างไว

เป็นบริษัทชิงหลินฟู้ดเองที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทตนต้องสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด  แล้ววันนี้ห้องแล็บชิงหลินจะโทรมาทำไม?

ยิ่งไปกว่านั้นคนจากห้องแล็บชิงหลินพึ่งบอกว่ามีความร่วมมืออยากจะหารือกันด้วย

............................................................................................

ห้องทดลองชิงหลิน

หลินตงกำลังเซ็ง ๆ เพราะตนเองพูดไปยังไม่ทันจบประโยคอีฝ่ายก็ตัดสายทิ้งซะงั้น  เป็นเชี่ยไรวะแค่ฟังให้จบก่อนก็ไม่ได้

ขณะที่กำลังคิด ๆ อยู่นั้นจู่ ๆ ก็เห็นว่าอีกฝ่ายโทรกลับมาแล้ว

แล้วก็กดรับสายแบบมึน ๆ

เสียงของเหยียนหลินดังขึ้นมาทันที “ขอโทษจริง ๆ ครับหลินจู๋ก่วน  เมื่อกี๊จู่ ๆ สัญญาณก็ตัดไปเองเลย  ผมนี่รีบโทรกลับเลยนะครับ  ไม่ทราบว่าต้องการหารือเรื่องความร่วมมือแบบไหนเหรอ”

หลินตงจึงตอบกลับไปว่า “ประธานของเรากับคุณเฉิ่นอยากหารือเรื่องความร่วมมือในตลาดเครื่องดื่ม  ถ้าไม่ลำบากเราก็อยากจะเชิญคุณมาพูดคุยกันที่ห้องทดลองชิงหลินน่ะครับ”

อีกด้านหนึ่ง  เหยียนหลินที่ได้ยินคำตอบก็ตกตะลึงไปเลย  จากนั้นก็ให้คำตอบอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “ไม่ลำบากเลยครับ  มีตรงไหนกันที่ลำบาก  ไม่ต้องห่วงครับหลินจู๋ก่วน  ผมจะไปแน่นอน”

ไอ้คุณเฉิ่นเป็นใครนั้นไม่รู้  แต่ที่รู้คือประธานที่ว่านั่นจะต้องเป็นคนเดียวกันกับบอสใหญ่ของบริษัทชิงหลินฟู้ดเท่านั้น  และยังรวมไปถึงอุตสาหกรรมของบ้านไร่ชิงหลินด้วย

เพียงแต่ว่าบอสใหญ่คนนี้ก็ช่างลึกลับซะเหลือเกิน  หากบอกว่าสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่อยากรู้มากที่สุดคือคนคนนั้นเป็นใครก็ไม่เกินจริง

แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องยอมรับคือบุคคลที่อยู่เบื้องหลังบริษัทชิงหลินนั้นต้องไม่ใช่ธรรมดาอย่างแน่นอน  ก็ดูซิ  มันง่ายซะที่ไหนล่ะไอ้การสร้างอุตสาหกรรมซึ่งเป็นที่นิยมอย่างสูงอย่างบ้านไร่ชิงหลิน, บริษัทชิงหลินฟู้ด  และห้องทดลองชิงหลินในช่วงเวลาสั้น ๆ แบบนี้

ในยุคสมัยใหม่ที่การจัดสรรทุนใกล้จะถึงจุดอิ่มตัวแล้วแบบนี้มันเป็นไปไม่ได้เลยที่บริษัทใด ๆ ในประเทศจะสร้างอุตสาหกรรมประเภทนี้ขึ้นใหม่ตั้งแต่ศูนย์จนจะกลายเป็นยักษ์ใหญ่ของแท้ในระยะเวลาอันสั้น

แต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังบริษัทชิงหลินฟู้ดกลับทำได้

นี่คือคนที่มีความสามารถพิเศษ

และตอนนี้อีกฝ่ายกลับบอกว่าต้องการหารือเกี่ยวกับความร่วมมือกับตนและยังบอกด้วยว่ามันเกี่ยวข้องกับตลาดเครื่องดื่มซึ่งไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างแน่นอน  บางทีพวกนั้นอาจให้โอกาสเกาะแข้งเกาะขาและทำให้ตนได้รับส่วนแบ่งชิ้นเนื้อบ้างก็เป็นได้

หลินตงได้ยินคำตอบก็ยิ้มและบอกว่า “โอเคครับ  ถ้าคุณหยานมาถึงเมื่อไหร่สามารถโทรหาเราได้เลยครับ  แล้วทางเราจะให้การต้อนรับเป็นอย่างดี”

ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่ได้รับสายจากหลินตงโดยพื้นฐานแล้วล้วนมีทัศนคติแบบเดียวกับเหยียนหลิน

ก็ไม่แปลก  เพราะถึงยังไงคนที่เชิญพวกตนไปก็เป็นถึงบอสใหญ่เบื้องหลังบริษัทชิงหลินเลยทีเดียว  และใครก็ตามที่มีสมองจะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่

เหยียนหลินสั่งให้เลขาจองตัวเครื่องบินด่วนที่สุดและบินตรงไปยังเขตเมืองหมิง

เนื่องจากที่อำเภอเล็ก ๆ อย่างโหยวเฉิงนั้นไม่มีสนามบินเขาจึงทำได้เพียงบินไปลงที่เขตเมืองหมิงก่อนแล้วค่อยไปที่อำเภอโหยวเฉิง

ถึงแม้มันจะเป็นการเดินทางที่ยุ่งยากหน่อย ๆ ก็ตาม  แต่ว่าอีกฝ่ายคือห้องแล็บชิงหลิน  ดังนั้นต่อให้การเดินทางจะลำบากกว่านี้เขาก็ไม่เกี่ยงและจะหาวิธีการจัดการที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดเพื่อไปให้ถึงโดยเร็วที่สุดอยู่ดี

เมื่อเหยียนหลินมาถึงอำเภอโหยวเฉิงปุ๊บก็โทรไปที่หมายเลขติดต่อของห้องแล็บชิงหลินทันที  จากนั้นก็มีคนมารับและพาไปเช็กอินที่โรงแรมจงหมิน

ที่โรงแรมจงหมินนั้นนักท่องเที่ยวจำเป็นต้องจองห้องพัก  แต่หากห้องแล็บชิงหลินต้องการจัดเตรียมห้องพักให้แขกล่ะก็ขอเพียงแค่โทรกริ๊งเดียวพอ

วันต่อมา

หลังจากที่เหยียนหลินตื่นนอนและกินข้าวเช้าเสร็จแล้วก็ได้รับสายจากห้องแล็บชิงหลินซึ่งอีกฝ่ายได้จัดรถมารอรับแล้ว

พอลงไปที่ล็อบบี้ก็เห็นคนที่ถือป้าย [ห้องทดลองชิงหลิน] ยืนรออยู่

และยังพบว่ามีคนรู้จักยืนอยู่ข้าง ๆ พนักงานต้อนรับซึ่งเป็นเถ้าแก่ของบริษัทเครื่องดื่มรายอื่น

เห็นได้ชัดว่าเถ้าแก่ของบริษัทเครื่องดื่มเหล่านี้เองก็ประหลาดใจเล็กน้อยที่ได้เจอกัน  ทุกคนต่างก็รู้จักกันดีและกล่าวทักทายซึ่งกันและกัน!

“ว่าไงคุณเฉิน  มาด้วยเหรอ”

“ไม่เจอกันนานเลยนะคุณเหยียน”

“อ้าวคุณหลี่  เจอกันครั้งสุดท้ายที่เมืองเวทมนตร์หลังจากนั้นก็ไม่เจอกันอีกเลยเนอะ”

“...”

หลังจากที่เหยียนหลินทักทายเจ้าของบริษัทเครื่องดื่มที่รู้จักกันแล้วก็พากันเดินตามคนจากห้องทดลองชิงหลินไปที่รถ

พวกเถ้าแก่เหล่านี้ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก  เพราะแต่ละคนต่างก็คิดว่าคงมีแค่ตนที่ได้รับเชิญ  แต่นี่เห็นได้ชัดเลยว่าไม่เป็นเช่นนั้น

มีเถ้าแก่บริษัทเครื่องดื่มถูกเชิญมากมายในเวลาเดียวกันแบบนี้ย่อมแปลว่าต้องไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว

เห็นทีครั้งนี้ห้องแล็บชิงหลินกะจะก่อเรื่องใหญ่ชัวร์ ๆ

และแล้วเจ้าของบริษัทเครื่องดื่มเหล่านี้ที่ได้รับเชิญก็ไปถึงที่สำนักงานของห้องทดลองชิงหลิน

อาคารสำนักงานนี้ยังคงเป็นอาคารเช่าหลังเดิมที่ข้างเก่า  แต่บรรดาเถ้าแก่ทั้งหลายเหล่านี้ต่างก็ไม่กล้าดูหมิ่นเพราะต่างตระหนักดีถึงความแข็งแกร่งของห้องแล็บชิงหลิน  และการจะสร้างอาคารสำนักงานก็เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น

พวกเหยียนหลินต่างก็ถูกพาไปที่ห้องประชุม  ซึ่งเมื่อเข้าไปแล้วก็เกิดความอยากรู้อยากเห็นกันอย่างถ้วนทั่ว

เรื่องคุณเฉิ่นหรือก็คือเฉิ่นลี่นั้นพวกตนได้จัดการหาข้อมูลมาไว้ในมือแล้วเรียบร้อย

แต่ว่าข้อมูลของบอสใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังของบริษัทชิงหลินจริง ๆ นั้นหายังไงก็ไม่พบ  มีแค่รูปถ่ายของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเท่านั้น

แต่ไอ้ชายวัยกลางคนที่ว่าก็ไม่ได้มีออร่าของคนที่เป็นบอสใหญ่อยู่เลย  ดูแล้วเหมือนเป็นรปภ.มากกว่า

และวันนี้แหละที่พวกตนจะมีโอกาสพบกับบอสใหญ่ในตำนานที่อยู่เบื้องหลังบริษัทชิงหลินนั่นแล้ว

ขณะที่เจ้าของบริษัทเครื่องดื่มเหล่านี้กำลังอยากรู้อยากเห็นอย่างยิ่งอยู่นั้นเองประตูห้องทำงานก็เปิดออก

เป็นคุณเฉิ่นที่เดินเข้ามากับเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดิน

ประเด็นสำคัญคือคุณเฉิ่นคนนั้นกำลังเดินตามก้นเด็กหนุ่มอยู่ก้าวหนึ่ง

ซึ่งฉากนี้ทำให้ทุกคนในห้องต้องตกตะลึง

จบบทที่ บทที่ 330: บริษัทเครื่องดื่มมากมายมารวมตัวกันเหรอ? บอสใหญ่เบื้องหลังบริษัทชิงหลิน!

คัดลอกลิงก์แล้ว