เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 159: มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ยังไง! ฉันเป็นคนเขียนงั้นเหรอ!

บทที่ 159: มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ยังไง! ฉันเป็นคนเขียนงั้นเหรอ!

บทที่ 159: มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ยังไง! ฉันเป็นคนเขียนงั้นเหรอ!


ค่ำคืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ศาสตราจารย์เหรินตื่นแต่เช้าอาบน้ำแต่งตัวแล้วเดินลงไปรำไทเก๊กตามปกติ

ทั้งหน้าที่การงานและการผักผ่อนล้วนทำได้อย่างปกติสุขดี

เมื่อรำไทเก๊กเสร็จแล้วก็กลับเข้าบ้านมาเจอกับข้าวต้มที่ภรรยาจัดเตรียมไว้ให้แล้ว

แต่หลังจากที่กินไปได้แค่คำสองคำเท่านั้นก็เห็นว่ามือถือของตนมีสายเข้า  พอชะโงกดูก็พบว่าเป็นศาสตราจารย์หลิวซึ่งเป็นเพื่อนกัน  อีกฝ่ายเป็นหัวหน้าศูนย์วิจัยสถาบันการเกษตรในเขตเมืองหมิง

อาจารย์เหรินเลยรับสายทันที “ไงเฒ่าหลิว  ทำไมถึงได้โทรหาฉันตั้งแต่เช้าล่ะหืม?”

แล้วเสียงของศาสตราจารย์หลิวก็ดังมาจากปลายสาย “นึกแล้วเชียวว่านายต้องตื่นแล้ว  นายนี่ก่อเรื่องก่อราวในเน็ตซะใหญ่โตเลยนา  ฉันเลยถูกคนขอให้มาไกล่เกลี่ยเนี่ย!”

“เดี๋ยวก่อน!” จู่ ๆ ศาสตราจารย์เหรินก็ตกใจ

“เรื่องในเน็ตอะไรยังไง?  เกิดเรื่องอะไรขึ้น!”

“หา?” ศาสตราจารย์หลิวที่ปลายสายก็ตกใจกับคำถามของอีกฝ่ายเหมือนกัน

“เฮ่ย ๆ เฒ่าเหริน  ในเน็ตน่ะเรื่องราวใหญ่โตซะขนานนั้นแต่นายที่เป็นตัวต้นเรื่องกลับไม่รู้ว่าเกิดไรขึ้นเนี่ยนะ?  ก็นายแสดงความคิดเห็นตำหนิบ้านไร่ชิงหลินไว้นี่  ใช่มะ?  แล้วตอนนี้คลิปนายก็กลายเป็นข่าวไปแล้วนาเว่ย!”

“เฒ่าหลิว!  รอแป๊บนะ!” ศาสตราจารย์เหรินขมวดคิ้วแน่น  จากนั้นก็ขอให้ภรรยาเอามือถือของเธอมาเปิดติ๊กต็อกให้ดู  และก็ต้องพบคลิปที่มีทั้งหน้าและเสียงของตนพูดจาน้ำไหลไฟดับด้วยความโกรธในทันที

แม้เขาจะอายุมากและมีงานรัดตัว  แต่ก็พอจะมีความเข้าใจแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เหล่านี้อยู่บ้าง  สาเหตุก็มาจากภรรยาที่มักจะเปิดฟังเพลงดูคลิปฆ่าเวลายามว่างนั่นแหล่ะ

“ในฐานะศาสตราจารย์ที่ทุ่มเทให้กับการวิจัยด้านสุขภาพแล้วบอกเลยว่าฉันโกรธสิ่งที่บ้านไร่ชิงหลินทำมาก...”

เมื่อได้เห็นยอดไลค์และอ่านคอมเมนต์แล้วเขาก็รู้เลยว่านี่มันเรื่องใหญ่โคตร ๆ แล้ว  และเมื่อเลื่อนดูคลิปต่อ ๆ ไปทุกคลิปก็ได้เห็นบล็อกเกอร์สายแสดงความคิดเห็นมาแสดงตัวออกความคิดเห็นสนับสนุนเขาและโจมตีบ้านไร่ชิงหลินอีก

“ไอ้พวกนี้มันบ้าไปแล้ว!” อาจารย์เหรินดุอย่างโกรธจัด

ในคลิปที่ลงไปนั่นเป็นตัวเขาจริง ๆ พูดเองจริง ๆ ไม่ปฏิเสธ  แต่สถานการณ์จริง ๆ มันไม่ใช่แบบนั้นเลย  เขาไม่ได้จะโจมตีบ้านไร่ชิงหลินออกสื่อหรืออะไร  ไม่ได้ทำคลิปตัวเองแสดงความเห็นลงอินเทอร์เน็ตด้วย  ที่เขาพูดตอนนั้นเขากำลังนั่งจ้องลูกชายตัวเองอยู่  แถมคำพูดทั้งหมดก็ยังมีเป้าหมายที่ลูกสะใภ้ด้วย

ลูกชายของเขาเป็นพวกประมาทเลินเล่อและไม่ได้เก่งทางวิชาการมาโดยตลอด  ดังนั้นเขาจึงอาศัยเส้นสายช่วยให้ลูกขายสามารถเข้าสถาบันวิจัยของเพื่อนได้  แต่ใครมันจะไปนึกล่ะว่ามันโตจนป่านนี้แล้วก็ยังจะประมาทเลินเล่ออยู่ไม่รู้จักพัฒนา

มันไปได้เมียเป็นอีสาวมือเปล่าที่ไม่มีดีอะไรให้อวดแต่ดันชอบอวดดี

และในครั้งนี้การทดลองที่สำคัญของเพื่อนคนนั้นกำลังขาดแคลนกำลังคนอยู่แท้ ๆ แต่ดูเมียมันซิ  ดันยุให้ผัวทิ้งงานไปเที่ยวบ้านไร่ชิงหลินเพื่อไปเอาเหล้าสมุนไพรชิงหลินสูตรแก้ริดสีดวงทวารเพราะตัวเองดันเป็นริดสีดวงขึ้นมาซะงั้น

ไอ้คนเป็นพ่อได้ยินแบบนี้ก็ขึ้นสิครับรออะไร  ด้วยความโมโหขาดสติในตอนนั้นจึงได้พล่ามด่าลูกชายลูกสะใภ้ไปซะหมดเปลือก  การที่ผู้หญิงจะกังวลเรื่องนี้มันก็พอเข้าใจ  แต่พอมาบวกกับเหล้าสมุนไพรชิงหลินที่บรรยายสรรพคุณเกินสามัญสำนึกแบบนั้นแล้ว  ในฐานะนักวิจัยแถมกำลังขึ้นด้วยแล้วใครมันจะไปเชื่อล่ะว่าคนเป็นริดสีดวงกินแอลกอฮอล์แล้วมันจะหาย?

แน่นอนว่าไอ้ที่ด่า ๆ ไปตอนนั้นก็ไม่ได้กะจะทำร้ายจิตใจอะไรหรอก  ใจก็แค่อยากอธิบายสามัญสำนึกให้ฟังเท่านั้นเอง  แต่เพราะมันโกรธไงเลยกลายเป็นแบบนั้นไป

และเมื่อนึกถึงคลิปที่ได้เห็นเพราะถูกเพื่อนโทรมาเตือนแล้วก็พอจะเดาได้ว่าเรื่องบ้านี่มันเกิดขึ้นมาได้ยังไง

นังผู้หญิงโง่นั่นมันกล้าแอบถ่ายคนในครอบครัวไปโพสต์ลงในอินเทอร์เน็ตจำเกิดเรื่องเกิดราวโกลาหลใหญ่โต

การที่ต้องแต่งผู้หญิงคนนี้เข้าบ้านเนี่ยมันช่างน่าเศร้าแท้ ๆ

ศาสตราจารย์เหรินได้แต่ถอนหายใจ

ไม่ว่าจะยังไงก็ตามผู้หญิงคนนั้นก็เป็นคนคลอดหลานสาวให้เขา

เอาจริง ๆ ถ้าตอนนั้นหล่อนไม่ท้องเขาคงไม่มีวันปล่อยให้ลูกชายตัวเองแต่งงานกับแม่นี่หรอก

และแล้วศาสตราจารย์เหรินก็ทำได้เพียงแค่พูดกับอีกฝ่ายไปว่า “เฒ่าหลิว  ฉันรู้แล้วว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น  แต่ฉันไม่ใช่คนทำจริง ๆ”

ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าผู้อาวุโสหยวนรู้สึกอย่างไรที่จู่ ๆ ก็มาพบว่าบัญชีติ๊กต็อกของตนมียอดผู้ติดตามเป็นสิบล้านโดยไม่เคยรู้ตัวมาก่อน

เขาก็ไม่คิดมาก่อนเหมือนกันว่าเรื่องบ้า ๆ แบบนี้มันจะมาเกิดขึ้นกับตัวเองด้วย

“เฒ่าหลิว  ที่นายโทรมาได้แบบนี้แปลว่าความสัมพันธ์ของนายกับบ้านไร่ชิงหลินไม่ใช่เรียบง่ายใช่มั้ย?” ศาสตราจารย์เหรินถามอีกครั้ง

ศาสตราจารย์หลิวตอบว่า “เฒ่าเหรินเอ๊ย  ฉันว่านายคิดผิดแล้วล่ะนะ  ฉันเชื่อจริง ๆ ว่าเหล้าสมุนไพรชิงหลินมันแก้ริดสีดวงได้จริง  และนายกำลังเข้าใจอีกฝ่ายผิดอยู่  ฉันเลยเต็มใจโทรมาช่วยไกล่เกลี่ยนี่ไง”

“เหล้าสมุนไพรนั่นมันรักษาริดสีดวงได้จริงเหรอ?  ทั้ง ๆ ที่มันผิดสามัญสำนึกขนาดนั้นน่ะนะ!?” ศาสตราจารย์เหรินยังคงตกใจ  ตอนนี้สามัญสำนึกกำลังมีข้อกังขา

“ฉันรู้ว่ามันผิดสามัญสำนึก  แต่เท่าที่ฉันรู้มาคือมันเป็นไปแล้วจริง ๆ แถมยังออกฤทธิ์ได้รุนแรงเหนือกว่ายาริดสีดวงตามท้องตลาดอีกด้วย” ศาสตราจารย์หลิวตอบด้วยความมั่นใจ

“ถึงมันจะไม่น่าเชื่อ  แต่มันก็ไม่แน่บางทีมันอาจมีส่วนประกอบที่แปรสภาพผิดธรรมชาติกลายเป็นตัวยาในเหล้าสมุนไพรนั่นอยู่ก็ได้  ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับวิทยาศาสตร์หนิ”

เมื่อศาสตราจารย์เหรินได้ยินสิ่งนี้เขาก็สนใจทันที “ที่นายโทรมาได้แบบนี้แปลว่านายเองก็ต้องมีช่องทางติดต่อบ้านไร่ชิงหลินใช่มั้ยเฒ่าหลิว?  ช่วยติดต่อทางนั้นบอกว่าฉันขอเหล้าสมุนไพรนั่นมาศึกษาให้ฉันหน่อยสิ”

การเกิดการแปรสภาพแบบผิดธรรมชาติใด ๆ ล้วนอาจส่งเสริมความก้าวหน้าพัฒนางานวิจัยได้ทั้งสิ้น

เป็นเรื่องปกติที่คนเป็นริดสีดวงทวารควรต้องเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  อีกทั้งยังเป็นหลักการสำคัญของวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพและวิถีชีวิตที่ดีด้วย  แต่ตอนนี้กลับมีเหล้าสมุนไพรชิงหลินที่คนเป็นโรงริดสีดวงทวารดื่มแล้วหายจึงมีโอกาสสูงที่ในเหล้าสมุนไพรนั่นจะมีองค์ประกอบที่เกิดจากการแปรสภาพผิดธรรมชาติและส่งผลบางอย่างต่ออาการของโรคริดสีดวงทวาร  และแปลว่านี่มันเรื่องใหญ่

สำหรับคนอย่างเขาแล้วนี่ถือว่าเป็นอะไรที่สามารถดึงดูดใจได้อย่างถึงที่สุดจริง ๆ

ศาสตราจารย์หลิวไปยินที่อีกฝ่ายร้องขอก็ยิ้มออกมา “ตอนนี้สภาพการในสื่อโซเชียลไม่ดีต่อบ้านไร่ชิงหลินเลย  เพราะงั้นทางนั้นถึงได้โพสต์คลิปเชิญให้นายไปตรวจสอบผลของเหล้าสมุนไพรชิงหลินด้วยตัวเองซึ่งตอนนี้ก็กำลังรอนายตอบกลับอยู่”

เมื่อศาสตราจารย์เหรินได้ยินสิ่งนี้ก็ตอบไปโดยไม่ลังเล “นายบอกทางนั้นด้วยว่าฉันจะไปแน่นอน  แล้วเย็น ๆ ฉันจะโทรหานายอีกที  เออ  แล้วก็เรื่องนี้มันเกิดเพราะฉันเอง  เดี๋ยวฉันจะถ่ายคลิปฝากไปให้บ้านไรชิงหลินด้วย”

“โอเค” ศาสตราจารย์หลิวกล่าว

…...................................................................................................

บ้านไร่ชิงหลิน

ฉินหลินไปที่โกดังเช่าเพื่อเอาของจากในเกมไปส่งที่บ้านไร่  และเมื่อมาถึงห้องทำงานวีแชตก็เด้งแจ้งเตือนขึ้นพอดี  เปิดดูก็รู้ว่าเป็นหลี่ไข่ทักมาโดยแนบคลิปวิดีโอมาให้ด้วย

ใต้คลิปหลี่ไข่ได้แนบคำบรรยายไว้ว่า ‘เป็นเรื่องเข้าใจผิด  ศาสตราจารย์เหรินเองไม่รู้ว่าเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นในโลกออนไลน์  แล้วทางนั้นก็สัญญาแล้วว่าจะมาบ้านไร่ชิงหลิน  ตอนนี้อยู่ที่เขตเมืองหมิงแล้วก็น่าจะมาถึงพรุ่งนี้’

อ่านเนื้อความเสร็จแล้วฉินหลินก็แตะหน้าจอเปิดคลิปขึ้นมาดูซึ่งเป็นคลิปที่ศาสตราเหรินถ่ายเอง

“ฉันขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้นในอินเทอร์เน็ตด้วยจริง ๆ ไม่ได้คิดว่าความเห็นของตัวเองจะดึงกระแสความคิดของสาธารณชนจนต้องกลายเป็นแบบนี้  แล้วอีกอย่างฉันก็ด่วนตัดสินเหล้าสมุนไพรชิงหลินโดยไม่ได้ดูข้อเท็จจริงให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนด้วยซึ่งไม่สมกับเป็นนักวิทยาศาสตร์เลย  ดังนั้นจึงต้องขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้”

“แน่นอนว่าถ้าตามปกติแล้วผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวารควรต้องหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  แต่หากมีการเกิดปฏิกิริยาทางเคมีทำให้เกิดการแปรสภาพอย่างผิดธรรมชาติขึ้นล่ะก็นั่นจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเลย  และข่าวที่ฉันได้มาใหม่ก็คือเหล้าสมุนไพรชิงหลินมีองค์ประกอบที่เกิดจากการแปรสภาพแบบผิดธรรมชาติดังกล่าวอยู่  หากสามารถนำมาศึกษาทำความเข้าใจได้ล่ะก็จะต้องเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวารอย่างมากเป็นแน่  ดังนั้นฉันเลยตัดสินใจจะไปที่บ้านไร่ชิงหลินด้วยตัวเอง”

“แล้วฉันได้ให้ทนายจัดการกับผู้ที่แอบถ่ายฉันและเอาคลิปนั้นลงในโซเชียลมีเดียแล้ว  ซึ่งฉันจะไม่ยอมปล่อยคนเหล่านั้นไปอย่างแน่นอน!”

น้ำเสียงในประโยคสุดท้ายของศาสตราจารย์เหรินเฉียบขาดมาก  เนื่องจากเขารู้ว่าต้องเป็นฝีมือของแม่ลูกสะใภ้ตัวแสบกับเพื่อนสนิทของมันชัวร์ ๆ

เรื่องนี้เขาจะไม่ยอมปล่อยไปอย่างเด็ดขาด  เพราะหากครั้งนี้ปล่อยไปพวกมันอาจจะเหลิงแล้วทำอีกก็ได้ใครจะรู้

เมื่อฉินหลินดูคลิปนี้จบเขาก็ประทับใจในตัวศาสตราจารย์เหรินทันที  ด้วยฐานะของคนระดับนั้นแล้วในโลกนี้คงจะมีน้อยคนนักที่กล้าอัดคลิปขอโทษอย่างจริงใจและยอมรับความผิดพลาดอย่างไม่เห็นแก่ตัว

อีกทั้งยังส่งคลิปนี้ให้เขาด้วย  แปลว่าอยากให้เขาเอาลงในเน็ตเพื่อแก้ไขสถานการณ์ของบ้านไร่ชิงหลิน

ช่างรอบคอบสมกับเป็นศาสตราจารย์

จากนั้นประตูห้องทำงานก็เปิดออกและเป็นจ้าวโม่ชิงที่รีบร้อนเข้ามา “ฉินหลิน  ศาสตราจารย์คนนั้นไม่ตอบคลิปเราเลยอะ  ที่อาจารย์หลี่ติดต่อไปเป็นยังไงมั่ง?”

ฉินหลินยื่นมือถือให้เธอ “เอาคลิปนี้ไปจัดการ”

จ้าวโม่ชิงรับมือถือมาดูด้วยความสงสัยและเห็นคลิปวิดีโอของศาสตราจารย์เหริน

“เดี๋ยวฉันจัดการเอง” จ้าวโม่ชิงบอกหลังจากดูคลิปจบและรีบออกไปพร้อมกับโทรศัพท์มือถือของฉินหลิน  ด้วยคลิปวิดีโอนี้และว่าความวุ่นวายบนอินเทอร์เน็ตจะผ่านพ้นไปแถมยังเปลี่ยนของเสียให้เป็นข้อดีได้ด้วย

โลกออนไลน์

หลังคุกรุ่นกันมาทั้งคืนในที่สุดความแรงในเรื่องความขัดแย้งระหว่างศาสตราจารย์เหรินกับบ้านไร่ชิงหลินก็ถึงจุดระเบิดในที่สุด  มีบล็อกเกอร์มากมายโพสต์คลิปแสดงความคิดเห็นโจมตีบ้านไร่ชิงหลินเหมือนกับไอ้พี่ซ่งที่นำโด่งไปก่อนแล้ว

ในห้องทำงานแห่งหนึ่ง

พี่ซ่งกำลังให้ความสนใจกับข้อมูลในหลังบ้านของช่องตัวเองอยู่ตลอดเวลา  มันยิ่งมาก็ยิ่งลุ้นเพราะครั้งนี้มันใส่สุดเกียร์จริง ๆ นอกจากคำพูดยุแยงให้ทั้งสองฝ่ายแตกกันแบบเนียน ๆ แล้วยังบวกกับเงินสองแสนที่ลงไปกับติ๊กต็อกพลัสด้วย

วิธีการลงคลิปวิดีโอยุแยงตะแคงรั่วแบบนี้จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงมาก ๆ เพราะหากเกิดคดีพลิกขึ้นมานี่เจ็บหนักจนอาจถึงขั้นจบเห่ได้เลย

แต่มันก็ยังคิดว่าไม่มีทางที่จะถูกผู้อาวุโสอย่างศาสตราจารย์เหรินทำคดีพลิก  ดังนั้นก็เลยไม่ได้ห่วงกฎอะไรมากนัก

“พี่ซ่ง!  บ้านไร่ชิงหลินลงคลิปอีกแล้ว!” ผู้ช่วยพูดด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ

พี่ซ่งก็ยิ้มเย้ยไปว่า “ต้องเป็นเพราะเมื่อวานศาสตราจารย์เหรินไม่ตอบคลิปของพวกมันชัวร์ ๆ วันนี้มันเลยลงอีกรอบ!”

“ไม่ใช่แล้วพี่ซ่ง  มาดูนี่ก่อนเร็วเข้า” น้ำเสียงผู้ช่วยบ่งบอกว่ากำลังกังวล

พี่ซ่งก็งงสิ  เลยขยับไปดูด้วยและเมื่อเห็นคลิปใหม่ที่บ้านไร่ชิงหลินลงก็เป็นต้องตกตะลึง!

คลิปวิดีโอตอบกลับจากศาสตราจารย์เหริน?  แถมยังบอกขอโทษและจะไปที่บ้านไร่ชิงหลินด้วยตัวเองอีก!

“เป็นไปได้ไงวะเนี่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!” พี่ซ่งไม่อยากจะเชื่อ

เรื่องแบบนี้มันไม่ควรเกิดขึ้น!

แต่มันดันเกิดขึ้นไปแล้ว!

แถมศาสตราจารย์เหรินยังพูดถึงองค์ประกอบที่เกิดจากการแปรสภาพแบบผิดธรรมชาติอะไรนั่นอีก  แน่นอนว่าพวกพี่ซ่งฟังไม่รู้เรื่อง  แต่พอจะจับใจความได้ว่าสรุปแล้วเหล้าสมุนไพรชิงหลินมันใช้รักษาโรคริดสีดวงทวารได้จริง!

พี่ซ่งตอนนี้เหมือนคนเมาหมัดที่โดนต่อยจนมึนหัวไปหมด

มันหมดเงินไป 200,000 เพื่อซื้อความฝัน  แต่ตอนนี้ฝันนั้นกลับวิ่งหนีหายไปซะแล้ว  แบบนี้มันต่างจากโกงกันตรงไหน?

และไม่ใช่แค่พี่ซ่งหรอกที่เป็น  พวกบล็อกเกอร์สายแสดงความคิดเห็นทุกคนที่โพสต์คลิปโจมตีบ้านไร่ชิงหลินก็กำลังหัวระเบิดไปกับระเบิดลูดนี้จนไม่อาจค้นคำอะไรมาบรรยายความรู้สึกได้เช่นเดียวกัน

ถ้าศาสตราจารย์เหรินเองก็เป็นฝ่ายถูกด้วยมันจะเป็นอะไรที่ยังพอกล้อมแกล้มเอาตัวรอดกันไปได้บ้าง  แต่นี่อาจารย์แกดันบอกว่าตัวเองผิดเองตรง ๆ ซะงั้น  แล้วพวกบล็อกเกอร์ที่จัดการแบ่งฝ่ายกันเองแล้วมาอยู่ฝ่ายแกล่ะ  ยิ่งคิดยิ่งอับอายเหมือนโดนหมัดหนัก ๆ ซัดหน้าจนเมาจริง ๆ

คดีพลิกที่ไม่ควรเกิดกลับเกิดขึ้นแล้ว

อันที่จริงก็ต่างทำตัวเองทั้งนั้น  ที่ต้องเป็นแบบนี้เหตุก็เพราะเอาแต่แสดงความคิดเห็นทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีความรู้ไม่ใช่เหรอ?  เพราะไม่ได้แสดงความคิดเห็นที่เป็นกลางทั้ง ๆ ที่ทำตัวเป็นคนที่มีใจเป็นกลางไม่ใช่เหรอ?

ควรตั้งคำถามกับพฤติกรรมชอบแสดงความคิดเห็นในทำนองนี้ของตนเองได้แล้วมั้ง

ส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือช่วงท้ายคลิป  ที่ว่านั่นมันหมายถึงเรื่องอะไร?  อาจารย์แกไม่ได้ถ่ายคลิปแล้วลงในแอคเคาน์ส่วนตัวหรอกเหรอ?  หรือว่าจะมีเรื่องราวเบื้องหลังอะไรอยู่?

เพราะน้ำเสียงตอนบอกว่าจะให้ทนายความจัดการคนที่แอบถ่ายแล้วเอามาลงโซเชียลนั่นคือจริงจังจนคนที่ได้ฟังต้องขนลุกซู่

บล็อกเกอร์สายแสดงความคิดเห็นเหล่านี้ได้ฟังถึงกับแทบหยุดหายใจและกลับไปหาคลิปวิดีโออันแรกที่เป็นตัวต้นเรื่องให้พวกตนต้องออกมาเกาะกระแส  แต่สุดท้ายหายังไงก็หาไม่พบซึ่งแปลว่ามันได้ถูกลบไปแล้ว

นี่มันเหมือนโดดลงกับดักเองชัด ๆ และแต่ละคนต่างก็ทยอยลบคลิปของตนทันที

ส่วนคลิปขอโทษของศาสตราจารย์เหรินก็ได้รับความนิยมอย่างมาก  บรรดาคลิปโจมตีบ้านไร่ชิงหลินก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว

แม้แต่พวกชาวเน็ตสายเกรียนแตกทั้งหลายที่จะเข้าไปร่วมคอมเมนต์โจมตีต่อเพื่อสร้างความเมามันก็ยังไม่อาจหาคลิปเหล่านั้นเจออีก

ทางด้านพี่ซ่งก็รีบบอกผู้ช่วยอย่างเร็วว่า “เร็ว ๆ รีบลบคลิปเดี๋ยวนี้เลย  พวกเราโดนหลอกเข้าให้แล้ว!”

คดีที่ไม่น่าพลิกกับพลิกไปแล้วแบบนี้จะให้ทำไงได้?  ลงคลิปโจมตีอาจารย์เหรินเหรอ?  อยากไปกินข้าวฟรีรึไงถึงคิดแบบนั้น?  แต่ก่อนที่จะไปกินข้าวฟรีบัญชีที่มียอดผู้ติดตามเกือบสามล้านอาจจะเจ๊งก่อนก็เป็นได้

โชคยังดีที่เป็นศาสตราจารย์เหริน  เพราะศาสตราจารย์แกเป็นคนเอ่ยปากขอโทษต่อทุก ๆ คนเองเลยซึ่งไม่ได้ส่งผลร้ายหนักหนาอะไรนัก  แต่เอาจริง ๆ ใครมันจะไปคิดล่ะว่าอุบัติเหตุแบบนี้มันก็เกิดขึ้นได้ด้วย

แล้วยังจะไปเอาเรื่องกับศาสตราจารย์ต่อได้ยังไงในเมื่อทำตัวเองทั้งนั้น?

แต่ก็เสียดายเงินสองแสน

พี่ซ่งคิดแบบนี้

แต่ไม่นานผู้ช่วยก็เอาคลิปให้ดูด้วยสีหน้าอัปลักษณ์ “พี่ซ่ง  แย่แล้วพี่  มีคนจงใจแกล้งพี่อะ  เหมือนจะเป็นบล็อกเกอร์สายแสดงความเห็นหน้าใหม่  ก่อนหน้านี้มันเข้ามาป่วนในคลิปที่พี่โพสต์เลยถูกเตะออก  แล้วตอนนี้มันกำลังเอาคลิปที่พี่โพสต์มาโจมตีพี่เองบอกว่าพี่จงใจยุแยงศาสตราจารย์เหรินกับบ้านไร่ชิงหลินให้ผิดใจกันเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง  เป็นต้นเหตุของความโกลาหลในโลกออนไลน์เมื่อคืนนี้เพราะงั้นต้องรับผิดชอบด้วย!”

“อะไรนะ!?” ใบหน้าของพี่ซ่งอัปลักษณ์สุดขีดแต่ก็รีบกดดูคลิป

“...ต้องบอกว่าพี่ซ่งคนนี้นี่ก็ช่างทำงานละเอียดซะจริง ๆ อาศัยการฉวยโอกาสเกาะศาสตราจารย์ที่กำลังเป็นกระแสเพื่อดึงกระแสเข้าสู่ตัวเอง  ใช้คำพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงเพื่อหาประโชน์  ช่างน่าอายจริง ๆ ทุกคน  อะลองดูคลิปของมันนะ...”

เห็นได้ชัดว่าพี่ซ่งดูเหมือนจะลืมไปแล้วว่าในแวดวงของเน็ตไอเอลทั้งหลายเองก็มักจะใช้วิธีการเอาเปรียบกันเองเพื่อปีนขึ้นที่สูง  ตัวเองที่ไปดูถูกคนอื่นเขาแบบนั้นก็สามารถโดนเองบ้างได้เหมือนกัน

ในทำนองเดียวกันการที่บล็อกเกอร์สายแสดงความคิดเห็นจะโดนบล็อกเกอร์คนอื่นเอาไปโจมตีบ้างก็เป็นเรื่องปกติใช่มั้ยล่ะ?

แน่นอนว่าไม่ต้องรอนาน  ไอ้พี่ซ่งดูคลิปยังไม่ทันจบก็กระเบิดอารมณ์ขึ้นมา  เพราะที่หน้าเพจหลังบ้านตัวเลขยอดซับลดเอา ๆ แถมคนที่ดูคลิปของไอ้หมอนั่นก็เข้ามาประณามหยามเหยียดกันรัว ๆ

“เชี่ยเอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย” พี่ซ่งปามือถือทิ้งเพื่อระบายความแค้น

โลกออนไลน์

หลังจากที่บ้านไร่ชิงหลินโพสต์คลิปล่าสุดทิศทางลมก็เปลี่ยนไปทันที  และคำพูดของศาสตราจารย์เหรินก็ยังกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของทุกคนด้วยว่าเหล้าดองสมุนไพรของบ้านไร่ชิงหลินมันได้ผลจริงหรือไม่ในทันที

แล้วผลกระทบอีกเรื่องคือตอนนี้มีอีกหลายคนที่กำลังเสียดาย  เพราะก่อนหน้านี้ตัวเองได้ตัดสินใจว่าจะไปบ้านไร่ชิงหลินแล้วแท้ ๆ แต่กลับต้องระงับแผนการเดินทางเพราะเรื่องราวในโลกออนไลน์

คิดจะไปตอนนี้ต่อให้จะเร่งรีบขนาดไหนมันก็สายเกินไปแล้ว

พวกเขารู้ดีว่านอกจากต้องพลาดโอกาสในการรักษาโรคริดสีดวงทวารที่เป็นอยู่แล้ว  ยามที่โรคมันปะทุกำเริบขึ้นมาในอนาคตรับรองว่าต้องมานั่งเสียใจภายหลังอีกรอบแน่นอน

ในบ้านแห่งหนึ่ง

นักเปิดโปงฉุนฉุนก็กำลังอ้าปากค้าง

เพราะรายนี้ก็เสียเงินไปหนึ่งแสนแต่กลับกลายเป็นเสียเปล่า

เธอคิดว่าตัวเองถูกไอ้ชาติชั่วศาสตราจารย์แซ่เหรินนั่นหลอกเอาซะงั้น

คิดได้ดังนั้นก็เตะเก้าอี้ตัวข้าง ๆ จนกระเด็นเพื่อระบายความแค้น

แล้วขณะที่กำลังจะระเบิดลงอีกรอบนั่นเองจู่ ๆ ก็มีข้อความเข้า  เมื่อเปิดดูก็เห็นว่าเป็นข้อความจากศาลซึ่งทำให้หล่อนต้องสีตกในทันที

“...เนื่องจากคุณไม่ได้มาขึ้นศาล  ศาลจึงแจ้งให้คุณทราบอย่างเป็นทางการว่าคุณแพ้คดีหมิ่นประมาทบ้านไร่ชิงหลิน...  ตามคำขอร้องของโจทก์คุณจะต้องจ่ายค่าชดเชยแก่บ้านไร่ชิงหลิน 500,000 หยวน.. .  หากไม่ชำระเงินภายในเวลาที่กำหนดศาลจะต้องบังคับใช้มาตรการที่เข้มข้น”

อ่านแล้วสีหน้าก็ยิ่งอัปลักษณ์ลงกว่าเดิม

สาเหตุที่เธอเกลียดชังบ้านไร่ชิงหลินก็เพราะอีกฝ่ายขอให้ไอ้ทนายแซ่ฉู่ส่งฟ้องเธอนี่แหล่ะ

“ห้าแสน!  ห้าแสนเนี่ยนะ!” นักเปิดโปงฉุนฉุนพึมพำด้วยความหงุดหงิดเปิดมือถือเช็คดูยอดเงิน

ตอนนี้เริ่มเสียใจแล้วว่าทำไมตัวเองต้องไปใส่ร้ายบ้านไร่ชิงหลินเพราะแค่อยากได้เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนั้น  ตอนนี้ไม่เพียงแต่ช่องที่ทำจะหายไปเท่านั้น  แต้ยังต้องจ่ายค่าเสียหายให้อีกฝ่ายถึง 500,000 หยวนอีก

แล้วพอนับจำนวนเงินที่เหลือ ๆ อยู่จากหลาย ๆ แห่งมารวมกันก็ยิ่งต้องหน้าซีด  เพราะนอกจากจะต้องจ่ายเงินให้พนักงานที่ออกไปแล้วยังต้องจ่ายเงินให้กับทางธนาคารเพื่อเป็นค่าเสียหายในสัญญาโฆษณาด้วย  ตอนนี้เงินที่เหลือนับรวม ๆ แล้วมีอยู่ 400,000 หยวนซึ่งยังอีกไกลกว่าจะถึง 500,000 ส่วนต่าง 100,000

แล้วที่แย่ที่สุดคือไอ้ส่วนต่างนี่มันเกิดขึ้นเพราะเมื่อคืนเธอพึ่งเอาเงิน 100,000 ไปจ้างกองทัพเกรียนให้ช่วยโจมตีบ้านไร่ชิงหลิน

“ทำไม...  ถึงเป็นงี้...”

เธอไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกตอนนี้ยังไงเลย

........................................................................................................

หลังจากลมเปลี่ยนทิศทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากกำลังรีบเดินทางหมายจะไปเที่ยวบ้านไร่ชิงหลินด้วยความกระตือรือร้น

บนรถไฟความเร็วสูง  หวางหยางนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง  ที่ต้องขึ้นรถไฟมาแบบนี้เพราะมันไม่มีเวลาแล้ว  ขับรถมาเองยังไงก็ไม่ทันแน่ ๆ

ในอ้อมแขนของเขาคือหญิงสาวที่มีรูปร่างดี  แต่งตัวสวย  ดูเงียบขรึมสมเป็นกุลสตรี

ก็คือแฟนเขานั่นแหล่ะชื่อซูจวน  จะว่าเป็นคู่หมั้นก็ได้  ก็สัญญาไว้แล้วนี่ว่าหลังจากกลับจากบ้านไร่ชิงหลินคราวนี้จะไปจดทะเบียนสมรสกัน

ก็เพราะเพื่อสนิทปานพี่น้องกันคนนั้นนั่นแหล่ะที่ทำให้เขาตัดสินใจได้ว่าตัวเองควรจะแต่งงานกับใครดี

พี่น้องแสนดีเป็นคนรักสนุก  เมื่อสนุกจนพอแล้วก็กะจะหาผู้หญิงดี ๆ ลงหลักปักฐาน  พอได้แล้วใครมันจะไปเชื่อว่าผู้หญิงดี ๆ นางนั้นกลับมีอดีตที่หนักยิ่งกว่าตัวเองซะอีก  และที่หลอนที่สุดในตอนนี้คือลูกของทั้งสองเริ่มรู้ความแล้ว...

คนหลั่นล้าชอบเที่ยวไนต์คลับอย่างพวกเขาก็เหมาะสมแล้วกับผู้หญิงหลั่นล้าเหมือนกัน

เมื่อมองดูชุดเนี้ยม ๆ ของซูจวนในอ้อมแขนเขาก็แทบไม่อยากจะนึกเลยว่าแม่กุลสตรีแต่งหน้าหนาเตอะนี่ตัวจริงตอนกลางคืนเป็นยังไง

ซูจวนไม่รู้ว่าหวางหยางกำลังคิดอะไรอยู่  เธอกำลังดูมือถือพร้อมกับพูดเบา ๆ ว่า “พี่หยาง  ไม่คิดเลยนะว่าศาสตราจารย์คนนั้นจะเอ่ยปากขอโทษ”

หวางหยางได้ยินก็ยิ้ม “แล้วไม่ดีเหรอ?  เพราะคลิปแรกสุดของแกน่าจะทำให้จำนวนคนไปบ้านไร่ชิงหลินน้อยลง  เราอาจไม่มีคู่แข่งเลยก็เป็นได้  เผลอ ๆ อาจเจอผลประโยชน์มากขึ้นก็เป็นได้นา”

“จริงด้วยพี่หยาง  พี่นี่ฉลาดจังเลย” ซูจวนพูดชื่นชมทันที

ในไม่ช้าไฟก็มาถึงสถานี  แต่พอลงรถมาก็ต้องพบว่าความคิดก่อนหน้านี้ของตนนี่ก็ช่างมั่วซั่วโดยแท้

เพราะตรงที่รอรถมีคนต่อคิวรอขึ้นแท็กซี่ยาวเหยียดถึง 2 แถว  แถมแท็กซี่แต่ละคันนี่เรียกว่าอัดกันเป็นปลากระป๋องไปเลย

“อ่าวเฮ่ย!  นี่เอ็งก็จะไปบ้านไร่ชิงหลินด้วยเอ่อ?”

“เออ!  เอ็งก็ด้วยเอ่อ?”

“ทำไมบ้านไร่ชิงหลินต้องมาเปิดในอำเภอเล็ก ๆ งี้ด้วยว้า  จะไปทีนี่ต้องต่อคิวซะนานเลย”

“จริง  แต่ที่สำคัญที่สุดคือแท็กซี่แม่งน้อยเกิ๊น  ดูดิกว่าจะมีคนมาโบกให้ออกไป”

“...”

ทั้งหมดนี่คือนักท่องเที่ยวที่จะไปเที่ยวบ้านไร่ชิงหลิน  แต่ละคนต่างจับกลุ่มคุยกันพร้อมบ่นด้วยความกระวนกระวายใจ

ใครมันจะไปคิดล่ะว่าในอำเภอเล็ก ๆ แบบนี้จะต้องมารอคิวขึ้นแท็กซี่

กลับกัน  เหล่าคนขับแท็กซี่ทั้งหลายนี่มีความสุขขีกันเหลือเกินทั้ง ๆ ที่พวกตัวเองมีจำนวนไม่พอต่อความต้องการของลูกค้า  จากสถานี่ไปบ้านไร่ชิงหลินก็ 40 นาที  ค่าโดยสารรอบละประมาณ 70 – 85 หยวน

วันหนึ่งวิ่งจากสถานีไปบ้านไร่ชิงหลิน 10 เที่ยวเหนาะ ๆ แล้วขากลับยังรับคนจากบ้านไร่ชิงหลินมาส่งได้อีก!

ทำให้ต่อวันหาลูกค้าได้ 15 กลุ่มแบบไม่ยาก  ทำให้ได้เงินค่าโดยสารประมาณวันละ 1,050 – 1275 หยวน  หลังจากหักค่าน้ำมันและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แล้วก็เอาเป็นว่าหาเงินได้เดือนละเป็นหมื่นได้สบาย ๆ แล้วกัน

สำคัญคือนักท่องเที่ยวที่จะไปบ้านไร่ชิงหลินก็เยอะเกินไป  รถที่จะรับส่งก็ไม่พอทำให้บริษัทมีแผนจะเพิ่มจำนวนรถด้วย

อาจกล่าวได้ว่าในอำเภอโหยวเฉิงซึ่งมีเงินเดือนต่อหัวอยู่ที่ 3,000 – 4,000 หยวนแล้วคนขับแท็กซี่ได้กลายเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้สูง  และกลายเป็นอาชีพที่ผู้คนต้องการมากที่สุด

เหตุการณ์นี้ทำให้พวกเขารู้สึกขอบคุณบ้านไร่ชิงหลินมาก  พวกเขายังรู้ว่างานที่ได้มานี้เป็นบ้านไร่ชิงหลินที่มอบให้  ดังนั้นพวกเขาจึงมักจะช่วยเหลือบ้านไร่ชิงหลินโดยการแนะนำสถานการณ์ของบ้านไร่ให้กับนักท่องเที่ยวที่มาว่าสามารถเพลิดเพลินกับอะไรได้บ้าง  และยังเล่าแต่สิ่งดี ๆ ของบ้านไร่ชิงหลินให้ฟังด้วย

พวกเขารู้ว่าตราบใดที่บ้านไร่ชิงหลินไม่ล่มสลายงานของพวกเขาก็จะมั่นคงยั่งยืน

หวางหยางกับซูจวนรออยู่นานมากจนในที่สุดก็มาถึงบ้านไร่ชิงหลินจนได้  ทันทีที่ลงรถมาเสียงแรกเลยที่ได้ยินคือเสียงฉาบ  กลอง  และเสียงประทัด

ทั้งคู่เห็นว่าได้มีป้ายที่มีผ้าสีแดงคลุมไว้แขวนแทนที่ป้ายเดิมซึ่งเดาว่าน่าจะเป็นป้ายใหม่ที่ทางบ้านไร่หามาเปลี่ยน

ในเวลานี้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากล้อมรอบอยู่ตรงทางเข้าและกำลังสงสัยในป้ายแผ่นใหม่ของบ้านไร่ชิงหลิน

ฉินหลิน, จ้าวโม่ชิง, เหล่าซุปเปอร์ไวเซอร์, เฉินเชิ่งเฟย  หม่าเลี่ยเหวิน  และหลี่ชิงก็เข้ามาดูอยู่ใกล้ ๆ ฟังเสียงประทัดที่ระเบิดกันอย่างรัว

“เฒ่าเฉิน  นายว่าป้ายจะหน้าตาเป็นไง” หม่าเลี่ยเหวินถามด้วยความสงสัย

ตั้งแต่มาที่นี่จนถึงตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่เคยได้เห็นป้าย

“ต้องออกมาดีชัวร์อยู่แล้ว  เพราะแบบป้ายฉันเป็นคนทำ  ส่วนแบบอักษรเป็นฝีมือเปี่ยวจู” เฉินเชิ่งเฟยยิ้มตอบ

“หวังว่าทุกท่านจะไม่ผิดหวัง” เฉินเฟิงอู่พูดพลางประสานมือคารวะทุกคนรอบข้าง

นักท่องเที่ยวที่รายล้อมได้ยินเสียงประทัดรัวขึ้นเรื่อย ๆ

และในเวลานี้เองเฉินต้าเป่ยได้เดินไปที่ด้านล่างของป้ายแล้วคว้ามุมของผ้าแดง

พิธีเปิดบ้านไร่นั้นไม่ได้มีรายละเอียดอะไรมากมายเหมือนบริษัทใหญ่ ๆ มีก็แค่ฆ้อง  ฉาบ  กลอง  และประทัด  ซึ่งเป็นของเฉลิมฉลองปกติ  และของสมนาคุณอีก 4,666 ชิ้นที่จะทำให้นักท่องเที่ยวมีชีวิตชีวา

และฉินหลินก็ไม่ได้ออกไปเปิดม่านเองเหมือนเหล่าเจ้าของกิจการใหญ่ ๆ คนอื่นด้วยซ้ำ

เขาไม่ได้อยากเปิดเผยตัวซึ่งมันจะทำให้เขาสามารถทำอะไรได้อย่างคล่องตัวมากกว่า

ส่วนเฉินต้าเป่ยที่ต้องออกหน้านั้นย่อมรู้สึกตื่นเต้นกว่าใคร

การที่เถ้าแก่มอบหมายให้งานสำคัญอย่างการเปิดผ้านี่แสดงถึงความไว้วางใจ  แสดงว่าตนคือคนสนิทของเถ้าแก่

“เปิดม่าน!”

เฉินต้าเป่ยตะโกนพร้อมดึงผ้าแดงออกอย่างสวยงาม

ต่อมา...

ป้ายไม้หวงฮัวหลีคุณภาพเลเวล 2 ได้ปรากฏขึ้นแก่สายตาของทุก ๆ คนโดยมีคำว่า ‘บ้านไร่ชิงหลิน’ พิมพ์อยู่

คุณสมบัติดึงดูดความสนใจ +2 และบรรยากาศทางศิลปะ +2 ยังทำให้ผู้คนไม่สามารถละสายตาออกจากมันได้ในทันที

แถมตัวอักษร ‘บ้านไร่ชิงหลิน’ นั้นยังงดงามดูวิจิตรศิลป์โดยไม่รู้จะสรรค์หาคำใด ๆ มาพรรณนา

หม่าเลี่ยเหวินที่เห็นก็ตะลึงไปเหมือนกัน “อาจารย์เฉิน  คำที่อาจารย์เขียนนี่สุดยอดจริง ๆ เป็นครั้งแรกเลยนะครับที่ผมได้เห็นตัวอักษรที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้  อาจารย์ช่วยจัดให้บริษัทผมบ้างได้มั้ยครับ”

หลี่ชิงอดพูดไม่ได้เลยว่า “อาจารย์เฉิน  แบบอักษรของอาจารย์ดีสุดในประเทศจริง ๆ อย่างน้อย ๆ ก็ดีกว่าแบบอักษรที่ผมเคยเห็นมาทั้งหมดล่ะครับ”

เฉินเชิ่งเฟยมองไปที่ตัวอักษรด้วยอาการคิ้วขมวด

เขารู้สึกเหมือนมันไม่ค่อยถูกต้อง ‘ทำไมมันเหมือนแต่ดันไม่เหมือนกันวะ?’

ที่ตะลึงกว่าคือตัวอาจารย์เฉินเฟิงอู่เอง  เขาไม่อยากจะเชื่อว่าคำว่า ‘บ้านไร่ชิงหลิน’ นั่นตัวเองเป็นคนเขียนจริง ๆ

ตอนที่เขาเขียนลงกระดาษมันไม่ได้ให้ความรู้สึกมีชีวิตแบบนี้  แต่ทำไมพอไปอยู่บนป้ายแล้วมันกลับให้ความรู้สึกว่านี่แหล่ะชีวิตขึ้นมาได้ล่ะ?

ตัวเขาเองเห็นปุ๊บยังตกหลุมรักเลยทั้งที่มาจากลายมือตัวเองแท้ ๆ แบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่หลี่ชิงจะชมว่าเป็นอันดับหนึ่ง

“หรือว่าตอนนั้นเราจะระเบิดพลังแฝงเหนือธรรมชาติออกมาวะ?  หรือเราจะมีพลังลับอันแข็งแกร่งซ่อนอยู่?” อาจารย์เฉินเฟิงหวู่พึมพำกับตัวเองพยายามนึกถึงสภาวะตอนที่เขียน ณ ตอนนั้นให้ออก

ดูเหมือนตอนนั้นตัวเองจะเมาหนัก  พอได้รับสายจากลูกชายของลูกพี่ลูกน้องอย่างเฉินเชิ่งเฟยก็เลยได้เขียนตัวอักษรเหล่านั้นออกมาลวก ๆ ด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์แล้วส่งให้อีกฝ่าย  ส่วนตอนนี้กระดาษที่มีตัวอักษรต้นฉบับนั้นเอาทิ้งลงถังขยะใบไหนไปแล้วก็ไม่รู้

ยิ่งหลังจากมาเจอการรับรองอันดีเยี่ยมของเถ้าแก่บ้านไร่แล้วด้วยมันก็ยิ่งอับอายไม่กล้าพูดถึงแบบอักษรบ้า ๆ บอ ๆ ตอนนั้นเลย

แต่ใครมันจะไปเชื่อล่ะว่าไอ้ลายมือบ้า ๆ บอ ๆ ตอนนั้นมันจะออกมาดีได้ขนาดนี้

หรือเราจะเปิดประสบการณ์ใหม่?  การดื่มเหล้าจนเมาไม่เพียงแค่ไม่ทำให้ฝีมือการเขียนพู่กันห่วยลงเท่านั้น  แต่กลับทำให้ฝีมือสูงขึ้น?

ปรมาจารย์เฉินเฟิงอู่รู้สึกกระตือรือร้นอยากกลับบ้านไปลองอีกซักรอบมันเดี๋ยวนี้เลย

ปล. ตอนยาวโคตร  แต่ให้อ่านฟรีไปเลย

จบบทที่ บทที่ 159: มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ยังไง! ฉันเป็นคนเขียนงั้นเหรอ!

คัดลอกลิงก์แล้ว