เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 67: ข้าวนี่ซื้อที่ไหน? จะไปหาซื้อมาไว้ซักสิบจิน?

บทที่ 67: ข้าวนี่ซื้อที่ไหน? จะไปหาซื้อมาไว้ซักสิบจิน?

บทที่ 67: ข้าวนี่ซื้อที่ไหน? จะไปหาซื้อมาไว้ซักสิบจิน?


จ้าวโม่ชิงจอดรถในละแวกใกล้ ๆ

โดยละแวกใกล้ ๆ ดังกล่าวนั้นเก่าและรกเล็กน้อย  แต่ก็มีที่จอดรถว่างมากมายซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ให้เช่า  เจ้าของที่ไม่อยากจะอยู่  และคนที่นี่ก็มีน้อยคนนักที่มีกำลังพอจะซื้อรถ

“พ่อ  แม่  พี่  พี่สะใภ้  ขึ้นไปกันเถอะ!” จ้าวโม่ชิงปิดประตูรถและนำครอบครัวเข้าไปในอาคาร

ทางเดินสลัวเล็กน้อยและสภาพแวดล้อมก็ไม่ดีอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อพวกเขามาถึงห้องอพาร์ทเมนต์เช่าของฉินหลินจ้าวโม่ชิงก็หยิบกุญแจออกมาเปิดประตู  ภายในห้องเป็นห้องเล็ก ๆ และมีสภาพห่วยแตกไม่แพ้ภายนอก

ในอดีตเมื่อเฉินเสี่ยวกับจ้าวเซียนหงเห็นสภาพนี้ล่ะก็จะต้องคิดว่าลูกสาวตนต้องมากัดก้อนเกลือชัวร์ ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์  แต่ตอนนี้ทั้งคู่กลับพึงพอใจในตัวฉินหลินมาก

เพราะครอบครัวเขาเป็นหนี้ก้อนโต  พ่อแม่จะช่วยซับพอร์ทก็ไม่มี  แต่กลับสามารถพลิกสถานการณ์จากลำบากสุดกู่กลายมาเป็นเถ้าแก่บ้านไร่ที่ร่ำรวยได้ในเวลาอันสั้นในสภาพแวดล้อมแบบนี้นี่คือสุดยอดแล้ว

ขอแค่ประสบความสำเร็จ  ความขมขื่นในอดีตก็จะกลายเป็นเกียร์ติยศอย่างหนึ่ง  และยังเป็นตัวช่วยบอกถึงระดับความสำเร็จว่าสูงไม่สูงอีกด้วย  ไม่อย่างนั้นบรรดาคนที่ประสบความสำเร็จมากมายคงไม่ชอบเล่าแต่เรื่องความยากลำบากในอดีตของตหรอก

ในห้องรับแขก

ฉินหลินกับหลินเฟินกำลังยุ่งอยู่เลย  ส่วนเจ้าหมามันก็นอนมองอยู่บนเบาะนุ่ม ๆ ตรงมุมห้อง

เบาะนั้นเป็นหลินเฟินซื้อให้มันใช้นอนโดยเฉพาะ

เมื่อเห็นว่าจ้าวโม่ชิงกับครอบครัวเธอมาถึงแล้วฉินหลินก็ไปต้อนรับทันที “พ่อ  แม่  พี่  พี่สะใภ้  หวัดดีครับ  เข้ามาข้างในก่อน”

“อ้าว ๆ ๆ ฉินหลิน  นี่เลี้ยงมะหมาตั้งกะเมื่อหร่ายจ๊า~” หลี่เจียเหวินเห็นเจ้าหมาก็เข้าไปหามันพร้อมกับพูดจาเสียงหวานใส่มันด้วยประโยคที่เหมือนจะพูดกับฉินหลินและยื่นมือไปจะลูบหัวมัน

วืด...

แต่เห็นได้ชัดว่าเจ้าหมามันไม่อยากให้เธอแตะเลยเอียงคอหลบ

ท่าทีของมันแตกต่างจากตอนแรกที่ได้เจอกับหลินเฟินและจ้าวโม่ชิงชัดเจนสุด ๆ

“…” ลี่เจียเหวิน

“พ่อดอง  แม่ดอง  เชิญนั่งก่อน” หลินเฟินทำอะไรไม่ถูกเล็กน้อยเพราะยังกังวลเรื่องเจ้าลูกชายแอบไปเอาลูกสาวเขามาเป็นเมียแบบแอบจดทะเบียนสมรสลับหลังอีกฝ่าย

หลังจากที่เชิญเฉินเสี่ยว  จ้าวเซียนหง  จ้าวโม่หยุน  และหลี่เจียเหวินนั่งเสร็จแล้วเธอก็บอกว่า “เอ่อ...  เดี๋ยวฉันไปเตรียมอาหารก่อน”

จ้าวโม่ชิงดึงหลินเฟินกลับมาและให้เธอนั่งลง “แม่  วันนี้เด๋วหนูกับฉินหลินจะทำให้เอง  แม่รออยู่เฉย ๆ ดีกว่า”

“ใช่แล้วครับ  เด๋วผมกับโม่ชิงทำให้เองเพื่อเป็นการขอบคุณที่ให้พวกเราเกิดมาไปพร้อม ๆ กันเลย” ฉินหลินยิ้มพร้อมดึงจ้าวโม่ชิงเข้าไปในครัว

บรรยากาศข้างนอกดูจะอึดอัดเล็กน้อย

หลินเฟินก็ค่อนข้างละอายใจ  เพราะคิดว่าสิ่งที่ลูกชายทำมันมากเกินไปจริง ๆ และก็กลัวจะถูกอีกฝ่ายตำหนิเอาด้วย

เฉินเสี่ยวเองก็ละอายใจเหมือนกัน  เพราะก่อนหน้านี้เธอเอาแต่กันท่าลูกสาวบอกว่าถ้าแต่งกับฉินหลินแล้วจะต้องลำบาก

เธอชำเลืองมองสามี  ลูกชาย  และลูกสะใภ้ที่ปกติพูดจาไพเราะโดยหวังว่าทั้งสามคนจะช่วยคลายบรรยากาศน่าละอายใจนี้ลงได้

ส่วนทางด้านจ้าวเซียนหง  จ้าวโม่หยุน  และหลี่เจียเหวินกลับนั่งเงียบสงบเสงี่ยมเฉยเลย  เพราะรอให้เฉินเสี่ยวรับบทแสดงเองในฐานะหัวหน้าครอบครัว

บรรยากาศหน้าอึดอัดนี่แม้แต่หมามันยังรู้สึกได้จนเงยหน้าขึ้นมามองพวกนุด ๆ ทั้งหลายอย่างงุนงง

“เอ่อ...  แม่ดองดูทีวีมั้ย?” ในฐานะเจ้าบ้านหลินเฟินเลยตัดสินใจพูดก่อนแล้วหยิบรีโมทเปิดทีวี

ทันทีที่เปิดทีวีก็เป็นละครซีรีส์ที่มีผู้หญิงสองคนชี้หน้าด่ากัน  ดราม่าเลือดสาดบนดาดฟ้าตึก

“แม่ดองเองก็ดูเรื่องนี้ด้วยเหรอ?” เฉินเสี่ยวรู้สึกประหลาดใจ

หลินเฟินพยักหน้า “จ้ะ  ตอนนี้ดูเหมือนฆาตกรจะถูกเปิดเผยแล้ว  ฉันเดาว่าผู้หญิงคนที่สามนั่นน่าจะเป็นฆาตกรนะ”

“ฉันก็ว่างั้น  แม่นี่มีโอกาสสูงสุดแล้ว!” เฉินเสี่ยวก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างบ้าคลั่ง

ทันใดนั้นทั้งสองก็เริ่มคุยกันอย่างมีความสุขแถมยังนั่งติดกันราวกับว่าคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีมาเป็นเวลายาวนานซะอย่างนั้น

“…” จ้าวโม่หยุน!

“…” จ้าวเซียนหง!

เมื่อชายสองคนเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าอย่าว่าแต่จะพูดอะไรเลย  ขนาดคิดยังคิดไม่ออก

มีแต่หลี่เจียเหวินเท่านั้นแหล่ะที่มองทั้งสองคนและลังเล  เพราะเธอเองก็คิดว่าคนร้ายน่าจะเป็นแม่สาวเบอร์สามเหมือนกัน  ทว่าวันนี้เป็นวันพิเศษและสองย่ายายกำลังคุยกันอย่างออกรสเธออยากจะเข้าไปร่วมเม้ามอยด้วยแต่ก็ไม่กล้า  ทำให้ได้แต่นั่งอึดอัดอยู่แบบนี้

...................................................…

กลิ่นหอมของข้าวอบอวลไปทั่วครัวแล้วทำให้คนที่ได้กลิ่นต้องมึนเมา

“หอมจังเลย  วันนี้เธอใช้ข้าวพิเศษอะไรด้วยเหรอ?” จ้าวโม่ชิงถามด้วยความประหลาดใจ

“อืม  ข้าวนี่จัดมาให้พ่อแม่เราได้กินเป็นพิเศษเลยเชียวนา  ขอบอกเลยว่าเป็นของที่ต่อให้มีเงินก็ซื้อไม่ได้” ฉินหลินยิ้มและเลี่ยงไม่ตอบตรง ๆ

เพราะนี่คือข้าวหลวงเสียงสุ่ยเลเวล 2 จากเกม  ไม่ใช่แค่เลเวล 1 แบบที่เคยขายให้กับพวกหม่าเลี่ยเหวิน  โบนัสคุณสมบัติอุดมไปด้วยสารอาหาร +2, รสสัมผัส +2, กลมกล่อม +2, อร่อย +2, และวิตามิน VPP ชะลอวัย +2

ในช่วงสองวันมานี้เขาได้ข้าวหลวงเสียงสุ่ยมาเป็นจำนวนมากทั้งเลเวล 1 และ 2 ทว่ามันดันไม่ใช่ของที่จะเอาออกมาขายหรือโชว์ได้ทีละเยอะ ๆ เขาเลยไม่ได้เอาออกมาอีก

ก็ไม่แปลก  เพราะถ้าจู่ ๆ ควักเอาข้าวที่แม้แต่มหาเศรษฐีทีเงินยังซื้อกินไม่ได้ออกมากินบ่อย ๆ ล่ะก็เรื่องราวไม่วุ่นวายใหญ่โตเลยเหรอ?

ยิ่งข้าวหลวงเสียงสุ่ยเลเวล 2 ยิ่งแล้วใหญ่  เป็นสิ่งที่เอาออกมากินได้เฉพาะกับคนในครอบครัวเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  ส่วนเลเวล 1 เอาเก็บไว้กินเองได้แค่นิดเดียว  ส่วนที่เหลือยังไงก็เอาออกมาไม่ได้  จะตุนไว้ไปก็ไม่มีประโยชน์  ดังนั้นจึงได้แค่ขายทิ้งในเกมเท่านั้น

ซึ่งการจะแก้สภาพการณ์แบบนี้ได้คงมีแต่ต้องเอาเมล็ดจากเกมออกมาปลูกในอำเภอโหยวเฉิงแล้วทำให้สามารถปลูกได้อย่างแพร่หลายเท่านั้น  เขาจึงจะสามารถเอามันออกมาขายในปริมาณมากได้ (เหมือนสร้างป่าเพื่อซ่อนต้นไม้)

ข้าง ๆ เขามีหัวปลาเฉาป่า  ปลาตะเพียนป่า  กระเจี๊ยบเขียว  ห่วยซัว  และบรอกโคลีซึ่งทั้งหมดเป็นเลเวล 2

อาจกล่าวได้ว่ามื้อนี้ 90% ของมหาเศรษฐีในประเทศแม้จะมีเงินเท่าไหร่ก็หาซื้อมากินไม่ได้

ส่วนอาหารทะเลธรรมดา ๆ นั้นเป็นแค่เครื่องประดับ

“เธอเอาแตงโมกับสตรอว์เบอร์รี่ไปเสิร์ฟก่อนไป  เด๋วฉันทำอาหารเอง” จ้าวโม่ชิงพูดพร้อมกับหยิบหัวปลาเฉาป่ามาจะทำซุป

ทักษะการทำอาหารของเธอไม่สามารถเทียบกับเชฟตัวจริงได้  แต่แค่ทำกับข้าวบ้าน ๆ ไม่ใช่ปัญหาอะไร  แถมวัตถุดิบยังชั้นยอด  ขอแค่รู้วิธีปรุงคร่าว ๆ ทำยังไงก็อร่อยชัวร์  เพราะมีโบนัสอร่อย +2 กับเนื้อสัมผัส +2 รองรับไว้อยู่แล้ว

ฉินหลินจัดการผ่าแตงโมเป็นชิ้น ๆ พอดีคำและจัดสตรอว์เบอร์รี่ลงชามจากนั้นก็เอาไปเสิร์ฟ

เมื่อมาถึงห้องรับแขกก็ต้องตะลึงเพราะเห็นแม่ตัวเองกับแม่ยายกำลังคุยกันอย่างออกรสออกชาติ

‘หา?  พวกแม่ ๆ สนิทกันขนาดนี้ตั้งแต่ตอนไหน?’

ทันทีที่แตงโมกับสตรอว์เบอร์รี่เลเวล 2 มาเสิร์ฟ  จ้าวโม่หยุนกับหลี่เจียเหวินก็หันมาจ้องเขม็ง

เพราะทั้งสองได้กินแตงโมกับสตรอว์เบอร์รี่พันธุ์พิเศษนี้ที่บ้านไร่มาแล้ว

หลี่เจียเหวินรีบจกสตรอว์เบอร์รี่ใส่ปากด้วยความเร็วที่ตาแทบจะมองไม่ทัน  แล้วความอร่อยก็ซ่านอยู่ในปาก ‘อื้อหือ~  ยังอร่อยเหมือนเดิม~’

จ้าวโม่หยุนเอาไม้จิ้มฟันจิ้มแตงโมใส่ปาก

หลังจากที่ได้กินเมื่อครั้งก่อนจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ลืมรสชาติที่ติดอยู่ในปาก

หลินเฟินยังพูดกับเฉินเสี่ยวและจ้าวเซียนหงว่า “บ้านดอง  มาลองแตงโมกับสตรอว์เบอร์รี่พันธุ์พิเศษที่ขายในบ้านไร่ของเสี่ยวหลินหน่อย  อร่อยมากเลยนะ”

พูดพลางยื่นแตงโมกับสตรอว์เบอร์รี่ให้ทั้งคู่

เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เลยลองกินดูและก็ต้องตาโต  เพราะมันอร่อยมากอย่างที่อีกฝ่ายว่าจริง ๆ

ทั้งคู่อายุปูนนี้ย่อมเคยได้กินแตงโมกับสตรอว์เบอร์รี่มามากมายอยู่แล้ว  แต่ก็ไม่มีอันไหนอร่อยเท่ากับที่อยู่ในปากนี้เลย

หลังจากนั้นไม่นาน

อาหารก็เสร็จ

เมื่อหลินเฟินเชิญให้ครอบครัวนั่งลงที่โต๊ะกินข้าว  ฉินหลินยกหม้อข้าวออกมาวาง  และทันทีที่เปิดฝาหม้อกลิ่นข้าวหอมฉุยก็ตลบอบอวลอยู่ในห้อง

เจ้าหมาที่ได้กลิ่นก็น้ำลายแตกลุกขึ้นยืนตามสัญชาตญาณ

“ข้าวอะไรหอมจัง?” หลี่เจียเหวินถาม

ในฐานะนักชิมแล้วเธอย่อมอยากรู้

“ข้าวหลวงเสียงสุ่ยน่ะ  บังเอิญได้มาพอดี” ฉินหลินตอบ

“ข้าวหลวงเสียงสุ่ย?  ไม่เห็นจะเคยได้ยิน  แต่แค่ชื่อก็ฟังดูหรูแล้ว” หลี่เจียเหวินหยิบมือถือออกมาเสิร์จ  เพราะแค่ชื่อก็น่าค้นหา

แต่เมื่อเธอเห็นข้อความที่เด้งขึ้นมาก็ตกตะลึง “ข้าวนี่ไม่เกินไปหน่อยเหรอ?”

วันนี้เธอได้เรียนรู้อะไรมากมาย

ข้าวหลวงนั้นแสนหายาก  เป็นข้าวที่แม้แต่เศรษฐีมีเงินก็ซื้อไม่ได้  ขนาดของปลอมยังขายกันเป็นหมื่น…

เรื่องนี้น่าตกใจเกินไป

“มีไรเหรอ?” จ้าวโม่หยุนเห็นหน้าตาเหยเกของภรรยาเลยถามอย่างสงสัย

หลี่เจียเหวินไม่ตอบแต่เอามือถือให้อ่านเอง

“เชี่ย…” จ้าวโม่หยุนสบถ  ไม่นึกเลยว่าจะมีข้าวแพงขนาดนี้ในโลก

ไม่แปลกที่เรียกว่าข้าวหลวง

ชิบหายแท้ ๆ ขนาดเขาที่เปิด KTV พ่วงด้วยร้านชานมก็ต้องถือว่าเป็นคนวัย 20 ที่เจ๋งสุด ๆ แล้วจริงป่าว?  แต่คนที่เจ๋งสุด ๆ อย่างเขาพอเห็นข้อมูลดังกล่าวแล้วกลับรู้สึกกระเดือกข้าวไม่ลงเลยทีเดียว

“สบถหยาบคายอะไรแบบนั้น  ไม่สุภาพเลย” จ้าวเซียนหงเป็นครูจึงใส่ใจเรื่องมารยาทมาก

จ้าวโม่หยุนไม่เถียงแต่ส่งมือถือต่อให้พ่อตัวเองอ่าน

เมื่อจ้าวเซียนหงอ่านแล้วก็ต้อง... ‘เชี่ย!’ อยู่ในใจ

“แม่ดองลองข้าวนี่สิ” ตอนนี้หลินเฟินสนิทกับเฉินเสี่ยวมากเลยบริการตักข้าวให้อย่างดี

“ข้าวที่เสี่ยวหลินเอามาอร่อยมากเลยนะ  ขนาดไม่มีเครื่องเคียงยังกินได้สบายเลย”

เมื่อเฉินเสี่ยวได้ยินก็เลยรับชามข้าวมาลองคีบกินด้วยความอยากรู้อยากเห็น  และในชั่วพริบตานั้นเองกลิ่นหอมอันกลมกล่อมก็อบอวลอยู่ในปาก  เนื้อสัมผัสและความอร่อยทำให้เธอพูดว่า “ข้าวนี่อร่อยจริง ๆ ซื้อที่ไหนเหรอ  เดี๋ยวพรุ่งนี้เราไปหาซื้อมาไว้ซักสิบจินบ้าง”

“…” จ้าวเซียนหง

“…” จ้าวโมหยุน

“…” หลี่เจียเหวิน

ทั้งสามต่างมองเฉินเสี่ยวอย่างว่างเปล่า

สิบจิน?

คิดว่าซื้อกะหล่ำปลีอยู่เหรอ?

จบบทที่ บทที่ 67: ข้าวนี่ซื้อที่ไหน? จะไปหาซื้อมาไว้ซักสิบจิน?

คัดลอกลิงก์แล้ว