เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21: ได้บ้านไร่มาไว้ในมือ! ทะเลเฟื่องฟ้า!

บทที่ 21: ได้บ้านไร่มาไว้ในมือ! ทะเลเฟื่องฟ้า!

บทที่ 21: ได้บ้านไร่มาไว้ในมือ! ทะเลเฟื่องฟ้า!


ฉินหลินเช็คหน้าจอเกม

ตัวละครในเกมของเขาเลเวลอัพอีกแล้ว  ส่วนการแจ้งเตือนนั้นบอกว่าเขาสามารถบุกเบิกแปลงปลูกเลเวล 1 ได้อีกรอบ  และอัปเกรดแปลงปลูกเป็นเลวล 3 ได้อีก 1 แปลง

แปลงเลเวล 3 สามารถปลูกพืชที่มีค่าสูงขึ้นได้

แน่นอนว่าการอัปเกรดเป็นเลเวล 3 ต้องใช้เหรียญทองในเกม  และเขาก็เอาพืชผลทั้งหมดในเกมออกมาขายในโลกความจริงหมดจนตอนนี้ไม่เหลือเหรียญทองในเกมแล้ว

แต่ยังโชคดีที่มีปลาที่เขาฆ่าเวลาตกเล่นทุกวัน ๆ

เขาเลยตัดสินใจขายปลาเลเวล 1 ทั้งหมดทันที  เหลือแค่ปลาตะเพียนป่า  ปลาเฉาป่า  และปลาคาร์ปดำป่าเลเวล 2 ไว้

จะขายทำไมล่ะในเมื่อมันเป็นของดีมีประโยชน์ในโลกจริงซะขนาดนั้น

กระนั้นแม้เขาจะขายปลาเลเวล 1 ทั้งหมดจนได้เหรียญทองมาเพียบแต่ก็ยังไม่พอให้อัปเกรดแปลงปลูกขึ้นเป็นเลเวล 3

ซึ่งก็ปกติของเกม  เลเวลยิ่งสูงค่าอัพเวลยิ่งแพง

ฉินหลินเลยสั่งตัวละครออกไปบุกเบิกแปลงปลูกเลเวล 1 ที่สามารถเปิดใหม่ได้ก่อน

ถอนหญ้า  ทุบหิน  ขุดตอไม้...  เสียเวลาไปพอสมควรก็ได้แปลงปลูกเพิ่มขึ้นมาใหม่อีก 6 แปลงซึ่งเขาปลูกกระเจี๊ยบเขียวล้วน ๆ

โดยกระเจี๊ยบเขียวพวกนี้ไม่ได้จะปลูกแล้วเอาออกมาขายในโลกจริง  แต่จะขายเอาเงินในเกม

เพราะไม่ว่ายังไงตอนนี้สิ่งสำคัญคือแปลงปลูกเลเวล 3 ต้องได้มาโดยเร็วที่สุด

และเขาวางแผนไว้ว่าต้องแบ่งแปลงปลูกส่วนหนึ่งเพื่อจะขายผลผลิตจากแปลงเหล่านั้นในเกมด้วย  เวลาตัวละครเวลอัพจะได้มีเงินในการอัปเกรดอะไร ๆ ในทันทีไม่ต้องเจอกับสภาพแบบนี้อีก

และแล้วเวลาก็ผ่านไป

14.00 น.

ฉินหลินได้รับข้อความว่าการประมูลทรัพย์สินที่ยึดมาได้จากการพิจารณาคดีได้เริ่มขึ้นแล้ว

ด้วยการพัฒนาของสังคมแบบโลกาภิวัตน์  อะไร ๆ ก็ออนไลน์  ดังนั้นการจัดประมูลทรัพย์สินที่ถูกศาลสั่งยึดโดยต้องเอาคนไปอยู่รวมกันในโถงประมูลจึงมีน้อยลงเรื่อย ๆ โดยทางศาลได้มีการจัดประมูลเป็นแบบออนไลน์มากขึ้น

ฉินหลินล็อคอินเข้าร่วมประมูลและได้หมายเลขประจำตัวผู้ประมูลในทันที

จากนั้นทรัพย์สินที่ถูกสำนักงานจัดเก็บภาษีไปยึดมาตามคำสั่งศาลก็เริ่มถูกวางประมูล

จากนั้นในไม่ช้าบ้านไร่ฟู่ไห่ก็ถูกนำออกมาประมูล

และเป็นดังคาด  มีคนเห็นค่าของมันเหมือนเขาเลย

ทันทีที่เริ่มประมูลก็มีคนแข่งกันสู้ราคากันสามคนตั้งแต่เริ่ม 600,000, 610,000, 620,000, 630,000…  จนถึง 700,000 หยวน

ทั้งสามคนนี้เพิ่มทีละ 10,000 หยวนทำให้ราคาเพิ่มทีละนิด ๆ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าคนเหล่านั้นต้องการซื้อในราคาต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยเพิ่มทีละต่ำ ๆ

ฉินหลินกำลังคิดว่าตัวเองมีงบแค่ประมาณ 1.28 ล้าน  แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าคนอื่น ๆ มีงบเท่าไหร่กับบ้าง

เขาไม่คิดจะทำเหมือนคนพวกนี้  เพราะมายด์เซตของคนทั้งสามมันแปลก ๆ คือคิดว่าถ้าตัวเองแข่งโดยเพิ่มทีละหมื่น ๆ ไปเรื่อย ๆ แล้วอีกไม่นานอีกสองคนจะยอมแพ้ไปเอง

ทั้ง ๆ ที่ 10,000 หยวนไม่ได้กดดันอะไรเลย 10 ครั้งก็แค่ 100,000 หยวน

แต่หากว่าเพิ่มทีละแสนเลยล่ะ?  มันจะสามารถกดดันคนอื่น ๆ ได้แบบคนละเรื่องกันไปเลยทีเดียว

เมื่อคิดได้แบบนี้ฉินหลินก็คิดที่จะเพิ่มซัก 100,000 ไปเลย  แต่เขายังไม่ทันได้ทำอะไรก็มีคนที่สี่เสนอราคา 800,000 หยวนตัดหน้าเขาซะงั้น!

แม้แต่เรื่องเพิ่มราคาทีละแสนก็ยังมีคนคิดแบบเดียวกับเขาด้วย!

ซึ่งวิธีนี้ได้ผลจริง  เพราะสามคนก่อนหน้าที่เพิ่มทีละหมื่นได้หยุดกึกกันไปหมดแล้ว

เพิ่มทีละแสนดูเหมือนจะกดดันคนทั้งสามได้มากจริง ๆ และยังแปลว่าทั้งสามนั้นไม่มีงบเพียงพอที่จะเอามาซื้อ  เพียงแค่ลองเสี่ยงโชคดูเผื่อจะได้

ฉินหลินรู้สึกหงุดหงิด

เพราะตอนนี้เขาเจอคู่แข่งเข้าแล้ว  และไม่รู้ด้วยว่าอีกฝ่ายมีงบเตรียมไว้มากน้อยแค่ไหน

“ช่างมัน!  คิดแล้วปวดสมองว่ะ  จะได้ไม่ได้ให้โชคชะตากำหนดไปเลยดีกว่า” ฉินหลินพึมพำและเสนอราคาไป 1.2 ล้าน!

สองเท่าของราคาเริ่มต้น!

ก็แค่ทำให้คนกลัวไม่ใช่เหรอ?  ลองดูหน่อยซิว่าใครกันแน่ที่ต้องกลัว

ตัวฉินหลินไม่ได้อะไรมากอยู่แล้ว  เพราะเงินล้านสองนี่เขาได้มาแบบไร้ต้นทุน

ถ้าอีกฝ่ายเอาไปได้ล่ะก็แปลว่าเขาแค่ชะตาไม่ต้องกับบ้านไร่นั่นก็เท่านั้นเอง

ณ ตอนนี้

ในห้องห้องหนึ่ง  มีชายหนุ่มสามคนกำลังดูจอคอมอย่างภาคภูมิใจ

หนึ่งในนั้นยิ้ม “นึกแล้วว่าเพิ่มทีละแสนต้องทำให้เจ้าปลาหมึกทั้งสามตัวนั่นต้องสะดุ้งกันหมด  ถ้าเราเข้าร่วมแข่งกับพวกมันทีละหมื่น ๆ สุดท้ายได้จ่ายเกินแสนไปเยอะแน่ ๆ”

เหล่าคนรุ่นเยาว์จำเป็นต้องมีจิตวิญญาณที่มุ่งมั่นทำงานอย่างหนักก่อน  จากนั้นถึงค่อยเริ่มเป็นนักธุรกิจระดับบอส  ทั้งสามหนุ่มเองก็เป็นคนแบบนี้ด้วย  โดยทั้งสามวางแผนจะเดินทางทั่วประเทศเพื่อสั่งสมประสบการณ์ให้มาก ๆ เข้าไว้ซักหลาย ๆ ปี  จากนั้นจึงจะเอาประสบการณ์ที่ได้กลับไปเปิดธุรกิจของตนที่บ้านเกิด

ทั้งสามต่างเห็นพ้องต้องกันว่าบ้านไร่ฟู่ไห่มีแนวโน้มจะรุ่ง  ดังนั้นทั้งสามจึงระดมเงินทุนมาเพื่อที่จะประมูลมาให้ได้

และเมื่อเห็นว่าแผนของตนสำเร็จ  คนทั้งสามต่างมองหน้ากันอย่างอารมณ์ดี

“q43 เสนอราคา 1.2 ล้าน!”

จู่ ๆ ที่หน้าจอคอมก็แสดงให้เห็นว่ามีคนเสนอราคาเพิ่มเข้ามา

“ฉิบหาย  ยังจะมีคนเอาอีกเหรอวะ!” ชายหนุ่มคนหนึ่งพูดด้วยความหงุดหงิด

1.2 ล้าน?

ทั้งสามได้เห็นราคานี้เป็นต้องอึ้ง

เพราะตัวเองเพิ่มทีละ 100,000 แต่เจ้าคนมาใหม่กลับเพิ่มทีเดียว 400,000?

“ไอ้นี่มันบ้าไปแล้ว!”

“โคตรบ้าของแท้!”

ทั้งสามคนบ่น

ทั้งสามไม่รู้ว่า 400,000 ที่เพิ่มมานั้นเป็นการบลัฟหรือไม่  แต่ 100,000 ที่ตัวเองเพิ่มไปก่อนหน้านี้เป็นการบลัฟแน่นอน 100%

บางคนว่าโหด  แต่บางคนโหดกว่า

“เรา…  จะต่อป่าว?” มีคนถาม

อีกสองคนก็ครุ่นคิด  เพราะนี่มันเกินงบที่ตั้งไว้มาก

“เฮ่อ~”

หนึ่งในนั้นถอนหายใจและพูดว่า “ลืมไปเถอะ  เรายังเป็นแค่เด็กอยู่ดี  ยังมีโอกาสรออยู่ข้างหน้าอีกเยอะ”

“งั้นก็รอโอกาสหน้า!” อีกคนพูด

“โอเค  รอโอกาสหน้า!” คนที่สามว่าตาม

.................................................................................................................................…

“ขอแสดงความยินดีกับคุณ q43 ที่ประมูลบ้านไรฟู่ไห่สำเร็จ  กรุณาชำระเงินตามข้อมูลที่ได้รับหลังไมค์และดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง”

ฉินหลินถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ดูท่าฝ่ายนั้นเองก็บลัฟด้วยเหมือนกัน  และการบลัฟแบบเอาตามโชคชะตาของเขาเองก็ได้ผล

เมื่อประมูลบ้านไร่ได้แล้วฉินหลินก็ไม่รอช้าอีกต่อไป  เขารีบไปดำเนินการตามขั้นตอนที่ศาลและชำระเงิน 1.2 ล้านหยวน

ทว่าโดยปกติแล้วกระบวนการขั้นตอนในการโอนกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์พวกนี้ก็แสนจะยุ่งยากวุ่นวาย  ไม่ใช่แค่ให้ศาลยืนยันและออกใบเสร็จรับเงินให้เท่านั้น  ศาลยังต้องออกจดหมายให้กรมบังคับคดีไปติดต่อขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาร่วมจัดการด้วย...

กว่าจะจบกระบวนการทั้งหมดก็กินเวลาไปสองสามวัน

ทว่ากระบวนการเหล่านั้นสามารถจัดการอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังจากที่จ่ายเงิน 1.2 ล้านและได้รับการยืนยันและใบเสร็จรับเงินจากแล้วได้  ถึงยังไงผู้มีอำนาจจัดการประมูลในครั้งนี้คือสำนักงานจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากร  เพราะฉะนั้นจึงไม่มีหน่วยงานอื่นใดเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว  ไม่อย่างนั้นหากมีข่าวหลุดออกไปล่ะก็ชื่อเสียงความน่าเชื่อถือของสำนักงานจัดเก็บภาษีมันจะมีปัญหาเอาได้

ตกตอนเย็น

ฉินหลินเอาสตรอว์เบอร์รี่กับกระเจี๊ยบเขียวไปส่งไปที่ RT-Mart และเมื่อเงินก้อนนี้เข้ามายอดเงินคงเหลือในบัญชีจากที่เหลือ 80,000 ก็เพิ่มขึ้นเป็น 120,000 หยวน

หลังจากนั้นเขาก็ขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไปรับจ้าวโม่ชิงที่สำนักงานจัดเก็บภาษีโดยหมายจะไปบอกข่าวดีเรื่องที่เขาซื้อบ้านไร่ฟู่ไห่ให้เธอฟัง

จ้าวโม่ชิงวิ่งออกมาอย่างเร็วด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“โห~  หน้าบานมาเลย  วันนี้มีเรื่องดี ๆ งั้นเหรอ?” ฉินหลินถาม

จ้าวโม่ชิงที่ยังยิ้มไม่หุบตอบว่า “ช่ายแล้น~  วันนี้ของที่สำรักงานจัดเก็บภาษีเอาออกประมูลได้ผลดีกว่าที่คาดไว้เยอะ  เดือนนี้เลยมีโบนัสขึ้นอื้อซ่ามีฟามสุขสุด ๆ อะ”

“ยิ่งบ้านไร่ฟู่ไห่นะยิ่งสุด  ดูท่าคนซื้อจะชอบมากเลยยอมจ่ายตั้งล้านสองแหน่ะ!”

“ราคานี้เกินกว่าที่เราประเมินไว้ตั้งเยอะ  ทุก ๆ คนถึงกับบอกว่าเพราะคนอื่น ๆ กลัวจนไม่กล้าสู้ต่อ  ไม่งั้นล่ะก็คนรวยที่มีเงินขนาดใช้ทั้งชาติก็ไม่หมดนั่นต้องยอมจ่ายมากกว่านี้แน่นอนด้วย”

“…” ฉินหลิน

‘รวย?’

‘มีเงินใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด?’

‘นี่ ๆ เมียจ๋า  เตงแน่ใจนะว่าพูดถึงเค้าอยู่จริง ๆ อะ?’

ทันใดนั้นฉินหลินก็เลิกคิดที่จะบอกความจริงกับจ้าวโม่ชิงเรื่องบ้านไร่แล้ว

เขาคิดว่าจะไปทำให้บ้านไร่นั่นเป็นที่นิยมก่อนดีกว่า  แล้วค่อยพาเธอไปเซอร์ไพรส์

‘แบบนั้นมันต้องเจ๋งมาก ๆ แน่เลย  หึหึ’

“ว่าก็ว่าเถอะ  ใช้เงินขนาดนั้นซื้อบ้านไร่ฟู่ไห่แสดงว่าคนที่ซื้อต้องจริงจังกับการพัฒนามันมาก ๆ เลยว่ามั้ย?” จ้าวโม่ชิงพูดต่อ

“ที่บ้านไร่นั่นมีพื้นที่รกร้างว่างเปล่าเยอะมาก  ถ้าเราปลูกเฟื่องฟ้าสวย ๆ เยอะ ๆ จนเหมือนทะเลมหาสมุทรได้ล่ะก็ต้องดึงดูดให้คนมาเที่ยวได้เพียบแน่ ๆ เลย”

“อ้อ~  ทะเลเฟื่องฟ้านะ!”

ฉินหลินแอบจำคำพูดของจ้าวโม่ชิงไว้เงียบ ๆ

‘ก่อนอื่นก็ต้องทะเลเฟื่องฟ้า~  อืม ๆ’

จบบทที่ บทที่ 21: ได้บ้านไร่มาไว้ในมือ! ทะเลเฟื่องฟ้า!

คัดลอกลิงก์แล้ว