เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 21 -- น้ำตาแห่งโพไซดอน

ตอนที่ 21 -- น้ำตาแห่งโพไซดอน

ตอนที่ 21 -- น้ำตาแห่งโพไซดอน


ตอนที่ 21 -- น้ำตาแห่งโพไซดอน

 

-ที่บ้านไลเดีย

 

“นี่บ้านของฉันเอง!”

 

เมื่อผมมาถึงหน้าบ้านของไลเดีย มันดูเหมือนว่าเธอเป็นเจ้าของร้านดอกไม้

 

ไม่สิ เมื่อมองดูภายในร้านของเธอดีๆ ก็จะเห็นทั้งขวานและกระบองวางเรียงรายพร้มอกับมีป้ายราคาติดอยู่

 

“นี่คือร้านดอกไม้? หรือว่าร้านอาวุธ? แบบไหนกันแน่?”

 

“ทั้งคู่นั่นแหละ เพราะว่าฉันรักทั้งดอกไม้แล้วก็อาวุธจ้า”

 

เฮ่ย เฮ่ย

 

ร้านแบบนี้มันโอเคจริงๆหรอ? ขณะที่ผมกำลังคิดแบบนั้นผมก็เดินเข้าไปในร้าน ซึ่งภายในดูเจริญหูเจริญตาจริงๆ

 

มีทั้งลูกค้าที่กำลังมองหาอาวุธ และลูกค้าที่กำลังเลือกช่อดอกไม้อยู่

 

อาวุธกับดอกไม้ สินค้าทั้งคู่ล้วนมีคุณภาพสูง แถมยังมีความเข้ากันได้อย่างน่าประหลาด

 

เป็นการจัดสินค้าที่ดูแปลกตามาก

 

“เชิญจ้า! เชิญจ้า!”

 

ไลเดียทักทายลูกค้าของตัวเองด้วยเสียงที่ร่าเริง เมื่อผมเดินตามไลเดียเข้าไปด้านในร้าน ซึ่งมีคนร่างใหญ่ยืนอยู่หลังเคาท์เตอร์กำลังเรียกพวกเรา

 

“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน ไลเดีย”

 

“กลับมาแล้วค่า พ่อ”

 

พุงของเขายื่นออกมาจากท้อง เขาอ้วนมากพอๆกับความสูงเลย ผมว่าไลเดียเองก็สูงมากแล้วนะ แต่พ่อของเธอกลับสูงแบบคนละเรื่องกันเลยทีเดียว

 

อย่างที่คิด พ่อเป็นไง ลูกเป็นอย่างนั้น

 

“หืมม? เจ้าหนู่นี่ใคร?”

 

“อ๊ะ เขาชื่อเซฟคุง, ถึงจะตัวเล็กแค่นั้นแต่ก็เป็นนักผจญภัยจริงๆนะ”

 

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

 

พ่อของเธอพยักหน้าเล็กน้อยแล้วจ้องมาที่ผมด้วยสายตาที่เฉียบแหลมเหมือนกับเหยี่ยว

 

“...ไม่ใช่ว่านี่เป็นแฟนใหม่ของลูกหรอกเรอะ?”

 

“บาก๊าาา! ไม่ใช่แบบนั้นซะหน่อย!”

 

เธอแลบลิ้นออกมา แล้วยื่นมือมาทางผมดูยั่วยวนมาก

 

แล้วเธอก็จูงมือผมเดินเข้าไปด้านในของบ้าน

 

เมื่อพ่อของเธอเห็นฉากนี้แล้ว ดูเหมือนเขาจะกัดฟันกรอด

 

พวกเราเดินผ่านทั้งเตาหลอมกับหม้อต้มใบเล็กๆ, มันเป็นโรงตีเหล็กที่มีทั้งวัตถุดิบเหล็กและไม้สูงกองเป็นพะเนิน

 

“นี่คือที่ๆเราใช้สร้างอาวุธต่างๆจ้า”

 

“เจ๋งไปเลย อุปกรณ์ทุกอย่างเป็นของคุณภาพสูงทั้งนั้น”

 

“ถึงเธอจะพูดแบบนั้น แต่มันใช้วัตถุดิบทั้งหมดที่พ่อรวบรวมมาหลายปีเลยนะ”

 

แม้ผมจะไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก แต่มือสมัครเล่นอย่างผมยังเห็นเลยว่า อุปกรณ์พวกนี้จะต้องขายได้เงินจำนวนมากแน่นอน

 

การที่สามารถสร้างอาวุธเลี้ยงตัวเองได้แบบนี้ พ่อของเธอจะต้องเป็นคนที่มีทักษะสูงพอสมควร

 

“ยังไงก็ตาม ฉันอยากจะแน่ใจอะไรบางอย่าง, เซฟคุง เธอเป็นนักเวทย์จริงๆใช่ไหม? แถมยังเก่งอีกต่างหาก”

 

“...เธอรู้ได้ไง? ผมว่าผมยังไม่เคยบอกเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยนะ”

 

“อืม มันเป็นลางสังหรณ์นะ, ก็แค่การคาดเดา”

 

ผมจ้องไปที่เธอด้วยแววตาที่ดูระแวดระวัง แต่เธอกลับตอบคำถามผมซื่อๆ

 

อืม….เธอช่างเป็นคนที่ลึกลับจริงๆ (อ่านเธอไม่ออกเลย)

 

“อืม อีกอย่างคือ ดูเหมือนเธอจะปล่อยออร่าแปลกๆเหมือนกับนักเวทย์ที่แข็งแกร่งจริงๆ คิดว่าพ่อของฉันเองก็สัมผัสได้นะ?”

 

พ่อลูกคู่นี้ช่างเป็นคนที่มีสายตาเฉียบคมจริงๆ

 

แม้จะไม่สามารถมองเห็นค่าพลังเวทย์ที่แท้จริงของผมได้หากไม่ใช้สเกาท์สโคป, แต่นักผจญภัยที่มีฝีมือจะสามารถ ‘สัมผัส’ พลังเวทย์ของผมได้โดยที่พวกนั้นไม่มีพลังเวทย์เลย

 

นั่นหมายความว่า ทั้งไลเดียและพ่อของเธอต่างก็เป็นนักผจญภัยที่ยอดเยี่ยม

 

“สิ่งที่ฉันอยากจะคุยกับเธอเกี่ยวกับ”

 

แล้วเธอก็ขัดขบวนแห่งความคิดของผม ด้วยเรื่องเล่าของตัวเองต่อ

 

ให้ตายสิ เธอช่างเป็นคนช่างพูดจริงๆ

 

“คืนนี้ จะมีพวกนิปเปอร์จำนวนมากอยู่ในถ้ำข้างๆชายหาด, และฉันอยากให้เธอมาช่วยฉันสักหน่อย”

 

นิปเปอร์เป็นปีศาจที่มีเปลือกสีแดงขนาดใหญ่บนหลังและมีก้ามปูที่เหมือนกับกรรไกรขนาดใหญ่

 

มันไม่ค่อยจะให้ค่าประสบการณ์เท่าไหร่ แต่ว่าบางครั้งปีศาจนิปเปอร์จะดรอปไอเท็มที่ชื่อว่า “น้ำตาแห่งโพไซดอน” ซึ่งเป็นอัญมณีหรูหราที่มักขายได้ราคาสูง

 

ปกติแล้วปีศาจพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะพบเจอเป็นจำนวนมากได้บ่อยๆ แต่อาจเป็นไปได้ว่าไข่ของพวกมันถูกกระแสน้ำพัดขึ้นมาบนชายฝั่ง โดยพวกมันเริ่มปรากฎตัวขึ้นจำนวนมากและเริ่มมองหาอาหาร จริงๆแล้วดันเจี้ยนถือเป็นสถานที่ๆเหมาะสมในเมื่อที่นั่นมีพลังเวทย์จำนวนมากไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา หลายปีผ่านไป มันก็ดูเหมือนกับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ปรากฎขึ้นในดันเจี้ยน

 

“หากฉันไปคนเดียวล่ะก็ คงจะล่ามันได้ไม่มากเท่าไหร่ แต่ฉันคิดว่าหากมีนักเวทย์ที่ทรงพลังอย่างเซฟคุงไปด้วยล่ะก็ พวกเราก็สามาารถจัดการพวกมันทั้งงหมดได้ในครั้งเดียว!”

 

“ผมเองก็คิดว่า การล่านิปเปอร์น่าจะได้กำไรแน่นอน, ยิ่งมีจำนวนมากขนาดนั้นปรากฎขึ้นมาแล้วด้วย มันยิ่งทำให้ได้กำไรมากขึ้นอีก, แต่ไม่ใช่ว่ามีนักผจญภัยจำนวนมากพยายามจะแย่งชิงส่วนแบ่งหรอกหรอ? ถ้ามีนิปเปอร์มากขนาดนั้นจริงๆก็ต้องใช้เวทย์หมู่ที่มีระยะกว้างจัดการ แต่หากมีคนอยู่แถวนั้นมากๆ ผมก็ร่ายเวทย์หมู่ที่กว้างแบบนั้นโดยไม่ถูกขัดขวางไม่ได้”

 

หากพวกเราจัดการปีศาจได้ พวกเราก็จะได้รับไอเท็มมา แต่หากมีนักผจญภัยคนอื่นที่กำลังต่อสู้กับมอนสเตอร์เหล่านั้น แล้วได้ทำความเสียหายจำนวนมากใส่มอนสเตอร์ตัวนั้น คนที่ทำความเสียหายมากที่สุดจะมีสิทธิ์ที่จะเก็บไอเท็มที่ดรอปและค่าประสบการณ์โดยอัตโนมัติ

 

ไอเท็มนั้นสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ถ้าจำเป็น แต่ค่าประสบการณ์นั้นไม่สามารถแบ่งกันได้

 

เพราะเหตุนั้นมันถึงเป็นปัญหา ซึ่งสมาพันธ์จอมเวทย์ได้ห้ามการแย่งฆ่ามอนสเตอร์ ถึงขึ้นบัญญัติเป็นกฎหมายห้ามการกระทำดังกล่าว

 

โดยมีข้อยกเว้นเดียวคือ มอนสเตอร์ระดับบอสเท่านั้น ที่จะสามารถร่วมมือกันได้ เมื่อได้รับการอนุญาตอย่างเป็นทางการ หากการต่อสู้กับมอนสเตอร์ด้วยตัวเองนั้นเสี่ยงมากเกินไป

 

ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงไม่ค่อยชอบนักเวทย์ที่ใช้เวทย์หมู่ในการโจมตี

 

“เมื่อคิดถึงเรื่องน้ันแล้ว มันน่าจะไม่เป็นไร, ที่นั่นเป็นสถานที่ลับที่ไม่มีใครรู้”

 

“จริงหรอ?”

 

“ฉันเคยไปเล่นในถ้ำนั่นตั้งแต่เด็ก ดังนั้นฉันก็พอจะรู้ทางลับมาบ้าง, อ๊ะ แต่เธอห้ามบอกใครเรื่องนี้นะ เข้าใจไหม?”

 

“ตกลง, แล้วเราจะแบ่งกันยังไง?”

 

“เธอพอใจกับครึ่งครึ่งไหมล่ะ? ยังไงซะ ฉันก็เป็นคนนำเธอไปในถ้ำนี่”

 

“นั่นก็จริงนะ ผมไม่ว่าอะไรหรอก”

 

หากผมไปด้วยตัวเองล่ะก็ ผมคงไม่รู้ทางหรอก ยิ่งกว่านั้น จำนวนไอเท็มที่ผมสามารถเก็บในกระเป๋าเวทย์มนต์เองก็มีจำกัด ตัวเลือกนี้ถือเป็นข้อตกลงที่ดีสำหรับผมน่ะนะ

“ถ้าเราต้องมาเจอกันคืนนี้ แบบนั้นผมต้องรีบเตรียมตัวทันที ผมยังต้องไปตั้งร่านแผงลอยก่อน, จะว่าอะไรไหมถ้าผมจะมาที่นี่ค่ำหน่อย?”

 

“อา~ ไม่เป็นไร, เซฟคุง ถ้าเธอสนใจล่ะก็ ฉันอนุญาตให้เธอขายไอเท็มของตัวเองที่ร้านของฉันก็ได้นะ คิดว่าไง?”

 

“เธอเอาจริงดิ? นั่นช่วยผมได้มากทีเดียว”

 

หากเปรียบเทียบการตั้งร้านแผงลอยกับร้านค้า โอกาสที่ไอเท็มของผมจะขายได้ในร้านของเธอย่อมมีมากกว่าเยอะ, ที่นี่มีลูกค้าจำนวนมากที่กำลังมองหาอาวุธ แถมยังมีแถวลูกค้าที่กำลังดูเครื่องประดับด้วย

 

“เรื่องค่าธรรมเนียม...เธอคิดว่าไง?”

 

“...นั่นมันไม่ถูกไปหน่อยหรอ?”

 

“ถ้ามันแพงเกินไป มันก็อาจจะขายไปไม่ออก, นอกจากนี้มันยังไม่ใช่เครื่องประดับที่มีคนต้องการซื้อมากนัก ฉันคิดว่าจำเป็นต้องปรับราคาให้ต่ำกว่าตลาดนิดหน่อย”

 

“อืมม ตกลงตามนั้น ผมฝากเธอด้วยนะ”

 

ยังไงซะไลเดียก็เป็นโปรในเรื่องการค้าขาย

 

อย่างที่คิดมันน่าจะดีกว่า ถ้าผมฟังคำแนะนำจากเธอ

 

นี่น่าจะมีประสิทธิภาพกว่า

 

“เอาล่ะ หลังจากที่ผมกินอาหารเย็นเสร็จแล้ว ผมจะกลับมาเจอเธออีกครั้ง”

 

“ถ้าเธอมาสาย มันจะไม่ทันรถไฟนะ มากินอาหารเย็นที่นี่คืนนี้เป็นไง? ถ้าเธอไม่ต้องเตรียมอะไรอย่างอื่นอีกนะ?”

 

“อืมม ถ้าเธอว่ามาแบบนั้น ผมก็….”

 

“เป็นอันตกลง~ เอาตามนี้!”

 

ด้วยเหตุนั้น ก็กลายเป็นว่าผมกำลังจะกินอาหารเย็นที่บ้านของไลเดียคืนนี้

 

ตอนนี้ไลเดียกำลังสวมผ้ากันเปื้อนในขณะที่กำลังถือมีดทำครัวอยู่

 

ฉับฉับ เสียงสับมีดกับเสียงฮัมเพลงที่ไพเราะของไลเดียได้รวมกันเป็นท่วงทำนอง สร้างบรรยากาศสบายๆไปทั่วห้องครัว

 

จริงๆผมใช้เทเลพอร์ตกลับบ้านไปครู่หนึ่ง เพื่อบอกกับแม่ว่าคืนนี้ผมจะกลับบ้านช้า

 

แล้วตอนนั้นเอง แม่ก็บอกว่าวันนี้มิลลี่มาหาผมที่บ้านอยู่หลายครั้ง

 

ผมสงสัยว่าผมได้ทำอะไรที่ไม่ดีไปหรือเปล่า? ผมจะไปขอโทษเธอทีหลัง…

 

“ขอบใจที่รอ~”

 

ไลเดียนำหม้อสตูว์ร้อนๆออกมาทั้งๆที่ยังสวมผ้ากันเปื้อนอยู่

 

เพราะว่าเสื้อผ้าที่เธอใส่อยู่มันสั้นจุ๊ดจู๋ จนผมกำลังคิดว่าเธอใส่แค่ผ้ากันเปื้อนผืนเดียว

 

….บอกตามตรง ผมไม่รู้ว่าจะมองไปตรงไหนดี

 

“หุหุหุ เป็นไงบ้าง? เซฟคุง ไลเดียลูกสาวฉัน มีรูปร่างดีสุดๆเลยใช่ไหมล่ะ?”

 

“พ่อก็! บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้หยุดพูดเรื่องหยาบโลนแบบนั้นซะที?”

 

ในตอนที่พ่อของเธอกำลังหัวเราะอยู่ เธอก็เทน้ำร้อนในหม้อลงหัวพ่อตัวเอง

 

“ร้อนโว้ยย~~!?”

 

กระหม่อมของพ่อเธอเริ่มมีพื้นที่โล่งที่ถูกย่างเกรียมพร้อมกับควันขโมงออกจากหัว

 

อืม คะ-โคตรโหดเลย…

 

“อ้ะ ขอโทษค่า~ มือมันลั่น♪”

 

“กรรร ไลเดีย...พ่อมักจะปราณีเพราะเห็นว่าลูกเป็นลูกสาวที่น่ารักของพ่อ แต่วันนี้มันจะจบลง…”

 

พ่อของเธอยืนขั้น ส่วนไลเดียเองก็วางหม้อร้อนๆลงบนโต๊ะแล้วตั้งท่าเช่นกัน

 

ทั้งคู่ยังคงจ้องกันไปมา

 

ในตอนที่ผมวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ

 

ทั้งคู่ก็ได้รัวหมัดใส่กัน ถากแก้มของอีกฝ่ายไป

 

...หมัดของพวกเขารวดเร็วจนผมไม่สามารถมองออกได้ทั้งหมด

 

พวกเขาสามารถหลบหมัดของอีกฝ่ายในระยะใกล้ขนาดนี้ได้

 

“เป็นหมัดที่ไม่เลวนี่ ไลเดีย”

 

“เมื่อมีลูกค้าอยู่ที่นี่ พ่อควรจะหยุดพูดเรื่องคุกคมทางเพศพวกนั้นนะ”

 

“โฮ่...ลูกจะบอกว่าถ้าไม่มีลูกค้า พ่อจะพูดอะไรแบบนั้นก็ได้ใช่ไหม?”

 

“แน่นอนว่า ไม่------!”

 

...และแล้วทั้งสองคนก็เดินออกจากโต๊ะและต่อสู้กันอย่างอุตลุด

 

จนถึงระดับที่คนอื่นเริ่มสังเกตุเห็น….

 

ถ้านี่คือวิธีที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กๆ ก็ไม่แปลกใจเลยที่เธอจะแกร่งได้ขนาดนั้น

 

การล่าของผมกับไลเดีย

 

ดูท่าเธอจะพึ่งพาได้มากกว่าที่เห็น

 

==========

 

อุทิศให้คุณพ่อยุทธนา ศิริพัฒนานันทกูร

 

==========

 

ติดตามข่าวสารและตอนใหม่ๆได้ก่อนใครที่ https://www.facebook.com/RachanTranslations/

จบบทที่ ตอนที่ 21 -- น้ำตาแห่งโพไซดอน

คัดลอกลิงก์แล้ว