เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 59 วันแรกในการทำงาน

บทที่ 59 วันแรกในการทำงาน

บทที่ 59 วันแรกในการทำงาน


“เอาละ…ค่อยๆนะนั้นแหละ” อาไลจาห์พยุงฉันไว้ เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ฉันได้รับบาดเจ็บและนับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่ฉันได้เดิน แม้จะมีมานาไหลเวียนไปทั่วร่างกายและทำให้แขนขาแข็งแรงขึ้น แต่ฉันก็ยังรู้สึกค่อนข้างเฉื่อยชา

“คยู…” ซิลวีมองฉันด้วยใบหน้าที่เป็นห่วงที่เธอมีสำหรับสัตว์มานาที่หน้าตาเหมือนสุนัขจิ้งจอก เธอเดินมาอยู่ข้างๆฉันแทนที่จะนอนขดตัวอยู่บนหัวฉันกลัวว่าฉันจะไม่สามารถพยุงตัวเธอขึ้นมาได้

อาไลจาห์มาที่ห้องพยาบาลเพื่อมาเยี่ยมฉันทันทีที่คาบเรียนแรกของเขาสิ้นสุดลง ฉันจะเริ่มต้นวันใหม่ในฐานะศาสตราจารย์สำหรับชั้นเรียนการจัดการมานาเชิงปฏิบัติและฉันก็ไม่ได้รู้สึกกระตือรือร้นเมื่ออยู่ในสถานะปัจจุบันของฉัน เมื่อขาของฉันก้าวออกไปทุกๆสองสามก้าวหลังและข้างของฉันรู้สึกเหมือนมันกำลังจะไหม้ ฉันแทบไม่มีแรงที่จะเดินไปชั้นเรียนได้นับประสาอะไรกับการสอน

หลังจากเริ่มชินกับการเดินอย่างช้าๆฉันหยุดพิงอาไลจาห์เพื่อพยุงตัวและใช้ดอนบัลลาดให้เป็นไม้เท้าของฉัน ฉันอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆด้วยอารมณ์ประชด ฉันจำได้ว่าฉันเคยคิดว่าดาบเล่มนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าไม้เท้า ในความเป็นจริงมันเป็นดาบประเมินค่าไม่ได้ ฉันส่ายหัวเมื่อข้อสันนิษฐานของฉันในตอนนั้นสามารถคาดเดาได้ถึงสถานการณ์ในปัจจุบันของฉัน

อาไลจาห์พันด้ามจับและปลอกด้วยผ้าพันแผลสีขาวเพื่อความสบายตัวของฉันและเพื่อความปลอดภัยจากสายตาที่น่าสงสัย นี่ฉันอายุสิบสองปีและจำเป็นต้องใช้ไม้เท้าเพื่อพยุงตัวเองไม่ให้ล้ม

“นายไปเองไหวไหม? อย่างน้อยฉันน่าจะอยู่ช่วยนายในระหว่างชั้นเรียนของวันนี้นะว่าไง?” ใบหน้าของอาไลจาห์เหี่ยวย่นด้วยความกังวลขณะที่เขาเข้ามาใกล้ฉันพร้อมที่จะจับฉันถ้าฉันสะดุดล้ม

“ฉันเอาอยู่น่า” ฉันไม่มีความมั่นใจที่จะบอกว่าฉันจะไม่ล้มลง แต่ฉันไม่ต้องการให้อาไลจาห์อยู่เคียงข้างฉันตลอดเวลา

เมื่อเรามาถึงหน้าห้องเรียนคิ้วของอาไลจาห์ยังคงขมวดอยู่ใต้แว่นตาของเขาและฉันรู้ว่าเขาลังเลที่จะปล่อยฉันไปสอนด้วยตัวของฉันเอง

“อาเธอร์ ให้ฉันช่วยนายดีกว่า”

ฉันหันหน้าไปรอบๆและเห็นเจ้าหญิงแคธลีนวิ่งเข้ามาหาฉันจากกลุ่มเพื่อนๆของเธอ เธอโอบแขนไว้รอบเอวของฉันโดยไม่ให้โอกาสฉันได้ตอบสนองในขณะที่เธอเอาตัวเข้าไปที่ใต้แขนข้างที่ว่างของฉันและประคองเพื่อที่ฉันจะไม่ต้องใช้ไม้เท้า...ไม่สิดาบของฉันเป็นตัวพยุง

“เอ่อ…โอเคขอบใจมากนะ” ฉันยักไหล่ให้อาไลจาห์ที่ยืนอ้าปากค้าง เขาชูสองนิ้วขึ้นมาในขณะที่เขาพูดคำว่า ‘เจ้าหญิงทั้งสอง’ แต่ฉันก็ส่ายหัวและหันกลับไปเพื่อเดินเข้าไปในห้องของฉัน

“ฉันได้ยินมาว่าศาสตราจารย์คนใหม่ของเรากำลังจะมาสอนในวันนี้!”

"จริงๆเหรอ? ฉันชอบศาสตราจารย์กลอรี่อยู่นะ”

“ใครๆ ก็น่าจะเก่งกว่าศาสตราจารย์ไกสใช่ไหม?”

“ใครจะไปรู้ เราอาจจะได้เจอกับพวกตัวประหลาดที่อันตรายยิ่งกว่าก็ได้”

“เฮ้นั้นมันเจ้าหน้าที่คณะกรรมการวินัยที่เอาชนะไกสไม่ใช่เหรอ?”

“ทำไมเขาถึงต้องเดินกะเผลก?”

การพูดคุยต่างๆของนักเรียนเปลี่ยนไปเป็นการบ่นเกี่ยวกับตัวฉันทันทีที่ฉันเดินเข้ามา

“ตอนนี้ผมดีขึ้นมากแล้วนะครับเจ้าหญิงแคธลีน ขอบคุณมาก” ฉันปลดแขนออกจากไหล่ของเธอ

“แต่เธอยังต้องการความช่วยเหลือในการขึ้นบันได…” ใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกของเธอกลับไม่ตรงกับความกังวลในน้ำเสียงของเธอเลย ฉันแค่ส่ายหัวและทำท่าทางให้เธอไปก่อน

ซิลวีเดินตามมาใกล้ๆ ขณะที่ฉันเดินไปที่กลางห้องแล้วกระโดดขึ้นไปบนโพเดียมที่เคลื่อนย้ายได้ซึ่งวางอยู่ตรงกลางสนามขนาดเล็ก

“เหอะ…” ฉันหายใจเข้าลึกๆ อย่างโล่งอกขณะที่ฉันทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนโพเดียมที่สูงเกินไปสำหรับความสูงของฉัน

เมื่อมองขึ้นไปและเห็นเฟย์ริธนั่งที่อยู่โต๊ะด้วยสีหน้าสงสัย ทันทีที่แคธลีนไปถึงโต๊ะของเธอฉันก็เห็นเธอหันมองไปมาและพยายามมองหาฉัน เธอมองฉันอย่างงงๆ เมื่อเธอรู้ว่าฉันไม่ได้ขึ้นบันไดไปกับเธอแต่กลับเดินไปที่กลางห้องแทน

ในเวลานี้การสนทนาระหว่างเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังพูดถึงตัวฉันค่อยๆลดน้อยลงเนื่องจากนักเวทย์เฟรชชี่พวกนี้เริ่มสงสัยว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ที่โพเดียมของศาสตราจารย์

“ฉันไม่แน่ใจว่าพวกคุณกี่คนกันที่รู้จักชื่อของฉัน แต่ฉันเชื่อว่าอย่างน้อยพวกคุณส่วนใหญ่ก็น่าจะรู้ว่าฉันเป็นใคร ฉันชื่ออาเธอร์เลย์วินเป็นกรรมการวินัยเป็นลูกชายคนเดียวของสองนักเวทย์ที่ยอดเยี่ยมเป็นพี่ชายคนโตและศาสตราจารย์คนใหม่ของพวกคุณ ยินดีที่ได้รู้จัก”

ฉันนับถอยหลังอยู่ในหัวของฉัน ฉันคาดการณ์ว่าชั้นเรียนจะปะทุขึ้นเมื่อใด เกือบจะในเวลาเดียวกันนักเรียนในห้องเรียนยืนขึ้นด้วยความไม่เชื่อและบางคนก็โกรธขณะที่พวกเขาตะโกนให้หยุดล้อเล่นและกลับไปที่ที่นั่งของฉันได้แล้ว

“นายคาดหวังให้พวกเราเชื่อว่าเด็กอย่างนายจะเป็นศาสตราจารย์คนใหม่ของพวกเราหรือ?” หนึ่งในนักเรียนปีที่สองอุทาน

“เลิกบ้าแล้วกลับมาที่นี่ได้แล้ว! นายคิดว่านายเป็นใครกัน?” หนึ่งในนักเรียนปีแรกที่ตัวเตี้ยๆ ตะคอก

ฉันปล่อยลมหายใจที่เจ็บปวดออกมาในขณะที่ฉันคลายความคิดที่จะสอนชั้นเรียนนี้ได้ไหมในขณะที่ป่วย

เรื่องนี้จะง่ายกว่ามากถ้าศาสตราจารย์กลอรี่หรือผู้อำนวยการกู๊ดสกี้บอกให้ชั้นเรียนรู้ว่าฉันจะมาสอนก่อน อย่างน้อยเธอควรให้เอกสารอย่างเป็นทางการเพื่อพิสูจน์ว่าฉันเป็นศาสตราจารย์คนใหม่ แต่เมื่อรู้จักเธอดีฉันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าผู้อำนวยการกู้ดสกี้ทำสิ่งนี้โดยเจตนาหรือไม่

อย่างน้อยดูเหมือนว่าเธอน่าจะทำอะไรเช่นนั้น

“อืม…พวกนายจะเชื่อฉันไหมถ้าฉันบอกว่าผู้อำนวยการกู๊ดสกี้แต่งตั้งให้ฉันเป็นศาสตราจารย์ในชั้นเรียนนี้ตลอดภาคการศึกษาที่เหลือ”

“เอาดีๆ!”

“หยุดล้อเล่นได้แล้ว!”

"เงียบไปเลย!"

การประท้วงดังขึ้นอีกครั้งเมื่อนักเรียนเริ่มพาล

เมื่อมองไปที่เพื่อนร่วมคณะของฉัน ฉันสามารถเห็นใบหน้าที่คมชัดของเฟย์ริธซึ่งเต็มไปด้วยความไม่เชื่อและความสงสัยในขณะที่แคธลินแสดงสีหน้างงงวย

“อย่าอวดดีเพียงเพราะเอานายชนะศาสตราจารย์แก่ได้นะ! นายคิดว่านายจะชนะได้ไหมถ้าเจ้าหญิงแคธลีนและเฟย์ริธไม่ทำให้เขาเหนือยก่อนนะ” นักเรียนปีที่สองกระโดดลงมาและลงบนเวทีพร้อมกับส่งเสียงดัง

นักเรียนคนนี้มีรูปร่างที่ค่อนข้างใหญ่และเมื่อพิจารณาจากการไหลเวียนของมานาที่ไม่ดีนักในร่างกายของเขาแล้ว เขาอาจอยู่ในระดับที่สามารถเพิ่มพลังร่างกายได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

เขาก้าวยาวๆ มาหาฉันเตรียมจะพาฉันลงจากเวที เฟย์ริธลุกขึ้นยืนพร้อมที่จะกระโดดขึ้นไปบนเวทีเพื่อที่จะหยุดเจ้าตัวโตคนนั้นแต่ฉันแค่ส่ายหัวใส่เขา

เขาเข้าใจผิดในการส่ายหัวของฉันว่าเป็นการเยาะเย้ยเขาจึงคำราม “นายกล้าดียังไงมาส่ายหัวใส่ฉัน? นายคิดว่านายเป็นใครกัน?”

นักเรียนครึ่งห้องรู้สึกประหม่าเล็กน้อยและไม่อยากจมอยู่กับดราม่าระหว่างชั้นเรียนในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งกำลังเชียร์นักเรียนที่ทำตัวเป็นสัตส์เดรัจฉานคนนี้

เมื่อจ้องมองกลับลงไปที่ชายที่กำลังเดินเข้ามาหาฉัน ฉันพูดออกมาคำเดียว

"นั่งลง"

ทันใดนั้นเขาก็ถูกถล่มด้วยมานาจำนวนมาก นักเรียนตัวใหญ่ล้มลงก้นจ้ำเบ้าที่แรงมากพอที่จะทำให้เวทีสั่นไหวเล็กน้อย

ทั้งห้องเงียบกริบเมื่อฉันเดินไปหานักเรียนที่สับสนและอายที่นั่งลงตัวตรงอยู่ตรงนั้น ฉันยืนอยู่หน้าเขาฉันนิ่งเงียบและให้เวลาเขาสักครู่เพื่อปล่อยให้มันจมลงไปในสมองของเขาว่าเขาอยู่ในตำแหน่งใด

“ผู้อำนวยการกู๊ดสกี้ไม่ได้ใส่ใจจะออกเอกสารอย่างเป็นทางการใดๆ เพื่อเป็นการพิสูจน์ แต่จะชอบหรือไม่ฉันก็จะสอนชั้นเรียนนี้”

ฉันก้าวข้ามนักเรียนและเดินไปอีกด้านหนึ่งของห้องที่เงียบงัน

“ถ้าพวกคุณมีปัญหากับเรื่องนี้พวกคุณสามารถท้าประลองกับสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยที่น่ารักตัวนี้ได้ที่นี่ แต่ฉันรับรองว่าเธอจะทำให้ทุกคนล้มเช็ดพื้นได้อย่างง่ายดาย” ฉันอุ้มซิลวี่ไว้ใต้รักแร้ของเธอและแสดงให้ทั้งชั้นเรียนเห็น

นักเรียนมองหน้ากันอย่างไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรดีฉันจึงพูดต่อ “สำหรับคนที่ไม่ต้องการจะเรียนฉันจะไม่ว่าอะไรแล้วออกไปได้ - อันที่จริงฉันจะอนุญาตให้คนที่ไม่สนใจที่จะเรียนต่อได้เข้าไปเรียนในคลาสอื่นที่พวกคุณเลือก อย่างไรก็ตามหากมีใครที่อยากรู้อยากเห็นว่าเด็กน้อยคนที่ปวกเปียกคนนี้จะสามารถสอนอะไรพวกคุณได้บ้างอย่าลังเลที่จะอยู่ต่อไป” ฉันชี้ไปที่ประตูและรอสองสามวินาที แต่อาจจะเป็นเพราะการสาธิตเล็กน้อยของฉันกับนักเรียนปีสองหรือเพราะพวกเขากลัวไม่มีนักเรียนคนไหนออกไปจากห้องเลย

“เอาละ…ถ้างั้นก็ขอให้พวกคุณกรุณากลับไปที่ที่นั่งของพวกคุณ ฉันจะได้เริ่มบทเรียนของฉันสักที” ฉันมองไปที่นักเรียนปีที่สองที่กระโดดลงมาเพื่อแสดงความสามารถที่จำกัดของเขาอย่างกระตือรือร้น

ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงและนักเรียนคนนั้นก็รีบลุกขึ้นและเดินกลับไปที่ที่นั่งของเขา ในขณะที่เขาทำเช่นนั้นฉันใช้เวลาค่อยๆเดินกลับไปที่กลางเวทีแล้วเอนตัวลงบนโพเดียมที่ซิลวี่กระโดดขึ้นมา

“เนื่องจากนี่เป็นคลาสฝึกมานาเชิงปฏิบัติฉันจะถามคำถามที่สามารถใช้งานได้จริง วิธีใดเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการใช้มานากับบรรยากาศโดยรอบ” ฉันมองดูที่นั่งที่เต็มไปด้วยนักเรียนแทบจะในทันทีนักเรียนที่มีจมูกเหมือนจะงอยและมัดผมหางม้าก็ชูมือขึ้น

“มานาถูกใช้ได้ดีที่สุดโดยการดูดซับมานาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในชั้นบรรยากาศเข้าสู่แกนมานาซึ่งสามารถควบแน่นและทำให้บริสุทธิ์เพื่อใช้เมื่อร่ายเวทย์หรือใช้พร้อมกับเทคนิคต่างๆ” เธอยิ้มกว้าง เห็นได้ชัดว่าเธอภูมิใจกับคำตอบของเธอ

"ดีมาก อย่างที่คุณทราบกันดีว่าความแตกต่างระหว่างออกเมนเตอร์และคอนเจอะเรอร์นั้นคือออกเมนเตอร์ส่วนใหญ่ใช้มานาในแกนของพวกเขาผ่านช่องทางมานาในขณะที่คอนเจอะเรอร์ดูดซับมานาโดยตรงจากบรรยากาศโดยรอบผ่านเส้นเลือดมานาของพวกเขา ถ้าอย่างนั้นใครตอบได้บ้างว่าเหตุใดนักเวทย์ทั้งสองประเภทจึงต้องทำสมาธิและดูดซับมานาหากมีเพียงออกเมนเตอร์เท่านั้นที่ใช้มานาที่ดูดซึมเข้าสู่แกนกลางของพวกเขาได้?” ฉันถามคำถามและไม่ได้มองไปที่ใครเป็นพิเศษ

“…” มือที่มั่นใจของหญิงสาวคนเดิมย่อตัวลงขณะที่เธอครุ่นคิดถึงคำตอบ

“ในขณะที่ออกเมนเตอร์รวมมานาเข้ากับการโจมตีทางกายภาพ ด้วยเหตุนี้จึงลดปริมาณของมานาที่ใช้ แต่คอนเจอะเรอร์จะต้องคำนวนพื้นที่ที่ร่ายเวทย์โดยตรงและใช้มานามากขึ้น ด้วยเหตุนี้คอนเจอะเรอร์จึงใช้มานาที่กลั่นอยู่ในแกนมานาของพวกเขาเป็นเพียงการสำรองเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบในภายหลัง” แคธลีนตอบด้วยใบหน้าของเธอที่ดูผ่อนคลายขณะที่เธอยังคงนั่งอยู่

"ถูกต้อง ส่วนคำถามสุดท้ายของวันนี้: สีของแกนมานาของคอนเจอะเรอร์หรือแม้แต่กระทั่งของออกเมนเตอร์เป็นวิธีที่แม่นยำที่แท้จริงในการวัดระดับพลังของนักเวทย์หรือไม่?” ฉันเอนตัวไปข้างหน้าและย้ายน้ำหนักจากขาซ้ายไปขาขวา

ฉันหัวเราะเบาๆ ขณะที่เห็นใบหน้าที่นิ่งเฉยของแคธลินเปลียนไปเพราะเธอกำลังคิดหนัก “นั่นจะเป็นการบ้านของพวกคุณสำหรับวันนี้ เอาละทุกคนลงมาที่เวทีและเข้าแถว! ฉันต้องการให้คอนเจอะเรอร์อยู่ทางซ้ายและออกเมนเตอร์อยู่ทางขวาของฉัน”

หลังจากบ่นกันเล็กน้อยในที่สุดทุกคนก็เดินไปที่ด้านหนึ่งของสนาม ทุกคนเรียงแถวเคียงข้างกันหันหน้ามาทางฉัน

“สำหรับแบบฝึกหัดนี้ฉันต้องการให้ทุกคนใช่คาถาพื้นฐานกับธาตุที่ถนัดที่สุดของคุณ คอนเจอะเรอร์ห้ามใช้ไม้กายสิทธิ์” ฉันกล่าว

สำหรับออกเมนเตอร์ พื้นฐานทั้งหมดมาในรูปแบบที่คล้ายกันมาก สำหรับออกเมนเตอร์ไฟมันจะเป็นหมัดไฟซึ่งต้องปกคลุมไปทั้งกำปั้น สำหรับลมมันจะเป็นหมัดลมกรด สำหรับน้ำมันจะเป็นหมัดน้ำและหมัดดินสำหรับธาตุดิน หลังจากนักเวทย์สามารถแสดงองค์ประกอบของพวกเขาได้แล้วขั้นตอนแรกของนักเวทย์สายออกเมนเตอร์คือการเรียนรู้ที่จะรวมองค์ประกอบไว้ในมือซึ่งพวกเขาคุ้นเคยในใช้งานมากที่สุด

ความจริงที่ว่านักเวทย์ของราชวงศ์เหล่านี้ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียนในโรงเรียนนี้เป็นเพราะด้วยเชื้อสายของพวกเขา พวกเขามีความสามารถสูงและมักจะมีความสามารถในการแสดงองค์ประกอบของพวกเขาในช่วงวัยรุ้น พ่อของฉันต้องใช้เวลามากกว่ายี่สิบปีกว่าที่เขาจะแสดงให้เห็นถึงเปลวไฟที่แท้จริงได้ แต่เด็กอายุสิบสองถึงสิบสี่ปีเหล่านี้สามารถทำได้แล้ว นั่นคือความแตกต่างของยีนซึ่งเป็นสิ่งที่แม้แต่ฉันก็ยังปฏิเสธไม่ได้

สำหรับคอนเจอะเรอร์นั้นคาถาพื้นฐานที่สุดเกี่ยวข้องกับการรวบรวมมานาของธาตุที่เฉพาะเจาะจงให้เป็นทรงกลมและการยิงมันออกไป สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านไฟนั้นจะอยู่ในรูปแบบของคาถาไฟเออร์บอลสำหรับลมก็จะเป็นกระสุนลม สำหรับน้ำกระสุนน้ำและสำหรับดินกระสุนดิน

คอนเจอะเรอร์จะทำมันได้ง่ายเนื่องจากพวกเขาไม่จำเป็นต้องสร้างองค์ประกอบโดยตรงในร่างกาย แต่ดูดซับอนุภาคมานาที่เฉพาะเจาะจงรอบๆตัวพวกเขาและใช้สิ่งนั้นเพื่อเรียกใช้เวทมนตร์ เหตุใดคอนเจอะเรอร์จึงมีความเชี่ยวชาญในองค์ประกอบที่แตกต่างกันจึงต้องเกี่ยวข้องกับความสามารถในการรับรู้อนุภาคมานาของธาตุที่เฉพาะเจาะจงรอบๆตัวและใช้ประโยชน์จากมัน

ฉันเอนหัวลงบนฝ่ามือในขณะที่ดูนักเวทย์ทั้งสองประเภทเตรียมคาถาของพวกเขา

ออกเมนเตอร์ในชั้นเรียนทุกคนเริ่มจดจ่อกับมือข้างที่ถนัดและกำหมัดแน่น ไม่กี่วินาทีต่อมาคาถาของพวกเขาก็ปรากฏให้เห็นเมื่อองค์ประกอบต่างๆล้อมรอบหมัดของพวกเขา เวลาที่ใช้สำหรับออกเมนเตอร์แต่ละคนนั้นแตกต่างกันไปแต่ก็ไม่มากนัก

คอนเจอะเรอร์ในชั้นเรียนทุกคนเริ่มร่ายมนต์เบาๆ ในขณะที่พื้นที่ระหว่างฝ่ามือของพวกเขาเริ่มเปล่งแสงสีที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของพวกเขา ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ที่เฟย์ริธกับแคธลีนจะใช้เวลาในการร่ายมนตร์เร็วกว่าคนอื่นมาก

ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวระหว่างออกเมนเตอร์และคอนเจอะเรอร์ในคาถาของพวกเขาคือองค์ประกอบของออกเมนเตอร์จะล้อมรอบหมัดของพวกเขาในขณะที่องค์ประกอบของคอนเจอะเรอร์รวมตัวกันที่ฝ่ามือของพวกเขา

“ตอนนี้นักเรียนที่เป็นออกเมนเตอร์ ฉันอยากให้คุณลองยิงเวทย์มนตร์ของคุณดู ส่วนคอนเจอะเรอร์ฉันอยากให้คุณลองและซึมซับคาถาที่คุณเสกไว้ในมือของคุณ” ฉันยิ้มให้พวกเขาอย่างไร้เดียงสาขณะที่พวกเขาจ้องมองฉันอย่างว่างเปล่า

หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีพวกเขาก็รู้ว่าฉันไม่ได้ล้อเล่น พวกเขาทีละคนค่อยๆเริ่มต้นความพยายามในแนวคิดที่แปลกใหม่โดยการทำให้พวกเขาทำสิ่งตรงกันข้ามกับธรรมชาติของพวกเขา

ฉันเฝ้าดูออกเมนเตอร์ทุกคนล้มเหลวในความพยายามของพวกเขา บางคนถึงกับคำรามขณะที่พวกเขาสะบัดแขนขณะที่บางคนพยายามร่ายมนต์แต่ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร มันมาถึงจุดที่เกือบจะเป็นเรื่องตลกเมื่อนักเรียนคนหนึ่งคิดว่าถ้าหากเขาคำรามคำว่า ‘ไฟ’ ออกมา มันจะทำไฟออกมาได้

พวกคอนเจอะเรอร์ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเพราะทุกคนจบลงด้วยการถูกบาด ไฟไหม้ เปียกหรือฟกช้ำ หลังจากนั้นประมาณสิบนาทีของการดิ้นรนนักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะยอมแพ้และมองมาที่ฉันอย่างกล่าวหา; แม้แต่เฟย์ริธกับแคธลีนก็มีสีหน้าสงสัย

“นี่มันเป็นการกระทำที่โง่มากๆ เราทุกคนรู้ดีว่ามีเพียงออกเมนเตอร์ระดับสูงเท่านั้นที่สามารถร่ายเวทย์ระยะไกลได้!” นักเรียนคนหนึ่งร้องออกมา

"ใช่! และมันสำคัญยังไงในการดูดซับคาถาที่เราเตรียมที่จะร่ายออกมา " นักเรียนเอลฟ์คนหนึงร้องขณะที่เธอประคองมือของเธอ

ฉันปล่อยให้ซิลวี่อยู่บนโพเดียมและฉันก็เดินไปที่ด้านตรงข้ามเวทีที่อยู่ห่างจากนักเรียน

ฉันใช้เวลาช่วงสั้นๆ ในการตั้งสมาธิฉันมุ่งเป้าไปที่พื้นที่เปิดโล่งระหว่างคอนเจอะเรอร์และออกเมนเตอร์

ลมกระโชกแรงได้ก่อตัวขึ้นรอบๆ มือของฉันก่อนที่ฉันจะยิงผ่านนักเรียนออกไป ก่อนที่มันจะสัมผัสกับผนังโลหะกระสุนลมก็กระจายหายไปอย่างไม่เป็นอันตราย

นักเรียนคนหนึ่งโต้กลับว่า “ไม่เห็นมีอะไรเลย ออกเมนเตอร์ส่วนใหญ่สามารถทำเช่นนั้นได้เมื่อพวกเขาไปถึงขั้นสีส้ม”

“จริงอยู่มันไม่ยากที่จะทำแบบนั้น แต่ -” ฉันยกแขนอีกข้างขึ้นแล้วยิงกระแสอากาศอัดออกจากฝ่ามือของฉันโดยตรง การโจมตีดังขึ้นขณะที่มันกระแทกเข้ากับกำแพงด้านหลังของนักเรียนอีกครั้ง แต่คราวนี้ผนังเกิดหลุมจากแรงกดดันจนกลายเป็นเหมือนปล่องภูเขาไฟขนาดเล็ก “- คุณเคยเห็นออกเมนเตอร์คนไหนที่ทำแบบนั้นได้ในขั้นสีส้มไหมละ?”

นักเรียนต่างตกใจเมื่อเห็นผลกระทบที่แตกต่างกันจากคาถาเดียวกัน พวกเขาหันไปมาระหว่างฉันกับกำแพง

“ฉันไม่สามารถอธิบายได้อย่างถูกต้องว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคอนเจอะเรอร์ที่สามารถดูดซับคาถาที่พวกเขาเรียกออกมาได้ แต่เชื่อฉันเถอะมันจะช่วยพวกคุณสักวัน”

ฉันเดินโซซัดโซเซกลับไปที่แท่นและคว้าพันธนาการของฉัน “นั่นคือทั้งหมดสำหรับวันนี้ ลองหาคำตอบสำหรับคำถามและฝึกฝนในสิ่งที่ฉันเพิ่งบอกให้พวกคุณทำ แล้วเจอกันพรุ่งนี้”

ฉันโบกมือให้กับพวกเขาเมื่อฉันออกจากห้อง เมื่อออกไปข้างนอกฉันได้ยินเสียงนักเรียนที่อยู่ข้างในปะทุด้วยความตื่นเต้น

“ฉันเป็นยังไงบ้างละซิลวี?” ฉันถามหลังจากปล่อยมือจากพันธนาการของฉัน

'ไม่เลวค่ะ แต่หนูคงทำได้ดีกว่านี้ 'เธอตอบอย่างสดใสและเดินเคียงข้างฉันไป

จบบทที่ บทที่ 59 วันแรกในการทำงาน

คัดลอกลิงก์แล้ว