- หน้าแรก
- ปฐมกาล จ้าวอสรพิษ
- บทที่ 464 เราต่างเป็นผู้โดดเดี่ยว
บทที่ 464 เราต่างเป็นผู้โดดเดี่ยว
บทที่ 464 เราต่างเป็นผู้โดดเดี่ยว
ยุคบรรพกาล พลังวิญญาณอุดมสมบูรณ์ สำนักต่างๆ ตั้งตระหง่านมากมาย ก่อกำเนิดสุดยอดสำนักอย่าง สำนักปราบมังกร, สำนักมารฟ้า, สำนักวิถีสวรรค์, หุบเขาราชาโอสถ และอื่นๆ อีกมากมาย ทว่าพวกเขากลับเป็นดั่งฝูงปลาที่แหวกว่ายข้ามแม่น้ำ หายสาบสูญไปในสายธารแห่งประวัติศาสตร์
สำนักหุ่นเชิดเทพเจ้าถือเป็นข้อยกเว้น
ในฐานะสุดยอดสำนักเพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน ความลับภายในสำนักนั้นคนนอกไม่อาจล่วงรู้ได้ แต่สิ่งที่ยืนยันได้ก็คือ อิทธิพลของสำนักหุ่นเชิดเทพเจ้าที่มีต่อโลกภายนอกนั้นลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ
ด้วยพลังวิญญาณที่เบาบางในยุคปัจจุบัน เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีสุดยอดสำนักปรากฏขึ้นมาอีก แม้แต่ผู้บำเพ็ญระดับฮั่วเสิน (แปลงจิต) ก็แทบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว ไม่ใช่เพราะพรสวรรค์ไม่พอ แต่เป็นเพราะสภาพแวดล้อมนั้นย่ำแย่เกินไปจริงๆ
เหนือน่านฟ้าทะเลตงไห่
ร่างหนึ่งยืนตระหง่านดั่งต้นสนโบราณ ดวงตาดุดันราวกับพญาเหยี่ยว สวมเสื้อคลุมสีดำปกปิดมิดชิดทั้งตัว คนผู้นี้คือผู้บำเพ็ญระดับฮั่วเสินแห่งสำนักหุ่นเชิดเทพเจ้า... ร่างอวตารของเย่เซียว
หลังจากจอมอสูรตกตาย เขาก็มาถึงที่นี่ ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของชั้นฟ้า เฝ้ามองดูกระบวนการที่ทุกคนช่วยกันชำระล้างมลพิษจนจบสิ้น
ตลอดกระบวนการ เขาไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ แม้แต่จิตสัมผัสก็ไม่ได้แผ่ออกไป เพียงแค่ใช้ดวงตาเนื้อเฝ้ามองดูอย่างเงียบๆ
ก่อนที่จอมอสูรจะตายเกิดอะไรขึ้นบ้าง เขาไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด แต่ก็พอจะคาดเดาได้บ้าง
"จอมอสูร อัจฉริยะเหนือโลกผู้ไร้เทียมทาน กลับต้องมาตกตายที่นี่ ซ้ำยังเอาลมปราณทั้งชีวิตมาทิ้งขว้างในสถานที่แบบนี้ น่าเสียดาย... น่าเสียดายจริงๆ" เย่เซียวส่ายหน้าเงียบๆ
ด้วยสายตาของสำนักหุ่นเชิดเทพเจ้า ในบรรดาคนที่อยู่ที่นี่ นอกจากจอมอสูรในยุครุ่งเรืองที่คู่ควรให้พวกเขาให้ความสำคัญแล้ว คนอื่นๆ ล้วนไม่อยู่ในสายตา
รวมถึงเทพสมุทรที่มีความทะเยอทะยานอยากจะครองโลกนั่น เขาก็ไม่ได้เห็นอยู่ในสายตาเช่นกัน
เทพสมุทร อย่างมากก็ยึดครองได้แค่ดินแดนแห้งแล้งบางแห่ง สถานที่เหล่านี้ พลังวิญญาณเบาบางจนน่าสมเพช สำหรับระดับฮั่วเสินแล้ว มันไม่มีค่าอะไรเลย
พูดง่ายๆ ก็คือ ความแข็งแกร่งของเทพสมุทร ยังไม่คู่ควรให้สำนักหุ่นเชิดเทพเจ้าต้องมาใส่ใจ
สำนักหุ่นเชิดเทพเจ้า ยืนหยัดมานับล้านปีโดยไม่ล่มสลาย ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย วิกฤตมารฟ้าต่างแดนแบบนี้ พวกเขาผ่านมาไม่ต่ำกว่าห้าครั้งแล้ว พวกเขาไม่ได้มีความคิดจะกอบกู้สรรพสัตว์ สนใจเพียงผลประโยชน์ของระดับสูงเท่านั้น พวกเขาถึงกับไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่า ทำไมจอมอสูรถึงต้องยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องสถานที่แบบนี้
บางที นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมจอมอสูรถึงตกตาย แต่สำนักหุ่นเชิดเทพเจ้ากลับอยู่รอดมาได้ตลอดรอดฝั่ง
…………
"จอมอสูร เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่? มีชีวิตอยู่ในดินแดนที่สวรรค์ทอดทิ้งมาตั้งสามแสนปี แต่สุดท้ายกลับมาตายในสถานที่แบบนี้ ทำไปเพื่ออะไร?"
หลังจากเงียบไปพักใหญ่ เย่เซียวก็ร่อนลงจากท้องฟ้า พลังจิตล็อคเป้าไปที่เงาร่างทั้งเก้า
เงาร่างทั้งเก้าสายนั่น คือเก้าคนที่ช่วยชำระล้างมลพิษได้อย่างรวดเร็วก่อนหน้านี้ และเป็นเก้าคนที่ได้รับมอบชีพจรมังกรทั้งเก้าเส้นจากสวี่เฮย
แม้ว่าชีพจรมังกรจะถูกดึงกลับไปแล้ว แต่สภาพร่างกายของพวกเขาล้วนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การถูกชำระล้างด้วยลมปราณของจอมอสูรไปครั้งหนึ่ง ต่อให้ไม่อยากเปลี่ยนก็ยังยาก
หากเทียนจีซ่างเหรินยังอยู่ที่นี่ ย่อมมองออกแน่นอนว่า พวกเขามีโชควาสนา (ชี่อวิ้น) เพิ่มขึ้นมาแล้ว
"พวกเจ้าทั้งเก้าคน คือผู้สืบทอดของจอมอสูรหรือ?"
เสียงของเย่เซียวกังวานไปทั่ว
หลังจากคนผู้นี้ปรากฏตัว ทุกคนต่างหยุดมือจากสิ่งที่ทำอยู่ และมองมาทางเขาด้วยความตื่นตระหนกในใจ
เพราะว่า ไม่มีใครสัมผัสถึงตัวตนของคนผู้นี้ได้เลย เขาเป็นดั่งอากาศธาตุ
ไห่เถิง จิ่วโถวฉง และสวี่ไป๋ จำคนผู้นี้ได้ ตอนที่สวี่เฮยทะลวงระดับ เย่เซียวเคยปรากฏตัวอยู่ข้างๆ
หลินจื่อเย่หัวไว รีบประสานมือกล่าว "จอมอสูรปกปักษ์สรรพชีวิต สรรพชีวิตล้วนเป็นผู้สืบทอดของจอมอสูรขอรับ"
เย่เซียวปรายตามองเขา เอ่ยว่า "ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้า จงมาที่เขตแดนซีชาง ถือป้ายคำสั่งนี้ไปหาเจ้าเมืองจื่อหยาง ขอเพียงผ่านการทดสอบ พวกเจ้าก็จะได้เข้าเป็นศิษย์ข้า แม้สำนักหุ่นเชิดเทพเจ้าจะไม่เปิดรับศิษย์เพิ่มแล้ว แต่ทรัพยากรที่ควรได้ พวกเจ้าก็จะได้ครบถ้วน"
"อยู่ในสถานที่แบบนี้ ชั่วชีวิตพวกเจ้าก็ตันอยู่แค่นี้แหละ หากอยากจะปีนป่ายขึ้นสู่จุดสูงสุด นี่คือทางเลือกเดียวของพวกเจ้า"
ในสายตาของเย่เซียว คนกลุ่มนี้พรสวรรค์ธรรมดามาก ไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึง อัจฉริยะที่ยอดเยี่ยมที่เขาเคยพบเจอมานั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน คนกลุ่มนี้แทบจะไม่ติดอันดับด้วยซ้ำ
ที่ยอมให้โอกาสนี้ ก็เห็นแก่หน้าจอมอสูรล้วนๆ
เขาไม่รู้ว่าจอมอสูรคิดจะทำอะไร แต่ยังไงซะ การแจกป้ายคำสั่งสีขาวเก้าอัน ก็ไม่ได้เสียหายอะไร
เย่เซียวสะบัดมือ โยนป้ายคำสั่งเก้าอันไปตกอยู่ในมือของทั้งเก้าคน ไห่เถิงแตะป้ายคำสั่งเบาๆ ในหัวก็ปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับเขตแดนซีชางและเมืองจื่อหยางขึ้นมาทันที
เขตแดนซีชาง ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของดาวผู้บำเพ็ญเพียรดวงนี้ ต้องข้ามผ่านดาวไปครึ่งดวงถึงจะไปถึง หรือที่พวกเขามักจะเรียกกันอย่างคุ้นเคยว่า ทวีปตะวันตก
จากนั้น เย่เซียวก็หายวับไปโผล่ตรงหน้าสวี่เฮย
ขั้นตอนการทะลวงระดับของสวี่เฮย สร้างความประทับใจให้เขาอย่างมาก
แผนเดิมของเย่เซียวคือจะจับตัวกลับไปเลย แต่พอคิดดูอีกที เขาก็หยิบป้ายคำสั่งสีขาวแบบเดียวกันออกมา แล้วโยนให้
"เจ้าก็เหมือนกัน"
สุดท้าย เย่เซียวก็ทอดสายตาไปยังชิ้นส่วนซากศพที่เหลืออยู่ของจอมอสูร
ศพของผู้บำเพ็ญระดับฮั่วเสิน เดิมทีมีมูลค่ามหาศาล ทว่าจอมอสูรผู้นี้เพื่อป้องกันไม่ให้เขาหมายปอง จึงจงใจสลายลมปราณทั้งหมดทิ้งไป
ตอนนี้ ซากศพเหล่านี้ยังมีประโยชน์กับสัตว์อสูรทั่วไปอยู่บ้าง แต่สำหรับระดับฮั่วเสินขึ้นไป ถือว่าหมดประโยชน์แล้ว อารมณ์เหมือนกินก็ไร้รสชาติ แต่ทิ้งก็เสียดาย
ในที่สุด เย่เซียวก็หยิบชิ้นส่วนศพขึ้นมาหนึ่งชิ้นอย่างส่งๆ เก็บเข้าแหวนมิติ แล้วหายวับไปทันที
…………
สวี่เฮยนิ่งเงียบมาตลอด
แม้เย่เซียวจะไม่ได้ลงมือกับเขา แต่จิตใจของสวี่เฮยก็ยังคงหนักอึ้ง
เขารู้ดีว่า บนโลกใบนี้ยังมีคนอีกมากมายที่อยู่สูงส่งบนหอคอยงาช้าง เอาแต่มองดูอย่างเย็นชา ไม่แยแสสิ่งใด ไม่ว่าโลกภายนอกจะถล่มทลาย พวกเขาก็ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ และยิ่งไม่คิดจะยื่นมือเข้ามาช่วย
บางที... นี่อาจจะเป็นความจริงที่ทำให้พวกเขาสามารถมีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้
ทุกคนแยกย้ายกันออกไปตรวจสอบบริเวณโดยรอบ แต่ก็ไม่พบร่องรอยการมีอยู่ของเทพสมุทรแม้แต่นิดเดียว
มลพิษทั้งหมดถูกเคลียร์จนสะอาดหมดจด
ค่ายกลเคลื่อนย้ายก็พังไปแล้ว พวกเขาทิ้งคนไว้กลุ่มหนึ่งเพื่อค้นหาต่อ ส่วนคนที่เหลือก็ขนย้ายซากศพบางส่วน ขึ้นเรือเหินวารี เดินทางกลับทางเดิม
สวี่ไป๋ไม่ได้คืนร่างเป็นงู นางยังคงอยู่ในรูปลักษณ์ของหญิงสาวชุดขาว
ไม่มีการบอกลา นางเพียงแค่มองสวี่เฮยด้วยสายตาลึกซึ้ง หยิบเรือแจวลำน้อยออกมา แล้วปลีกตัวออกจากฝูงชน มุ่งหน้าไปอีกทิศทางหนึ่ง
สวี่เฮยรู้ว่า นั่นคือทิศทางของเขตแดนซีชาง
"สวี่ไป๋!" จู่ๆ สวี่เฮยก็ตะโกนเรียก
สวี่ไป๋ไม่ได้หันกลับมา เพียงแต่เรือที่นางนั่งหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เพื่อรอฟังคำถามของเขา
"เจ้ายังเป็นสวี่ไป๋อยู่ไหม?" สวี่เฮยถาม
สวี่ไป๋ยังคงไม่หันกลับมา นางเพียงถอนหายใจแผ่วเบา ทิ้งประโยคหนึ่งไว้ตามสายลม
"บนจุดสูงสุดแห่งมหาเต๋า ท่านและข้าล้วนเป็นผู้โดดเดี่ยว รักษาตัวด้วย!"
เรือค่อยๆ แล่นห่างออกไป และไม่หันกลับมามองอีกเลย
บนเรือแจวอันโดดเดี่ยว สวี่ไป๋นั่งนิ่งอยู่ที่หัวเรือ นางหลับตาแน่น สีหน้าเรียบเฉย ทว่าที่หางตา กลับมีหยาดน้ำตาสองสายไหลริน
"เวลาหมื่นปี แค่ห้าปีสั้นๆ นี้ จะนับเป็นอะไรได้?"
สวี่ไป๋คล้ายพึมพำกับตัวเอง และคล้ายกำลังพูดกับใครอีกคน
แต่ทันใดนั้น แววตาของนางก็เปลี่ยนไป แล้วพึมพำกับตัวเองอีกครั้ง "ห้าปี... อาจเป็นเพียงชั่วพริบตาของท่าน แต่กลับเป็นทั้งชีวิตของข้า"
ห้าปี คือระยะเวลาที่นางได้รู้จักกับสวี่เฮย
แววตาของนางฉายแววเจ็บปวดและดิ้นรน แต่เพียงไม่นาน ก็กลับมาสงบนิ่งราวกับก้อนน้ำแข็งหมื่นปี ราวกับคนที่อยู่มาหมื่นปี ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
สวี่ไป๋รู้ดีว่า วินาทีที่นางใช้งานพลังขุมนี้ นางก็หันหลังกลับไม่ได้อีกแล้ว
นางอยากช่วยสวี่เฮย จึงจำเป็นต้องใช้พลังนั้น
มีเพียงต้องกลายเป็นจักรพรรดิเขียว (ชิงตี้) เท่านั้น นางถึงจะก้าวตามสวี่เฮยได้ทัน
"สวี่ไป๋... รอจนเจ้ามีอายุเกินหมื่นปี ได้เห็นคนรอบข้างตายจากไปทีละคน ศิษย์พี่ ศิษย์น้อง อาจารย์ คนที่เจ้ารัก คนที่รักเจ้า ล้วนกลายเป็นเถ้าธุลีดิน ถึงตอนนั้น เจ้าจะเข้าใจเองว่า ความรู้สึกของเจ้าในตอนนี้ มันเปราะบางและอ่อนแอเพียงใด"
"สิ่งที่ข้าต้องแบกรับในอดีต หนักหนาสาหัสกว่าที่เจ้าเผชิญในตอนนี้เป็นหมื่นเท่า"
เสียงของสวี่ไป๋ดังก้องเบาๆ บนเรือ ราวกับกำลังพูดให้ตัวเองฟัง
…………