- หน้าแรก
- ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ
- ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 1449 ค่ายกลกองทัพ (อ่านฟรี)
ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 1449 ค่ายกลกองทัพ (อ่านฟรี)
ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 1449 ค่ายกลกองทัพ (อ่านฟรี)
ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 1449 ค่ายกลกองทัพ (อ่านฟรี)
แปลโดย iPAT
เสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง เมื่อถูกฝังไว้ใต้ภูเขามนุษย์ มันทำให้จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของเขาลุกโชนขึ้นเหมือนกองไฟ เขารู้สึกความเหนื่อยล้าค่อยๆหายไป ‘ฮ่าฮ่า คนอื่นฟื้นตัวด้วยการพักผ่อน แต่ข้าฟื้นตัวด้วยการต่อสู้!’
“ย่า!” หลี่ฉิงซานยกแขนขึ้นพร้อมระเบิดเสียงคำราม และภูเขามนุษย์ก็พังทลายลง
“อ๊าก!” ทหารหลายร้อยนายถูกส่งบินออกไป มันเหลือเพียงหลี่ฉิงซานที่ยืนอยู่ในสนามประลอง
เส้นผมสีดำของเขาพลิ้วไหวไปตามสายลมและหิมะขณะที่เขาเผยรอยยิ้มกว้างราวกับเด็กน้อยที่ดื้อรั้น ดวงตาของเขาส่องประกายด้วยความตื่นเต้น ก่อนหน้านี้เขาเพียงระบายอารมณ์ แต่ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนพบของเล่นชิ้นใหม่ที่น่าสนใจ
เมื่อกองทัพทหารล้มลง ทุกคนต่างตกใจ พวกเขาไม่เคยคาดคิดว่าเขาจะแข็งแกร่งถึงระดับนี้
เขาสามารถทำลายค่ายกลทหารได้อย่างง่ายดายซึ่งทำให้ขวัญกำลังใจของกองทัพสั่นคลอนทันที
บางคนตะโกน “อย่าตกใจ เขาอยู่ตัวคนเดียว!”
หลี่ฉิงซานมองไปตามเสียงสายนั้นและค้นพบในทันทีว่าเจ้าของเสียงคือหัวหน้ากองที่ดูแลสนามประลองแห่งนี้
พวกเขาเป็นกองทัพที่มีประสบการณ์ ดังนั้นขวัญกำลังใจของพวกเขาจึงกลับมาคงที่อีกครั้งในไม่ช้า และปราณกองทัพก็รวมตัวกันอีกหน มีผู้คนมากมายมารวมตัวกันที่สนามประลองเล็กๆแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นถนน กำแพง และต้นไม้ล้นเต็มไปด้วยผู้คน กล่าวได้ว่ามีทหารมากกว่าแสนนายอยู่ที่นั่น ขณะที่ทหารใหม่เข้ามาสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
“ดีมาก! ทำให้ข้าสนุกกว่านี้!” หลี่ฉิงซานเลียริมฝีปากและยิ้ม “ข้าอยู่ตัวคนเดียวงั้นหรือ?”
ทันใดนั้นเงาร่างสีดำก็ปรากฏขึ้นและซ้อนทันกันเป็นชั้นๆก่อนจะกลายเป็นหลี่ฉิงซานอย่างรวดเร็ว พวกมันคือกองทัพร่างแยกของเขาซึ่งมีมากกว่าหนึ่งร้อยร่าง
ร่างแยกรุกหน้าและถอยหลังโดยยังอยู่เคียงข้างหลี่ฉิงซาน ในชั่วพริบตาพวกมันก็จัดตั้งค่ายกลขึ้นมา
“ค่ายกลทหารงั้นหรือ? ข้าก็ทำได้เช่นกัน!”
หลี่ฉิงซานทำการบ้านมาไม่น้อย การจัดขบวนทัพเป็นส่วนหนึ่งในยุทธวิธีทางทหารที่ทหารทุกระดับต้องเรียนรู้ มันไม่ใช่ความลับใดๆ มันมุ่งเน้นไปที่การประสานงานระหว่างทหาร ยิ่งฝีกซ้อมและประสานงานกันได้ดีเท่าใด ขวัญกำลังใจและพลังอำนาจของกองทัพก็จะแข็งแกร่งเท่านั้น
และสิ่งใดจะประสานงานได้ดีไปกว่าร่างแยก
เมื่อค่ายกลทหารเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง แม้จะมีคนเพียงหนึ่งร้อยคน แต่มันกลับดูเหมือนกองทัพใหญ่ที่กำลังเผชิญหน้ากับข้าศึกในสนามรบ
เฉาเทียนเจียวยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ร่างแยก!”
ทักษะนี้ไม่ใช่สิ่งที่หลี่ฉิงซานคิดค้นขึ้นด้วยตนเอง มีผู้คนมากมายฝึกฝนและเชี่ยวชาญทักษะร่างแยก และการใช้ร่างแยกสร้างค่ายกลทหารก็เป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุดและสะดวกที่สุด
อย่างไรก็ตามผู้ฝึกตนมักจะค้นพบว่าแม้การเคลื่อนไหวนี้จะดูทรงพลังแต่มันกลับมีข้อจำกัดมากมาย
ประการแรก จำนวนร่างแยกมีจำกัด ดังนั้นขนาดของกองทัพที่สามารถสร้างขึ้นจึงถูกจำกัดเช่นกัน การควบคุมและรักษาพวกมันเอาไว้ต้องใช้พลังงานและความพยายามมหาศาล ดังนั้นมันอาจจะดีกว่าที่จะใช้กลยุทธ์อื่น
ประการที่สอง มันไม่เหมาะสำหรับการต่อสู้ตัวต่อตัว กองทัพทหารมีความแข็งแกร่งแต่เคลื่อนไหวช้าและมีระยะโจมตีที่จำกัด ศัตรูสามารถรักษาระยะห่างและรอให้กองทัพทหารพังทลายลงด้วยตัวมันเอง การใช้กองทัพเป็นปราการป้องกันก็ช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้ชั่วคราวเท่านั้น และมันก็จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงในภายหลัง
ด้วยเหตุนี้กลยุทธ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่สิ่งที่จะพบเห็นได้ทั่วไป แต่มันกลับเหมาะสมกับหลี่ฉิงซานในเวลานี้มาก เขาออกคำสั่ง “บุก!” เขาได้รับประสบการณ์การเป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ทันที ในฐานะแม่ทัพ เขาพุ่งออกไปต่อสู้อยู่ในแนวหน้าโดยมีกองทัพใหญ่ติดตามอยู่ด้านหลัง
เขารู้สึกราวกับไม่มีสิ่งใดที่สามารถไม่กีดขวางเส้นทางของเขาได้ ทหารนับไม่ถ้วนถูกโยนขึ้นสู่อากาศพร้อมกันด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงแห่งความประหลาดใจ
กองทัพที่รวมตัวกันอย่างกะทันหันไม่สามารถหยุดการโจมตีของเขาได้เลย เขาเหมือนคันไถที่ขุดลึกลงไปในพื้นดินและพุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เหตุผลสำคัญที่สุดของเรื่องนี้คือพวกเขาไม่มีผู้บัญชาการระดับสูง สมาชิกที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเขาเป็นเพียงหัวหน้ากองที่ความแข็งแกร่งเทียบหลี่ฉิงซานไม่ได้เลย
กล่าวอีกนัย พวกเขาไม่มีแม่ทัพคอยสั่งการ เมื่อไม่มีแม่ทัพ พวกเขาก็เหมือนสัตว์ป่าที่ไร้เขี้ยวเล็บ ไม่ว่าสัตว์ร้ายจะตัวใหญ่โตเพียงใด พลังที่พวกมันสามารถปลดปล่อยออกมาได้ก็มีจำกัด
ก่อนที่หัวหน้ากองจะฟื้นคืนสติ หลี่ฉิงซานก็มาถึงตรงหน้าเขาแล้ว เขาถูกกระทืบลงไปนอนอยู่บนพื้นดินพร้อมรอยประทับฝ่าเท้าจำนวนมาก
เฉาเทียนเจียวเฝ้ามองหลี่ฉิงซานอาละวาดและถอนหายใจ ‘หากนี่เป็นสนามรบ มันคงกลายเป็นการสังหารหมู่ของฝ่ายเดียวไปแล้ว มีหลายสาเหตุที่ทำให้พวกเขาอ่อนแอ เช่น การขาดผู้นำหลักและขาดอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้ยังไม่ได้ใช้พลังเต็มที่เช่นกัน และเขาก็อยู่ในสภาพที่อ่อนแอมาก’
‘ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งและแก่นวิญญาณหยินที่อัศจรรย์ เขาสามารถทำได้ทั้งการเผชิญหน้ากับศัตรูโดยตรงและลอบโจมตี หากไม่ใช่เพราะข้อพิพาททั้งหมดของเขา เขาจะกลายเป็นผู้สนับสนุนที่ดีที่สุด เขาจะสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมในสนามรบได้อย่างแน่นอน ตราบเท่าที่เขาไม่ตายระหว่างทาง การกลายเป็นศิษย์สายตรงไม่ใช่เรื่องยากเลย’
เมื่อนึกถึงการดวลที่พวกเขาตกลงกันไว้ในอีกสามสิบปีข้างหน้า นางก็เผยรอยยิ้มบาง “เจ้าหนู ข้าอยากฆ่าตัดตอนเจ้าจริงๆ”
แน่นอนว่ามันเป็นเพียงเรื่องตลก
“แต่ข้าจะปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ไม่ได้ มิเช่นนั้นขวัญกำลังใจของทหารจะพังทลาย”
เฉาเทียนเจียวกำลังจะเข้าไปขัดขวางแต่นางพลันเห็นนักบวชรูปหนึ่งวิ่งไปที่สนามประลองอย่างเร่งรีบ เขาประกาศเสียงดังว่า “ตามคำสั่งของท่านเจ้าอาวาสแสงแห่งความรุ่งโรจน์ แม่ทัพหลี่ฉิงซานได้รับเชิญให้ไปเยี่ยมสำนักสงฆ์แดนพิสุทธิ์!”
เสียงของเขาดังกึกก้อง ทหารทุกคนทั้งประหลาดใจและดีใจ “ท่านเจ้าอาวาสฟื้นแล้วงั้นหรือ!?”
หลี่ฉิงซานลอบสั่นไหวอยู่ภายใน เขายังจำประสบการณ์เลวร้ายในสำนักสงฆ์แดนพิสุทธิ์ได้ดี
ยิ่งไปกว่านั้นนักบวชที่มาเรียกเขาก็เป็นนักบวชผู้พิทักษ์คนเดียวกับคนที่พยายามกีดขวางเส้นทางของเขาในวันนั้น นักบวชผู้นี้กล่าวว่าเชิญ แต่ใบหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยความโกรธและความเกลียดชัง
หากไม่ใช่เพราะคำสั่งของเจ้าอาวาส บางทีเขาอาจท้าทายหลี่ฉิงซานทันที
หลี่ฉิงซานสลายร่างแยกของเขาและกระโจนออกไป เขาถามด้วยรอยยิ้ม “เป็นเจ้า! เจ้าอาวาสแสงแห่งความรุ่งโรจน์พึ่งฟื้น เหตุใดท่านจึงเรียกข้าไปพบ?”
“ข้าไม่รู้!” นักบวชผู้พิทักษ์กล่าวอย่างเย็นชา
“ไม่ว่าอย่างไรมันก็คงไม่ใช่เรื่องดีๆ!” หลี่ฉิงซานยักไหล่
“เจ้ากล่าวสิ่งใด ลองพูดอีกทีสิ!” นักบวชผู้พิทักษ์โกรธจัด
“ไม่ว่าอย่างไรมันก็คงไม่ใช่เรื่องดีๆ ข้าพูดซ้ำแล้ว หากเจ้ามีความสามารถก็เข้ามาทุบตีข้า!”
นักบวชผู้พิทักษ์กำหมัดแน่นขณะที่มัดกล้ามเนื้อของเขากระตุกและเริ่มโป่งพองด้วยเส้นเลือด อย่างไรก็ตามเจ้าอาวาสแสงแห่งความรุ่งโรจน์สั่งเขาอย่างจริงจังว่าอย่าต่อสู้ก่อนจะไปถึงสำนักสงฆ์ ดังนั้นเขาจึงต้องระงับความโกรธและตะโกนว่า “เจ้าจะมาหรือไม่?”
“แน่นอน เหตุใดข้าจะไม่?”
หลี่ฉิงซานรู้สึกว่าพละกำลังของเขาเริ่มฟื้นตัวขึ้นบ้างแล้ว แม้เขาจะสามารถหลีกเลี่ยงในครั้งนี้ แต่เขาก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงตลอดไป ท้ายที่สุดพวกเขาก็อาศัยอยู่ในเมืองเดียวกัน เจ้าอาวาสแสงแห่งความรุ่งโรจน์ได้รับบาดเจ็บสาหัสมากกว่าเขา ดังนั้นนักบวชผู้นั้นย่อมไม่ลงมือกระทำการบางสิ่งเร็วขนาดนี้
และครั้งนี้หลี่ฉิงซานก็เตรียมพร้อมไว้แล้ว มีลูกประคำหัวกะโหลกซ่อนอยู่ในเสื้อของเขา เสี่ยวอันบังคับให้เขานำมันติดตัวมาด้วย คราวนี้เขาจะไม่ทนรับฝ่าฝืนโดยเปล่าประโยชน์อย่างแน่นอน
หลี่ฉิงซานทิ้งสนามประลองที่เต็มไปด้วยทหารที่ได้รับบาดเจ็บไว้เบื้องหลังและจากไปอย่างสงบภายใต้การจ้องมองของนายทหารนับแสนนาย และเขาก็มาถึงสำนักสงฆ์แดนพิสุทธิ์อีกครั้ง