เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 187 อัจฉริยะกับคนธรรมดา

ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 187 อัจฉริยะกับคนธรรมดา

ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 187 อัจฉริยะกับคนธรรมดา


ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 187 อัจฉริยะกับคนธรรมดา

แปลโดย iPAT  

การตายของสองผู้บัญชาการหมาป่าทมิฬเป็นเรื่องสะเทือนขวัญในบางสถานที่ อย่างไรก็ตามในสายตาของบางคน สิ่งนี้ไม่มีนัยสำคัญใดๆ

ความแตกต่างระหว่างพลังอำนาจทำให้เกิดความสนใจที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นหวังฝูซื่อที่ไม่ชอบหลี่ฉิงซานหรือฮัวเฉิงซานที่ชอบเขา ทั้งคู่จัดเรื่องนี้อยู่ในกลุ่มที่ไม่สำคัญ ดังนั้นพวกเขาจึงบรรลุข้อตกลงหลังจาพูดคุยกันเพียงไม่นาน

หวังฝูซื่อกล่าว “เพื่อความยุติธรรม ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องจัดการเด็กคนนี้”

ฮัวเฉิงซานถาม “อย่างไร?”

หวังฝูซื่อกล่าว “รองผู้นำนิกายเมฆาพิรุณเดินทางไปเมืองเจียเผิงพร้อมกับยายทั้งสี่ ลูกชายห่วยๆของเขาเข้าไปตามหาหลี่ฉิงซานในถ้ำผีดิบและไม่ได้กลับออกมา ข้าคิดว่าเขาตายไปแล้ว อันใด? คู่รักของเจ้าไม่ได้พูดถึงมันงั้นหรือ?”

ฮัวเฉิงซานกล่าว “ท่านมีคำตอบอยู่แล้ว แม้แต่ท่านก็ยังบอกว่านางเป็นคู่รักของข้า นางเป็นผู้นำนิกาย นางย่อมต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของนิกาย เด็กผู้หญิงดูเหมือนจะสำคัญสำหรับพวกนาง แน่นอนว่าพวกนางย่อมไม่สนใจข้าที่เป็นเพียงรองผู้บัญชาการ” เขาห้ามนิกายเมฆาพิรุณไม่ให้แตะต้องหลี่ฉิงซานไปแล้วแต่พวกเขาไม่แยแสและดำเนินการอย่างเข้มข้นในเวลานี้ นั่นถือเป็นการเพิกเฉยต่ออำนาจของเขาอย่างชัดเจน

หวังฝูซื่อยกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “เมื่อเจ้าก้าวข้ามภัยพิบัติสวรรค์แล้ว เราจะทำงานร่วมกัน ข้าอยากรู้ว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง ผู้ใดยังกล้าพอที่จะท้าทายคำขอของเจ้าในมณฑลชิงเหอแห่งนี้อีก!” คนทั้งสองเป็นผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรียที่ทรงอิทธิพลที่สุดในมณฑลชิงเหอ แต่ความแตกต่างระหว่างการบ่มเพาะเพียงขั้นเดียวสามารถสร้างความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด

ฮัวเฉิงซานเผยรอยยิ้มขมขื่น “การบ่มเพาะต้องเป็นไปตามขั้นตอน ท่านไม่สามารถบังคับมัน”

หวังฝูซื่อกล่าว “เอาล่ะ ข้าจะไม่ทะเลาะกับสิ่งที่เจ้ายึดติด เราจะไม่นำตัวเขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและเราก็จะไม่ปกป้องเขาเช่นกัน เพียงรอดูกันไป ข้าอยากรู้ว่าเด็กคนนี้จะรอดมาได้หรือไม่!”

ฮัวเฉิงซานลุกขึ้นจากเก้าอี้และตบไหล่หวังฝูซื่อ “เขายังเป็นคนที่ผู้บัญชาการกู่ชื่นชม เพียงหยุดไม่พอใจเขา ตาแก่หวัง ท่านควรระวังมิให้มันส่งผลกระทบต่อการบ่มเพาะของท่าน”

หวังฝูซื่อกล่าว “แล้วอย่างไร? ข้าก็เป็นคนที่ผู้บัญชาการกู่ชื่นชมเช่นกัน หากไม่ใช่เพราะความไม่พอใจนี้ ข้าคงเป็นเพียงชายชราใกล้ตายเท่านั้น! ข้าจะไปเยี่ยมสำนักศึกษาร้อยจอมยุทธ์และดูว่ามีเด็กคนใดสนใจรับตำแหน่งผู้บัญชาการหมาป่าทมิฬและรองผู้บัญชาการหรือไม่”

จอมยุทธ์ทั่วไปต้องทำงานหนักและเสี่ยงชีวิตขณะที่พวกเขาแทบไม่มีโอกาสเป็นผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์ อย่างไรก็ตามศิษย์ของสำนักศึกษาร้อยจอมยุทธ์สามารถเป็นผู้บัญชาการหมาป่าอินทรีย์ได้โดยตรง นี่คือความแตกต่างระหว่างพวกเขา

หลังจากหวังฝูซื่อจากไป ใบหน้าของฮัวเฉิงซานก็มืดมนลงเล็กน้อย เขาถอนหายใจเบาๆ แม้เขาจะฉลาดและยืนหยัดเพื่อความภาคภูมิใจในฐานะอัจฉริยะของตน แต่มันจะมีประโยชน์ใดหากเขาไม่สามารถทะลวงขอบเขต

อัจฉริยะยืนอยู่ด้านบนและถอนหายใจขณะที่คนธรรมดาดิ้นรนอยู่บนพื้น

“เพี้ยะ!” การตบอย่างรุนแรงทำให้เฉียนหรงจื่อกระเด็นออกไป นางหมุนตัวอากาศก่อนจะกระแทกกับกำแพงอย่างรุนแรงและล้มลงกับพื้น แก้มของนางบวมและมีเลือดไหลซึมออกมาจากปาก ตอนนี้นางดูน่าอนาถมาก

“เหตุใดเจ้าไม่หยุดเขา? แล้วเหตุใดเจ้าถึงมารายงานตอนนี้!” ชายวัยกลางคนผมหงอกในชุดคลุมสีม่วงราคาแพงคำราม พลังปราณของเขาปะทุขึ้นทำให้เขาดูน่าเกรงขาม เขากำลังบดขยี้เฉียนหรงจื่อราวกับแมลงวัน

ชายวัยกลางคนเป็นรองผู้นำของนิกายเมฆาพิรุณ จอมยุทธ์ขั้นสิบ เว่ยจงหยวน เขาบ่มเพาะมาถึงระดับนี้ด้วยวิธีการบ่มเพาะของนิกายเมฆาพิรุณ

ด้านข้างมีหญิงชราสี่คนนั่งอยู่ ทั้งสี่แต่งหน้าจัดมาก มันเป็นภาพที่ค่อนข้างแปลก  แม้จะอยู่ห่างออกไปสิบก้าวก็ยังได้กลิ่นเครื่องสำอางของพวกนาง

ไม่มีหญิงชราคนใดชำเลืองมองเฉียนหรงจื่อขณะที่ชายหนุ่มสองสามคนคอยปรนนิบัติพวกนางอยู่ด้านหลังอย่างเต็มที่

หนึ่งในนั้นคือยายประจิม ชายหนุ่มรูปงามสองคนกำลังนวดไหล่ของนางขณะที่นางก้มศีรษะลงจิบชาและไม่สนใจสภาพที่น่าสังเวชของศิษย์ของนาง

น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาของเฉียนหรงจื่อขณะที่นางกล่าวอย่างน่าสงสาร “ข้าพยายามทำทุกอย่างแล้ว แต่ข้าไม่สามารถห้ามนายน้อยเว่ย ท่านรองผู้นำ ท่านไม่สามารถตำหนิข้าในเรื่องนี้!”

“กล้าโต้เถียงงั้นหรือ!” เว่ยจงหยวนผลักฝ่ามือปลดปล่อยพลังปราณออกไปยกร่างของเฉียนหรงจื่อขึ้นสู่อากาศ “ด้วยนิสัยของลูกชายข้า เขาไม่มีทางพยายามตามหาหลี่ฉิงซาน หากเขาไม่ถูกอาคมของโสเภณีเช่นเจ้า!” หากไม่ใช่เพราะเฉียนหรงจื่ออ่อนแอเกินไป เขาคงสงสัยว่านางเป็นผู้ร้ายที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด แน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่ได้เกิดจากความคิดอย่างมีเหตุผลของเขาแต่มาจากความโกรธที่เขาต้องการระบายกับนาง

กระดูกของเฉียนหรงจื่อเริ่มส่งเสียงดังพร้อมกับเสียงกรีดร้องของนาง “ข้า...จริงๆ...”

ทันใดนั้นประตูก็เปิดออกอย่างกะทันหัน ผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์กลุ่มหนึ่งบุกเข้ามา “พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใด...” หลังจากเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ใบหน้าของพวกเขาก็กลายเป็นซีขาวด้วยความตกใจ พวกเขาได้รับข่าวว่าผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์ถูกขังอยู่ในนิกายเมฆาพิรุณ ดังนั้นพวกเขาจึงรีบมา อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่เคยคิดว่าจะพบกับจอมยุทธ์ที่ทรงพลังเช่นนี้และมันทำให้พวกเขารู้สึกพูดไม่ออก

“พะ...พวกเจ้าพยายามฆ่าผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรียงั้นหรือ?”

เว่ยจงหยวนพึ่งจำได้ว่าเฉียนหรงจื่อเป็นผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์ขณะที่ยายประจิมกระแอมเบาๆ “ท่านรองผู้นำ อย่าพึ่งโมโห มันไม่ใช่ความผิดของหรงจื่อ นอกจากนั้นสิ่งสำคัญตอนนี้คือเราควรรีบตามหาเสี่ยวเจีย ข้าเฝ้าดูเด็กคนนี้เติบโตขึ้นมา ข้าไม่อยากให้เกิดสิ่งใดขึ้นกับเขา”

เว่ยจงหยวนก่นเสียงเย็นก่อนจะโยนเฉียนหรงจื่อออกไปด้วยความไม่พอใจ ผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์ไม่กล้าช่วยนางขณะที่นางพยายามคลานไปคุกเข่าด้านหน้ายายประจิม “ขอบคุณท่านยาย!” จากนั้นนางก็โค้งศีรษะไปทางเว่ยจงหยวน “ขอบคุณรองผู้นำ”

“หากเราหาเจียเอ๋อไม่พบ ฮืม!” เว่ยจงหยวนหันกลับและจากไปอย่างรวดเร็ว ยายทั้งสี่เดินตามไปขณะที่ชายหนุ่มทั้งหมดเดินผ่านเฉียนหรงจื่อและมองนางด้วยสายตาเหยียดหยาม “ดูนางสิ นางดูเหมือนหญิงข้างถนน!”

เด็กหนุ่มของยายประจิมกล่าวเสริม “ดังที่ข้ากล่าวหรือไม่? นางพยายามใช้เต้าไต่ท่านหญิง ช่างไร้ยางอายนัก!”

เฉียนหรงจื่อก้นหน้าลงเพื่อให้เส้นผมที่ยุ่งเหยิงปิดบังใบหน้าและดวงตาของนาง

โชคดีที่นางวางแผนส่งคนไปขอกำลังเสริมจากผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์ไว้ก่อนแล้ว มิฉะนั้นนางอาจถูกฆ่าตายเพราะความโกรธของไอ้แก่ผู้นี้ นางเริ่มคิดว่าหากนางใช้เคล็ดวิชาดูดพลังกับจอมยุทธ์ขั้นสิบเช่นเขา มันจะทำให้นางก้าวเข้าสู่ขั้นหกได้โดยตรงหรือไม่

ผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์มองเฉียนหรงจื่อ หนึ่งในนั้นกล่าว “ตอนนี้เจ้ารู้ผลที่ตามมาของการพยายามเกาะเท้าเหม็นๆของนิกายเมฆาพิรุณแล้วหรือยัง?”

“เมื่อหอเมฆาพิรุณเปิดตัวอีกครั้ง เราจะดูแลธุรกิจอย่างดีโดยพิจารณาจากความจริงที่ว่าเราเป็นหุ้นส่วน หรงจื่อ เมื่อเจ้าหายจากอาการบาดเจ็บแล้ว หวังว่าเจ้าจะปฏิบัติต่อพวกเราเป็นอย่างดี”

บางคนเผยรอยยิ้มชั่วร้ายขณะที่จ้องมองร่างกายของเฉียนหรงจื่ออย่างไร้ยางอาย

ผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์เหล่านี้เคยถูกจ้าวจื่อป๋อกีดกัน พวกเขาเต็มไปด้วยความอิจฉาและเหยียดหยามเฉียนหรงจื่อที่ร่วมหลับนอนกับจ้าวจื่อป๋อทันทีที่ก้าวเข้าสู่หน่วยผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์ เมื่อจ้าวจื่อป๋อจากไป พวกเขารู้สึกว่าถึงเวลาของพวกเขาแล้ว

เฉียนหรงจื่อยืนขึ้น ด้วยการโคจรพลังปราณ ใบหน้าที่บวมแดงของนางก็กลับมาเป็นปกติและทิ้งรอยฟกช้ำไว้เพียงเล็กน้อย นางเช็ดเลือดออกจากมุมปากและยิ้ม “ข้าสนใจเพียงการทำภารกิจแต่ข้าคงไม่ประสบความสำเร็จหากข้าไปคนเดียว ดังนั้นข้าหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากพวกท่าน ข้าจะตอบแทนพวกท่านอย่างเต็มที่”

ผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์มองหน้ากัน พวกเขาถูกล่อลวง ตอนนี้จ้าวจื่อป๋อไม่อยู่แล้ว นางต้องหาที่พึ่งใหม่ ท่ามกลางพวกเขา หนึ่งในนั้นเป็นจอมยุทธ์ขั้นสี่และอีกสามคนเป็นจอมยุทธ์ขั้นสาม โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาถือเป็นเสาหลักของผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์แห่งเมืองเจียเผิงในปัจจุบัน ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นเป้าหมายที่ดีที่จะยึดเกาะ

อีกด้านหนึ่งพวกเขาก็ต้องการลิ้มลองหญิงผู้นี้และพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องกลัวนาง

หลังจากเฉียนหรงจื่อกับผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์ทั้งสี่ตกลงกันเรียบร้อยแล้วและกำลังจะออกเดินทาง เตียวเฟยก็วิ่งเข้ามา

เตียวเฟยมองเฉียนหรงจื่อและถามอย่างสุภาพ “พวกเจ้าทั้งหมด...”

จอมยุทธ์ขั้นสี่ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มกล่าว “เรากำลังจะออกไปทำภารกิจเล็กๆน้อยๆ ปีศาจบางตนแสดงตัวออกมา ดังนั้นเราจึงต้องการออกไปตรวจสอบ อยากไปด้วยกันหรือไม่?”

“ฮ่าฮ่า พี่ใหญ่ มันเป็นเพียงภารกิจเล็กๆ คนจะไม่เยอะไปงั้นหรือ?” ผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์อีกคนเผยรอยยิ้มชั่วร้ายและนำไปสู่เสียงหัวเราะของคนอื่นๆ

ตั้งแต่เหตุการณ์ที่เมืองวายุบรรพกาล เตียวเฟยไม่ต้องการยุ่งเกียวกับหลี่ฉิงซานและเฉียนหรงจื่ออีก เขาเก็บตัวและทำทุกอย่างเพียงลำพัง สะสมทรัพยากรและหลีกเลี่ยงการติดต่อกับคนอื่นๆ เขากำลังเตรียมพร้อมสำหรับการทะลวงเข้าสู่ขั้นสี่

เมื่อเขาได้ยินว่าจ้าวจื่อป๋อนำกลุ่มผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์ออกไล่ล่าหลี่ฉิงซาน เขาไม่เชื่อว่าหลี่ฉิงซานจะจบสิ้นเพราะเรื่องนี้ สุดท้ายผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์ทั้งหมดก็หายตัวไปและไม่ได้กลับมา เขาไม่กล้าพอที่จะกล่าวว่าหลี่ฉิงซานอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด แต่เขารู้สึกว่าหลี่ฉิงซานต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน

สิ่งนี้ทำให้เขามั่นใจมากขึ้น เขาไม่สามารถเดินเคียงข้างพยัคฆ์ มันเป็นไปได้ที่จะป้องกันตัวจากการโจมตีของพยัคฆ์ อย่างไรก็ตามเขาไม่สามารถป้องกันงูพิษ เขามองผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์เหล่านั้นด้วยสายตาที่แปลกประหลาดก่อนกล่าว “ข้ายังมีสิ่งที่ต้องทำ” จากนั้นเขาก็รีบออกไป

“ช่างเก็บตัวนัก”

“ลืมมันไปซะ ไปกันเถอะ” จอมยุทธ์ขั้นสี่วางมือลงบนสะโพกของเฉียนหรงจื่อ

เฉียนหรงจื่อยิ้ม แม้พลังปราณที่แตกต่างจะทำให้เกิดปัญหาเล็กน้อย แต่นางจะปฏิเสธเหยื่อที่ส่งมอบตัวเองให้นางได้อย่างไร

วันรุ่งขึ้น เฉียนหรงจื่อกลับเมืองเจียเผิงอย่างเงียบๆพร้อมกับถุงกระสอบสี่ใบ นางกลับมายังวังใต้ดินของหอเมฆาพิรุณ

ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นอัจฉริยะหรือคนธรรมดา พวกเขาก็ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด เมื่อคนธรรมดาปฏิเสธที่จะใช้ชีวิตธรรมดาและยอมรับการจัดเตรียมของโชคชะตา พวกเขาก็ต้องรีดเค้นสมองและจ่ายด้วยการทำงานหนักและทุกสิ่งเพื่อให้ได้ครอบครองสิ่งเดียวกับอัจฉริยะ แม้มันจะต้องแลกด้วยการละทิ้งศักดิ์ศรี อดทนต่อการล่วงละเมิด ละทิ้งความรู้สึก และโยนตัวเองเข้าสู่เส้นทางที่ทุกข์ทรมานก็ตาม

ลึกลงไปใต้ดิน ในบ้านของนักพรตผีดิบ หลี่ฉิงซานกำลังรับการทดสอบครั้งใหญ่พร้อมกับเหงื่อไหลออกมาจากร่างกายที่เหมือนเหล็กสีดำของเขา

จบบทที่ ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 187 อัจฉริยะกับคนธรรมดา

คัดลอกลิงก์แล้ว