เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 150 ฆ่าเช้าจรดค่ำ

ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 150 ฆ่าเช้าจรดค่ำ

ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 150 ฆ่าเช้าจรดค่ำ


ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 150 ฆ่าเช้าจรดค่ำ

แปลโดย iPAT  

เฉียนหรงจื่อไม่เพียงไม่เตือนจ้าวจื่อป๋อเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของหลี่ฉิงซานแต่นางยังจงใจทำให้เขาเข้าใจว่าหลี่ฉิงซานได้รับชัยชนะเพราะโชคช่วย แม้นางจะไม่ได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้แต่นางก็เริ่มเบื่อคนเก่าๆที่อยู่ตรงหน้าแล้ว นางหวังว่าเขาจะถูกฆ่าเช่นเดียวกับเฉียนเยี่ยนเหนิง นางเพียงปล่อยให้เรื่องราวพัฒนาไปด้วยตัวของมันเอง นี่เป็นแผนการที่น่ากลัวยิ่งกว่าแผนการที่ตรงไปตรงมาเหล่านั้น

จ้าวจื่อป๋อยังหัวเราะตามปกติ “เป็นเรื่องดีที่เขายังมีชีวิตอยู่ มันช่วยให้ข้าไม่ต้องเดินทางไกล ข้ายังสามารถจัดการเขาด้วยตนเองเพื่อระบายความโกรธ”

“ท่านจะฆ่าเขาทันทีที่เขากลับมาหรือไม่?” รอยยิ้มของเฉียนหรงจื่อซ่อนอยู่ในดวงตาสีดำสนิทของนาง นางพร้อมชมการแสดงที่น่าสนใจแล้ว

อย่างไรก็ตามจ้าวจื่อป๋อกลับกล่าวว่า “ข้าต้องคิดเรื่องนี้ให้มากขึ้น” แม้เขาจะเป็นผู้บัญชาการแต่เขาก็ยังไม่กล้าพอที่จะฆ่าผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์ในที่สาธารณะ เขาหัวเราะเย้ยหยัน “แต่เขายังอยู่ภายใต้คำสั่งของข้า แล้วเจ้าคิดว่าเขาจะมีช่วงเวลาที่ดีหรือไม่? ข้าจะแสดงให้เขาเห็นว่าสำนักงานผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์แห่งนี้อยู่ใต้อำนาจของผู้ใด!”

เฉียนหรงจื่อกล่าว “มีสิ่งใดที่นี่ที่ไม่ใช่ของท่าน? ข้าก็เช่นกัน”

จ้าวจื่อป๋อหัวเราะอย่างเต็มที่ เขาจะเฝ้าเมืองเจียเผิงต่อไปจนกว่าจะถึงวันตายของเขา

เมื่อเรือจอดเทียบท่า หลี่ฉิงซานก็กระโจนลงจากเรือและเดินทางขึ้นภูเขาทันที

เขากลับบ้านพักเพื่อวางเสี่ยวอันลง จากนั้นเขาก็ไปหาจ้าวจื่อป๋อ เขาต้องการเห็นว่าจ้าวจื่อป๋อจะปฏิบัติต่อเขาเช่นไรในเวลานี้

หลี่ฉิงซานป้องหมัดขึ้น “ผู้ใต้บังคับบัญชาหลี่ฉิงซานคารวะผู้บัญชาการจ้าว” นั่นคือสิ่งที่เขาพูด แต่เขายืนเชิดหน้าอกขึ้นราวกับลูกธนู ท่าทางของเขาไม่ปรากฏความเคารพยำเกรงเลยแม้แต่น้อย

จ้าวจื่อป๋อไม่พยายามทำตัวสุภาพอีกต่อไป เขาถามอย่างเย็นชา “เหตุใดเจ้าไม่กลับมาทันทีหลังจากเสร็จภารกิจ!”

หลี่ฉิงซานตอบในลักษณะที่ไม่ประจบประแจงหรือหยิ่งยโสเกินไป “แน่นอนว่าข้ามีเรื่องต้องจัดการ”

จ้าวจื่อป๋อยิ่งไม่พอใจมากขึ้น ผู้ใดจะคิดว่าคนที่กำลังจะตายจะกล้าแสดงความเย่อหยิ่งเช่นนี้ออกมา “ข้าจะหักแต้มผลงานครึ่งหนึ่งของเจ้า ไปได้!”

เขาสูญเสียแต้มผลงานที่เขาได้รับหลังจากผ่านความยากลำบากมากมาย นั่นเทียบเท่ากับเม็ดยารวบรวมพลังปราณหลายสิบเม็ด ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันทำให้เขาหงุดหงิด

หลี่ฉิงซานระงับความโกรธของตน เขาไม่ได้พยายามโต้เถียง เขาหันหลังกลับและจากไป เขาไม่สามารถฆ่าผู้บัญชาการหมาป่าอินทรีย์บนภูเขาอย่างเปิดเผย

ตอนนี้ทั้งสองกำลังวางแผนต่อต้านกันและกัน แต่ด้วยเหตุผลเดียวกัน พวกเขาจึงไม่สามารถโจมตีอีกฝ่ายโดยตรง อย่างไรก็ตามพวกเขากำลังลับมีดรออยู่แล้ว

ทันทีที่หลี่ฉิงซานออกจากห้องโถง เขาก็พบเก้อเจี้ยน

เก้อเจี้ยนรอเขาอยู่ “หลี่ฉิงซาน เจ้าคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่เพียงเพราะเจ้าสามารถสังหารคนแก่ใกล้ตายงั้นหรือ? กล้าดีอย่างไรจึงกล่าวกับผู้บัญชาการเช่นนั้น? ตอนนี้เจ้าคงรู้ผลที่ตามมาแล้วใช่หรือไม่?”

หลี่ฉิงซานกล่าว “เจ้าเป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์ของจ้าวจื่อป๋อจริงๆ”

“เจ้ากล่าวสิ่งใด!” เก้อเจี้ยนโกรธมากเมื่อถูกดูแคลนต่อหน้า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หลี่ฉิงซานทำให้เขาอับอาย เขาอดทนเพียงเพราะเขากังวลเกี่ยวกับการสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังหลี่ฉิงซานเท่านั้น

หลี่ฉิงซานเย้ยหยัน “ผู้ใดจะคิดว่าเจ้าจะกล้าเห่าใส่ข้าที่นี่”

เก้อเจี้ยนแทบกระอักเลือด เดิมทีเขาต้องการยั่วยุให้หลี่ฉิงซานโกรธ ตราบเท่าที่หลี่ฉิงซานโจมตีเขาก่อน จ้าวจื่อป๋อจะมีเหตุผลที่จะเข้ามาจัดการเขา

หลี่ฉิงซานโบกมือ “แท้จริงแล้วเจ้าสามารถกล่าวออกมาโดยตรง ไปเถอะ ครั้งนี้ข้าจะให้แผนการของเจ้าสำเร็จสักครั้ง แล้วมาดูกันว่าจ้าวจื่อป๋อจะมาช่วยเจ้าหรือไม่?”

เก้อเจี้ยนจะไม่ตกลงสู่หลุมพราง แม้แผนการของจ้าวจื่อป๋อจะสำเร็จ แต่เขาก็จะตาย “อย่าอวดดีให้มากนัก ข้าจะรอดูชะตากรรมของเจ้า!”

หลี่ฉิงซานไม่แม้แต่จะชำเลืองมองเก้อเจี้ยนอีก เขาเดินไปที่หอตำราและต้องการขึ้นไปชั้นที่สองแต่ชายชราที่เฝ้าหอตำราหยุดเขา “เจ้าจะไปที่ใด?”

หลี่ฉิงซานกล่าว “ข้ามีแต้มผลงาน ข้าสามารถขึ้นไป”

“หยุดก่อน ตอนนี้หอตำราอยู่ระหว่างการปิดปรับปรุง ห้ามมิให้ผู้ใดเข้ามา”

หลี่ฉิงซานหรี่ตาและขมวดคิ้วเล็กน้อย

ชายชรารู้สึกถึงแรงกดดันที่ทำให้เขาหายใจลำบาก เขาอดทนกับมันอย่างสุดกำลัง “อันใด เจ้าจะใช้กำลังงั้นหรือ?”

หลี่ฉิงซานยกมือขาวขึ้นช้าๆ ชายชรากลืนน้ำลาย เขาตระหนักว่าตนเองไม่สามารถรับการโจมตีของเด็กหนุ่มได้แม้แต่ครั้งเดียว

อย่างไรก็ตามหลี่ฉิงซานเพียงตบไหล่ชายชรา “ดูแลตัวเองให้ดี” หลังจากนั้นเขาก็จากไป

ชายชราหลั่งเหงื่อเย็นเยียบและหอบหายใจอย่างหนัก เขาท่องยุทธภพมานานหลายปีแต่เขากลับรู้สึกหวาดกลัวเด็กหนุ่มรุ่นลูกผู้นี้ เขารู้สึกอับอายมาก เขาตะโกน “เจ้าสิต้องดูแลตัวเอง!”

หลังจากนั้นหลี่ฉิงซานก็ยังพบกับสถานการณ์เดิม ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนสิ่งประดิษฐ์ทางจิตวิญญาณหรือเม็ดยา ทุกอย่างล้วนยากลำบาก แต้มผลงานของเขากลายเป็นไร้ความหมาย

หลี่ฉิงซานต้องการแลกเปลี่ยนดาบวายุเล่มใหม่แต่ถูกปฏิเสธ เดิมทีผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์สามารถแลกเปลี่ยนอาวุธที่ถูกทำลายในภารกิจได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตามคนเหล่านั้นหาเหตุผลต่างๆนานาเพื่อปฏิเสธคำขอของเขา

เห็นได้ชัดว่าสถานที่สำคัญเหล่านี้อยู่ในการควบคุมของผู้ใต้บังคับบัญชาคนสนิทของจ้าวจื่อป๋อทั้งสิ้น

ในที่สุดหลี่ฉิงซานก็มาถึงอาคารเก่าแก่หลังหนึ่ง นี่เป็นจุดที่ผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์จะมารับภารกิจ มันอาจเป็นสถานที่เดียวบนภูเขาที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของจ้าวจื่อป๋อ

ไม่ใช่ว่าเขาควบคุมไม่ได้แต่เป็นเพราะไม่มีสิ่งประดิษฐ์ทางจิตวิญญาณหรือเม็ดยาอยู่ที่นี่ มันมีเพียงภารกิจที่ยุ่งยากเท่านั้น อย่างไรก็ตามการรับภารกิจยังต้องได้รับการอนุมัติจากจ้าวจื่อป๋อ

หลี่ฉิงซานยิ้ม ตราบเท่าที่ที่นี่เปิดอยู่ ทุกอย่างก็ยังเป็นไปได้ สำหรับเขาในเวลานี้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางจิตวิญญาณหรือเม็ดยา ไม่มีสิ่งใดเร่งด่วน สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือเหยื่อ!

มีผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์สองสามคนอยู่ในห้องโถงภารกิจ เมื่อพวกเขาเห็นหลี่ฉิงซาน พวกเขาก็เงียบเสียงลงทันที ปากของพวกเขาขยับแต่ไร้เสียง พวกเขาสื่อสารกันผ่านพลังปราณ

หลี่ฉิงซานเดินไปที่โต๊ะ ทูตชุดดำรีบลุกขึ้นและกล่าวอย่างสุภาพ “นายท่าน ท่านพึ่งกลับมา ท่านวางแผนจะออกไปข้างนอกอีกงั้นหรือ?” บนภูเขาเล็กๆลูกนี้ไม่มีความลับมากนัก ทูตชุดดำเคยได้ยินเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างหลี่ฉิงซานกับจ้าวจื่อป๋อแต่เขาก็ไม่กล้าไม่สุภาพกับหลี่ฉิงซาน

หลี่ฉิงซานกล่าว “ข้าต้องการดูว่ามีภารกิจใดบ้าง”

ทูตชุดดำส่งหนังสือเล่มหนาให้เขา “โปรดพิจารณา”

หนังสือเล่มสีดำถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่น มันให้ความรู้สึกเหมือนลางร้ายแต่มันเรืองแสงออกมาอย่างอ่อนโยน ขณะที่เขาถือมันไว้ในมือ เขารู้สึกถึงความอบอุ่นเล็กน้อย

หลี่ฉิงซานกล่าว “หนังสือเล่มนี้ค่อนข้างเก่า”

ทูตชุดดำอธิบาย “มันมีมาตั้งแต่สำนักงานในเมืองเจียเผิงถูกก่อตั้งขึ้น มันอาจมีอายุมากกว่าพันปี”

หลี่ฉิงซานกล่าว “มันค่อนข้างเก่าจริงๆ มันมีชื่อหรือไม่?”

ทูตชุดดำตอบ “นี่เป็นสิ่งประดิษฐ์ทางจิตวิญญาณระดับต่ำที่ใช้บันทึกภารกิจ มันไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ แต่ชาวยุทธ์เรียกมันว่าบัญชีดำ!”

หลี่ฉิงซานถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “บัญชีดำ? มันมีความเป็นมาอย่างไร?”

ทูตชุดดำตอบ “ผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำจะต้องตายอย่างแน่นอน”

หลี่ฉิงซานยิ้ม “เกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นเรื่องธรรมชาติ แม้ชื่อของเจ้าจะไม่ได้อยู่ในบัญชีดำ วันหนึ่งเจ้าก็ยังต้องตาย”

ตามความรู้ของเขา ผู้นำนิกายบัวขาวที่สังเวยชีวิตผู้คนไปสองแสนคนก็น่าจะอยู่ในรายชื่อนี้เช่นกัน นางเป็นผู้เชี่ยวชาญแก่นทองคำที่กู่เยี่ยนหยินต้องลงมือดำเนินการด้วยตนเอง แต่ดูเหมือนกู่เยี่นยหยินจะล้มเหลวในการจับกุมเป้าหมาย ท้ายที่สุดความแข็งแกร่งก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

อย่างไรก็ตามสำหรับคนในยุทธภพ มันเป็นรายชื่อของคนตาย

แม้ทูตชุดดำจะไม่พอใจคำกล่าวของหลี่ฉิงซานแต่เขาก็ไม่กล้าตำหนิอีกฝ่าย นอกจากนั้นเขายังต้องบอกวิธีใช้งานมันให้เด็กหนุ่ม

หลังจากนั้นหลี่ฉิงซานก็เห็นรายชื่อที่อยู่หน้าแรกของหนังสือ มันใช้งานคล้ายกับแผนที่จิต สิ่งที่เขาต้องทำคือคิด จากนั้นคำตอบจะปรากฏออกมา

มันมีรายละเอียดครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินสนับสนุน ระดับความอันตราย ความแข็งแกร่งของเป้าหมาย รางวัล และอื่นๆ

หลี่ฉิงซานต้องถอนหายใจกับรากฐานนับพันปีของกองกำลังผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์อย่างช่วยไม่ได้

“หากท่านเลือกภารกิจแล้ว ท่านจะได้รับข้อมูลอย่างละเอียด อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถรับประกันได้ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ ท่านต้องปรับตัวไปตามสถานการณ์” ทูตชุดดำเตือนอย่างเป็นทางการ

“เข้าใจแล้ว” หลี่ฉิงซานตอบ ด้วยหนึ่งความคิด รายการถูกเรียงลำดังตามความแข็งแกร่งจากมากไปน้อย เขามองชื่อที่อยู่ด้านบนสุด นักพรตผีดิบ จอมยุทธ์ขั้นหก เขาจับตัวคนที่มีชีวิตและเปลี่ยนพวกเขาให้เป็นผีดิบ ระดับความอันตรายสูงมาก และแต้มผลงานที่ได้รับก็มากถึงหนึ่งหมื่นสองพันแต้ม

แต่เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครสามารถทำภารกิจนี้ได้นอกจากจ้าวจื่อป๋อและผู้บัญชาการหมาป่าอินทรีย์ที่ไม่เคยแสดงตัว แน่นอนว่าหลี่ฉิงซานมีกำลังพอที่จะทำมันให้สำเร็จแต่เขายังพลิกหน้าถัดไปจนถึงสองสามหน้าสุดท้ายของบัญชีดำ

สองสามหน้าสุดท้ายเป็นชื่อของสำนักและกองกำลัง สถานที่เหล่านี้คล้ายกับป้อมวายุทมิฬ ไม่มีแม้แต่คนเดียวในกลุ่มของพวกเขาที่ควรค่าแก่การกล่าวถึง พวกเขาถูกมองว่าเป็นเป้าหมายเดียว

ภารกิจที่หลี่ฉิงซานเลือกทำให้ทูตชุดดำตกตะลึง “นายท่าน ท่านวางแผนที่จะรับภารกิจเหล่านี้งั้นหรือ?”

หลี่ฉิงซานพยักหน้า “รีบจัดการ ข้าจะออกเดินทางทันที”

ทูตชุดดำรีบรวบรวมเอกสารจำนวนมาก หลายชิ้นดูเก่าแก่และเต็มไปด้วยฝุ่น

หลี่ฉิงซานเก็บเอกสารทั้งหมดไว้ในกระเป๋าร้อยสมบัติและจากไป ทันทีที่เขาเดินออกจากประตู ผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์สองสามคนที่อยู่ในห้องโถงภารกิจก็เริ่มพูดคุย “เขาเลือกภารกิจใด?”

หลังจากนั้นพวกเขาก็มองหน้ากันด้วยความมึนงง

“เจ้าเด็กนั่นวางแผนใดอยู่?”

“เรียกร้องความยุติธรรมและปกป้องผู้อ่อนแองั้นหรือ? อย่าล้อเล่นน่า!”

“ไม่ว่าเขาจะทำสำเร็จกี่ภารกิจ เขาก็จะไม่ได้รับสิ่งใดตอบแทนตราบเท่าที่เขาไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บัญชาการจ้าว”

…..

ในสำนักงานใหญ่ จ้าวจื่อป๋อดื่มชาอย่างสบายอารมณ์ “เด็กนั่นเป็นอย่างไรบ้าง?”

เก้อเจี้ยนยิ้ม “เด็กนั่นวิ่งไปรอบๆแต่ก็ไม่สามารถทำสิ่งใด” ในที่สุดความโกรธของเขาก็สงบลง

จ้าวจื่อป๋อวางถ้วยชาลง “เล่นกับเขาก่อนจะจบเกมส์ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ข้าอยากดูว่าเขาจะทนได้นานเพียงใด”

เก้อเจี้ยนกล่าว “เขาต้องทนไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น”

ทันใดนั้นผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์ผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ “ผู้บัญชาการ เด็กนั่นหาข้ออ้างออกจากภูเขาได้แล้ว”

จ้าวจื่อป๋อถาม “โอ้ เขาจะหลบข้างั้นหรือ? เขารับภารกิจใด?”

ผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์กล่าว “มากกว่าหนึ่งภารกิจ”

“เท่าใด?”

ผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์ตอบด้วยท่าทางแปลกประหลาด “ยี่สิบเจ็ดภารกิจ”

“กระไรนะ!? นำมา” จ้าวจื่อป๋ออ่านเอกสารที่ระบุชื่อภารกิจที่หลี่ฉิงซานรับ อย่างไรก็ตามเนื้อหาของภารกิจเหล่านั้นทำให้เขาประหลาดใจมาก มันไม่ใช่เพราะความยากแต่มันง่ายเกินไป

กองโจรอสรพิษวารี กองโจรแห่งหุบเขาราชากวาง และอื่นๆ ทั้งหมดเป็นภารกิจที่หน่วยผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์เพิกเฉยมาโดยตลอด

นั่นเป็นเพราะเป้าหมายในภารกิจเป็นคนธรรมดา เนื่องจากมันเป็นภารกิจที่ง่ายเกินไป แต้มผลงานจึงต่ำมาก ผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์ไม่แม้แต่จะชำเลืองมองมัน

แม้ผู้พิทักษ์หมาป่าทมิฬจะเป็นตำแหน่งระดับต่ำที่สุดของกองกำลังผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์ แต่พวกเขาก็เป็นจอมยุทธ์ ดังนั้นเป้าหมายของพวกเขาจึงเป็นจอมยุทธ์ ไม่ใช่นักสู้ระดับต่ำ

นี่เป็นเหตุให้เกิดช่องว่างเล็กๆในระบบ

เก้อเจี้ยนกล่าว “เช่นนี้เขาก็มีเหตุผลที่จะออกจากเมืองเจียเผิง”

จ้าวจื่อป๋อตะคอก “หากเขาต้องการใช้แรงงานก็ให้เขาทำ!”

ตอนนี้หลี่ฉิงซานออกจากภูเขาเรียบร้อยแล้ว เขาคำนวณมาแล้วว่าในการทำภารกิจทั้งหมดให้สำเร็จ เขาต้องจัดการเหยื่อบูชายัญประมาณหนึ่งพันคน

แน่นอนว่าเป้าหมายของเขาคือช่วยเสี่ยวอันสร้างร่างใหม่

เขารู้สึกว่าการเข้าร่วมหน่วยผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์เป็นเรื่องที่ถูกต้องมากขึ้นเรื่อยๆ มิฉะนั้นมันคงเป็นเรื่องยากที่เขาจะสังหารหมู่คนธรรมดา แม้คนเหล่านั้นจะเป็นคนเลวทั้งหมดก็ตาม หากเขาทำเช่นนั้น มันจะดึงดูดความสนใจมากเกินไปขณะที่ชื่อของเขาอาจถูกขึ้นบัญชีดำ

ข้อมูลที่ได้รับจากหน่วยผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์ละเอียดมาก สิ่งที่เขาต้องทำมีเพียงไปหาเป้าหมายและฆ่าทุกคนบนเส้นทางตั้งแต่เช้าจรดค่ำ

หลี่ฉิงซานวางมือบนขวดกระเบื้องที่เอวและคิดกับตัวเองว่า ‘อย่ากังวล เสี่ยวอัน เร็วๆนี้เจ้าจะได้สูดอากาศ ลิ้มลองอาหารเลิศรส สัมผัสกับความอบอุ่น และยิ้มได้เหมือนเด็กคนอื่นๆ’

หลี่ฉิงซานไม่ได้ออกจากเมืองเจียเผิงทันที เขาไปหาโจวเหวินปิงเพื่อแลกเม็ดยารวบรวมพลังปราณเป็นอันดับแรก ในการเดินทางครั้งนี้ ศัตรูของเขาจะไม่พกกระเป๋าร้อยสมบัติและไม่มีคลังเก็บเม็ดยารวบรวมพลังปราณ นี่เป็นเหตุผลที่ผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์ไม่สนใจที่จะไล่ล่าแมลงที่น่ารำคาญเหล่านี้

ดวงตาของโจวเหวินปิงส่องประกายขึ้นเมื่อเห็นหลี่ฉิงซาน “เจ้าบรรลุขั้นสองแล้ว ความก้าวหน้าของเจ้าเร็วกว่าที่ข้าคาดไว้มาก”

หลี่ฉิงซานกล่าว “ขอบคุณสำหรับความห่วงใย เมื่อมีศัตรูที่ทรงพลังอยู่ใกล้ๆ ข้าก็ไม่สามารถล่าช้า”

โจวเหวินปิงกล่าว “ดีแล้วที่เจ้ารู้ ข้าได้ยินว่าเจ้าฆ่าเฉียนเยี่ยนเหนิงในการเผชิญหน้าโดยตรงงั้นหรือ?”

หลี่ฉิงซานตอบ “ข้าเพียงโชคดี”

โจวเหวินปิงกล่าว “แม้จะโชคดีแต่มันก็เป็นความสำเร็จที่ไม่น่าเชื่อ แต่ข้าขอเตือนเจ้าอีกครั้งว่าจอมยุทธ์ขั้นหกแตกต่างจากจอมยุทธ์ขั้นห้าอย่างสิ้นเชิง”

หลี่ฉิงซานพยักหน้า หลังจากนั้นเขาก็คิดถึงสิ่งต่างๆ หากวัดระดับของเขาตามมาตรฐานของจอมยุทธ์พลังปราณ เขาอยู่ที่ขั้นหกหรือสูงกว่า ขณะเดียวกันความก้าวหน้าของเขาก็รวดเร็วเหมือนสายฟ้า เขาแข็งแกร่งกว่าจอมยุทธ์ขั้นหกทั่วไป ในการต่อสู้จริง เขาเพียงต้องพุ่งเข้าไปควักหัวใจของฝ่ายตรงข้ามออกมา

สำหรับเคล็ดวิชากระดูกขาวและความงามอันเป็นนิรันดร์ของเสี่ยวอัน มันยิ่งน่ากลัว ยิ่งเสี่ยวอันก้าวหน้าไปมากเท่าใด ความแข็งแกร่งของเขาก็ยิ่งเห็นได้ชัดมากขึ้นเท่านั้น

โจวเหวินปิงกล่าว “แม้นิกายเมฆาพิรุณจะขับไล่จ้าวเหลียงฉิงออกจากนิกาย แต่พวกเขายังส่งคนออกมาตรวจสอบ เจ้าอาจดึงดูดความสนใจของพวกเขา เจ้าต้องระวังให้ดี”

หลี่ฉิงซานกล่าว “ขอบคุณสำหรับคำเตือน ข้าจะระวัง” นิกายเมฆาพิรุณสูญเสียธุรกิจในเมืองเจียเผิงรวมถึงจอมยุทธ์ที่กำลังจะทะลวงเข้าสู่ขั้นหก มันไม่ยากที่จะคาดเดาการตอบสนองของพวกเขา

โจวเหวินปิงกล่าวต่อ “เหตุใดเจ้าไม่ทำตามคำแนะนำของข้าและไปที่สำนักศึกษาร้อยจอมยุทธ์สักระยะ? เจ้าสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาได้ชั่วคราว เมื่อเจ้าไม่ใช่ลูกนกแล้ว เจ้ายังต้องกลัวจ้าวจื่อป๋ออีกงั้นหรือ?”

จบบทที่ ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 150 ฆ่าเช้าจรดค่ำ

คัดลอกลิงก์แล้ว