เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 128 บดขยี้จ้าวเหลียงฉิง

ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 128 บดขยี้จ้าวเหลียงฉิง

ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 128 บดขยี้จ้าวเหลียงฉิง


ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 128 บดขยี้จ้าวเหลียงฉิง

แปลโดย iPAT  

ฟู่หรงรู้สึกประหลาดใจ “ท่านวางแผนที่จะ...”

จ้าวเหลียงฉิงกล่าว “ถูกต้อง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกนางจะไม่ปรากฏตัวอีก!”

นั่นเป็นคำกล่าวที่เย็นชามาก เขาปฏิบัติต่อเด็กสาวเหล่านั้นราวกับวัตถุสิ่งของ แต่ความจริงยิ่งเลวร้ายกว่าเพราะเขาจะใช้หญิงเหล่านั้นไม่ต่างจากวัตถุสิ่งของที่ใช้แล้วทิ้ง

“นิกายห้ามไม่ให้ทำสิ่งนี้มิใช่หรือ?” ฟู่หรงตัวสั่น นางรู้ว่าเขาต้องการใช้วิธีบ่มเพาะที่ชั่วร้ายของนิกายเมฆาพิรุณเพื่อดูดซับปราณหยินจากเด็กสาวทั้งหมด นี่ถือเป็นการละทิ้งผลประโยชน์ระยะยาวเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้น มันเป็นวิธีการบนเส้นทางปีศาจที่แท้จริงซึ่งเป็นเหตุผลที่นิกายเมฆาพิรุณห้ามสาวกทำสิ่งนี้ หากบางคนถูกค้นพบว่าทำเรื่องเช่นนี้ พวกเขาจะกลายเป็นศัตรูของคนทั้งโลกและถูกไล่ล่าจนกว่าจะตาย

วิธีการบ่มเพาะคู่ของนิกายเมฆาพิรุณไม่ถือเป็นสิ่งชั่วร้ายแต่ผู้ฝึกตนต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง มิฉะนั้นพวกเขาอาจถูกตัณหากลืนกินและก้าวเข้าสู่เส้นทางสายปีศาจได้อย่างง่ายดาย

จ้าวเหลียงฉิงกล่าว “ข้าจะทะลวงข้ามขอบเขตอย่างรวดเร็วได้อย่างไรหากไม่ใช้มัน? หากเจ้าไม่พูด ข้าไม่พูด ผู้ใดจะรู้? ไม่ใช่ว่าเจ้าเกลียดเด็กนั่นงั้นหรือ? เมื่อข้ากลายเป็นจอมยุทธ์ขั้นหก ข้าจะสามารถสังหารเขาโดยใช้ดาบบิน แท้จริงแล้วมันก็คือการล้างแค้นให้เจ้า!”

ทันทีที่ชื่อของหลี่ฉิงซานถูกกล่าวถึง ฟู่หรงก็ตัดสินทันที นางเดินออกมาโดยไม่สวมเสื้อผ้าขณะที่จ้าวเหลียงฉิงยังนอนพักผ่อนต่อไปอยู่บนเตียง

เพียงเมื่อฟู่หรงโผล่ออกมาจากห้อง มือที่มีกรงเล็บขนาดใหญ่ก็คว้าลำคอของนาง นางทรุดตัวลงกับพื้น ในเสี้ยวพริบตาหลังจากนั้นเพลิงโลหิตก็กลืนกินร่างกายของนางไปอย่างสมบูรณ์และทิ้งไว้เพียงโครงกระดูกสีขาว

กลิ่นอายของฟู่หรงหายไป

จ้าวเหลียงฉิงเปิดเปลือกตาขึ้นและตะโกน “ผู้ใด?” เสียงของเขาดังก้องไปทั่ววังใต้ดิน

จ้าวเหลียงฉิงยกระดับการป้องกันของตนจนถึงขีดสุด แต่ทั้งหมดที่เขาเห็นคือหลี่ฉิงซานที่ผลักประตูเดินเข้าไป รอยยิ้มผ่อนคลายปรากฏอยู่บนใบหน้าของเขา “ข้าเอง!” ตอนนี้เขากลับคืนร่างมนุษย์แล้ว ดังนั้นกลิ่นอายของเขาจึงเป็นเพียงจอมยุทธ์ขั้นหนึ่ง

เมื่อศัตรูพบหน้า ดวงตาของพวกเขาก็กลายเป็นแดงก่ำ จ้าวเหลียงฉิงมองหลี่ฉิงซานด้วยดวงตาสีแดงและคำรามออกมาว่า “เจ้าฆ่านางงั้นหรือ?”

“ถูกต้อง ข้าฆ่านาง ขอโทษที่ขัดจังหวะเจ้า ข้าจะออกไปก่อน” หลังกล่าวจบคำ หลี่ฉิงซานก็ถอยออกจากห้องอีกครั้ง

“ยังคิดว่าสามารถหลบหนีได้อีกงั้นหรือ?” จ้าวเหลียงฉิงกระโจนขึ้นจากเตียงและพุ่งออกไปด้านนอก เขาไม่แม้แต่จะคว้ากระเป๋าร้อยสมบัติที่อยู่ด้านข้าง เขาเกลียดหลี่ฉิงซานมาก สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในเวลานี้ก็คือจบชีวิตของเด็กหนุ่มให้เร็วที่สุด ท้ายที่สุดจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งจะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้อย่างไร เขาเป็นจอมยุทธ์ขั้นห้า แม้เขาจะใช้มือเปล่า เขาก็สามารถสังหารฝ่ายตรงข้ามได้อย่างง่ายดาย

สิ่งที่เขาคิดคือจะลงโทษเด็กคนนี้อย่างไร

ทันทีที่จ้าวเหลียงฉิงพุ่งผ่านประตู เขาก็หันกลับหลังและเห็นเปลวเพลิงรูปหัวกะโหลกพุ่งเข้ามากัดเขา มันไม่มีความร้อนแต่เขารู้สึกหวาดกลัวมันจากก้นบึ้งของหัวใจ

จ้าวเหลียงฉิงรีบส่งฝ่ามือพลังปราณออกไปและทุบกะโหลกเพลิงแตกเป็นชิ้นๆ แต่เมื่อเขากำลังจะก้าวไปข้างหน้า ร่างกายของเขากลับแข็งทื่อราวกับเขาถูกตรึงเอาไว้

เจตนาสังหารและปราณปีศาจที่น่าขนลุกยิ่งกว่ากะโหลกเพลิงนับสิบเท่าพุ่งเข้ามาทางด้านหลังของเขาราวกับกระแสน้ำไหลเอื่อยแต่เขารู้สึกราวกับมีสัตว์ประหลาดซ่อนตัวอยู่ในกระแสน้ำและพร้อมที่จะฉีกเขาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ตอนนี้เขาค้นพบต้นกำเนิดของกะโหลกเพลิงแล้ว โครงกระดูกเล็กๆยืนอยู่ตรงหน้าเขาด้วยเปลวเพลิงสีแดงเลือดที่ลุกไหม้อยู่ในเบ้าตา สิ่งนี้มิได้แสดงเจตจำนงที่จะโจมตีใดๆ ในทางตรงข้าม มันมองไปที่ด้านหลังเขา

สิ่งใดอยู่ด้านหลังเขา?

ความหวาดกลัวที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเกาะกุมจิตใจของเขา แต่เขายังปฏิเสธที่จะยอมรับเรื่องนี้ เขาเป็นจอมยุทธ์พลังปราณที่มีอนาคต ตราบเท่าที่เขาก้าวเข้าสู่ขั้นหก สถานะในนิกายเมฆาพิรุณของเขาจะยกระดับขึ้น อย่างไรก็ตามเขารู้สึกเสียใจมากที่ไม่นำกระเป๋าร้อยสมบัติติดตัวมาด้วย เขารู้สึกเสียใจที่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวนี้ด้วยร่างกายที่เปลือยเปล่า

เขาค่อยๆหันกลับไปและเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัว

ทางเดินแคบๆบรรจุร่างขนาดมหึมาที่ดูเหมือนถูกหลอมมาจากเหล็กดำ มันทำได้เพียงหมอบอยู่ในความมืด เส้นผมสีแดงสยายลงมาดูเหมือนเปลวเพลิงหรือน้ำตกเลือด รูม่านตาสีแดงขนาดใหญ่ทำให้จ้าวเหลียงฉิงตกตะลึงและไม่สามารถเคลื่อนไหว

‘ข้ากำลังจะตาย!’

นี่เป็นครั้งแรกที่เขามีความคิดเช่นนี้ สัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอดกระตุ้นให้เขาดิ้นรนต่อสู้ เขาหันกลับไปและใช้ทุกสิ่งเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่น่าสะพรึงกลัวตนนี้

เขาไม่มีแผนที่จะต่อสู้กับสัตว์ประหลาดดังกล่าวจริงๆ เขาเพียงต้องการยืมแรงสะท้อนส่งตัวเองพุ่งออกไปและหลบหนี โครงกระดูกเล็กๆดูแปลกประหลาดแต่เขายังมั่นใจว่าสามารถจัดการมัน สำหรับสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ มันยากที่จะเคลื่อนที่ผ่านทางเดินเล็กๆ

เขายังมีความหวัง! เขายังมีโอกาส!

อย่างไรก็ตามจ้าวเหลียงฉิงกลับหยุดชะงักอย่างกะทันหันขณะที่เลือดทะลักออกมาจากปากของเขา เขาก้มศีรษะลงด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ปรากฏว่ากรงเล็บขนาดใหญ่คว้าร่างของเขาเอาไว้ด้วยความเร็วที่น่าตกตะลึง เขาไม่แม้แต่จะสามารถตอบโต้ก่อนที่มันจะดึงเขาเข้าไปใกล้

ความเจ็บปวดกลบความคิดทั้งหมดของจ้าวเหลียงฉิง เหตุใดเขาจึงพบกับเรื่องนี้? เขากำลังไล่ล่าจอมยุทธ์ขั้นหนึ่ง แล้วสัตว์ประหลาดตัวนี้มาจากที่ใด? เขาพบสัตว์ประหลาดเช่นนี้ได้อย่างไร?

ในที่สุดเขาก็ตระหนักถึงบางสิ่ง เขากล่าวอย่างยากลำบาก “เจ้าคือ...หลี่ฉิงซาน?”

“เป็นข้า!” เสียงที่เหมือนโลหะขูดกันดังขึ้น นั่นเป็นความจริงที่ทำให้จ้าวเหลียงฉิงรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ

สำหรับหลี่ฉิงซาน เขารู้สึกประหลาดใจมากเพราะเขารู้สึกว่าจ้าวเหลียงฉิงอ่อนแอเกินไป แรงกดดันที่เขาเคยรู้สึกจากจ้าวเหลียงฉิงเมื่อเขาอยู่ในร่างมนุษย์หายไปอย่างสมบูรณ์ ตอนนี้ด้วยการใช้กำลังเล็กน้อย เขาก็สามารถบดขยี้จอมยุทธ์ขั้นห้าผู้นี้ได้เหมือนแมลงแล้ว

‘หมายความว่าข้ายังมั่นใจในตัวเองไม่มากพองั้นหรือ?’ หลี่ฉิงซานคิด

“ชะ...ช่วยข้าด้วย!” จ้าวเหลียงฉิงกล่าวออกมาอย่างยากลำบากขณะที่เขาไอออกมาเป็นเลือดอย่างต่อเนื่อง

“อย่าแม้แต่จะคิด!” หลี่ฉิงซานใช้กำลังบางส่วน จากนั้นเลือดก็ไหลออกมาจากช่องว่างระหว่างนิ้วของเขา ร่างของจ้าวเหลียงฉิงถูกบดขยี้จนแหลกเหลวในพริบตา

เพลิงโลหิตช่วยเผาทำลายซากศพและเปลี่ยนเลือดทุกหยดเป็นพลังของตัวมันเอง กล่าวได้ว่ามันเก็บกวาดสิ่งที่หลี่ฉิงซานทำไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

หลี่ฉิงซานกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ เขายืดแขนและขาพร้อมกับพึมพำกับตัวเองว่า “ข้าจริงจังกับเรื่องนี้มากแต่มันกลายเป็นว่าเขาก็เพียงเท่านี้”

เสี่ยวอันยื่นนิ้วออกไปเหมือนดาบ กระดูกที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นบินเข้าไปในกระเป๋าร้อยสมบัติของเขา เขาลบร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้นออกไปจนหมดสิ้น

ราวกับอยู่ที่บ้านของตน หลี่ฉิงซานเดินเข้าไปในห้องนอนที่หรูหราเหมือนวังใต้ดิน เขาหยิบกระเป๋าร้อยสมบัติขึ้นมาจากข้างเตียงก่อนจะเงยหน้าขึ้นและศึกษาศิลปะอีโรติกที่วาดอยู่บนผนัง “น่าเกลียด!”

เสี่ยวอันรวบรวมเสื้อผ้าของจ้าวเหลียงฉิงและฟู่หรงที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น หลังจากลังเลเล็กน้อย เขาไม่ได้จัดเตียงให้เรียบร้อย เขาลบร่องรอยเล็กๆออกไปอย่างระมัดระวังและทำให้มันเหมือนกับคนทั้งสองหลบหนีไปเพราะกลัวถูกลงโทษ

หลังจากยืนยันว่าไม่มีสิ่งที่น่าสนใจเหลืออยู่อีก หลี่ฉิงซานก็เปิดปากถาม “เสร็จหรือยัง?”

เสี่ยวอันพยักหน้า จากนั้นทั้งสองก็กลับออกไปด้วยเส้นทางเดิมอย่างเงียบๆ

เมื่อพวกเขากลับมาถึงภูเขา มันก็เป็นเวลาเกือบเช้าแล้ว หลี่ฉิงซานไม่ได้จุดตะเกียง เขาใช้แสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเพื่อตรวจสอบกำไรของเขา

เงินเก็บของฟู่หรงและรายได้ของจ้าวเหลียงฉิงในฐานะผู้รับผิดชอบหอเมฆาพิรุณแห่งเมืองเจียเผิงรวมกันเป็นเงินหนึ่งล้านสองแสนตำลึง นี่ยังไม่รวมเครื่องประดับและทองคำ

มียันต์สองสามแผ่น สองจากสามเป็นยันต์ระดับกลาง

เม็ดยารวบรวมพลังปราณมีมากกว่าห้าสิบเม็ด นี่สามารถเติมเต็มส่วนที่หลี่ฉิงซานพึ่งกินเข้าไปก่อนหน้านี้

มีหินสองสามก้อนที่มีพลังงานบริสุทธิ์บรรจุอยู่ ดูเหมือนพวกมันจะเป็นหินวิญญาณในตำนาน

อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการเดินทางครั้งนี้ สิ่งที่มีค่าที่สุดคือดาบโปร่งแสงขนาดเล็กที่อยู่ในกระเป๋าร้อยสมบัติของจ้าวเหลียงฉิง ดาบมีความยาวเพียงหนึ่งฟุตและไม่มีด้ามจับ เห็นได้ชัดว่ามันทำมาจากโลหะแต่มีคุณสมบัติคล้ายหยก

หลี่ฉิงานถือดาบเล่มเล็กไว้ในฝ่ามือและตรวจสอบอย่างระมัดระวัง เขาสัมผัสได้ถึงพลังปราณที่อ่อนโยนแต่ทรงพลังไหลผ่าน มันเหนือกว่าดาบวายุของเขาและเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางจิตวิญญาณระดับกลางที่แท้จริง

แต่ดาบไม่มีด้ามจับ แล้วเขาจะใช้งานมันอย่างไร? ทันใดนั้นหลี่ฉิงซานก็นึกไปถึงกระบี่บินของเฒ่ามังกรทะยานและกระบองสีดำของหวังฝูซื่อ ดาบเล่มนี้อาจมีวิธีใช้งานในรูปแบบเดียวกัน

หลี่ฉิงซานมีความสุขมาก สังคมมนุษย์เป็นสถานที่ที่ดี หากเขายังอยู่ในป่า เขาคงไม่ได้รับเม็ดยามากมายเช่นนี้ ความเร็วในการบ่มเพาะของเขาจะช้ามาก

แม้แต่การบ่มเพาะของปีศาจก็ต้องใช้เวลานับศตวรรษ แต่เขามั่นใจว่าหากสิ่งนี้ยังดำเนินต่อไป เขาจะสามารถลดเวลาลงได้มาก

การต่อสู้ในคืนนี้ทำให้เขามีความมั่นใจมากขึ้น ไม่ว่าจอมยุทธ์ขั้นหกจะทรงพลังเพียงใด เขาก็มั่นใจว่าตนเองสามารถต่อสู้กับตัวตนดังกล่าว

“จ้าวจื่อป๋อ โอ้ จ้าวจื่อป๋อ ข้าสงสัยนักว่าเจ้ามีของดีใดอยู่ในกระเป๋าร้อยสมบัติของเจ้า?” หลี่ฉิงซานเลียริมฝีปาก

กล่าวได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างเล็งเป้าไปที่กันและกัน

จบบทที่ ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 128 บดขยี้จ้าวเหลียงฉิง

คัดลอกลิงก์แล้ว