- หน้าแรก
- ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ
- ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 125 ฟ้องหอเมฆาพิรุณ
ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 125 ฟ้องหอเมฆาพิรุณ
ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 125 ฟ้องหอเมฆาพิรุณ
ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 125 ฟ้องหอเมฆาพิรุณ
แปลโดย iPAT
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โจวเหวินปิงใช้เงินหลายล้านตำลึงช่วยลดภาระด้านภาษีและค่าใช้จ่ายของประชาชนเพื่อทำให้เมืองเจียเผิงเจริญรุ่งเรือง ในฐานะขุนนางชั้นสูง เขาปฏิเสธที่จะรับสินบน ตรงข้าม เขาใช้เงินของตนเองเพื่อพัฒนาเมืองจนถึงจุดที่ไม่มีขอทานแม้แต่คนเดียว
นี่เป็นเหตุผลที่เขาได้รับความเคารพอย่างมากจากชาวเมือง แน่นอนว่าเขาไม่ได้ทำเช่นนี้เพราะปณิธานอันยิ่งใหญ่หรือเพราะเขาเต็มใจที่จะเป็นขุนนางที่ดีโดยคำนึงถึงประชาชานเป็นอันดับแรก ในความเป็นจริงมันเกี่ยวกับการบ่มเพาะของเขาเอง
อย่างไรก็ตามในสถานการณ์เช่นนี้น้อยคนนักที่จะขายลูกสาวของตนเข้าสู่หอโคมแดง
หอเมฆาพิรุณไม่เคยกังวลเกี่ยวกับโจวเหวินปิง พวกเขาพึ่งพาการสนับสนุนจากจ้าวจื่อป๋อและนิกายเมฆาพิรุณ แต่พวกเขาก็ไม่กล้าสร้างปัญหาร้ายแรงเพราะพวกเขายังต้องคำนึงถึงชื่อเสียงของนิกายเมฆาพิรุณ อย่างไรก็ตามตอนนี้มันเห็นได้ชัดว่าคนที่เคยปกป้องพวกเขากลับชิงเอาตัวรอดไปแล้ว
หลี่ฉิงซานขมวดคิ้ว เขาคาดหวังสิ่งนี้แต่หอเมฆาพิรุณไม่ใช่สถานที่ที่จะถูกถอนรากถอนโคนได้โดยง่าย พวกเขาจะไม่อยู่นิ่งและรอให้เจ้าหน้าที่สืบสวน
ท้ายที่สุดการทำลายล้างองค์กรชั่วร้ายเช่นนี้ก็ไม่สามารถทำได้ในครั้งเดียว
จ้าวเหลียงฉิงยิ้มด้วยรอยยิ้มน่ากลัวและพึงพอใจ “ท่านโจว หากไม่มีสิ่งใดแล้ว โปรดลงโทษหลี่ฉิงซานที่ฆ่าผู้บริสุทธิ์และโปรดให้เขาปล่อยตัวฟู่หรงด้วย”
สิ่งที่เขาพูดในตอนท้ายนำไปสู่ความเห็นพ้องของผู้คนทั้งหมด
หลี่ฉิงซานกล่าว “นั่นเป็นเรื่องของผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์ของเรา คนนอกเช่นท่านไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย คนเหล่านั้นขัดขวางการทำหน้าที่ของผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์ ดังนั้นพวกเขาจึงสมควรตาย สำหรับนางผู้นี้ นางโจมตีข้าโดยตรง หลายคนสามารถเป็นพยาน พี่ใหญ่จ้าวเคยสอนข้าเป็นการส่วนตัวมาก่อนว่าข้าควรจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร ข้าเพียงทำตามคำสอนเท่านั้น”
จ้าวจื่อป๋อกัดฟันกล่าว “ท่านโจว ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆ มันจะดีที่สุดหากท่านไม่ทะเลาะกับพวกเขาอีก”
จากนั้นจ้าวจื่อป๋อก็หันหน้าไปกล่าวกับหลี่ฉิงซาน “เจ้าควรปล่อยหญิงผู้นั้นก่อน!”
สำหรับหลี่ฉิงซาน เขาจะไม่ยอมทิ้งโอกาสที่จะได้กลั่นแกล้งคนเหล่านี้ เขาจะตอบโต้กลับอย่างสาสม
หลี่ฉิงซานตะโกน “เราปล่อยนางไม่ได้! นี่คือหลักฐาน! ข้าต้องการฟ้องหอเมฆาพิรุณ!”
เส้นเลือดปูดโปนขึ้นบนหน้าผากของจ้าวเหลียงฉิงขณะที่โจวเหวินปิงแทบจะหลุดหัวเราะออกมา ‘เจ้าบดขยี้หอเมฆาพิรุณ เจ้าถึงกับฆ่าแม่เล้า แต่ตอนนี้เจ้ากลับมีความคับข้องใจและต้องการฟ้องหอเมฆาพิรุณอีกงั้นหรือ?’
หลังจากไอเบาๆสองสามครั้ง โจวเหวินปิงก็หุบยิ้มและกล่าวอย่างจริงจัง “เจ้าต้องการฟ้องเรื่องใด?”
หลี่ฉิงซานยกฟู่หรงขึ้น “ข้าต้องการฟ้องหอเมฆาพิรุณสำหรับการเสนอขายสินค้าปลอม พวกเขาติดฉลากสิ่งที่พวกเขาเสนอขายอย่างไม่ถูกต้อง พวกเขาโกงเงินลูกค้า พวกเขาทำร้ายความรู้สึกของข้าอย่างสุดซึ้ง!”
จ้าวเหลียงฉิงพยายามระงับความโกรธขณะที่หลี่ฉิงซานใช้พลังปราณทำให้ฟู่หรงหมดสติ เมื่อนางหมดสติ นางก็ไม่สามารถใช้มนต์เสน่ห์ของนางได้อีก ตอนนี้แม้แต่คนธรรมดาก็สามารถมองเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของนาง
“ทุกท่านโปรดดู! นี่คือรูปลักษณ์ที่แท้จริงของนางโลมอันดับหนึ่งแห่งหอเมฆาพิรุณ ฟู่หรง!”
ทุกคนขยี้ตาพร้อมกันก่อนที่จะตกตะลึง ความฝันของพวกเขาพังทลายลงอย่างสมบูรณ์ นี่คือฟู่หรงจริงๆหรือ? นี่คือหญิงที่พวกเขาใฝ่ฝันถึงงั้นหรือ? เหตุใดพวกเขาต้องทุ่มเงินมากมายเพื่อให้ได้พบนางผู้นี้? พวกเขาถามตัวเองและรู้สึกว่าตนเองโง่เขลามาก
หลายคนกระทั่งอาเจียนออกมา ความแตกต่างระหว่างความจริงกับจินตนาการทำให้พวกเขารู้สึกแย่ยิ่งกว่าการกินแมลงวันนับร้อยตัวเข้าไป
บางคนยังปฏิเสธที่จะเชื่อ พวกเขาคุกเข่าลงและร้องไห้อย่างขมขื่น “เป็นไปไม่ได้! นั่นไม่ใช่ฟู่หรง! มันเป็นของปลอม! มันเป็นเรื่องโกหก!”
จ้าวเหลียงฉิงพุ่งไปข้างหน้าด้วยความโกรธ แต่กลิ่นอายที่ทรงพลังกว่าสองสายหยุดเขาไว้ทันที หนึ่งมาจากจ้าวจื่อป๋อ อีกหนึ่งมาจากโจวเหวินปิง
โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลหรือแรงจูงใจ พวกเขาไม่สามารถปล่อยให้จ้าวเหลียงฉิงโจมตีหลี่ฉิงซาน ทั้งสองเป็นสัญลักษณ์ของกฎหมายของเมืองเจียเผิง พวกเขาจะไม่ยอมให้กฎหมายและอำนาจถูกท้าทาย
หลี่ฉิงซานไม่แม้แต่จะชำเลืองมองจ้าวเหลียงฉิง เขากล่าวเสียงดัง “พวกเจ้าใช้เงินจำนวนมากเพื่อชื่นชมสิ่งนี้ บอกข้าว่ามันยุติธรรมหรือไม่?” หลังจากนั้นเขาก็โยนฟู่หรงไปที่จ้าวเหลียงฉิง “เจ้าไม่จำเป็นต้องขอนาง หากเป็นหญิงเช่นนี้ ข้าไม่ต้องการแม้เจ้าจะยกนางให้ข้า!”
ฟู่หรงค่อยๆตื่นขึ้นและเห็นสายตาที่เปลี่ยนแปลงไปของทุกคน นางรีบใช้มนต์เสน่ห์โดยสัญชาตญาณ แต่มันเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะหลงเสน่ห์นางอีกครั้งหลังจากได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรงมาก่อนหน้านี้ เว้นเพียงจิตใจของพวกเขาจะอ่อนแอมากเกินไป
นางกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง “เกิดสิ่งใดขึ้น? พวกเจ้าไม่ชอบข้าแล้วหรือ? ข้าคือฟู่หรง!” อย่างไรก็ตามนางถูกหยุดโดยจ้าวเหลียงฉิง เขาออกคำสั่ง “ส่งนางกลับห้อง!”
เมื่อเวลาผ่านไปความทรงจำของหลายคนจะเริ่มพร่ามัว มนต์เสน่ห์ของฟู่หรงจะกลับมามีอำนาจอีกครั้ง
หลี่ฉิงซานทำลายความพยายามหลายปีของนางโลมอันดับหนึ่งฟู่หรงและหอเมฆาพิรุณ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จ้าวเหลียงฉิงจะตอบโต้อย่างรุนแรง
โจวเหวินปิงยิ้มขณะลูบเครา “โดยพื้นฐานแล้วเจ้ายอมรับนางด้วยเจตจำนงเสรีจากความรู้เดิมของเจ้า นี่ไม่เหมาะสมที่จะให้ข้าตัดสิน” หากเขารับคำฟ้องของหลี่ฉิงซาน ผู้ชายอีกครึ่งเมืองอาจต้องการฟ้องเช่นกัน
หลังจากนั้นเขาก็พูดกับชิงซิ่ว “สาวน้อย ตามข้าไปที่ทำการ วันนี้ขอให้สิ้นสุดที่นี่!” เขาส่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปยังหมู่บ้านชาวประมงเพื่อทำการสอบสวน แม้มันอาจนำไปสู่ความว่างเปล่าแต่มันก็คุ้มค่าที่จะลอง
ในตอนท้ายเขายังกล่าวกับหลี่ฉิงซานว่า “เจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ดังนั้นพรุ่งนี้เจ้าต้องไปที่ทำงานของข้า” เห็นได้ชัดว่าเขามีบางอย่างอยากกล่าวแต่มันไม่สะดวกที่จะกล่าวต่อหน้าทุกคน
หลี่ฉิงซานตอบ “ข้าเข้าใจแล้ว”
ชิงซิ่วจัดแจงเสื้อผ้าของนางให้เรียบร้อยและขอบคุณหลี่ฉิงซาน แต่เขากลับกล่าวว่า “เจ้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้า ข้าควรเป็นฝ่ายขอบคุณเจ้ามากกว่า” มันทำให้ดวงตาของชิงซิ่วเบิกกว้างด้วยความสับสน อย่างไรก็ตามอย่างน้อยนางก็รอดพ้นจากขุมนรกแห่งนี้และนั่นเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับนาง นางรู้สึกว่าโจวเหวินปิงเป็นขุนนางที่ดีสมคำลือ ดังนั้นนางจึงตั้งใจที่จะเปิดโปงหอเมฆาพิรุณและช่วยเด็กสาวที่ประสบกับความทุกข์ทรมานเช่นเดียวกับนาง
โจวเหวินปิงจากไปพร้อมเจ้าหน้าที่ของเขาและชิงซิ่วขณะที่จ้าวจื่อป๋อก็จากไปพร้อมกับกลุ่มผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์ หลี่ฉิงซานเดินตามพวกเขาไปอย่างเชื่อฟังและกล่าวเสริมว่า “ขอบคุณที่ออกหน้าแทนข้า ผู้บัญชาการจ้าว!”
ลูกค้าแยกย้ายกันไป หลายคนรู้สึกหดหู่ใจหรือเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง พวกเขาสาบานว่าจะไม่กลับมาที่นี่อีก
อย่างไรก็ตามบางคนยังมีความสุข แม่บ้านหลายคนของเมืองเจียเผิงพบว่าสามีของพวกนางไม่ไปหมกมุ่นอยู่ในสถานเริงรมย์อีก ด้วยเหตุนี้พวกนางจึงรู้สึกขอบคุณหลี่ฉิงซานที่ก่อความวุ่นวายขึ้นที่หอเมฆาพิรุณ ฝ่ายผู้ชาย พวกเขาพบว่าภรรยาของตนยังงดงามกว่าฟู่หรงที่พวกเขาเคยหลงใหลเป็นผลให้พวกเขากลับไปคืนดีกับภรรยาของพวกเขาและสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าว
หลี่ฉิงซานอารมณ์ดีเช่นกัน ในทางตรงข้าม จ้าวเหลียงฉิงมองหอเมฆาพิรุณที่ว่างเปล่าและคำรามอยู่ภายใน ‘ข้าจะฆ่าเจ้า!’
มันเป็นเรื่องบังเอิญที่หลี่ฉิงซานก็คิดเช่นเดียวกัน เมื่อแหล่งที่มาของความอยุติธรรมยังไม่ถูกกำจัด มันจะไม่มีวันจบสิ้น
แต่มันไม่สะดวกที่เขาจะกลับร่างเดิมและฆ่าจ้าวเหลียงฉิงโดยตรง หากจ้าวเหลียงฉิงตายในวันรุ่งขึ้น ผู้คนอาจสงสัยเขา เขายังต้องใช้ประโยชน์จากโอกาสที่จ้าวจื่อป๋อมอบให้
ไพ่ตายจะทรงพลังที่สุดเมื่อมันยังถูกซ่อนไว้และปล่อยออกไปในจังหวะที่เหมาะสม เว้นเพียงเขาจะไม่มีทางเลือก ตอนนี้การเพิ่มความแข็งแกร่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ตราบเท่าที่เขากลายเป็นจอมยุทธ์ขั้นสอง เขาจะสามารถต่อสู้กับจอมยุทธ์ขั้นสี่ได้อย่างเท่าเทียม
ตลอดทาง จ้าวจื่อป๋อและผู้พิทักษ์หมาป่าอินทรีย์ยังคงนิ่งเงียบ สายตาที่พวกเขามองหลี่ฉิงซานมีความเป็นอริศัตรูมากขึ้น
แต่หลี่ฉิงซานกลับรู้สึกยินดีกับความเงียบสงบ เขากลับบ้านและพูดกับเสี่ยวอันว่า “ขอบคุณสำหรับการแจ้งเตือนของเจ้าในวันนี้ มิฉะนั้นข้าคงติดกับพวกเขาไปแล้ว เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าตกหลุมพรางมนต์เสน่ห์”
เสี่ยวอันใช้นิ้วเขียนบนฝ่ามือของหลี่ฉิงซาน
ปรากฏว่าเขาสามารถมองผ่านมนต์เสน่ห์ของฟู่หรงด้วยเปลวไฟในเบ้าตา
ท้ายที่สุดเคล็ดวิชากระดูกขาวและความงามอันเป็นนิรันดร์ก็เหนือกว่าเคล็ดวิชาของนิกายเมฆาพิรุณอย่างไม่สามารถเปรียบเทียบ อาจกล่าวได้ว่ามันเหนือกว่าเคล็ดวิชาส่วนใหญ่ของโลกใบนี้
หลี่ฉิงซานใช้เวลาทั้งบ่ายหมกตัวอยู่ในหอตำรา เขาไม่เพียงศึกษาทักษะการต่อสู้แต่ยังได้รับความเข้าใจคร่าวๆเกี่ยวกับการบ่มเพาะของโลกใบนี้อีกด้วย เขาไม่จำเป็นต้องไปที่ชั้นสอง มีหนังสือและความรู้มากมายอยู่ที่ชั้นล่าง
สำหรับจอมยุทธ์ของสำนักหรือนิกาย ข้อมูลเหล่านี้อาจเป็นความรู้ทั่วไป แต่สำหรับเขา มันเหมือนการเปิดประตูสู่โลกใบใหม่