- หน้าแรก
- บัลลังก์เลือดในเงามืด
- ตอนที่ 1: แวมไพร์
ตอนที่ 1: แวมไพร์
ตอนที่ 1: แวมไพร์
ตอนที่ 1: แวมไพร์
"คนเราจะซวยได้ขนาดไหนกันเชียว? ทะลุมิติมาจักรวาลมาร์เวลทั้งที ดันกลายเป็นแวมไพร์เนี่ยนะ? จะมีใครดวงซวยบัดซบขนาดนี้อีกไหม?"
ในห้องสลัวที่ปิดหน้าต่างมิดชิด หวังเบิร์ตมองโปสเตอร์ของโทนี่ สตาร์ค ผู้มีใบหน้าชวนหาเรื่องให้โดนซัดสักหมัดบนผนัง แล้วรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมา
ถึงเขาจะชอบหนังมาร์เวล แต่เขาไม่ได้อยากทะลุมิติมาอยู่ในโลกที่อันตรายเหมือนวันสิ้นโลกที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดแบบนี้ แถมเขายังเป็นแวมไพร์ ซึ่งถือเป็นชนชั้นล่างสุดของห่วงโซ่อาหารอีกต่างหาก!
แวมไพร์กลัวแสงแดด กลัวกระเทียม และกลัวเงิน ต่อให้ทะลุมิติมาเป็นคนธรรมดาก็ยังดีกว่าเป็นแวมไพร์ร้อยเท่า อย่างน้อยคนธรรมดาก็ไปเดินชายหาด อาบแดด ดูสาวสวยใส่บิกินี่ได้!
ส่วนเรื่องชีวิตอมตะน่ะเหรอ จะมีประโยชน์อะไรถ้าต้องมีชีวิตยืนยาวแต่อยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนหนูสกปรก?
"ฉันต้องหาทางเปลี่ยนเรื่องบ้าๆ พวกนี้ให้ได้ ฉันไม่อยากใช้ชีวิตเป็นหนูไปตลอดชาติหรอกนะ"
แววตาของหวังเบิร์ตฉายประกายคมกริบ เขามองโปสเตอร์บนผนังพลางครุ่นคิด
"โทนี่ สตาร์ค หน้าตาเหมือนในหนังเปี๊ยบ แสดงว่าที่นี่น่าจะเป็นจักรวาลมาร์เวลเวอร์ชั่นภาพยนตร์ เอ่อ... หนังมาร์เวลที่มีแวมไพร์ก็มีแค่เรื่อง 'เบลด' แต่ตอนนี้ปี 2008 ยุคของเบลดน่าจะผ่านไปนานแล้วหรือเปล่านะ?"
หลังจากหนังมาร์เวลได้รับความนิยม หวังเบิร์ตก็กลับไปดูไตรภาค 'เบลด' ซ้ำอีกรอบ เขาจึงพอจำได้ลางๆ ถ้าจำไม่ผิด ภาคสองยังมีดาราแอ็คชั่นชื่อดังอย่างดอนนี่ เยนร่วมแสดงด้วย
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากหน้าประตู "เบิร์ต จ้องโปสเตอร์โทนี่ สตาร์คตาไม่กะพริบเลยนะ นายชอบผู้ชายหรือไง?"
หวังเบิร์ตหันขวับไปมอง เห็นหญิงสาวผมแดงหน้าซีดเผือดสวมเสื้อยืดกางเกงขาสั้นยืนพิงประตู มองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม
ข้างกายสาวผมแดงมีชายร่างกำยำสูงราวร้อยเก้าสิบเซนติเมตรยืนอยู่ เมื่อหวังเบิร์ตมองไป ชายร่างยักษ์ก็ถลึงตาใส่เขาอย่างดุร้าย หวังเบิร์ตจึงแสร้งทำเป็นหวาดกลัวและหลบสายตา
ชายหญิงคู่นี้ก็เป็นแวมไพร์เช่นกัน ฝ่ายหญิงชื่อ 'เจน' เป็นคนกัดหวังเบิร์ต (ก่อนที่วิญญาณเขาจะมาเข้าร่าง) พูดง่ายๆ ก็คือความสัมพันธ์แบบต่างตอบแทน หวังเบิร์ตหลงใหลในเรือนร่างของเจน ส่วนเจนก็หวังเลือดและเงินของหวังเบิร์ต!
ส่วนฝ่ายชายชื่อ 'ดีคอน ฟรอสต์' เป็นนักเลงหัวไม้ หวังเบิร์ตเคยโดนหมอนี่ซ้อมมาหลายครั้งจนไม่กล้าขัดขืนต่อหน้ามัน
หวังเบิร์ตถามด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย "ทำไมพวกนายถึงมาที่นี่อีกแล้ว?"
"ทำไม พวกเรามาแล้วมีปัญหาหรือไง?"
ดีคอน ฟรอสต์พูดอย่างหงุดหงิด "อย่าลืมสิว่าพวกเราเป็นคนเปลี่ยนแกให้กลายเป็นเผ่าพันธุ์โลหิตผู้สูงส่งนะโว้ย!"
"ใช่แล้ว รู้ไหมว่ามีพวกเลือดผสมตั้งเท่าไหร่ที่อยากจะเป็นแวมไพร์เต็มตัวแต่ไม่มีโอกาส?"
เจนเสริมขึ้นมา การจะเปลี่ยนใครเป็นแวมไพร์ไม่ใช่แค่กัด แต่ต้องหยดเลือดสดๆ ของตัวเองให้ดื่มด้วย
'ใครมันอยากจะเป็นแวมไพร์กันวะ? เอ่อ... แล้วแวมไพร์นี่นับเป็นผีไหมเนี่ย?'
หวังเบิร์ตบ่นในใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมา "เผ่าพันธุ์โลหิตนี่ต่างจากที่ฉันจินตนาการไว้ลิบลับ ฉันเคยคิดว่าพวกเราจะดูสง่างาม สูงศักดิ์เหมือนขุนนาง เหมือนแวมไพร์ในหนังซะอีก!"
พูดจบ หวังเบิร์ตก็เหลือบมองดีคอน ฟรอสต์กับเจนด้วยสีหน้าผิดหวัง ทั้งสองโกรธจัดทันที นี่มันกำลังด่าว่าพวกเขาไม่สูงส่งและไม่มีรสนิยมใช่ไหม? ถึงจะเป็นเรื่องจริงก็เถอะ แต่แกไม่มีสิทธิ์พูดออกมานะโว้ย!
"ถ้าไม่มีเงิน จะเอาอะไรไปสูงส่งไปสง่างาม? พวกเราไม่ใช่พวกเลือดบริสุทธิ์พวกนั้นนะ!"
เจนเดินเข้ามาในห้องแล้วแค่นเสียงอย่างเย็นชา "พวกแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์น่ะมีความเป็นอยู่ดียิ่งกว่าในหนังซะอีก พวกมันไม่เพียงมีทรัพย์สินมหาศาล แต่ยังมีเลือดสดๆ ให้ดื่มกินไม่ขาดสาย แถมยังเลี้ยงหนุ่มหล่อสาวสวยไว้เป็นทาสเลือดอีกเพียบ ไม่เหมือนพวกเราที่ต้องซื้อถุงเลือดแพงๆ มาดื่มประทังชีวิต"
"ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้พวกเลือดบริสุทธิ์ขี้ขลาดพวกนั้นไปเซ็นสัญญากับมนุษย์ ห้ามไม่ให้พวกเราดูดเลือดมนุษย์ตามใจชอบ ทำไมพวกเราถึงต้องตกอยู่ในสภาพนี้?"
ดีคอน ฟรอสต์บ่นอย่างหัวเสีย "ทำงานหนักแทบตายทุกวันก็ได้แค่เงินพอซื้อถุงเลือด ชีวิตบัดซบยิ่งกว่าตอนเป็นมนุษย์ซะอีก อ้อ... ได้ยินว่าเงินที่พวกเราจ่ายค่าถุงเลือดไป ก็ถูกพวกเลือดบริสุทธิ์กับมนุษย์แบ่งกันเสวยสุขนั่นแหละ"
"เลือดบริสุทธิ์? เลือดผสม?"
แววตาของหวังเบิร์ตวูบไหว เขาถามต่อ "ในเมื่อมีสัญญาห้ามไว้ แล้วทำไมพวกนายถึงกล้าเปลี่ยนฉันเป็นแวมไพร์ล่ะ?"
ดีคอน ฟรอสต์เดินเข้ามากระชากคอเสื้อหวังเบิร์ต ยกตัวเขาลอยขึ้นจากพื้นแล้วตะคอกด้วยใบหน้าถมึงทึง "ไอ้หนู เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ? พูดอีกทีซิ! ฉันไม่ได้ยิน!"
"ฉันไม่ได้พูดอะไร! ไม่ได้พูดอะไรเลย!"
หวังเบิร์ตแกล้งทำเป็นกลัวจนลนลาน รีบส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ ความจริงคือเขาทนกลิ่นปากของดีคอน ฟรอสต์ไม่ไหว มันเหม็นเน่าบรรลัย!
ดีคอน ฟรอสต์แค่นเสียงเหอะ ก่อนจะโยนหวังเบิร์ตลงพื้นอย่างไม่ไยดี "เลิกพล่ามไร้สาระ เอาเงินมาสองหมื่นดอลลาร์!"
"สองหมื่นดอลลาร์? พวกนายใช้เงินเปลืองไปหน่อยมั้ง?"
หวังเบิร์ตลุกขึ้นปัดฝุ่น พลางบ่นอุบ พ่อแม่ของร่างนี้ทิ้งมรดกไว้ให้พอสมควรหลังจากประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เขาเคยกังวลว่าจะมีคนไม่หวังดีมาปอกลอก แต่ที่ไหนได้ ดันเป็นแวมไพร์มาไถเงินแทน!
เจนหัวเราะคิกคัก "ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเงินแกหมด เราค่อยพาแกไปหาเศรษฐีคนใหม่ แล้วใช้เลือดแกสร้างทายาทเพิ่มไง!"
'นี่มันการพัฒนาที่ยั่งยืนบ้าบออะไรกัน?'
หวังเบิร์ตลอบด่าในใจ เขาถอนหายใจ หยิบสมุดเช็คข้างตัวขึ้นมาเซ็น—ในอเมริกา การจ่ายเงินจำนวนมากมักใช้บัตรเครดิตหรือเช็ค และสองหมื่นดอลลาร์ก็ไม่ใช่เงินน้อยๆ
ดีคอน ฟรอสต์พยักหน้าอย่างพอใจ "อย่าขี้งกนักเลย เมื่อไหร่ที่บอสของเรา 'ดีคอน ฟรอสต์' พาพวกเราโค่นล้มพวกเลือดบริสุทธิ์ได้ มนุษย์ทุกคนก็จะกลายเป็นอาหารของเรา ถึงตอนนั้นพวกเราจะเป็นขุนนางที่แท้จริง!"
"ใช่แล้ว ขุนนางแห่งเผ่าพันธุ์โลหิต! เลือดที่ไม่มีวันหมด เงินทองมหาศาล มนุษย์ทุกคนจะเป็นทาสรับใช้!"
เจนตะโกนอย่างคลั่งไคล้ ในใจของเหล่าแวมไพร์เลือดผสม ดีคอน ฟรอสต์ คือพระเจ้าผู้กอบกู้!
"ดีคอน ฟรอสต์ งั้นเหรอ?"
หัวใจของหวังเบิร์ตเต้นระรัว ถ้าจำไม่ผิด ดีคอน ฟรอสต์ คือตัวร้ายหลักในหนังเรื่อง 'เบลด' ภาคแรก ในหนังมันนำทัพพวกเลือดผสมโค่นล้มพวกเลือดบริสุทธิ์ได้สำเร็จ และใช้เลือดของผู้อาวุโสเลือดบริสุทธิ์สิบสองคนทำพิธีเปลี่ยนตัวเองเป็น 'เทพโลหิต' (La Magra)
เทพโลหิตนั้นทรงพลังมาก ไม่กลัวแสงแดด กระเทียม หรือเงิน แม้ตัวขาดครึ่งก็ยังงอกใหม่ได้ แต่ดูเหมือนสติปัญญาจะลดลง ตัวร้ายนั่นดันโง่รับเข็มยาพิษของเบลดเข้าไปเต็มๆ จนตัวระเบิดตายคาที่
"แสดงว่าเนื้อเรื่องของเบลดตายังไม่เริ่มสินะ? นี่มันข่าวดีชัดๆ เทพโลหิต... พลังที่แข็งแกร่ง ทรัพย์สินและอำนาจมหาศาล!"
ประกายความทะเยอทะยานวาบผ่านดวงตาของหวังเบิร์ต เขายื่นเช็คให้ดีคอน ฟรอสต์และแกล้งถามถึงสถานการณ์ของดีคอน ฟรอสต์
"บอสดีคอนจะจัดงานเลี้ยงโลหิตเป็นระยะๆ ถึงตอนนั้นฉันจะพาแกไปเปิดหูเปิดตา พวกเราแวมไพร์เลือดผสมอยู่ตัวคนเดียวลำบาก ต้องรวมกลุ่มกันไว้!"
ดีคอน ฟรอสต์รับเช็คไป ตบไหล่หวังเบิร์ตแล้วยิ้มร่า หวังเบิร์ตแค่นยิ้มในใจ 'รวมกลุ่มเหรอ? เรียกว่าขูดรีดกันเองมากกว่ามั้ง? เลือดบริสุทธิ์ขูดรีดพวกนาย แล้วพวกนายก็มาขูดรีดฉันอีกต่อ!'
เมื่อได้เงินแล้ว ดีคอน ฟรอสต์กับเจนก็จากไปอย่างมีความสุข พวกมันคงรีบเอาเงินไปผลาญให้หมดแล้วค่อยกลับมาหาหวังเบิร์ตใหม่ จนกว่าเงินเขาจะหมดเกลี้ยง นี่คือเส้นทางรวยทางลัดของพวกมัน!
"ฉันยังต้องให้พวกแกช่วยพาเข้าสังคมแวมไพร์อยู่หรอกนะ ช่วงนี้จะไว้ชีวิตไปก่อนแล้วกัน!"
หวังเบิร์ตยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองส่งทั้งสองคนเดินจากไปพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ก็แค่แวมไพร์กระจอกสองตัว ถ้าอยากฆ่าก็ไม่ใช่เรื่องยาก แค่เอาโคมไฟยูวีส่องพวกมันก็สิ้นเรื่อง!
"รู้สึกอนาถใจชะมัด แวมไพร์มันอ่อนแอขนาดนี้เลยเหรอ?"
หวังเบิร์ตอดบ่นไม่ได้ เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบเสื้อผ้าเดินออกจากห้อง ตรงไปหาร้านขายปืนในไชน่าทาวน์ เพื่อจะทำตามแผนที่วางไว้ เขาต้องเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวเองก่อน
เจ้าของร้านขายปืนเป็นชายหน้าบากท่าทางดุดัน หลังจากฟังความต้องการของหวังเบิร์ต เขาก็พูดด้วยความแปลกใจ "คุณอยากหาครูฝึกสอนทักษะการต่อสู้? มีเรื่องเดือดร้อนอะไรหรือเปล่า? ถ้ามี ผมแนะนำให้แจ้งตำรวจ หรือไม่ก็จ่ายเงินฟาดหัวเพื่อจบปัญหานะ!"
หวังเบิร์ตส่ายหน้า "เปล่า ผมแค่อยากหาอะไรตื่นเต้นทำดูบ้าง!"
เจ้าของร้านหน้าบากชำเลืองมองหวังเบิร์ต "งั้นคุณไปติดต่อบริษัทฝึกอบรมที่ถูกกฎหมายดีกว่า ถึงที่นี่จะมีสนามยิงปืน แต่ผมไม่มีครูฝึกหรอก มีไว้ให้ลูกค้าลองปืนเฉยๆ!"
"แบบนั้นมันช้าไป ผมมีเวลาไม่มาก คุณกว้างขวางขนาดนี้ น่าจะรู้จักครูฝึกส่วนตัวบ้างสิ เอ่อ... เอาแบบที่เคยผ่านสมรภูมิของจริงมาแล้วยิ่งดี!"
หวังเบิร์ตเสนอ "ผมจ่ายค่านายหน้าให้คุณได้ หรือจะให้ช่วยอุดหนุนของในร้านเพิ่มก็ได้นะ!"
พอได้ยินเรื่องเงิน เจ้าของร้านหน้าบากก็ยิ้มออก "ในประเทศนี้ เงินบันดาลได้ทุกอย่าง แต่ครูฝึกส่วนตัวค่าตัวไม่ถูกนะ!"
"ครูฝึกเก่งๆ ย่อมคู่ควรกับราคาที่สมน้ำสมเนื้อ!"
หวังเบิร์ตยิ้ม เขาได้ยินมานานแล้วว่าเจ้าของร้านคนนี้เป็นทหารผ่านศึก และก็มีเส้นสายจริงๆ เสียด้วย
เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา ถ้าแก้ปัญหาเรื่องแวมไพร์ไม่ได้ มีเงินเท่าไหร่ก็ไร้ค่า อีกอย่าง เงินนี่ก็ไม่ใช่เงินที่เขาหามาเอง ใช้ๆ ไปเถอะ อย่างที่เขาว่ากันว่า 'ลูกล้างผลาญขายสมบัติพ่อไม่รู้สึกเสียดายหรอก'
"ตกลง"
เจ้าของร้านหน้าบากไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาปิดประตูร้าน เดินไปหยิบสมุดบันทึกจากลิ้นชักมาวางบนโต๊ะ "นี่คือรายชื่อครูฝึกที่ผมติดต่อได้ แต่เงื่อนไขเฉพาะเจาะจงพวกคุณต้องไปคุยกันเอง ผมแค่ช่วยแนะนำให้!"
"ขอดูหน่อย"
หวังเบิร์ตหยิบสมุดขึ้นมาพลิกดู ข้อมูลละเอียดมาก นอกจากชื่อแล้วยังมีประวัติย่อ แต่ไม่มีรูปถ่าย
"หืม?"
หวังเบิร์ตพลิกไปไม่กี่หน้าก็เจอชื่อหนึ่งที่ทำให้เขาชะงักกึก เจ้าของร้านเหลือบมองแล้วแนะนำ "คนนี้ของจริง โหดสุดๆ เคยได้รับเหรียญเนวีครอสและเหรียญกล้าหาญมาแล้ว ตอนนี้รับจ้างเป็นครูฝึกทางทหาร แน่นอนว่าค่าตัวแพงที่สุด!"
"โหดของจริงแน่นอน!"
หวังเบิร์ตพยักหน้า บ่นในใจ 'จะไม่โหดได้ไง? นี่มัน พันนิชเชอร์ แฟรงค์ คาสเซิล เชียวนะ ว่าแต่ลุงพันนิชเชอร์ผู้เคร่งขรึมแอบมารับจ๊อบพิเศษแบบนี้ด้วยเหรอ?'
พันนิชเชอร์ แอนตี้ฮีโร่ผู้ใช้ความรุนแรงสยบความรุนแรง เป้าหมายไหนที่ถูกเขาหมายหัวรับรองว่าไม่เหลือซาก พูดให้เว่อร์หน่อยก็คือ แม้แต่แมลงสาบในแก๊งมาเฟียก็ไม่รอดชีวิต
แน่นอนว่าตอนนี้ครอบครัวของแฟรงค์ คาสเซิลยังไม่ตาย เขายังเป็นแค่ครูฝึกทหารเกษียณราชการ ยังไม่ได้เข้าสู่ด้านมืดเต็มตัว
"คนนี้แหละ! ผมต้องการคุยกับเขา!"
หวังเบิร์ตปิดสมุดลง เจ้าของร้านหัวเราะหึๆ "หวังว่าคุณจะมีหลักฐานครบถ้วนสำหรับซื้ออาวุธที่คุณต้องการนะ!"
แม้อเมริกาจะซื้อปืนง่าย แต่ต้องมีใบอนุญาต การซื้อปืนยาวง่ายกว่าปืนพกมาก และโชคร้ายที่หวังเบิร์ตไม่มีเอกสารพวกนั้นเลยสักอย่าง
หวังเบิร์ตยิ้ม "ผมซื้อของที่ระลึกไปแทนก็ได้ แบบที่ราคาแพงๆ น่ะ!"
...
เย็นวันรุ่งขึ้น ณ คาเฟ่แห่งหนึ่ง หวังเบิร์ตได้พบกับแฟรงค์ คาสเซิล ชายร่างสูงใหญ่ที่แผ่กลิ่นอายดุดันเลือดพล่าน อาจเป็นเพราะเขากลายเป็นแวมไพร์ เขาจึงได้กลิ่นของซากศพกองพะเนินและทะเลเลือดจากตัวแฟรงค์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือชายผู้เหี้ยมโหด เป็นหมาป่าแห่งการทำลายล้างขนานแท้
แฟรงค์ คาสเซิลมองหวังเบิร์ตผู้มีใบหน้าซีดเผือดแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย บอกตามตรงเขาไม่ถูกชะตากับหมอนี่เลย ผอมแห้งเกินไป แถมบรรยากาศรอบตัวยังดูเย็นเยียบชวนอึดอัด
แต่เมื่อนึกถึงเพื่อนร่วมรบที่กำลังเดือดร้อนเรื่องเงิน แฟรงค์จึงยอมนั่งลงคุยเรื่องงานจ้างส่วนตัวนี้อย่างจริงจัง
หลังทักทายกันพอเป็นพิธี หวังเบิร์ตก็หัวเราะเบาๆ "คุณแฟรงค์ คาสเซิล ผมยอมรับในฝีมือของคุณ แต่ผมมีเงื่อนไขสองสามข้อ"
เมื่อเห็นว่าเข้าเรื่องแล้ว แฟรงค์ก็โล่งใจ เขาเกลียดการคุยสัพเพเหระ "ว่ามา"
"ข้อแรก ฝึกได้เฉพาะตอนกลางคืน กลางวันผมไม่ว่าง"
"ไม่มีปัญหา กลางวันผมก็ยุ่งเหมือนกัน"
"ข้อสอง ผมต้องการทักษะการต่อสู้ที่ใช้งานได้จริงในเวลาสั้นที่สุด ทั้งมือเปล่าและอาวุธปืน เอ่อ... รบกวนคุณช่วยจัดหาสนามยิงปืนให้ด้วย แน่นอนว่าผมเป็นคนจ่ายค่าใช้จ่าย"
แฟรงค์ชำเลืองมองหวังเบิร์ต แววตาฉายแววโหดเหี้ยม "ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าจะเอาแบบนั้น การฝึกจะโหดนรกแตก คุณอาจจะต้องนอนโรงพยาบาลเลยนะ!"
"ผมฟื้นตัวเร็วอยู่แล้ว ไม่เป็นปัญหา!"
หวังเบิร์ตหัวเราะ "คุณแฟรงค์ คาสเซิล จัดเต็มได้เลย ตราบใดที่คุณคิดว่ามันจะทำให้ผมเก่งขึ้น"
แฟรงค์อดไม่ได้ที่จะมองหวังเบิร์ตอีกครั้ง หรือว่าไอ้เด็กนี่จะเป็นพวกมาโซคิสต์?
"ส่วนข้อที่สาม... อาจจะมากไปหน่อย!"
หวังเบิร์ตพูดอย่างเกรงใจ แฟรงค์ขมวดคิ้ว ยังไม่ทันจะได้คิดอะไร หวังเบิร์ตก็พูดต่อ "ผมอยากให้คุณช่วยคุ้มกันผมระหว่างการฝึกภาคสนามด้วย"
แฟรงค์งุนงง "หมายความว่าไง?"
หวังเบิร์ตอธิบาย "หมายความว่าผมจะออกไปหาเรื่องพวกนักเลงข้างถนนเพื่อฝึกฝนการต่อสู้จริง แล้วคุณก็คอยคุมเชิงให้ผมไง!"
"แบบนี้?"
จริงๆ แฟรงค์ไม่มีปัญหากับเงื่อนไขนี้ สมัยอยู่ตะวันออกกลางเขาเคยสั่งให้ทหารใหม่ทำแบบนี้บ่อยๆ เขาแกล้งทำท่าลังเลแล้วบอกว่า "ต้องจ่ายเพิ่มนะ!"
หวังเบิร์ตหัวเราะร่า "ไม่มีปัญหาครับ ครูฝึกแฟรงค์ คาสเซิล ฝากตัวด้วยครับ!"
"ช้าก่อน ผมก็มีเงื่อนไขเหมือนกัน!"
แฟรงค์โบกมือ "คุณต้องจ่ายเงินล่วงหน้า และไม่ว่าคุณจะถอนตัวกลางคันหรือไม่ ผมจะไม่คืนเงินเด็ดขาด"
"ตกลง!"
หวังเบิร์ตพยักหน้าตกลงทันที ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะแกล้งทรมานเขาให้ถอดใจเพื่อกินเงินฟรี แต่พันนิชเชอร์ผู้หยิ่งทะนงไม่มีทางทำแบบนั้นแน่นอน—แต่เพียงแค่ยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อมา เขาก็รู้ซึ้งถึงความ 'ไร้เดียงสา' ของตัวเอง!
"บัดซบ! หมอนี่มันจงใจแกล้งฉันชัดๆ กะจะเชิดเงินหนีแน่นอน!"
หวังเบิร์ตกุมแก้ม รู้สึกเหมือนฟันจะหลุดหมดปาก
"ไหนบอกว่าอยากได้ทักษะการต่อสู้เร็วที่สุดไง? งั้นก็เข้าสู่การฝึกจริงเลยแล้วกัน ถ้าอยากจะสู้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเรียนรู้ที่จะถูกอัดให้เป็น เรียนรู้ที่จะอดทนต่อความเจ็บปวด และเรียนรู้ที่จะรักษาความเยือกเย็นในการต่อสู้"
แฟรงค์สวมนวมตะโกนก้องพร้อมปล่อยหมัด ท่วงท่าดุดันราวกับเสือล่าเหยื่อ น่าเกรงขามจนขนลุก!
หวังเบิร์ตกลัวจนหัวหด ถอยกรูดพลางยกแขนขึ้นปัดป้อง แต่โดนไปแค่ไม่กี่หมัด แขนเขาก็ปวดร้าวเหมือนจะหักจนยกไม่ขึ้น จากนั้นก็ตามคาด เขาโดนหมัดเข้าเต็มหน้า ร่วงลงไปกองกับพื้น ดังตุ้บ!
"ฉันไม่ได้โกงแกนะ ถ้าแกยอมแพ้ ฉันจะเปลี่ยนเป็นคอร์สฝึกปกติหนึ่งเดือนให้ แต่ถ้าอยากเห็นผลเร็ว แกต้องทนความเจ็บปวดแบบนี้ให้ได้ หรือจะเรียกว่าการทรมานก็ได้"
แฟรงค์กล่าว "ความจริงนี่มันยังเบากว่าตอนฉันฝึกทหารใหม่เสียอีก อย่างน้อยฉันก็ยังไม่ได้เริ่มด่ากราด"
"ดูถูกใครกันวะ? เอาอีก!"
หวังเบิร์ตแสยะยิ้ม ทั้งที่เจ็บเจียนตาย เขาไม่อยากใช้ชีวิตเป็นแวมไพร์หลบๆ ซ่อนๆ ในเงามืดไปตลอดกาล ในเมื่อได้มาอยู่ในจักรวาลมาร์เวลทั้งที ไม่ว่าจะอยู่หรือตาย เขาต้องใช้ชีวิตให้สุดเหวี่ยง!
ไม่อย่างนั้นการเดินทางครั้งนี้คงสูญเปล่า!
'มีชีวิตที่งดงามดั่งดอกไม้ฤดูร้อน และร่วงโรยอย่างสง่างามดั่งใบไม้ฤดูใบไม้ร่วง!'
แววตาชื่นชมวาบผ่านนัยน์ตาของแฟรงค์ เขาตะคำราม "งั้นก็ลุกขึ้นมา! อย่านอนสำออยเหมือนผู้หญิง!"
หวังเบิร์ตกัดฟันลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล แล้วพูดอย่างจริงจัง "ครูฝึก คำพูดเมื่อกี้มันเหยียดเพศนะครับ!"
"ยังมีเวลามาพูดเพ้อเจ้ออีกเรอะ? สงสัยยังหนักไม่พอ!"
แฟรงค์แค่นเสียง เพิ่มความเข้มข้นในการฝึกขึ้นอีก และหลังจากนั้น หวังเบิร์ตก็เกือบจะได้นอนโรงพยาบาลจริงๆ—แฟรงค์อยากให้ไป แต่หวังเบิร์ตปฏิเสธ เขาแค่ทำแผลลวกๆ แล้วกลับบ้านไปดื่มเลือด
ใช่แล้ว ดื่มเลือด การเป็นแวมไพร์ก็ไม่ได้แย่ไปซะทีเดียว พลังฟื้นตัวของพวกเขาสูงกว่าคนธรรมดามาก!
ปัญหาเดียวคือเลือดมันกินยากชะมัด หวังเบิร์ตกำลังคิดว่าถ้าเอาไปทำเมนูต่างๆ เช่น ไส้กรอกเลือด โจ๊กเลือด หรือเลือดก้อน มันจะยังให้ผลเหมือนเดิมไหมนะ!
"ฉันฝึกเขาหนักไปหรือเปล่านะ? ร่างกายเขาอ่อนแอกว่าทหารใหม่พวกนั้นเยอะเลย"
แฟรงค์เริ่มลังเล เวลาฝึกเขาชอบเผลอจัดหนักจนลืมตัว ในอดีตเขาเคยส่งทหารใหม่เข้าโรงพยาบาล... เอ่อ... หลายคนอยู่เหมือนกัน
"พรุ่งนี้... ไม่สิ มะรืนนี้ค่อยลดความหนักลงหน่อยแล้วกัน ส่วนพรุ่งนี้เขาคงไม่มาหรอก!"
แฟรงค์คิดในใจ แต่ที่น่าประหลาดใจคือ เย็นวันต่อมา หวังเบิร์ตก็โผล่มาด้วยท่าทางกระปรี้กระเปร่าเหมือนเมื่อวานเปี๊ยบ แถมยังถามอย่างกระตือรือร้น "วันนี้ฝึกอะไรครับ?"
แฟรงค์พูดไม่ออก เขายืนยันได้สองเรื่อง หนึ่ง หมอนี่ฟื้นตัวเร็วผิดมนุษย์มนา สอง หมอนี่ต้องเป็นพวกมาโซคิสต์แน่นอน!
แฟรงค์ตะคอก "ไอ้หน้าอ่อน ยืนบื้ออยู่ทำไม? รีบไปวิ่งสิ! วันนี้วิ่งยี่สิบรอบ!"
"ครับ ครูฝึก!"
หวังเบิร์ตขานรับเสียงดัง และแล้วตลอดหนึ่งเดือนเศษๆ เขาก็ฝึกกับแฟรงค์ในตอนกลางคืน และหาข้อมูลเกี่ยวกับโลกที่ไม่คุ้นเคยนี้ในอินเทอร์เน็ตตอนกลางวัน
โลกนี้ค่อนข้างต่างจากในหนัง ตัวอย่างเช่น โลกนี้มี 'ออสบอร์น กรุ๊ป' และบริษัทนี้ก็ใหญ่โตมากเสียด้วย
"ออสบอร์น กรุ๊ป เป็นรังของตัวร้าย แต่นั่นไม่สำคัญหรอก ฉันก็ไม่ใช่สุภาพบุรุษผู้ผดุงความยุติธรรมอยู่แล้ว โชคดีที่โลกนี้ไม่มีพวกมิวแทนต์ ไม่งั้นคงวุ่นวายพิลึก"
หวังเบิร์ตคิด ถ้ามีพวกมิวแทนต์มารวมด้วย โลกนี้คงครื้นเครงน่าดู
คืนนั้น เจนแวะมาหาอีกครั้ง เธอมองหวังเบิร์ตที่หน้าประตูด้วยความตกตะลึง "ทำไมนายเปลี่ยนไปขนาดนี้? เหมือนคนละคนเลย?"
เดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา หวังเบิร์ตทั้งผอมแห้ง ขี้ขลาด และดูหม่นหมอง แต่ตอนนี้เขาดูแข็งแรงขึ้นถนัดตา แม้แต่ความหม่นหมองก็จางหายไปเยอะ
"ไปมีเรื่องมาน่ะ ตัวเลยบวม!"
หวังเบิร์ตตอบส่งๆ "มาทำไมอีก? เงินสองหมื่นหมดแล้วเหรอ?"
เจนทำหน้าไม่พอใจ "ฉันดูเป็นผู้หญิงหน้าเงินขนาดนั้นเลยหรือไง?"
หวังเบิร์ตพยักหน้าอย่างจริงจัง "ใช่!"
"นายรู้จักฉันดีจริงๆ!"
เจนหัวเราะร่า "ไม่ต้องห่วง รอบนี้ไม่ได้มาไถเงินเปล่าๆ ฉันจะพาไปงานเลี้ยงโลหิตที่ดีคอน ฟรอสต์จัด มีเลือดสดๆ เพียบ แถมยังมีมนุษย์เป็นๆ ให้เราเสพสุขด้วยนะ เฮ้... นายอาจจะไปเตะตาสาวสวยสักคนก็ได้ งานเลี้ยงโลหิตน่ะมั่วซั้วจะตาย!"
"งานเลี้ยงโลหิต?"
ดวงตาของหวังเบิร์ตเป็นประกาย "ไหนว่าเรามีสัญญากับมนุษย์ว่าจะไม่ล่ามนุษย์เป็นๆ ไง?"
"ดีคอน ฟรอสต์ไม่สนสัญญาบ้าบอพวกนั้นหรอก แต่เขาก็ไม่ทำอะไรเกินเลย ปกติเขาจะส่งสาวสวยไปล่อลวงผู้ชายหน้าโง่ที่หลงกลผู้หญิงง่ายๆ แบบนายมาไงล่ะ!"
เจนหัวเราะคิกคัก "แน่นอน พวกนั้นไม่มีโชคพอที่จะได้เป็นแวมไพร์หรอก เป็นได้แค่อาหารเท่านั้นแหละ เบิร์ต ตอนนี้รู้หรือยังว่าฉันดีกับนายแค่ไหน?"
"ฉันจะรู้สึกดีกว่านี้ถ้าเธอไม่ไถเงิน!"
หวังเบิร์ตแค่นเสียง "ไปเมื่อไหร่?"
"ตอนนี้เลย 'จอห์น' รออยู่ข้างล่างแล้ว เตรียมตัวเสร็จก็ไปกันเลย!"
"โอเค!"
หวังเบิร์ตกลับเข้าไปหยิบของจำเป็นทั้งหมด เช่น ปืนกล็อก 17 (ซื้อเถื่อนมาจากเฮลส์คิทเช่น), มีดขว้างชุบเงินสั่งทำพิเศษ, ระเบิดควันทำมือ ฯลฯ การฝึกนรกตลอดเดือนทำให้เขาเติบโตขึ้นมาก ถึงจะยังไม่ใช่มือโปร แต่ก็ไม่ใช่ไก่อ่อนที่ไร้ทางสู้อีกต่อไป!
ไม่นาน หวังเบิร์ตก็ขึ้นรถของจอห์นแล้วออกเดินทาง ระหว่างขับรถ จอห์นคุยโม้กับหวังเบิร์ตว่า "รอบนี้เราน่าจะได้เจอ 'ควินน์' มือขวาของดีคอน ฟรอสต์ด้วยนะ ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน แวมไพร์กระจอกอย่างแกไม่มีทางได้เห็นหน้าเขาหรอก!"
"ควินน์?"
หวังเบิร์ตถาม "จอห์น ควินน์กับดีคอน ฟรอสต์เก่งแค่ไหน? พวกเขาก็เหมือนพวกเรา เหมือนคนธรรมดาทั่วไปหรือเปล่า?"
"ไม่ใช่แน่นอน พวกเขาเป็นแวมไพร์ระดับ 'อีลีท' !"
"อีลีท?"
"ใช่ ระดับอีลีท พวกเขาเคลื่อนไหวเร็วมาก และถ้าไม่ถูกอาวุธเงินแทงที่หัวใจหรือหัว ก็ฆ่าไม่ตายง่ายๆ หรอก"
จอห์นพูดด้วยความอิจฉา "พวกแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ พอโตเต็มวัยก็จะมีพลังระดับอีลีทกันหมด แต่พวกเลือดผสมอย่างเรา มีแค่ยอดฝีมืออย่างดีคอน ฟรอสต์กับควินน์เท่านั้นที่เป็นระดับอีลีท!"
หวังเบิร์ตถาม "แล้วทำยังไงถึงจะเป็นแวมไพร์ระดับอีลีทได้?"
"แกเนี่ยนะ? แกอยากเป็นระดับอีลีท?"
จอห์นทำหน้าดูถูก เจนเองก็ระเบิดหัวเราะออกมาเหมือนได้ฟังเรื่องตลกที่สุดในโลก
หวังเบิร์ตตอบ "แค่ถามดูเฉยๆ"
"การจะเป็นระดับอีลีทมีแค่สองวิธี หนึ่งคือกินเลือดมนุษย์เป็นๆ จำนวนมาก ต้องเป็นมนุษย์เป็นๆ นะ เลือดถุงไม่ได้ผล และต้องจำนวนมากด้วย"
จอห์นอธิบาย "อีกวิธีคือดื่มเลือดของแวมไพร์ชั้นสูง อย่างพวกเลือดบริสุทธิ์ แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าทำหรอก ไปแหยมกับพวกเลือดบริสุทธิ์ก็เท่ากับหาที่ตาย"
'ปากบอกปาวๆ ว่าจะโค่นล้มพวกเลือดบริสุทธิ์ แต่ใจเสาะขนาดนี้เนี่ยนะ?'
หวังเบิร์ตสมเพชในใจ ไม่นานพวกเขาก็มาถึงหน้าโรงงานแช่แข็งในบรู๊คลิน
จอห์นชี้ไปที่สัญลักษณ์บนกำแพงโรงน้ำแข็ง เป็นรูปแท่งสามแท่งกับลวดลายบางอย่าง "นั่นคือตราของดีคอน ฟรอสต์ ในเผ่าพันธุ์เรา ปกติมีแต่พวกเลือดบริสุทธิ์ถึงจะมีตราประจำตัว แต่ดีคอน ฟรอสต์เป็นข้อยกเว้น!"
เจนพูดอย่างชื่นชม "ดีคอน ฟรอสต์เป็นข้อยกเว้นแน่นอน แม้แต่พวกเลือดบริสุทธิ์บางคนยังทำงานให้เขาเลย!"
หวังเบิร์ตคิดในใจ 'ชื่อเสียงของดีคอน ฟรอสต์ในหมู่เลือดผสมนี่สูงจริงๆ แต่เขาเอาเลือดมหาศาลมาจากไหนมาจัดงานเลี้ยง?'
จากนั้น ทั้งสามก็ลงจากรถเดินตรงไปที่โรงงานแช่แข็ง เพราะหวังเบิร์ตเป็นหน้าใหม่ เขาจึงต้องโชว์เขี้ยวแวมไพร์ก่อนถึงจะได้รับอนุญาตให้เข้าไป บาร์ที่จัดงานเลี้ยงโลหิตซ่อนอยู่ด้านหลังห้องแช่แข็ง คนธรรมดาไม่มีทางหาเจอ
เมื่อมองดูซากหมูที่แขวนเรียงรายในห้องเย็น หวังเบิร์ตก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ฉากเปิดเรื่องเบลดก็ดูเหมือนจะอยู่ในโรงงานแช่แข็งไม่ใช่เหรอ? จะบังเอิญขนาดนั้นเชียว?