เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 2 – ฉากบุลลี่อีกแล้วเหรอ *เห้อ*

ตอนที่ 2 – ฉากบุลลี่อีกแล้วเหรอ *เห้อ*

ตอนที่ 2 – ฉากบุลลี่อีกแล้วเหรอ *เห้อ*


ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เวิ่นจีฮ่าวยังมีชีวิตอยู่ในศตวรรรษที่21, เขาทำงานอยู่ในห้องสลัวๆที่ร้อนเกินไปในหน้าร้อนและหนาวเกินไปในหน้าหนาว.

ในฐานะพนักงานรีโมตเวิร์คแล้ว (พนักงานออนไลน์ ทำที่ไหนก็ได้), เขามีหน้าที่รอ “รับสาย” ตลอด24ชั่วโมงและต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อหัวหน้าของเขา จะได้มีตำแหน่งที่ดีขึ้น. หน้าต่างห้องของเขาอยู่ฝั่งกำแพงหมองๆของตึกข้างๆบ้าน. มันเป็นวิวที่ไม่รื่นรมย์เอาเสียเลย. เขาทำงานนอกเวลาทุกวันแต่ก็ไม่ได้เงินตอบแทนเลย. เขาเกือบจะตายเพราะทำงานหนักเกินไปตอนที่ส่งตัวอย่างโปรเจ็คครั้งที่10นั่น.

ตอนที่ได้ออกมาข้างนอกเป็นครั้งแรกบนถนนที่มีแต่ขี้นกนั้น เขาเหนื่อยเสียจนไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างบนถนนเลย...

..

ตายซะได้ก็ดี. เขาไม่ได้สนใจอยู่แล้วด้วย.

รีแอคชั่นแรกของเวิ่นจีฮ่าวหลังได้ย้ายมาต่างโลกคือ ขอร้องนะ.

แต่เมื่อเขาได้หลีกหนีจากงานประลองหนวกหูนั่นแล้ว เขาก็รู้สึกดีขึ้น.

เขากำลังดื่มด่ำกับภาพดอกไม้และสวนของสำนักตะวันทองอันงดงาม. เขาฟังเสียงใบไม้สะพัดกับลมและสูดอากาศที่สดชื่นและหอมหวนเข้าไป.

นี่แหละ! ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก เขารู้สึกได้เลยว่าจุดชีพจรของเขาโล่งมากขึ้นและกล้ามเนื้อก็ผสานเข้ากับพลังปราณ.

เขาตั้งแคมป์ตรงนี้เลยดีไหมนะ? เอาผ้ามาปูแล้วนอนใต้อาทิตย์อุ่นๆนี่เลยดีไหม?

ศิษย์ทุกคนมัวแต่ชิงดีชิงเด่นกันจนลืมชมความงามของธรรมชาตินี้ไป.

“เจ้า....เอา....โง่...”

คำพูดหยาบคายทำให้เวิ่นจีฮ่าวหลุดจากภวังค์. เขาขมวดคิ้วขึ้นมาทันที. เขาพยายามจะเมินเสียงนั่นไป แต่มันยิ่งทำให้เขาไม่พอใจขึ้นไปอีก.

“…ได้โปรด, ปล่อยข้าไปเถอะ..”

“ข้าเห็นเจ้ามองข้าแบบนั้น...เจ้าต้องชดใช้...”

...

แม่มเอ๊ย! เขารู้สึกเลือดร้อนเหมือนวัยรุ่นอายุยี่สิบกว่าๆ. แต่เอาจริงๆเจ้าของร่างเก่าก็อยู่ในช่วงวัยรุ่นนี่นะ ถ้าพวกเขารวมอายุกันแล้วก็คงจะสามสิบปลายๆใช่ไหมล่ะ?

เวิ่นจีฮ่าวรีบรุดหน้าไปทางต้นตอของเสียงในสวนด้วยสีหน้าหมองหม่น.

ในมุมหนึ่งของสวนนั้น, มีศิษย์ชั้นนอกในชุดสีเหลืองคนหนึ่งกำลังยืนล้อมศิษย์อีกคนอยู่ติดกำแพง.

“มาสิวะ, สู้กับข้า, วันนี้เจ้าจะกลัวอะไรนักหนา?” ศิษย์หน้าใหม่ที่แกร่งที่สุด, เด็กผู้หญิงนามว่าอู่ ชิงชิงยิ้มเย้ยออกมา. สายตาของนางดูอำมหิตขณะที่กำลังกล่าวหาเรื่องกับเหยื่อของเธอ. มือข้างหนึ่งของนางพักอยู่บนกระบี่ที่เอวของเธอ ชุดของนางสะพัดไปมาเพราะพลังปราณที่นางสร้างขึ้น.

ศิษย์หนุ่มคนหนึ่งมองนางแล้วพยายามข่มความโกรธเอาไว้ในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนนั้น “ข้าขอตัวก่อน ศิษย์พี่” พอกล่าวเสร็จเขาก็ก้มหัวจากไป.

“อา, ไม่เอาน่า, ซัน ฟุหยื่อ!” สหายของนางกล่าวขึ้นมา “ศิษย์พี่อู่อุตส่าห์สละเวลามาช่วยเจ้าเลยนะ!”

“ช่างเถอะ รีบค้นกระเป๋ามันเลย, ข้ารู้ว่ามันต้องมีศิลาวิญญาณอยู่แน่. ศิษย์พี่อู่จะเอามันไปใช้เอง”

ซัน ฟุหยื่อลนลานขึ้นมาทันทีหลังจากที่ศิษย์คนอื่นๆผลักเขาเข้าไปติดกำแพง “ข้าได้มันมาอย่างยุติธรรมนะ!”

เส้นเลือดปูดขึ้นมาบนหน้าผากของเวิ่น จีฮ่าวทันที. ไอ้พวกเด็กเวรนี่!. ไอ้ฉากบุลลี่ที่เห็นบ่อยๆนี่มันอะไร?

“เด็กๆทำอะไรกันน่ะ?” เวิ่นจีฮ่าวกล่าวขึ้นมา. เขาลืมไปเลยว่าร่างกายเขาตอนนี้แก่กว่าพวกศิษย์คนอื่นแค่ไม่กี่ปีเอง.

อู่ ชิงชิงเลือดขึ้นหน้าขึ้นมาทันที “เจ้าจะเอารึ? เจ้ามาอยู่ที่นี่...แสดงว่าเจ้าแพ้ให้กับศิษย์พี่หวังอีกแล้วสินะ, เหอะ?”

ใช่แล้ว, อู่ ชิชิงรู้จักเวิ่นจีฮ่าวคนก่อนและรู้ว่าเขาทั้งไม่มีความสามารถและโมโหง่ายด้วย.

“พวกเจ้ากล้ามาก่อกวนความสงบสุขในสวนงั้นเหรอ? เจ้ากล้าชักกระบี่ที่นี่งั้นเหรอ?” เวิ่นจีฮ่าวจ้องไปที่พวก’เด็กน้อย’นั่น. ความรำคาญเริ่มระเบิดออกมาในอกของเขา. เขาอยากจะเบิ้ดกระโหลกเด็กพวกนี้แต่ก็พยายามไม่พูดแรงกับเด็กๆ ไม่งั้นแล้วโตมาคงเป็นคนไม่ดีแน่. เห้อ!

เขาอ่อนเสียงลงแล้วกล่าว “ข้าว่าพวกเราแยกย้ายกันไปดีกว่านะ? สู้กันไปก็มีแต่เสียเวลาทั้งสองฝ่าย”

อู่ ชิงชิงหรี่ตาลง. นางรู้สึกได้ถึงความระวังตัวจากท่าทีที่สุขุมของเวิ่นจีฮ่าว. หากเป็นแต่ก่อนนั้นเขาคงพุ่งเข้ามาฟันแล้ว, พลังปราณของเขาก็จะไม่สงบและปั่นป่วน ทำให้พ่ายแพ้ทุกครั้งไป. แต่ทว่าตอนนี้พลังปราณของเขาเป็นเหมือนกับคลื่นทะเล. ทั้งสงบและสุขุม.

อู่ ชิงชิงเองก็ไม่ได้โง่พอที่จะพุ่งเข้าไปสู้. เวิ่นจีฮ่าวคนนี้น่าจะได้ของดีมาและพูดยั่วยุนางโดยตั้งใจ.

นางประชดออกมา “ก็ได้, ข้าจะใจดียอมรักษาหน้าเจ้าอีกครั้งก็ได้” นางเชิดหน้าไปแล้วหันไปบอกเพื่อนๆของนาง “พี่น้องข้า ไปทำเรื่องอื่นที่สนุกกว่ากันเถอะ”

พอกล่าวเสร็จนางและเพื่อนก็จากไป.

เวิ่นจีฮ่าวกรอกตา. เด็กทุกวันนี้หนิ. เขาพยักหน้าให้ศิษย์น้องซัน ฟุหยื่อแล้วหันกลับไปดื่มด่ำกับสวนต่อ. ตาของเขาสดใสขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงนกร้อง.

ในที่สุดก็เงียบสงบอีกครั้ง!

โชคดีที่อู่ ชิงชิงไม่อยากจะประดาบด้วย เพราะเวิ่นจีฮ่าวเองก็ไม่รู้ว่าตัวเขายังมีความรู้เรื่องการต่อสู้ของเวิ่นจีฮ่าวคนก่อนอยู่ไหม!

จบบทที่ ตอนที่ 2 – ฉากบุลลี่อีกแล้วเหรอ *เห้อ*

คัดลอกลิงก์แล้ว