เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

848-849

848-849

848-849


สัปดาห์นี้ ทั้งสัปดาห์ไม่ว่างเลยครับจะกลับมาลงจริงจัง สักวันอาทิตย์ ดึกๆ น่ะ

ตอนที่ 848 สองแม่ทัพใหญ่เยือน หรือจะเป็นฝีมือเทพผู้รังสรรค์?

"อยากรู้สิ"

"เปิ่นตี้อยากรู้มากกว่าใคร ว่าทำไมยอดฝีมือระดับเทพบรรพชน ถึงยอมก้มหัวแฝงตัวอยู่ในแดนคงเซิ่งมาตั้งหลายปี"

"เจ้าทำไปเพื่ออะไร? หรือว่าในแดนคงเซิ่งนี้ มีคนหรือเรื่องราวอะไร ที่ทำให้เจ้าต้องทนอุดอู้อยู่ที่นี่!"

ตงฟางหยวนอยากรู้เหตุผลลึกๆ ยิ่งกว่าใคร

การกระทำของจงหวง มันต้องมีเป้าหมายแอบแฝงแน่!

ย้อนไปตอนที่เขาเยือนหมู่บ้านมนุษย์ครั้งแรก จงหวงก็เอาแต่เก็บตัวฝึกวิชา เพิ่งจะมาออกจากด่านก็ตอนก่อนจะไล่ล่าพวกกบฏ แถมยังเคยร่วมมือกับเขาจัดการวิหารผู้คุมกฎแดนคงเซิ่งด้วยซ้ำ

นับแต่นั้นเป็นต้นมา หมอนี่ก็ปกปิดระดับพลังของตัวเองมาโดยตลอด

หากจะบอกว่าการที่เขาแฝงตัวอยู่ในแดนคงเซิ่งมานานนับปี ไม่มีเหตุผลพิเศษอะไรแอบแฝง ตงฟางหยวนก็หัวเด็ดตีนขาดไม่ขอเชื่อเด็ดขาด!

จงหวงกวาดสายตามองรอบด้านอย่างเยือกเย็น "เทพบรรพชนสี่คน กับบรรพชนต้นกำเนิดก้าวที่สามอีกหนึ่ง ดูท่าพวกเจ้าคงดึงพลังจากบ่อลิขิตสวรรค์มาใช้บ้างแล้วสินะ"

เริ่นเสวียนตอบเสียงเรียบ "เพื่อจัดการเจ้า พวกเราย่อมต้องเตรียมการให้รัดกุมที่สุด"

จงหวงพยักหน้า "ดูทรงแล้ว พวกเจ้าคงคิดว่า วันนี้กำจัดข้าได้แน่ล่ะสิ?"

"ตงฟางหยวน เจ้าฉลาดมาก แผนการที่วางไว้ก็ยอดเยี่ยม"

"แต่เจ้ารู้หรือไม่ ว่าต่อให้เป็นเจ้าในตอนนี้ ในสายตาของคนบางคน เจ้าก็ยังเป็นแค่ดั่งมดปลวกที่ไร้ทางดิ้นรนอยู่ดี"

แววตาตงฟางหยวนฉายแววอำมหิต "โอ้? แล้วที่เจ้าพูดถึงคือใครกันล่ะ?"

"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"

"เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง!"

จงหวงระเบิดเสียงหัวเราะก้องกังวาน

จากนั้น กลิ่นอายพลังเทวะระดับเทพบรรพชนก็แผ่ซ่านออกจากร่าง ปกคลุมห้วงดารารอบกายเขาทั้งหมด

ตงฟางหยวนขมวดคิ้วมุ่น เคลื่อนย้ายร่างพริบตาไปอยู่ข้างผู้เฒ่าฉวี่และพรรคพวก

พลันเห็นว่า ห้วงมิติทางซ้ายและขวาของจงหวง เกิดการบิดเบี้ยวฉับพลัน กลายเป็นวังวนลึกล้ำสุดหยั่งคาด ไม่อาจรู้ได้เลยว่าปลายทางเชื่อมต่อกับที่ใด

ไอศพทะลักทลายออกจากวังวนทั้งสองราวกับคลื่นสึนามิ ตามด้วยร่างของกาเสินและชางเสิน ที่ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากวังวนนั้น

และที่น่าตกตะลึงก็คือ บาดแผลบนร่างกาเสินกลับหายสนิทเป็นปลิดทิ้ง!

รวมไปถึงระดับพลังที่ร่วงหล่น และกฎเกณฑ์ทั้งหมดที่มันยอมสังเวยไปก่อนหน้านี้

กลับฟื้นฟูคืนมาได้อย่างปาฏิหาริย์!

เรื่องนี้มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!

"เป็นไปได้ยังไง?"

"พวกเจ้ามาโผล่ที่นี่ได้ยังไง..."

"แถมกฎเกณฑ์ในร่างเจ้านั่นอีก นี่มัน..."

ทั้งตงฟางหยวนและบรรดาผู้เฒ่าต่างตกตะลึงจนตาค้าง

แม้จะเป็นถึงระดับเทพบรรพชน แต่เมื่อต้องมาเห็นเรื่องพรรค์นี้กับตา ภายในใจก็ยังอดสั่นสะท้านไม่ได้

"กฎเกณฑ์ที่ถูกสังเวยไปแล้ว จะฟื้นฟูกลับมาได้ยังไง?"

"แถมยังใช้เวลาแค่ไม่กี่วันเนี่ยนะ?"

สีหน้าผู้เฒ่าฉวี่เคร่งเครียดถึงขีดสุด

สภาพของกาเสินในตอนนี้ มันเหนือล้ำเกินขอบเขตความรู้ความเข้าใจที่เขาเคยมี

เท่าที่เขารู้ ในหมู่เทพบรรพชน ไม่มีใครสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้

หากจะมีจริงๆ เกรงว่าพลังศักดิ์สิทธิ์คงต้องยกระดับไปถึงขั้นเทพผู้รังสรรค์แล้ว

แต่นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่

ระดับเทพผู้รังสรรค์ มีเพียงสิ่งมีชีวิตหงเหมิงแต่กำเนิดเท่านั้นที่มีคุณสมบัติคู่ควร

ส่วนสิ่งมีชีวิตหลังกำเนิด ต่อให้พรสวรรค์ล้ำเลิศแค่ไหน ได้รับวาสนาปานใด จุดสูงสุดก็เป็นได้แค่ระดับเทพบรรพชน อย่างเช่นจ้าวสวรรค์ซี

พรสวรรค์ของนาง แทบไม่ด้อยไปกว่าเทพผู้รังสรรค์สรรพวิญญาณเลย แต่นางไม่ใช่สิ่งมีชีวิตหงเหมิงแต่กำเนิด ไม่ได้ถือกำเนิดจากปราณหงเหมิงแต่กำเนิดของเจตจำนงแห่งสวรรค์

ทุ่มเททั้งชีวิต ก็ยังเป็นได้แค่เทพบรรพชน!

และจิตวิญญาณของนางก็จะอยู่ภายใต้เจตจำนงแห่งสวรรค์ตลอดไป ไม่อาจก้าวข้ามไปได้อีก!

เว้นเสียแต่ว่า จิตวิญญาณของนางไม่ได้มาจากโลกนี้ ถึงจะมีโอกาสเมินเฉยต่อการกดทับของเจตจำนงแห่งสวรรค์ได้

ดังนั้นจึงยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ในห้วงดาราไร้สิ้นสุด

นอกจากเทพผู้รังสรรค์ทั้งสี่ในยุคโบราณกาลแล้ว ไม่มีทางที่จะมีเทพผู้รังสรรค์ถือกำเนิดขึ้นมาอีก!

แต่สภาพร่างกายของกาเสิน มันกลับดูเหมือนเป็นวิชาปาฏิหาริย์ที่น่าจะมีแค่เทพผู้รังสรรค์เท่านั้นที่ทำได้...

เรื่องนี้ทำให้บรรดาผู้เฒ่าแห่งเผ่าลิขิตสวรรค์รู้สึกกระวนกระวายใจยิ่งนัก

"ไม่ต้องตกใจไปหรอก"

"บนโลกนี้ ยังมีเรื่องที่พวกเจ้าคาดไม่ถึงอีกเยอะ"

"แค่สามารถต้อนข้าจนต้องสังเวยกฎเกณฑ์ได้ พวกเจ้าก็สมควรภูมิใจแล้ว"

"ตงฟางหยวน และพวกเจ้าทุกคน ที่พวกเรามาในวันนี้ ก็เพื่อจะมาเจรจาเรื่องหนึ่งกับพวกเจ้า"

"บางทีอาจจะใช้เรื่องนี้ เป็นข้อตกลงพักรบชั่วคราวได้"

กาเสินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความร้อนรนหรือเกรี้ยวกราด

ตงฟางหยวนเห็นสองเทพบรรพชนแห่งเผ่าซากศพปรากฏตัว ก็รู้ตัวว่า โอกาสที่จะรุมสังหารจักรพรรดิเทพในวันนี้ แทบจะริบหรี่เต็มทีแล้ว

เขาจึงเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา "เจรจาเรื่องอะไร? เจรจายังไง?"

"พวกเรารู้ว่า แผนที่ซากโบราณสถานเทพบรรพชนอยู่ในมือเจ้า"

"แต่เพราะมีพวกเราอยู่ เจ้าเลยไม่กล้าเข้าไปสักที"

"ถ้าเป็นแบบนี้ มิสู้พวกเรามานั่งจับเข่าคุยกันอย่างสันติดีกว่า"

"เจ้าเปิดซากโบราณสถานเทพบรรพชน แล้วพวกเราก็เข้าไปหาวาสนาพร้อมกัน"

"ข้ารับรองได้ว่า ในช่วงเวลานี้ เผ่าซากศพจะไม่แตะต้องสิ่งมีชีวิตใดๆ ในห้วงดาราเด็ดขาด"

"ว่าไงล่ะ?"

ท่าทีของกาเสินพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้

เรื่องนี้ทำให้ตงฟางหยวนและผู้เฒ่าฉวี่ต้องไตร่ตรองอย่างหนัก

กาเสินเปลี่ยนท่าทีเร็วขนาดนี้ หรือว่าจะได้รับคำสั่งจากใครมา? หรือว่ามีเป้าหมายอื่นแอบแฝงอยู่กับของวิเศษบางอย่างในซากโบราณสถานเทพบรรพชน?

"ทำไมพวกเราต้องตกลงด้วย?"

"พวกเจ้ามีกันแค่สามคน ส่วนแผนที่ซากโบราณสถานก็อยู่กับพวกเรา ข้อได้เปรียบอยู่ฝั่งเราชัดๆ พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาชุบมือเปิบ?" ผู้เฒ่าหลี่แค่นเสียงเย็นชา

"จริงอยู่ที่พวกเรามีแค่สามคน แต่ถ้าพวกเราคิดจะไป พวกเจ้าก็รั้งไว้ไม่ได้หรอก"

"แถมถ้าพวกเราไม่ตกลงพักรบ ต่อให้พวกเจ้ามีแผนที่ซากโบราณสถาน แต่ถามจริง... พวกเจ้ากล้าเข้าไปงั้นรึ?"

"ทันทีที่พวกเจ้าก้าวเข้าไป พอออกมา ห้วงดาราคงถูกกองทัพเผ่าซากศพของข้าป่วนจนเละเทะไปแล้ว!"

"ลองชั่งน้ำหนักดูสิ การพักรบแล้วเข้าไปในซากโบราณสถาน มันเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย จักรพรรดิหยวน เจ้าว่าจริงไหมล่ะ?" กาเสินเอ่ยด้วยท่าทีผ่อนคลาย

ตอนที่ 849 สัญญาสะบั้นศึกครึ่งปี ปริศนากฎเกณฑ์!

ตงฟางหยวนสีหน้าเคร่งขรึม ไม่ได้ตอบรับทันควัน

ทว่าในสมองกำลังขบคิดทบทวนเรื่องราวเหล่านี้อย่างถี่ถ้วน

การมาเยือนของกาเสินและชางเสิน มันกะทันหันเกินไป พวกมันไม่มีทางเตรียมตัวมาล่วงหน้าแน่!

แผนการเล่นงานจงหวง มีเพียงยอดฝีมือระดับเทพบรรพชนไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่อง แถมตั้งแต่เริ่มวางแผนจนถึงลงมือ ก็ใช้เวลาแค่วันเดียวเท่านั้น

เขามีสมมติฐานที่น่ากลัวอยู่ในใจ หากชางเสินและกาเสินโผล่มาแบบปุบปับจริงๆ เช่นนั้นแล้ว จะต้องเป็นพลังระดับไหนกัน ที่สามารถส่งพวกมันมาที่นี่ได้ภายในพริบตา?

"พักรบแล้วเข้าซากโบราณสถานเทพบรรพชน..."

"จะว่าไปก็ดี แต่ต้องไม่ใช่ตอนนี้"

"ต้องรออีกครึ่งปี"

"ยอดรักของเปิ่นตี้อีกไม่กี่เดือนก็จะมีประสูติกาลแล้ว ยังไงเปิ่นตี้ก็ต้องรอให้ลูกเต็มเดือนก่อน ถึงจะเข้าซากโบราณสถานได้"

"ช่วงเวลานี้ ถ้าพวกเจ้าตกลง ครึ่งปีนี้พวกเราก็จะพักรบ ต่างคนต่างอยู่ น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง พวกเจ้าว่ายังไงล่ะ?"

หลังจากขบคิดอยู่นาน ตงฟางหยวนก็ตัดสินใจแน่วแน่

ประวิงเวลาออกไปอีกครึ่งปี

ครึ่งปี ถือเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน

แถมตงฟางหยวนในตอนนี้ สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด ก็คือเวลา!

ทางฝั่งจ้าวสวรรค์ซีและหลีเสวี่ย ยังปลีกตัวมาไม่ได้เพราะติดเรื่องการหลอมรวมพลังของตงฟางชิงหาน

ส่วนทางฝั่งเขา ฉือจิ้งและเชียนซินรุ่ยก็กำลังตั้งครรภ์

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เขาต้องไปพบจ้าวสวรรค์ซี!

เพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องเมืองมรณะในแดนเหนือฮวง

ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เขาจำต้องดิ้นรนหาทางแข็งแกร่งขึ้นให้ได้

เงื่อนไขของระบบแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว

เขาต้องการค่าบารมีจำนวนมหาศาล เพื่อยกระดับพลังของตัวเอง!

หากเขาสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับเทพบรรพชนได้ ต่อให้เป็นกาเสินหรือจักรพรรดิเทพก็เถอะ

ต่อให้พวกมันดาหน้าเข้ามาพร้อมกัน ตงฟางหยวนก็ไม่หวั่น!

ดังนั้น ในเมื่อพวกกาเสินเสนอขอพักรบ ตงฟางหยวนย่อมยินดีอย่างยิ่ง

ส่วนเรื่องที่พวกมันอยากเข้าซากโบราณสถานเทพบรรพชนในอีกครึ่งปีข้างหน้า

ถึงตอนนั้น ก็ต้องมาดูกันอีกที ว่าตัวเขาในเวลานั้นจะยอมตกลงหรือไม่

กับการรับมือศัตรูคู่อาฆาตที่เจ้าเล่ห์เพทุบายเช่นนี้ ตงฟางหยวนย่อมไม่มีความจำเป็นต้องรักษาสัจจะอะไรให้มากความ!

เมื่อพวกกาเสินและชางเสินได้ยินตงฟางหยวนขอเวลาครึ่งปี

สำหรับพวกมันแล้ว ออกจะนานไปสักหน่อย

ทั้งสองแอบส่งกระแสจิตปรึกษากัน ก่อนจะตกลง "ตกลง"

"ครึ่งปีก็ครึ่งปี!"

"ในช่วงเวลานี้ พวกเราจะไม่ไปปรากฏตัวก่อสงครามที่ไหนในห้วงดาราเด็ดขาด"

"อีกครึ่งปีให้หลัง พวกเราจะมารอพวกเจ้าที่พรมแดนห้วงดาราแห่งนี้"

สิ้นคำ จักรพรรดิเทพ ชางเสิน และกาเสิน ก็ทยอยออกจากมิติปิดตายแห่งนี้ไป

พวกตงฟางหยวนไม่ได้ขัดขวาง

เพราะต่อให้ลงมือไป ก็ไร้ความหมาย

หากเทพบรรพชนทั้งสามคนร่วมมือกันจะหนี พวกเขาก็ไม่มีปัญญารั้งไว้ได้

"ผู้เฒ่าฉวี่ กฎเกณฑ์ในร่างของกาเสิน ฟื้นฟูกลับมาทั้งหมดในเวลาสั้นๆ ขนาดนี้ ในยุคโบราณกาล... เคยมีวิชาแบบนี้ปรากฏขึ้นหรือไม่?"

ตงฟางหยวนขมวดคิ้วแน่น เอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ผู้เฒ่าฉวี่สีหน้าหนักอึ้ง ส่ายหน้าช้าๆ "ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย"

"การสังเวยกฎเกณฑ์ทั้งหมด ต่อให้เป็นเทพบรรพชน ก็ถือเป็นความเสียหายที่ไม่อาจย้อนกลับได้"

"ต่อให้แข็งแกร่งระดับจ้าวสวรรค์ซี ก็ไม่มีทางทำได้แน่นอน"

ตงฟางหยวนพลันโพล่งประโยคที่ทำเอาทุกคนสะดุ้ง "แล้วถ้าเป็นเทพผู้รังสรรค์ล่ะ?"

ผู้เฒ่าข่ง ผู้เฒ่าหลี่ รวมถึงเริ่นเสวียน ได้ยินดังนั้นต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง!

มีเพียงผู้เฒ่าฉวี่ที่สีหน้ายิ่งดูหนักอึ้งกว่าเดิม "พลังแห่งการสร้างสรรค์นั้นลึกล้ำสุดหยั่งคาด มีอำนาจในการมอบชีวิตใหม่และเนรมิตสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ได้"

"แต่เทพบรรพชนคือตัวตนที่อยู่รองลงมาจากเทพผู้รังสรรค์ กฎเกณฑ์ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกาย เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่อาจลอกเลียนแบบได้"

"ดังนั้น ต่อให้เป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์ ในมุมมองของข้า ก็ใช่ว่าจะสามารถฟื้นฟูกฎเกณฑ์ของกาเสินได้ในเวลาอันสั้นขนาดนี้"

"แน่นอน นี่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานส่วนตัวของข้าเท่านั้น"

"หากต้องการความแน่ชัด บางทีองค์หญิงหลีสือและจ้าวสวรรค์ซีอาจจะรู้ดีกว่าข้า เพราะพวกนางเคยเป็นคนสนิทของเทพผู้รังสรรค์ ย่อมต้องมีความรู้เรื่องพลังแห่งการสร้างสรรค์ไม่น้อย"

ตงฟางหยวนฟังแล้วก็พยักหน้า

เขาคงต้องไปพบพวกนางจริงๆ เสียแล้ว

การที่กฎเกณฑ์ของกาเสินฟื้นฟูกลับมาได้ แถมท่าทีของพวกมันยังเปลี่ยนไปกะทันหัน โดยพุ่งเป้าไปที่ซากโบราณสถานเทพบรรพชนแทน!

เรื่องนี้มันดูมีลับลมคมในแปลกๆ!

"จักรพรรดิหยวน เจ้ากำลังสงสัยว่า เบื้องหลังกาเสินและชางเสิน อาจจะมีเทพผู้รังสรรค์ซ่อนตัวอยู่งั้นรึ?" ผู้เฒ่าข่งเอ่ยเสริม

"พูดยากแฮะ"

"ในยุคโบราณกาล เทพผู้รังสรรค์ทั้งสี่หายตัวไปพร้อมกับคุนหลุน หลังจากนั้นเผ่าซากศพก็โผล่มา และเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะในยุคโบราณ"

"แต่ตามที่หลีเสวี่ยบอก แม้แต่เทพผู้รังสรรค์กาลมิติยังร่วงหล่น ดังนั้นบนคุนหลุนในตอนนั้น จะต้องเกิดการต่อสู้ที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดินขึ้นอย่างแน่นอน"

"สมมติว่า ต้นเหตุที่ทำให้เทพผู้รังสรรค์ทั้งสี่ร่วงหล่นและคุนหลุนหายสาบสูญ ฆาตกรที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้ ก็คือผู้อยู่เบื้องหลังของกาเสินและจักรพรรดิเทพงั้นรึ?"

"พวกมันเรียกแสงหายนะวันสิ้นโลก ว่าเป็นจักรวาลนิพพาน แถมตลอดหลายปีมานี้พวกมันก็ยังมีชีวิตรอดอยู่ เห็นได้ชัดว่าพวกมันต้องผ่านการรีเซ็ตจักรวาลจากแสงหายนะวันสิ้นโลกมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง"

"แล้วการที่จักรวาลต้องนิพพานติดต่อกันตั้งหลายครั้ง พวกมันทำไปเพื่ออะไรกัน?"

ตงฟางหยวนระบายความสงสัยทั้งหมดในใจออกมาจนหมดสิ้น

ทั้งสี่คนที่อยู่ข้างๆ ต่างฟังและครุ่นคิดตามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"คำถามพวกนี้สำคัญมากจริงๆ"

"แต่ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าเดา ผู้อยู่เบื้องหลังกาเสินคือตัวการร้ายในยุคโบราณกาล"

"เช่นนั้นความแข็งแกร่งของมัน ย่อมต้องเหนือกว่าพวกเราไปไกลลิบ แล้วทำไมมันไม่ลงมือฆ่าพวกเราซะเลยล่ะ?"

"ทำแบบนั้น เผ่าซากศพก็จะได้ครองห้วงดาราโดยไม่มีใครขวางได้แล้ว!" ผู้เฒ่าฉวี่เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง

ตงฟางหยวนเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะตอบ "บางที สิ่งที่มันต้องการจริงๆ ก็คือการให้พวกเราทุกคนตายเพราะแสงหายนะวันสิ้นโลกก็ได้?"

"อาจจะมีเพียงวิธีนี้ ที่จะทำให้เป้าหมายของมันบรรลุผล"

"แน่นอน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นแค่สมมติฐานของข้า"

"หากอยากรู้ความจริงทั้งหมด พวกเราก็มีแต่ต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น!"

"ต้องแข็งแกร่งพอที่จะทำให้จักรพรรดิเทพทั้งสามคนไม่สามารถต่อกรกับพวกเราได้ บีบให้ผู้อยู่เบื้องหลังพวกมัน ต้องยอมเผยตัวออกมาจัดการพวกเราด้วยตัวเอง!"

ผู้เฒ่าหลี่ยังคงมองว่าเวลาสั้นเกินไป "เวลาแค่นี้ เจ้าจะแข็งแกร่งขึ้นได้สักแค่ไหนเชียว?"

"ข้าว่านะ มิสู้ให้จ้าวสวรรค์ซีกับองค์หญิงหลีสือมาร่วมมือกับพวกเราดีกว่า ตราบใดที่มีพวกนางสองคนมาร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิเทพหรือเผ่าซากศพ ก็มีแต่ต้องพ่ายแพ้ราบคาบเท่านั้น"

ตงฟางหยวนส่ายหน้า "มีจ้าวสวรรค์ซีกับหลีเสวี่ยมาช่วย การจะจัดการจักรพรรดิเทพกับพวก ย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน"

"แต่หลังจากนั้นล่ะ?"

"หากผู้อยู่เบื้องหลังพวกมันออกโรงจริงๆ ใครจะมีความสามารถและมั่นใจพอที่จะกอบกู้สถานการณ์ได้?"

"การที่มันไม่ยอมโผล่หัวออกมา แสดงว่าสถานการณ์น่าจะยังอยู่ในความควบคุมของมัน จึงไม่คุ้มค่าพอที่จะให้มันต้องลงมือเอง"

"แต่ถ้าจักรพรรดิเทพทั้งสามตกอยู่ในกำมือพวกเรา มันย่อมต้องออกโรงมาพลิกสถานการณ์แน่"

"ถ้าพลังของมันอยู่ในระดับเทพผู้รังสรรค์จริงๆ แล้วใครล่ะจะมั่นใจว่ารับมือมันได้?"

ได้ยินดังนั้น คนอื่นๆ ก็เงียบกริบ

หากเบื้องหลังของจักรพรรดิเทพ มีตัวตนระดับเทพผู้รังสรรค์อยู่จริงๆ ล่ะก็

นั่นถือเป็นข่าวร้ายที่ทำเอาทุกคนหมดอาลัยตายอยากเลยทีเดียว

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเทพผู้รังสรรค์ ไม่มีใครมองเห็นความหวังแม้แต่ริบหรี่!

"หากเป็นเทพผู้รังสรรค์จริงๆ เจ้ามีวิธีอะไรที่จะไปต่อกรกับมันได้ล่ะ?"

ผู้เฒ่าหลี่ไม่กล้าแม้แต่จะใช้คำว่า 'จัดการ'

ต่อหน้าเทพผู้รังสรรค์ แค่สามารถต้านทานไว้ได้ก็ถือว่าฝืนลิขิตสวรรค์แล้ว คำว่าจัดการน่ะ ไม่มีสิทธิ์เอาไปใช้กับเทพผู้รังสรรค์ได้หรอก

แข็งแกร่งอย่างจอมมารบรรพกาล ในอดีตพวกเขายังต้องผนึกกำลังเทพบรรพชนหลายท่าน และถ้าหากไม่ได้จ้าวสวรรค์ซีมาช่วย เกรงว่าการสะกดข่มมันก็คงไม่ง่ายดายนัก

แต่คนระดับนั้น ในช่วงพีกสุด กลับถูกเทพผู้รังสรรค์ใช้แค่ฝ่ามือเดียวสะกดข่มได้อย่างราบคาบ!

แม้จะห่างกันแค่ระดับเดียว แต่ความต่างของชั้นพลังนั้นมันมหาศาลเหลือคณา

เปรียบดั่งเอาดวงดาวดวงเดียว ไปเทียบกับจักรวาลทั้งใบเลยทีเดียว!

จบบทที่ 848-849

คัดลอกลิงก์แล้ว