- หน้าแรก
- คอร์สเร่งรัดสอนนางเอก จงหน้าหนาเข้าไว้ แต่อย่าไร้ยางอายก็พอ
- บทที่ 13 รู้ตัวบ้างไหมว่าเธอน่ะวิเศษขนาดไหน
บทที่ 13 รู้ตัวบ้างไหมว่าเธอน่ะวิเศษขนาดไหน
บทที่ 13 รู้ตัวบ้างไหมว่าเธอน่ะวิเศษขนาดไหน
บทที่ 13 รู้ตัวบ้างไหมว่าเธอน่ะวิเศษขนาดไหน
หลงอ้าวเทียนมองท่าทางเขินอายของหูอวี้อิงด้วยสายตาแปลกๆ "ไม่เคยมีใครบอกเหรอว่าเธอสวย?"
เมื่อได้ยินดังนั้น หูอวี้อิงก็ทำตัวไม่ถูก ยิ่งประหม่าหนักเข้าไปใหญ่
ท่าทางเอียงอายที่หลุบตาลงต่ำเล็กน้อยของเธอ ช่างเหมือนกับจิ้งจอกขาวตัวน้อยในตำนานโบราณ แผ่กลิ่นอายความบริสุทธิ์ที่ทั้งเย้ายวนและดึงดูดใจอย่างน่าประหลาด
สายตาที่ช้อนมองขึ้นมาเป็นครั้งคราวช่างสะกดใจ ทำให้ผู้คนต้องศิโรราบและกระตุ้นสัญชาตญาณดิบที่อยากจะเอาชนะและครอบครอง
"มะ... ไม่มีหรอกค่ะ"
"หยุด... หยุดพูดเรื่องนี้เถอะค่ะ" หูอวี้อิงแสร้งทำเป็นหยิบม้วนกระดาษขึ้นมา "โจทย์ข้อนี้ง่ายมาก หนูจดวิธีทำไว้ในสมุดแล้ว เดี๋ยวหนูหาให้นะคะ"
"แบบฝึกหัดในกระดาษพวกนี้มีจุดสำคัญอยู่เยอะ เดี๋ยวหนูจะสรุปให้ ถ้าพี่ฝึกทำบ่อยๆ เกรดต้องดีขึ้นแน่นอน"
เมื่อเห็นท่าทางลนลานของหูอวี้อิง หลงอ้าวเทียนก็รู้สึกขบขัน สาวน้อยคนนี้ช่างแกล้งง่ายเสียจริง
ดูสิ หน้าเล็กๆ นั่นแดงไปหมดแล้ว
แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของหลงอ้าวเทียน ความกังวลใจของหูอวี้อิงกลับลดน้อยลง
อันที่จริง ผ่านการพูดคุยที่มีการชี้นำอย่างแนบเนียนของหลงอ้าวเทียน กำแพงความระแวงของหูอวี้อิงก็ทลายลงไปมากแล้ว
หากเป็นเมื่อก่อน ถ้าได้ยินคำพูดแบบนี้ เธอคงก้มหน้างุด ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาใคร
ลูกเป็ดขี้เหร่ที่กลายร่างเป็นหงส์ แท้จริงแล้วมันก็คือหงส์มาตั้งแต่ต้น
หูอวี้อิงก็เช่นกัน เหมือนกับพล็อตนิยายทั่วไปที่นางเอกจะค่อยๆ เปล่งประกาย จนกระทั่งกลายร่างอย่างสมบูรณ์และทำให้ทุกคนต้องตกตะลึง
สิ่งที่เธอต้องการที่สุดในตอนนี้คือการสร้างความมั่นใจ
การทำลายความมั่นใจของใครสักคนนั้นง่ายแสนง่าย
แต่การสร้างมันขึ้นมาใหม่นั้นยากเย็นแสนเข็ญ
อย่างน้อยสำหรับหูอวี้อิง วันนี้ถือเป็นวันที่วิเศษที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
คำชมที่เธอได้รับในวันนี้ มีมากกว่าคำชมตลอดช่วงมัธยมปลายปีหนึ่งและปีสองรวมกันเสียอีก
ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณพี่ชายแสนดีคนนี้
เมื่อคิดได้ดังนั้น หูอวี้อิงก็แอบให้กำลังใจตัวเอง มุ่งมั่นที่จะช่วยติวให้พี่ชายมีผลการเรียนที่ดีขึ้นให้ได้
เมื่อเห็นไฟแห่งความมุ่งมั่นลุกโชนในตาของหูอวี้อิง หลงอ้าวเทียนเองก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาบ้าง
สิบนาทีผ่านไป...
"เดี๋ยวนะ รอแป๊บ ตอนนี้สมองฉันพันกันยุ่งเหยิงไปหมดแล้ว ขอตั้งสติก่อน กำหนดให้ฟังก์ชัน f(x) = kx + b..."
หูอวี้อิงนั่งรออย่างเงียบๆ แต่เมื่อเห็นควันลอยกรุ่นออกมาจากศีรษะของลูกพี่ ดวงตาของเธอก็เบิกกว้าง
เธอชี้ไปที่หัวของหลงอ้าวเทียนด้วยความตกใจ "พี่คะ... หัวพี่มีควันขึ้นแล้ว"
"หือ?" หลงอ้าวเทียนชะงักไปครู่หนึ่ง "ฉันไม่เห็นรู้สึกเลย? หรือว่าสมองฉันกำลังขยายตัว?"
"งั้น... พี่ยังอยากจะเรียนต่อไหมคะ?"
"เรียนสิ" หลงอ้าวเทียนตอบกลับทันควัน "ฉันรู้สึกเหมือนเทพเจ้าแห่งการศึกษากำลังเข้าสิง ตอนนี้ไม่มีใครหยุดฉันได้แล้ว!"
หลังจากที่หูอวี้อิงอธิบายวิธีแก้โจทย์จนจบเธอก็มองหลงอ้าวเทียนด้วยสายตาคาดหวัง "พี่เข้าใจแล้วใช่ไหมคะ?"
"อืม ก็พอได้นะ" อันที่จริงหลงอ้าวเทียนยังไม่เข้าใจสักนิด แต่เขารู้สึกอายที่จะยอมรับ
ก็แหม... ภาพลักษณ์ที่เขาสร้างไว้ต่อหน้าหูอวี้อิงคือความแข็งแกร่งดุดันและสติปัญญาอันเฉียบแหลมนี่นา!
ถ้าเธอรู้ว่าจริงๆ แล้วเขาหัวทึบ เธอจะยังเคารพเขาอยู่ไหมนะ?
เมื่อได้ยินคำตอบของหลงอ้าวเทียน ดวงตาของหูอวี้อิงก็หยีลงเป็นรูปสระอิ เธอเอียงคอเล็กน้อยพยายามกลั้นขำ "งั้นเรามาทวนกันอีกรอบดีไหมคะ?"
ที่เธอต้องกลั้นขำก็เพราะหลงอ้าวเทียนดูออกง่ายมากว่าไม่เข้าใจ แต่ยังฝืนทำฟอร์มว่าเข้าใจ
ท่าทางเลิ่กลั่กแบบนั้น ช่างต่างจากตอนที่สั่งสอนหวังซั่วลิบลับ!
ดูซื่อบื้อนิดๆ แฮะ
"งั้นทวนอีกรอบก็ได้ เธอเขียนอธิบายด้วยปากกาเลยนะ"
"ได้ค่ะ"
นักเรียนหลังห้องจอมเกเรของห้อง 7 กำลังนั่งถกเรื่องการเรียนกับนักเรียนใหม่
นี่เป็นภาพที่ใครก็จินตนาการไม่ออกมาก่อน
แต่บทสนทนาของทั้งคู่ดูจะหลุดโลกไปหน่อยไหม?
ใช้สมองจนควันขึ้น แถมยังโม้ว่าเทพเจ้าแห่งการศึกษาสิงร่างอีก
เมื่อกี้ก็เห็นชัดๆ ว่าร้อนตัวไม่ใช่เหรอ? ไหนบอกว่าเข้าใจแล้วไง!
เพื่อนร่วมชั้นต่างพากันแอบมองหลงอ้าวเทียนและหูอวี้อิง
เสียงซุบซิบดังขึ้นเบาๆ
แม้แต่หวังซั่วเองก็อดไม่ได้ที่จะมองหลงอ้าวเทียน "มันเอาจริงดิ?" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"สมองมันคงไม่ได้งอกออกมาจริงๆ หรอกใช่มั้ย? เมื่อกี้ฉันก็เห็นควันขึ้นหัวมันเหมือนกัน" เพื่อนร่วมโต๊ะของหวังซั่วพูดด้วยความประหลาดใจ
ในฐานะนักเรียนที่สอบได้ที่โหล่และรองโหล่ พวกเขายังไม่อยากจะเชื่อว่าคนที่สอบได้ที่สุดท้ายอย่างหลงอ้าวเทียนจะลุกขึ้นมาตั้งใจเรียน จนถึงขั้นสมองไหม้ควันขึ้นขนาดนั้น
ปกติครูต้องสอนนักเรียนกว่า 60 คนในห้องเดียว ด้วยเวลาที่จำกัด จึงไม่สามารถอธิบายเจาะลึกได้ทุกขั้นตอน ไม่อย่างนั้นจะสอนไม่ทันหลักสูตร ทำให้คำอธิบายมักไม่ครอบคลุม
แต่การสอนตัวต่อตัวของหูอวี้อิงนั้นละเอียดลออมาก เธออธิบายกระบวนการคิดทีละขั้นตอน
บางครั้งเมื่อหลงอ้าวเทียนไม่เข้าใจ หูอวี้อิงก็จะเปลี่ยนวิธีอธิบายทันที ทำให้เขาเข้าใจได้เร็วขึ้น
"แบบนี้ถูกไหม?"
หูอวี้อิงพยักหน้าเบาๆ "อื้ม"
"เยี่ยม!" เขายืดตัวบิดขี้เกียจ รู้สึกภูมิใจในตัวเองสุดๆ
ไม่มีใครบอกคำตอบเขา เขาคิดมันออกมาเองทีละขั้นโดยอิงจากวิธีที่หูอวี้อิงสอน!
อัจฉริยะ ชัดๆ ว่าเขาคืออัจฉริยะ!
เมื่อเห็นสีหน้าเปี่ยมสุขของหลงอ้าวเทียน ประกายตาของหูอวี้อิงสว่างวาบขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะหม่นแสงลงอย่างรวดเร็วราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้
ความสุขของคนอื่นช่างดูเรียบง่ายเหลือเกิน
ในอดีต เวลาที่คนพวกนั้นเห็นเธอตกอยู่ในสภาพน่าสมเพช พวกเขาก็ดูมีความสุขและสนุกสนาน
บางคนดูท่าทางน่ากลัวและไม่น่าตอแย แต่ความสุขของเขากลับเป็นเพียงแค่การแก้โจทย์เลขข้อนึงได้
ทำไมความสุขของเธอถึงได้ยากเย็นนักนะ?
เธอไม่ได้ขออะไรมาก แค่หวังว่าจะไม่มีใครมารังแกเธออีก
เธอไม่เคยไปหาเรื่องใครก่อน แค่อยากเรียนเงียบๆ สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่หวัง จบมาหางานทำเลี้ยงดูครอบครัว แต่ทำไมมันถึงยากขนาดนี้?
ถ้าไม่ได้เจอลูกพี่ ป่านนี้เธอคงยังโดนรังแกอยู่แน่ๆ
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าเงยหน้ามองหลงอ้าวเทียน "พี่หลงคะ ถ้าหนูเป็นผู้ติดตามของพี่ จะไม่มีใครมารังแกหนูอีกแล้วใช่มั้ยคะ?"
หลงอ้าวเทียนได้ยินดังนั้นก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
เขาสบตาหูอวี้อิง ไม่ได้ตอบคำถามเธอโดยตรง แต่กลับพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า "รู้ตัวบ้างไหมว่าเธอน่ะวิเศษขนาดไหน?"
"วิเศษเหรอคะ? หนูเนี่ยนะ?" แววตาของหูอวี้อิงเต็มไปด้วยความงุนงง
"ให้ฉันลองเดานะ ถ้าฉันเดาถูก เธอพยักหน้านะ โอเคไหม?"
หูอวี้อิงมองหลงอ้าวเทียนโดยไม่พูดอะไร แล้วพยักหน้า
"ในบรรดาคนที่เคยรังแกเธอ มีบางคนที่เคยมาสารภาพรัก แต่เธอปฏิเสธไปใช่ไหม?"
เมื่อได้ยินคำถามนี้ หูอวี้อิงเผลอเม้มปากแน่น แต่ภายใต้สายตาคู่นั้นของหลงอ้าวเทียน เธอก็ยอมพยักหน้า
หลงอ้าวเทียนหัวเราะในลำคอเบาๆ "ดูเหมือนฉันจะเดาถูก"
"และในบรรดาคนที่เคยรังแกเธอ พวกมันเคยวิจารณ์รูปร่างหน้าตาเธอ หรือใส่ร้ายว่าเธอโกงข้อสอบใช่ไหม?"
ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมา หูอวี้อิงหลุบตาลงต่ำ คอตกโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ยังคงพยักหน้า
"งั้นรู้หรือยังว่าจริงๆ แล้วเธอน่ะยอดเยี่ยมแค่ไหน?"
"คนเก่งๆ มักจะดึงดูดซึ่งกันและกัน แต่พวกที่ตัดสินคนแค่เปลือกนอกและต้องการแค่การครอบครอง จะทำทุกวิถีทางเพื่อฉุดเธอลงไปเกลือกกลั้วกับพวกมัน"
"เพราะเธอดีเกินไป สำหรับคนบางประเภท มันเหมือนหงส์กับคางคก หรือเมฆขาวบนฟ้ากับโคลนตมบนพื้น"
"มีแค่ตอนที่หงส์กลายเป็นลูกเป็ดขี้เหร่ หรือเมฆขาวถูกสาดโคลนจนเปรอะเปื้อนเท่านั้น คนพวกนี้ถึงจะมีโอกาสอันน้อยนิดที่จะเอื้อมถึง"
พูดถึงตรงนี้ หลงอ้าวเทียนก็จงใจปรายตามองไปทางหวังซั่วที่กำลังแคะขี้มูกอยู่
หูอวี้อิงมองตามสายตาของหลงอ้าวเทียน แล้วรีบเบือนหน้าหนีทันที
"แต่ในทางกลับกัน ความอิจฉาริษยาก็สามารถบิดเบือนจิตใจคนได้เหมือนกัน"
"คนที่พวกนั้นชอบดันมาหลงใหลในตัวเธอ ทำให้ต่อมศักดิ์ศรีของพวกนั้นทำงาน แต่พอพบว่าตัวเองสู้เธอไม่ได้สักอย่าง แถมยังไม่อยากยอมรับความจริงที่ว่าเธอดีกว่า..."
"การตกเป็นเป้าโจมตีจึงเกิดขึ้น พวกมันจะหาทางเปิดเผยช่วงเวลาที่น่าอับอายที่สุดของเธอต่อหน้าทุกคน เพื่อทำให้ภาพลักษณ์ที่แสนดีของเธอแปดเปื้อน"
"เพื่อให้เธอที่แปดเปื้อนแล้ว ดูวิเศษน้อยลงยังไงล่ะ"
คำพูดของหลงอ้าวเทียน แม้จะดูเหมือนเป็นการชี้แนะหูอวี้อิง แต่จริงๆ แล้วเขากำลังขยายจุดแข็งของเธอให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ในฐานะชายหนุ่มเลือดร้อนจากยุคใหม่ ก่อนที่หลงอ้าวเทียนจะข้ามมิติมา เขามีอายุถึง 28 ปีแล้ว
การจะเรียกตัวเองว่า 'ลุง' ต่อหน้าเด็กสาววัย 18 ปีคนนี้ ก็คงไม่ถือว่าเกินไปนักใช่ไหม?
การได้ผ่านโลกมามากกว่า เห็นความอบอุ่นและความเยือกเย็นของผู้คน ความไม่แน่นอนของโลก และความดำมืดของจิตใจคนมามาก ทำให้เขารู้วิธีปลอบโยนคนอื่นได้อย่างตรงจุด
อันที่จริง สิ่งที่หลงอ้าวเทียนพูดก็ไม่ใช่เรื่องผิด
หลังจากจบมัธยมต้น ทั้งชายและหญิงต่างก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นที่หัวใจเริ่มพองโตและมีความรู้สึกรักใคร่
ในระดับมัธยมปลาย แรงดึงดูดระหว่างเพศบวกกับฮอร์โมนที่พุ่งพล่าน มักนำไปสู่ความหลงใหลเป็นพิเศษต่อหญิงสาวหรือชายหนุ่มที่มีหน้าตาดีโดดเด่น
การถูกปฏิเสธรักจนเกิดความแค้นเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อย แม้แต่ในหมู่ผู้ใหญ่เองก็ตาม
และการที่คนที่ตัวเองแอบชอบดันไปชอบคนอื่น จนเกิดเป็นความอิจฉาริษยาก็เป็นเรื่องปกติ
แต่ต้นตอของปัญหาจริงๆ ก็ยังอยู่ที่ตัวของหูอวี้อิงเองนั่นแหละ...