- หน้าแรก
- นางเซียนผู้เย็นชา ระบบเอาชะตานางมา
- ตอนที่ 18 บทลงโทษต่อลั่วจื่ออิน
ตอนที่ 18 บทลงโทษต่อลั่วจื่ออิน
ตอนที่ 18 บทลงโทษต่อลั่วจื่ออิน
ฉู่โม่หิ้วถุงสมบัติที่เพิ่งจะตุงขึ้นมา พร้อมเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้าน แล้วจึงออกเดินทางกลับถ้ำพำนัก
หลังจากเดินออกจากป่าทึบมาได้สักพัก เขาก็เข้าสู่ถนนสายหลักอันกว้างขวางซึ่งเป็นที่รวมตัวของเหล่าศิษย์สายนอก
ฉู่โม่สัมผัสได้ด้วยความไวว่า สายตาที่จ้องมองมาจากรอบด้านดูละโมบและไม่เป็นมิตรยิ่งกว่าก่อนหน้านี้เสียอีก
สายตาเหล่านั้นราวกับหมาป่าหิวโหย ที่จ้องเขม็งมาที่เขา
ขณะที่กำลังสงสัย สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นถุงสมบัติที่เอว แล้วฉู่โม่ก็เข้าใจได้ในทันที
ถุงสมบัติที่เอวของเขาพองออกมาเล็กน้อยเพราะบรรจุหินวิญญาณไว้จำนวนมาก ซ้ำยังแผ่คลื่นพลังปราณจางๆ ออกมาอย่างปิดไม่มิด
เขาเพิ่งตระหนักว่า ถุงสมบัติมาตรฐานสำหรับศิษย์สายนอกนี้คุณภาพช่างต่ำต้อยเสียจริง
หากใส่หินวิญญาณน้อยๆ ก็ยังพอทน... แต่พอใส่เข้าไปมากๆ กลิ่นอายพลังปราณอันเข้มข้นจากหินวิญญาณก็ไม่อาจปกปิดไว้ได้อีกต่อไป
นี่มันไม่ต่างอะไรกับการแปะป้ายไว้บนหน้าผากว่า คนโง่ เงินเยอะ รีบมาปล้น หรอกหรือ?
เข้าตำรามีหยกติดตัวย่อมมีความผิดโดยแท้
แต่ทว่า...
โชคดีที่ศิษย์ที่พบเจอจนถึงตอนนี้ ล้วนมีตบะอยู่เพียงระดับกลั่นลมปราณขั้นต้น และไม่ได้จับกลุ่มกัน
อีกทั้งที่นี่ยังเป็นถนนใหญ่ ซึ่งอาจมีศิษย์จากหอคุมกฎเดินลาดตระเวนผ่านมาเป็นระยะ
จึงยังไม่มีใครกล้าบุ่มบ่ามลงมือกับเขา
แต่หากเดินต่อไปอีกสักหน่อย
เกิดไปเจอศิษย์ที่มีตบะสูงกว่านี้ หรือพวกระดับผู้ดูแลเข้า ก็ไม่แน่ว่าจะรอดไปได้ง่ายๆ
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมา ฉู่โม่จึงตัดสินใจเลี่ยงจากถนนใหญ่ไปใช้เส้นทางลัด
เขาต้องเดินอ้อมไปไกลกว่าเดิมค่อนข้างมาก กว่าจะกลับถึงถ้ำพำนักของตนเอง
......
หลายชั่วยามต่อมา ณ ป่าทึบเขาหลัง
ศิษย์หอคุมกฎที่รับหน้าที่ลาดตระเวน ได้พบศพของพวกหวังเหลียงเข้า
ศพเจ็ดแปดศพนอนระเกะระกะ สภาพศพแต่ละศพบิดเบี้ยวสยดสยอง ท้าทายขีดจำกัดทางจิตใจของผู้พบเห็น
บางศพถูกเชือดคอจนเกือบขาด ศีรษะห้อยพับลงมาอย่างน่าเวทนา
บางศพถูกฟันขาดครึ่งท่อนที่เอว ศีรษะถูกตัดกระเด็นหายไป
เลือดสีแดงฉานย้อมผืนป่าจนชุ่มโชก ไหลมารวมกันเป็นแอ่งเลือดขนาดย่อม ส่งกลิ่นคาวคลุ้งชวนอาเจียน
ภาพความโหดเหี้ยมทารุณเบื้องหน้า ทำให้ศิษย์หอคุมกฎที่ปกติต่างวางก้ามใหญ่อยู่เป็นนิจ ถึงกับท้องไส้ปั่นป่วนจนแทบทนไม่ไหว
"รีบ... รีบไปรายงานท่านผู้ดูแลเร็วเข้า!"
หอคุมกฎของสำนักกระบี่หลิงสวีแบ่งออกเป็นสายในและสายนอก คดีที่สายนอกยากจะตัดสิน มักจะถูกส่งต่อไปยังหอคุมกฎสายใน
และผู้อาวุโสที่ดูแลหอคุมกฎทั้งหมดของสำนักกระบี่หลิงสวี ก็คือเจียงสือกว่าง
นอกจากนี้ เขายังมีอิทธิพลอย่างมากในหอลงทัณฑ์อีกด้วย
เมื่อข่าวถูกรายงานขึ้นไปตามลำดับชั้น เรื่องนี้ก็ไปถึงหูของเจียงสือกว่างที่อยู่สายในอย่างรวดเร็ว
ภายในถ้ำพำนักของเจียงสือกว่าง
เจี่ยงผิงเทียนเพิ่งจะรายงานผลภารกิจภายนอกจบ ก็ได้ยินเจียงสือกว่างเอ่ยถึงเรื่องนี้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ศิษย์สายนอกระดับกลั่นลมปราณขั้นกลางตายไปเจ็ดแปดคน... ในที่เกิดเหตุแทบไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ล้วนถูกสังหารในกระบวนท่าเดียว ลงมือได้อย่างหมดจดเฉียบขาด"
เจียงสือกว่างลูบคาง แววตาเป็นประกายวูบวาบ
"ผิงเทียน ในความคิดของเจ้า เรื่องนี้เป็นฝีมือของผู้ใด?"
เจี่ยงผิงเทียนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า
"การจะจัดการศิษย์ระดับกลั่นลมปราณขั้นกลางจำนวนมากได้เงียบเชียบในเวลาอันสั้นเช่นนี้..."
"ผู้ลงมือต้องมีตบะอย่างน้อยระดับกลั่นลมปราณขั้นสูงสุด หรืออาจถึงขั้นกึ่งสร้างรากฐาน"
"อีกทั้งวิธีการยังโหดเหี้ยมอำมหิต ไม่ปล่อยใครรอดชีวิต"
"ศิษย์คาดว่า เรื่องนี้น่าจะเป็นฝีมือของ... สายลับผู้ฝึกวิชามารผู้นั้น โดยใช้วิชามารที่ร้ายกาจและลึกลับ"
เจียงสือกว่างพยักหน้า สีหน้าขรึมลงเล็กน้อย
"เรื่องสายลับผู้ฝึกวิชามาร ไม่รู้ว่าทำไมช่วงนี้ข่าวถึงรั่วไหลออกไป เบื้องบนรับรู้เรื่องนี้แล้ว"
"ตอนนี้มาเกิดคดีสะเทือนขวัญซ้ำอีก เกรงว่าอีกไม่นานคงมีคำสั่งตายลงมา ให้พวกเราเร่งลากตัวมันออกมาให้ได้"
เขาปรายตามองเจี่ยงผิงเทียน
"ผิงเทียน ทางฝั่งเจ้า ได้เบาะแสตัวตนของสายลับผู้ฝึกวิชามารบ้างหรือยัง?"
เจี่ยงผิงเทียนแสดงสีหน้าลำบากใจ ประสานมือคารวะ
"เรียนท่านอาจารย์ สายลับผู้นั้นเคลื่อนไหวลึกลับซับซ้อนยิ่งนัก"
"ศิษย์ส่งคนออกสืบข่าวทางลับมาหลายวัน แต่ก็ยังระบุตัวตนที่แน่ชัดไม่ได้"
"ข้อมูลที่มีอยู่ ก็ยังรู้เพียงว่าเป็นศิษย์หญิงเท่านั้น"
"และตอนนี้คดีฆาตกรรมนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วสายนอก ผู้คนต่างตื่นตระหนก หากสืบสวนต่อไป... เกรงว่าจะแหวกหญ้าให้งูตื่น"
"แผนการตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงจริงๆ"
เจียงสือกว่างถอนหายใจพลางนวดหว่างคิ้ว
เดิมทีเขาตั้งใจจะปิดเรื่องนี้ไว้ก่อน เพื่อระบุตัวตนของผู้ฝึกวิชามารให้แน่ชัด รอจนฝ่ายนั้นเริ่มก่อความวุ่นวายในสำนัก แล้วค่อยรวบตัวเพื่อสร้างผลงานชิ้นใหญ่
ตอนนี้คงทำไม่ได้แล้ว
ไม่รู้เหมือนกันว่า ข่าวเรื่องมีผู้ฝึกวิชามารแฝงตัวอยู่ในสายนอกรั่วไหลออกไปจากไหน
เห็นทีคงต้องตรวจสอบศิษย์รอบตัวครั้งใหญ่เสียแล้ว
เจียงสือกว่างโบกมือ
"ช่างเถอะ เจ้าไปเพิ่มกำลังคนเดี๋ยวนี้ ต้องสืบประวัติความเป็นมาของมารตนนั้นให้กระจ่างโดยเร็วที่สุด!"
"ส่วนคดีนี้ให้ประกาศออกไปว่าเป็นฝีมือของผู้ฝึกวิชามารผู้นั้น จะได้ใช้เป็นข้ออ้างรายงานทางสำนักไปก่อน"
"ส่วนความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในสายนอก ก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของพวกเรา"
"ขอรับ ท่านอาจารย์!"
เจี่ยงผิงเทียนรับคำสั่งแล้วหมุนตัวเดินจากไป
ระหว่างทางไปหอคุมกฎสายใน เจี่ยงผิงเทียนครุ่นคิดอย่างสงสัย
เขาแปลกใจจริงๆ
ข่าวเรื่องสายลับผู้ฝึกวิชามารแฝงตัวเข้ามาในสายนอก รั่วไหลออกไปได้อย่างไร?
ทางฝั่งเขา เขาเคยเปรยให้คู่บำเพ็ญเพียรที่สนิทและไว้ใจที่สุดฟังเพียงคนเดียว คิดว่านางย่อมต้องรักษาความลับ
หรือจะเป็นคนทางฝั่งอาจารย์ที่ทำข่าวรั่ว?
......
อีกด้านหนึ่ง ณ ถ้ำพำนักของหลินอู๋เจี๋ย
เมื่อข่าวเริ่มแพร่สะพัด
เขาก็ได้รับรู้ว่า พวกหวังเหลียงที่เขาส่งไปจัดการฉู่โม่ ล้วนตายตกอย่างน่าอนาถที่เขาหลัง
ว่ากันว่าถูกสายลับผู้ฝึกวิชามารลึกลับผู้นั้นสังหาร
หลินอู๋เจี๋ยถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ
"บัดซบ! ตายเรียบ ทำไมถึงตายกันหมด?!"
หลินอู๋เจี๋ยไม่อยากจะเชื่อ นั่นมันยอดฝีมือระดับกลั่นลมปราณขั้นกลางตั้งเจ็ดแปดคนเชียวนะ!
เจ้าฉู่โม่สมควรตายนั่น ทำไมดวงดีขนาดนี้ ดันรอดไปได้พอดิบพอดี?!
ความโกรธและความไม่ยินยอมพร้อมใจเดือดพล่านอยู่ในอก
แต่ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงคำพูดของหลินเจิงผู้เป็นบิดาที่เพิ่งกล่าวกับเขาไม่นานนี้
เจ้าโง่ฉู่โม่ ดันไปเลือกฝึกเคล็ดวิชาซวีเทียนปิงพั่ว วิชาที่เงื่อนไขการฝึกฝนโหดหินจนแทบเป็นไปไม่ได้
ด้วยทรัพยากรเท่าที่ศิษย์สายนอกจะหาได้ ชาตินี้ทั้งชาติ ฉู่โม่ก็ทำได้แค่รอวันตายอย่างสูญเปล่าเท่านั้น
พอคิดได้เช่นนี้ ความโกรธในใจของหลินอู๋เจี๋ยก็ทุเลาลงบ้าง
ฮึ ก็แค่ขยะที่ไม่มีอนาคตคนหนึ่ง
คราวนี้ถือว่ามันดวงแข็ง
รอโอกาสหน้า... ค่อยๆ ทรมานมันเล่นก็ยังไม่สาย
......
ในขณะเดียวกัน ณ ถ้ำพำนักอันมิดชิดแห่งหนึ่งในเขตสายนอกของสำนักกระบี่หลิงสวี
หญิงสาวรูปร่างเย้ายวน ส่วนเว้าส่วนโค้งงดงาม กำลังโกรธจนหน้าอกกระเพื่อมไหว กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ
ผมยาวสลวยดุจแพรไหมสีดำขลับของนางปล่อยสยายอย่างไม่ตั้งใจ ปอยผมซุกซนไม่กี่เส้นทิ้งตัวลงข้างแก้ม สั่นไหวเบาๆ ตามจังหวะการหายใจที่ถี่กระชั้น
ดวงตาดอกท้อที่งดงามหยาดเยิ้มปานจะกระชากวิญญาณ บัดนี้กลับลุกโชนด้วยไฟโทสะ
"บัดซบ บัดซบ บัดซบ!"
นางด่าทอไอ้คนใส่ร้ายที่นางไม่รู้ว่าเป็นใครจนเละเทะในใจ
แม่อย่างข้าอุตส่าห์ซุ่มซ่อนตัวอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว ไปทำอะไรให้ใครหรือยังไง?
อยู่ดีๆ ก็มีแพะตัวเบ้อเริ่มหล่นใส่หัวโครมใหญ่!
ตอนนี้ทั้งสำนักคลั่งกันไปหมด เที่ยวไล่ตรวจค้นไปทั่วเหมือนหมาบ้า ทำเอาข้าหวาดระแวงจนไม่เป็นอันกินอันนอน แม้แต่จะแอบฝึกวิชามารยังต้องขวัญผวา
ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ!
อย่าให้แม่รู้นะว่าเป็นฝีมือใคร ไม่งั้นแม่จะสูบวิญญาณมันมาเคี่ยวกรำ ให้มันอยู่มิสู้ตายเลยคอยดู!
......
ราตรียามดึก
ณ ถ้ำพำนักของฉู่โม่
ลั่วจื่ออินมาเยือนอย่างเงียบเชียบ
"ศิษย์พี่หญิงลั่ว ถุงสมบัติของศิษย์สายนอกนี่ ดูเหมือนจะใช้งานได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะขอรับ"
ฉู่โม่หมุนถุงสมบัติในมือเล่น พลางเอ่ยด้วยนัยแอบแฝง
ลั่วจื่ออินใจสั่นสะท้าน แต่สีหน้ายังคงนิ่งเฉย
"ถุงสมบัติที่ศิษย์สายนอกใช้ เป็นของระดับต่ำ ย่อมไม่อาจปิดกั้นคลื่นพลังปราณจากหินวิญญาณจำนวนมากได้ทั้งหมด"
"มีเพียงแหวนมิติที่ศิษย์สายในมีสิทธิ์ครอบครองเท่านั้น จึงจะสามารถปิดกั้นกลิ่นอายจากภายในสู่ภายนอกได้อย่างสมบูรณ์"
"อ้อ?"
ฉู่โม่เลิกคิ้ว
"เป็นเช่นนี้เอง แล้วตอนที่ศิษย์พี่หญิงให้หินวิญญาณข้ามาตั้งมากมาย... เหตุใดจึงไม่เตือนข้าสักคำเล่า?"
ลั่วจื่ออินชะงักลมหายใจ
นางจงใจทำเช่นนั้นอยู่แล้ว
นางภาวนาให้เจ้าปีศาจนี่ถูกพวกโจรชั่วในสายนอกหมายตาเพราะอวดร่ำอวดรวย และตายแบบไม่เหลือซากไปซะ นางจะได้หลุดพ้นจากการควบคุมนี้เสียที
"ข้า..."
"ดูท่า ทาสอย่างศิษย์พี่หญิงลั่ว จะยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอนะ"
น้ำเสียงของฉู่โม่ราบเรียบ แต่กลับทำให้ลั่วจื่ออินรู้สึกเย็นวาบตั้งแต่ฝ่าเท้าพุ่งขึ้นสู่สมอง
เขาค่อยๆ ล้วงเอาแส้สีดำสนิทที่เปล่งประกายวาววับออกมาจากถุงสมบัติของตัวเองอย่างเชื่องช้า
นี่คือของที่ยึดมาจากพวกหวังเหลียง
......
ลั่วจื่ออินบำเพ็ญเพียรมาหลายปี สำหรับความเจ็บปวดทางกายทั่วไป นางไม่แม้แต่จะกระพริบตา
แต่สิ่งที่ฉู่โม่มอบให้นางคือความอัปยศและความอับอายอย่างรุนแรง จนทำให้นางต้องหลั่งน้ำตาออกมาอีกครั้ง
จนในที่สุด นางก็ไม่อาจกลั้นเสียงร้องไว้ได้
หลังผ่านการสั่งสอนไปยกหนึ่ง ฉู่โม่ก็เก็บแส้
"รู้ความผิดหรือยัง?"
ภายใต้อำนาจบาตรใหญ่ของฉู่โม่
ลั่วจื่ออินที่น้ำตานองหน้า กัดฟันแน่น
"ขอโทษ... ข้าผิดไปแล้ว..."
ลั่วจื่ออินขบริมฝีปากล่างแน่น
นางรู้ดีว่า การต่อต้านฉู่โม่รังแต่จะสูญเปล่า และมีแต่จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่า
"ต่อไป... ข้าจะระวัง..."
ยิ่งพูด เสียงของนางก็ยิ่งแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ในขณะเดียวกัน จิตใจของนางกลับกำลังกรีดร้องด้วยความเคียดแค้นชิงชังอย่างบ้าคลั่ง
ฉู่โม่...
เจ้าปีศาจ!
ข้าจะต้องฆ่าเจ้าให้ได้!
ต้องฆ่าให้ได้!
เมื่อนึกถึงท่าทีสูงส่งเย็นชาและสง่างามของลั่วจื่ออินยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นในยามกลางวัน
แล้วกลับมามองลั่วจื่ออินในตอนนี้ ที่ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาดุจดอกสาลี่ต้องหยาดฝน แต่จำต้องข่มกลั้นอารมณ์ ยอมศิโรราบและรองรับอารมณ์ของเขาอย่างจำยอม
ในใจของฉู่โม่พลันบังเกิดความหฤหรรษ์จากการได้ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง
"เอาล่ะ ศิษย์พี่หญิงลั่ว ที่จริงวันนี้ข้าเรียกท่านมา ก็เพื่อจะทำธุระสำคัญ"
ฉู่โม่เผยรอยยิ้มที่มีความหมายลึกซึ้ง นั่งยองๆ ลงข้างกายลั่วจื่ออิน แล้วกระชากผมของนางขึ้นมา
"ช่วงนี้ข้าเพิ่งได้วิชาบำเพ็ญคู่ที่น่าสนใจมาเล่มหนึ่ง ต้องการให้ศิษย์พี่หญิงลั่วช่วยข้าฝึกฝน"
"บำ... บำเพ็ญคู่?!"
ลั่วจื่ออินเงยหน้าขวับ ดวงตาหงส์ที่เปื้อนคราบน้ำตาเบิกกว้าง เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อและการต่อต้านอย่างรุนแรง
"ไม่! ไม่ได้เด็ดขาด!" นางกรีดร้องเสียงหลง
"เจ้ารู้ดีว่าข้า... ก่อนจะถึงขอบเขตแก่นทองคำ ข้าจะเสียพรหมจรรย์ไม่ได้! มิฉะนั้นพลังวัตรจะแตกสลาย ยากจะก้าวหน้าต่อไปได้!"
นางพยายามรวบรวมพลังปราณเพื่อขัดขืน แต่ทว่า พันธนาการจากส่วนลึกของวิญญาณ เปรียบเสมือนโซ่ตรวนหนามที่แหลมคมที่สุด บีบรัดจนนางเจ็บปวดเจียนตายในทันที!
"โอ๊ยยย—!"
ลั่วจื่ออินร้องโหยหวน กุมศีรษะกลิ้งไปมาบนพื้นด้วยความทรมาน ความเจ็บปวดราวกับวิญญาณถูกฉีกกระชากทำให้นางแทบหมดสติ
"ขอ... ขอร้องล่ะ..."
นางนอนคุดคู้บนพื้นเย็นเฉียบ คุกเข่าลงต่อหน้าฉู่โม่ น้ำเสียงปนสะอื้นและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ยังไม่จางหาย สภาพดูไม่ได้ ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งและเย็นชาของแม่นางเซียนอีกต่อไป
"อย่า... อย่าพรากพรหมจรรย์ของข้าไปเลย... นอกจากเรื่องนี้ ข้ายอม... ยอมเจ้าทุกอย่าง..."
ฉู่โม่มองดูนางจากมุมสูง ความหฤหรรษ์จากการเป็นผู้ควบคุมในใจยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น
"วางใจเถอะ แม้ข้าจะสนใจพรหมจรรย์ของท่าน แต่ข้าก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักหนักเบา"